การบุกรุกที่ดิน

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 8 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัยในพื้นที่ หลังพบว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติและขบวนการผิดกฎหมายเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นฐานการก่อเหตุ ซึ่งทางภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** เพื่อรักษาภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศให้ยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบว่าปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การบุกรุกที่ดิน แต่คือภัยเงียบจากกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ นายชัยชนะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบการเข้ามาของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วกลับมาตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้

เปิดกลยุทธ์ปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปมาก จากที่เคยโฟกัสแค่กลุ่มทุนจีนสีเทา ตอนนี้ยังพบกลุ่มบุคคลจากหลายสัญชาติที่เข้ามาเช่าบ้านหรูหรือที่พักในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่เพื่อใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ดังนั้นนโยบายที่ว่า **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานว่าต้องร่วมมือกันปิดช่องว่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง ‘นอมินี’ หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินหรือทำธุรกิจ ยังคงเป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้อาคารสถานที่ของไทยทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว

  • ตรวจสอบการเช่าที่พักของชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด
  • บังคับใช้กฎหมายกับนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์
  • เพิ่มความร่วมมือระหว่าง ตม. และตำรวจภาค 8
  • เร่งคดีคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะเพื่อให้เกิดความเกรงขาม

ความสำเร็จล่าสุดที่น่ายินดีคือกรณีคดีบุกรุกหาดบางเทา ที่ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกจำเลย 1 ปี ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมากในการบังคับใช้กฎหมายครับ ผมมองว่าการที่ภาครัฐออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักลงทุนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องเที่ยวภูเก็ตจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและโปร่งใสที่สุดครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” กำชับตำรวจภาค 8 คุมเข้ม นอมินี-สแกมเมอร์ จับตากลุ่มต่างชาติใช้ภูเก็ตเป็นฐานก่ออาชญากรรม

รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากทางภาครัฐมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐกันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าเต็มสูบกับ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว เพื่อปราบปรามการบุกรุกป่าสงวนและที่สาธารณะอย่างจริงจังครับ

ทำไมรัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องภูเก็ต? คำตอบคือภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินสูงมาก และมักเกิดปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ตั้งแต่การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ป่าไม้ ไปจนถึงกลุ่มนอมินีที่ถือครองที่ดินแทนต่างชาติ การที่ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว จะช่วยตรวจสอบย้อนหลังทุกเส้นทางและทุกตารางนิ้ว เพื่อทวงคืนสมบัติของชาติกลับมาให้ประชาชนทุกคนครับ

ผลงานเด่นจากภูเก็ตโมเดล

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 28 ปี
  • การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในพื้นที่หาดนุ้ย และหาดฟรีดอม
  • การตรวจสอบกลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • การจัดการสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าหาดสาธารณะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขยายผลแนวทางนี้ไปยังอุทยานแห่งชาติทับลานและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการทำงานร่วมกับ ปปง. เพื่อสาวไปถึงเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดด้วยครับ

สรุปและมุมมองส่วนตัว

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเท่าเทียม จะช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยถูกรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม เราต้องคอยติดตามดูครับว่าโมเดลนี้จะสามารถจัดการปัญหาการบุกรุกทั่วประเทศได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้แผ่นดินไทยเริ่มกลับมาเป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ หากเพื่อนๆ พบเห็นการรุกที่สาธารณะ อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันปกป้องสมบัติของชาตินะครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ปราบบุกรุกป่าสงวน-อุทยานฯ-ที่สาธารณะ ขยายผลทั่วประเทศ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในจังหวัดกาญจนบุรีครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐบริเวณสะพานมอญซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของสังขละบุรี โดยการดำเนินงานครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการจัดการปัญหาที่เรื้อรังมานาน ทั้งเรื่องการบุกรุกพื้นที่สาธารณะและการจัดระเบียบแพต่างๆ เพื่อให้พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งนี้กลับมาเป็นระเบียบและสวยงามอย่างยั่งยืน

พบปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐใน 4 จุดสำคัญ

จากการลงพื้นที่ของคณะทำงานพบว่าการบุกรุกที่ดินรัฐไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลักที่ต้องเร่งแก้ไข:

  • พื้นที่เขตน้ำท่วมถึง: มีการลักลอบสร้างที่อยู่อาศัยแบบถาวรเป็นจำนวนมาก
  • พื้นที่นิคมสหกรณ์: พบการนำที่ดินไปสร้างรีสอร์ตผิดวัตถุประสงค์มากกว่า 1,000 แห่ง
  • พื้นที่ทางน้ำ: มีการจอดแพท่องเที่ยวไม่เป็นระเบียบและรุกล้ำพื้นที่นอกเขตอนุญาต
  • การกำหนดแนวเขต: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจแนวเขตให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของภาครัฐที่จะเข้ามาบูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ กรมเจ้าท่า หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อจัดการปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐให้หมดไป โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเชิงรุกที่จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับผู้บุกรุกรายใหม่ ในขณะที่ราษฎรรายเดิมทางอุทยานฯ กำลังเร่งกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์เพื่อออกหนังสืออนุญาตให้ทำกินและอยู่อาศัยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้พี่น้องชาวสังขละบุรีได้อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและมีความสุข

ในมุมมองของผม การจัดระเบียบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยรักษาเสน่ห์ของสะพานมอญเอาไว้ หากพื้นที่บริเวณนี้ถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรมและมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน เชื่อว่าสังขละบุรีจะยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังและยั่งยืนสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนครับ

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สังขละบุรี สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ-จัดระเบียบแพสะพานมอญ

“อาสพลธ์” นำทีม กมธ.ป.ป.ช. ลุยหาดบางเทา จ่อเสนอรัฐบาลยกระดับปราบผู้มีอิทธิพลภูเก็ต

“อาสพลธ์” นำทีม กมธ.ป.ป.ช. ลุยหาดบางเทา จ่อเสนอรัฐบาลยกระดับปราบผู้มีอิทธิพลภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง เมื่อล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ณ หาดบางเทา จังหวัดภูเก็ต โดยงานนี้ถือเป็นการเอาจริงเอาจังในการจัดการกับปัญหาการถือครองที่ดินโดยมิชอบ และการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของเกาะภูเก็ต

เบื้องหลังการลงพื้นที่ของ กมธ.ป.ป.ช.

การเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีเสียงร้องเรียนจากภาคประชาชนเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ชายหาดและป่าสงวนฯ โดยเฉพาะในพื้นที่หาดบางเทา หาดนุ้ย และหาดฟรีดอม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการท่องเที่ยว จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการทำธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายและการใช้ตัวแทนหรือ “นอมินี” ของกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาถือครองกรรมสิทธิ์แทน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ “อาสพลธ์” นำทีม กมธ.ป.ป.ช. ลุยหาดบางเทา จ่อเสนอรัฐบาลยกระดับปราบผู้มีอิทธิพลภูเก็ต อย่างเด็ดขาด

จากการรายงานของหน่วยงานรัฐพบรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • พบการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2568-2569
  • มีการสั่งปิดร้านค้า 16 แห่งที่หาดบางเทา เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้างและบุกล้ำที่สาธารณะ
  • พบข้อสังเกตเรื่องการถือครองที่ดินผ่าน “นิติบุคคล” ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนหรือติดต่อเจ้าของไม่ได้

นายอาสพลธ์ ยืนยันว่า หากการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จะต้องมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญาอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการกู้คืนทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้กลับมาเป็นสมบัติของประชาชนทุกคนตามเจตนารมณ์ที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้ การดำเนินงานของ กมธ.ป.ป.ช. ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลงมาดูหน้างานแล้วจบไป แต่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายส่งตรงถึงรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำความผิดและกลุ่มทุนที่ฟอกเงิน เพื่อยกระดับมาตรฐานการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและยั่งยืน สำหรับใครที่กำลังมองหาการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภูเก็ต นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลให้หมดไปจากเกาะสวรรค์แห่งนี้

ที่มา – “อาสพลธ์” นำทีม กมธ.ป.ป.ช. ลุยหาดบางเทา จ่อเสนอรัฐบาลยกระดับปราบผู้มีอิทธิพลภูเก็ต

“อาสพลธ์” จ่อขน กมธ.ป.ป.ช. ลุยล้างบางมาเฟียภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ออกมาประกาศกร้าวเตรียมนำทีมลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อปฏิบัติภารกิจ “อาสพลธ์” จ่อขน กมธ.ป.ป.ช. ลุยล้างบางมาเฟียภูเก็ต ปราบปรามกลุ่มอิทธิพลที่เข้าครอบครองที่ดินสาธารณะโดยมิชอบ ซึ่งงานนี้บอกเลยว่ามีหนาวกันทั้งจังหวัด

“อาสพลธ์” จ่อขน กมธ.ป.ป.ช. ลุยล้างบางมาเฟียภูเก็ต ตรวจสอบหาดฟรีดอม

ภารกิจสำคัญในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบ “หาดฟรีดอม” ซึ่งตกเป็นข่าวการบุกรุกพื้นที่สาธารณะมาอย่างยาวนาน แม้จะเคยมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไปแล้ว แต่กลุ่มผู้มีอิทธิพลยังคงลอยหน้าลอยตาใช้ประโยชน์บนพื้นที่ดังกล่าวอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยนายอาสพลธ์ตั้งใจจะนำคณะเดินทางลงพื้นที่จริงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเก็บหลักฐานเชิงลึกและเปิดโปงขบวนการทุจริตที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังทั้งหมด

เปิดปมข้าราชการเอี่ยวเพียบจนเครียดหนัก

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การบุกรุกที่ดิน แต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลว่ามีข้าราชการจากหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าพฤติการณ์นี้เชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ ตั้งแต่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไปจนถึงการร่วมทุจริตแบบจัดตั้ง ซึ่งเมื่อ “อาสพลธ์” จ่อขน กมธ.ป.ป.ช. ลุยล้างบางมาเฟียภูเก็ต ในรอบนี้ กลับมีกระแสข่าวลือหนาหูว่ามีข้าราชการบางรายถึงขั้น “คิดสั้น” เนื่องจากความเครียดและกลัวความผิดจะมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด

หากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราสามารถสรุปประเด็นหลักของปฏิบัติการครั้งนี้ได้ดังนี้:

  • การทวงคืนทรัพยากร: มุ่งเน้นจัดการที่ดินของรัฐที่ถูกกลุ่มทุนฮุบไปเป็นสมบัติส่วนตัว
  • การไล่บี้ข้าราชการกังฉิน: ตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กับมาเฟีย
  • ขยายผลระดับภูมิภาค: ไม่ได้หยุดแค่ภูเก็ต แต่จะขยายการตรวจสอบไปถึงจังหวัดพังงาและพื้นที่ใกล้เคียง

ท้ายที่สุด การลงพื้นที่ของ กมธ.ป.ป.ช. ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าอำนาจรัฐจะสามารถสยบอิทธิพลมืดที่ฝังรากลึกในพื้นที่ท่องเที่ยวได้จริงหรือไม่ เราคงต้องรอติดตามผลการรายงานอย่างเป็นทางการที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานหลักอย่าง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ต่อไป ซึ่งเชื่อว่าแรงกดดันจากสังคมจะเป็นตัวเร่งให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น หากใครที่ติดตามข่าวสารการเมือง คงทราบดีว่าการกำจัดมาเฟียในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่การที่ท่านประธาน กมธ. เอาจริงเอาจังขนาดนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนพื้นที่ให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “อาสพลธ์” จ่อขน กมธ.ป.ป.ช. ลุยล้างบางมาเฟียภูเก็ต ปูด ขรก. เอี่ยวเพียบจน “คิดสั้น”

Scroll to top