การบริหารราชการแผ่นดิน

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และว่าที่ ส.ส. พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงประเด็นร้อนว่า “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำว่าการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายเท่านั้น สร้างความสนใจให้สื่อมวลชนและนักการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

การสัมภาษณ์เกิดขึ้นเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอัคราได้ยืนยันจุดยืนของพรรคอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นพรรคได้ที่นั่งอันดับ 1 อาจจะยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายอัครากล่าวว่า "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของพรรคกล้าธรรม มันเป็นแค่ข่าวลือ และไม่คิดว่าจะสร้างความตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล" เขาย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่ง

อัครา พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

ท่าทีพรรคกล้าธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นอกจากประเด็นกระทรวงเกษตรแล้ว นายอัครายังพูดถึงการประชุมพรรคกล้าธรรมในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ซึ่งจะกำชับว่าที่ ส.ส. เข้าประชุมให้พร้อมเพรียง โดยยังไม่ทราบวาระแน่ชัด เพราะนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคยังไม่แจ้ง และยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เป็นบิดาและประธานที่ปรึกษาพรรค เมื่อถามถึงการยืนยันเข้าร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี นายอัคราตอบว่า ต้องเป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นมารยาททางการเมืองที่พรรคอันดับ 1 อย่างภูมิใจไทยต้องเชิญมาคุย

สำหรับดีลการเมืองที่ลือกันว่าจะจบในสัปดาห์นี้ นายอัครากล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอหัวหน้าพรรคและเลขาธิการ แต่เชื่อมั่นว่าทุกพรรคจะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนรอคอยการแก้ไขปัญหา

บริบทการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยพรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่ง ส.ส. อันดับ 1 ทำให้มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามหลักการ พรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม กำลังถูกจับตาว่าจะต่อยอดพันธมิตรหรือไม่ ประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นจุด敏感เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ใหญ่บ้านของประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งสองพรรค การออกมาพูดของนายอัครา ถือเป็นการลดความตึงเครียด และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

  • พรรคกล้าธรรมยังรอประสานกับภูมิใจไทย โดยเลขาธิการพรรคจะแจ้งในที่ประชุม
  • ยืนยันไม่ตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรค เน้นมารยาทการเมือง
  • ทุกอย่างเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยไม่ยึดติดตำแหน่ง

การยืนยันจุดยืนเช่นนี้ช่วยคลายกระแสข่าวลือ และทำให้ภาพรวมการเจรจารัฐบาลราบรื่นยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมมีโอกาสได้เก้าอี้รัฐมนตรี หากแสดงความยืดหยุ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอัครา แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในพรรคกล้าธรรม ที่ไม่ยึดติดผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เน้นผลรวมของชาติ สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่มั่นคง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองเพิ่มเติม หรืออยากรู้วิเคราะห์เจาะลึก สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำงานบริหารอยู่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ปิติพงศ์ชู “การเมืองอิสระ” สู้ทุนเทา-แก้ปากท้อง

“ปิติพงศ์” ชูโมเดล “การเมืองอิสระ” ประกาศสู้ สามสงครามปราบทุนเทา-สแกมเมอร์-แก้ปากท้องประชาชน

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สามารถก้าวข้ามวิกฤตไปได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติ หรือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เกิดจากโครงสร้างทางการเมืองที่ผู้บริหารประเทศมักเป็นนักการเมืองอาชีพ หรือ นักการทหาร ขาดนักบริหารมืออาชีพที่เข้าใจระบบอย่างแท้จริง ตนในฐานะลูกศิษย์ของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ย้ำแนวทางของพรรคเป็นธรรมถอดแบบมาจากหลักการที่อาจารย์ปรีดีวางรากฐานไว้ โดยเฉพาะการยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 อย่างเคร่งครัด ที่ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลหลักนิติธรรมต้องถูกนำมาใช้ปกครองประเทศอย่างแท้จริง นี่คือหลักการเดียวที่จะทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และเป็นแนวทางที่ตนยึดถือมาตลอดในฐานะลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี

ย้ำสู้สามสงคราม

“หัวใจสำคัญของการเมืองที่จะแก้วิกฤตประเทศได้ คือความเป็นอิสระ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคมักมี ต้นทุนทางการเมือง”ที่ต้องแบกรับ ทำให้เมื่อเข้าไปมีอำนาจบริหาร จึงไม่สามารถพูดความจริงหรือแก้ปัญหาได้อย่างเต็มปาก เพราะติดเงื่อนไขของกลุ่มทุนผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคใหญ่พูดไม่ได้หลายเรื่อง เพราะมีต้นทุนทางการเมืองต้องปกป้อง แต่พรรคเป็นธรรมไม่มี เราเป็นพรรคอิสระ ใช้ทุนของพรรคเอง ไม่ยึดโยงผลประโยชน์ ไม่ต้องพึ่งทุนสีเทา หรือทุนการพนัน ทำให้เรากล้าชนทุกปัญหา ประเทศไทยกำลังเผชิญสงครามใหญ่ภายในประเทศที่ต้องเร่งจัดการ คือ สงครามทุนสีเทาและแก๊งสแกมเมอร์ ที่แทรกซึมเข้าสู่ระบบการเมือง และ สงครามปากท้องของพี่น้องประชาชน

ไม่เน้นประชานิยมฉาบฉวย

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า พรรคเป็นธรรมได้รวบรวมทีมงานที่เป็นนักบริหารมืออาชีพ ทั้งจากสถาบันระดับโลกอย่าง MIT และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่ออาสาเข้ามาจัดการวิกฤตเหล่านี้อย่างเป็นระบบ พร้อมเปรียบเทียบต่อว่า หากพรรคการเมืองใหญ่คือ ข้าวสารหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ประชาชนจำใจต้องกินเพื่อให้อิ่มท้องไปวันๆ พรรคเป็นธรรมขออาสาเป็น “กับข้าวปลอดสารพิษ” ที่อาจจะไม่เน้นประชานิยมฉาบฉวย แต่เน้นคุณภาพและสุขภาพที่ดีของโครงสร้างประเทศในระยะยาว เราไม่เน้นประชานิยม แต่เน้นคุณภาพ ขออาสาเป็นวัตถุดิบให้ประชาชนมาปรุงอนาคตของประเทศ ฝากเบอร์ 45 พรรคเป็นธรรม ไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

การเมืองอิสระ: ทางออกของประเทศไทย?

จากสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อนในปัจจุบัน หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “การเมืองอิสระ” คืออะไร และจะสามารถเป็นทางออกให้กับประเทศไทยได้จริงหรือ? นายปิติพงศ์ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม ได้เสนอแนวคิด “การเมืองอิสระ” ที่เน้นความโปร่งใส ไม่ยึดติดกับกลุ่มทุน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างตรงไปตรงมา แนวคิดนี้ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยการทุจริต และการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง

แต่ “การเมืองอิสระ” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคการเมืองที่ไม่มีทุนสนับสนุน มักจะเสียเปรียบในการแข่งขันทางการเมือง ดังนั้น พรรคเป็นธรรมจึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคเป็นธรรมกับแนวทาง “การเมืองอิสระ”

พรรคเป็นธรรม ชูนโยบายที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง พรรคเชื่อว่า “การเมืองอิสระ” จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถหลุดพ้นจากวงจรของการทุจริต และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ พรรคเป็นธรรมยังมีทีมงานที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยนักบริหารมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้พรรคสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

หลายคนอาจมองว่าแนวทาง “การเมืองอิสระ” ของพรรคเป็นธรรม เป็นเพียงความฝัน แต่พรรคเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่สังคมที่เป็นธรรม และมีความเจริญก้าวหน้าได้

นายปิติพงศ์เน้นย้ำว่า พรรคเป็นธรรมพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างจริงจัง แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่พรรคเป็นธรรมก็จะไม่ย่อท้อ และจะเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้าง “การเมืองอิสระ” ที่แท้จริงในประเทศไทย

ดังนั้น การเลือกพรรคเป็นธรรม จึงเป็นการสนับสนุนแนวทาง “การเมืองอิสระ” และเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้มีผู้นำที่มีความสามารถ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย ด้วยการสนับสนุน “การเมืองอิสระ”!

ที่มา – “ปิติพงศ์” ชูโมเดลพรรคเป็นธรรม “การเมืองอิสระ” ประกาศสู้ ทุนเทา -สแกมเมอร์-แก้ปากท้อง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ เลือกตั้ง69 กำหนดอนาคต

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ประเทศไทยเหมือนคนตกเหว การเลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาการเมืองสีเทา-คอร์รัปชัน เหตุไม่มีเสียง สว.ร่วมโหวตนายกฯ ชูทีมรองนายกฯ แก้ปัญหาประเทศ ไม่มีโควตา

วันที่ 19 ธ.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ของพรรค กล่าวในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ เรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า เมื่อวานพรรคประชาชนได้ประชุมพร้อมกับว่าที่ ผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเตรียมความพร้อมสู้การเลือกตั้ง เพราะตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาชน เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประเทศ ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ที่เราเจออยู่ ไม่ว่าเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่างๆ

ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเหมือนคนที่อยู่ขอบเหว และการเลือกตั้ง69 กำหนดความเป็นไปของประเทศครั้งหน้า จะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย จุดชี้ชะตาที่สำคัญที่จะทำให้เราไม่ตกเหวหรือเปล่า และใจความสำคัญอีกหนึ่งอย่างในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นการเลือกตั้งที่เสี่ยงของประชาชน กำหนดหน้าตารัฐบาลได้จริง เพราะไม่มีเสียง สว. มาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว ที่ผมบอกว่า ประเทศไทยเปรียบเหมือนคนที่อยู่ขอบเหว เพราะถ้าเรามองปัญหาทุกๆ ด้าน ที่ผ่านมาเราจะรู้สึกคุ้นชินกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

แต่ขอตั้งคำถามคุณภาคภูมิกับผู้ชมทางบ้าน ว่ามีครั้งไหนไหมที่การทุจริตคอร์รัปชัน มันกัดกินทำให้ตึกถล่มลงมาหรือเปล่า มีคนตายเกือบร้อย อย่างกรณี ตึก สตง. เราอาจจะคุ้นชินเรื่องของส่วยตำรวจ แต่มีครั้งไหนไหมที่ส่วยตำรวจ ลุกลามเข้าไปกัดกินในวงการข้าราชการตำรวจ โยงใยถึง ผบ.ตร. มีการชี้มูลความผิดตำรวจระดับสูงร่วม 200 คน มีเรื่องปัญหาแก๊งหลอกลวง แต่มีครั้งไหนไหมที่ทุนเทามายึดครองประเทศได้แบบนี้ นอกจากว่าไปพัวพันกับตลาดหลักทรัพย์ พยายามไปยึดครองกลุ่มบริษัทพลังงาน ยังเกี่ยวข้องกับสภาด้วย เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่แวดวงทางการเมืองด้วย ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาที่น่ากลัว ถ้าเรายังปล่อยให้ประเทศของเราเดินไปแบบนี้อยู่อีก มันเหมือนประเทศไทยคงตกเหว แล้วก็ไม่สามารถที่จะกอบกู้กลับมาได้อีก

เมื่อถามว่าเหลืออีกกี่ก้าวถึงจะตกเหวนั้น “นี่คือก้าวสุดท้าย เลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตประเทศครั้งหน้าเข้าใจว่าประชาชนหลายส่วน ถ้าเราดูจากผลโพล อาจจะรู้สึกผิดหวัง ขาดความเชื่อมั่นทางการเมือง แต่ผมอยากยืนยันกับทุกๆ คนอีก 1 ครั้ง ว่า การเมืองคือเรื่องแห่งความหวัง แล้วเสียงของทุกคนมีความหวังจริงๆ ไม่มีเสียงของ สว.มาขวาง แล้วเราจำเป็นที่จะต้องทำให้การเมือง ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ เป็นการเมืองที่ตรงไปตรงมา เป็นการเมืองที่ไม่มีสีเทา ตราบใดที่การเมืองยังมีสีเทาอยู่ เราไม่มีทางที่แก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ผมบอกมาได้ แต่ถ้าจุดเริ่มต้นการเมืองดี เราได้รัฐบาลของประชาชน ทุกปัญหามีทางออก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่านี่เป็นสิ่งชูธงในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พวกเราสื่อสารมาโดยตลอดและเป็นจุดสำคัญชี้เป็นชี้ตาย อย่างที่บอกว่า ปัญหาเรื่องสีเทา มันพัวพันกับประเทศเยอะเต็มไปหมด

ส่วนเมื่อวานที่พรรคประชาชนเปิดตัว รองนายกฯ 4 คน เพราะปัญหาที่ประเทศไทยเจอตอนนี้เพราะผมไม่เชื่อว่า จะมีผู้นำคนใดคนนึง ถึงแม้จะเก่ง มีคุณภาพ มีคุณสมบัติที่ดีขนาดไหน ผมไม่เชื่อว่าจะมีผู้นำเพียงแค่ 1 คน แล้วแก้ปัญหาทุกเรื่องที่บอกมาได้ จะเป็นเรื่องชายแดน สแกมเมอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน การจัดการภัยพิบัติ สิ่งที่คนไทยต้องการตอนนี้ คือ ผู้นำที่มีทีมที่เข้มแข็ง จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวทีมรองนายกฯ พรรคประชาชน 4 ด้าน 4 คน ดูแลอธิปไตยความมั่นคงใหม่ ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิต ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่ และการบริหารราชการแผ่นดินใหม่

“แต่ละคนจะไม่ได้มาทำงานแบบตำแหน่งลอย ถ้าเราดูระบบการเมืองที่เป็นอยู่บางทีตำแหน่งรองนายกฯ จะเป็นลอยๆ และให้ไปควบกระทรวง ที่แบ่งตามโควตา แต่เราออกแบบทีมโครงการบริหารที่เข้มแข็งให้รองนายกฯ ดูแลเป็นวาระ อยากขับเคลื่อนวาระยังไง โดย 1 วาระ ต้องทำงานหลายกระทรวงร่วมกัน โดยไม่ต้องควบ ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจ ที่นายวีรยุทธ เป็นคนดู อาจจะต้องดูทั้งในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกระทรวงการต่างประเทศก็เกี่ยว กระทรวงพลังงาน คมนาคม พาณิชย์ หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ซึ่งจะมีความชัดเจนในอนาคตว่ารองนายกฯ ดูแลกระทรวงไหนบ้าง เราเชื่อว่าวิธีการแก้ปัญหาของประเทศ ต้องเริ่มจากผู้นำที่มีทีมที่เข้มแข็ง แล้วเราสาระปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาเรื่องตำแหน่งหรือโควตารัฐมนตรี เป็นตัวตั้ง ถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาแต่ละด้านได้ ซึ่งเป็นการเสนอผลประโยชน์ของประชาชน เชื่อว่าเข้าคูหา 8 ก.พ.69 นอกจากนโยบายที่เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ดี ไม่แพ้พรรคไหน การทำให้ประชาชนเห็นทีมบริหารด้วย จะทำให้เขาเกิดความเชื่อมั่น ถ้าเลือกพรรคประชาชนแล้ว จะได้โฉมหน้าทีมบริหารแบบไหน เข้าไปบริหารประเทศ เพื่อทำให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า พรรคประชาชนพร้อมบริหาร แล้วเราจะสามารถดึงประเทศไทยกลับมาไม่ให้ตกเหวได้

ส่วนต้นเดือน ม.ค.69 จะเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็ได้ จะเริ่มเห็นหน้ามีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เคยเป็นอดีตข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ รวบรวมคนที่เป็นมืออาชีพมาบริหารประเทศ ส่วนนโยบายพรรคจะเปิดช่วงปลายปี เปิดกระเช้าปีใหม่เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ประชาชนวันที่ 25 ธ.ค. ก่อนวันรับสมัคร สส. 27 ธ.ค.นี้

“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ไทยเหมือนคนตกเหว เลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาประเทศจริง

ทำไมการเลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตประเทศไทย?

การเลือกตั้ง69 กำหนดอนาคตของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่มี สว. มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายและสามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้

การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานานได้หรือไม่

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ไทยเหมือนคนตกเหว เลือกตั้ง69 กำหนดหน้าตารัฐบาลแก้ปัญหาประเทศจริง

Scroll to top