การปกป้องอธิปไตย

งานรำลึก 81 ปี วันสันติภาพไทย กับนโยบายการทูตเชิงรุก

งานรำลึก 81 ปี วันสันติภาพไทย กับนโยบายการทูตเชิงรุก

เมื่อเร็วๆ นี้ กรุงเทพมหานครร่วมกับสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้จัดงานรำลึก 81 ปี วันสันติภาพไทย เพื่อย้อนรำลึกถึงความกล้าหาญของขบวนการเสรีไทยภายใต้การนำของท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาอธิปไตยของชาติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของสันติภาพ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการถกเถียงถึงบทบาทของไทยในเวทีโลกปัจจุบัน

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวปาฐกถาที่น่าสนใจว่า ในยุคที่โลกเผชิญกับความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันของมหาอำนาจ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยการจัดงานรำลึก 81 ปี วันสันติภาพไทย ในปีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนว่า สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่ต้องอาศัยการรักษาและสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับความท้าทายระดับภูมิภาค

นายอนุสรณ์ได้เสนอแนะว่า ภายใต้สภาวะที่โลกกำลังระอุจากสงครามตัวแทน ไทยไม่ควรนิ่งเฉยหรือรอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ควรชูบทบาทการทูตเชิงรุกเพื่อดับไฟสงครามในเมียนมา โดยใช้แนวทางที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตมาประยุกต์ใช้ เพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านของเรากลายเป็นสมรภูมิของมหาอำนาจที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของไทยโดยตรง

การร่วมมือในกรอบอาเซียนและการยึดมั่นใน “ฉันทามติ 5 ข้อ” จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยในฐานะประเทศที่มีศักยภาพทางการทูตสูงควรนำเสนอและผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม งานรำลึก 81 ปี วันสันติภาพไทย จึงไม่ใช่แค่การระลึกถึงอดีต แต่เป็นการมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ

  • เร่งสร้างสันติภาพในเมียนมาเพื่อป้องกันภัยสงครามลุกลาม
  • ยกระดับการทูตไทยให้มีความโดดเด่นและเป็นอิสระจากขั้วอำนาจ
  • เสริมสร้างความเข้าใจในประวัติศาสตร์เสรีไทยให้กับคนรุ่นใหม่
  • ใช้เวทีการทูตสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางอาหาร

ท้ายที่สุดแล้ว สันติภาพที่แท้จริงคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่มั่นคงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน หากไทยสามารถวางบทบาทตนเองเป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพในการเจรจาได้ เราก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเป็นพื้นที่ปะทะและเปลี่ยนให้ภูมิภาคของเราเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความเจริญร่วมกันได้ในที่สุด

ที่มา – กทม.จัดงานรำลึก 81 ปี วันสันติภาพไทย “อนุสรณ์” แนะไทยชูนโยบายการทูตเชิงรุก

นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน



นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นล่าสุด นายกฯ อนุทินได้เปิดเผยถึงการหารือกับทูตพิเศษจีนเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความต้องการที่จะเห็นสันติภาพชายแดนและความชัดเจนในจุดยืนของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับ นายเติ้ง ซีจวิน (H.E. Mr. Deng Xijun) เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีประเด็นหลักคือความต้องการที่จะสร้าง สันติภาพชายแดน ให้เกิดขึ้น

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า การพบปะครั้งนี้เป็นการพูดคุยถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยทูตพิเศษจีนได้เดินทางไปพบกับฝ่ายกัมพูชาก่อนที่จะมาพบกับประเทศไทย จีนแสดงบทบาทเป็นกลางและไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ทางจีนเพียงเเต่ต้องการให้เกิด สันติภาพชายแดน

เมื่อถูกถามว่าจีนได้เสนอข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า จีนไม่ได้เรียกร้องข้อตกลงใดๆ เป็นพิเศษ เพียงแต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าร่วมประชุมและกลับมาให้รายงานผลการประชุมต่อไป

กำลังใจจากประชาชนคือสิ่งสำคัญ

นายอนุทินยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่สงบในขณะนี้ โดยขอให้ประชาชนส่งกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

“กองทัพไทยทำการปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างสุดความสามารถทุ่มเทเสียสละเป้าหมายที่กองทัพไทยได้คาดการณ์ไว้วางแผนวางปฏิบัติการไว้เรามีต้นทุนที่เสียไป แต่เป้าหมายยังดำรงอยู่ ขอให้ประชาชนเป็นกำลังใจให้นักรบแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเสียสละไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารและเจ้าหน้าที่ในการปกป้องแผ่นดิน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการพักพิงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้เพื่อความปลอดภัย ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

สำหรับสถานการณ์ สันติภาพชายแดน ที่ยังไม่แน่นอนนี้ ทางรัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อนำสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และกองทัพ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ การมีมิตรประเทศที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างจีน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือเเละเข้าใจซึ่งกันเเละกันเพื่อสร้าง สันติภาพชายแดน ที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ หารือทูตพิเศษจีน ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไทยมีจุดยืนชัดเจน

ผบ.สส. ยันสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

“พล.อ.ทรงวิทย์” เผย ใช้เวทีประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ชี้แจงข้อเท็จจริงปัญหา “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่าง ๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชาเท่านั้น

พลเอกทรงวิทย์ หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืนในการเป็นคนกลาง ขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลาย ๆ ด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายประเทศสอบถามสถานการณ์ชายแดน

พลเอกทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทยรวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้มี ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ทหาร-ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย

ลั่นเตรียมสร้างกำแพงกั้นเขตแดน

พร้อมย้ำว่าไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยโดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้ ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกราน พลเอกทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ ได้ให้เสนาธิการลงไปในพื้นที่ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชนและปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น ผบ.สส. ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยยืนยันถึงความจำเป็นในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและคุ้มครองประชาชนไทย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนให้แก่ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม

ทำไมต้องสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”?

เหตุผลหลักในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว คือการปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ผบ.สส. เน้นย้ำว่า การก่อสร้างนี้เป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทยในการปกป้องดินแดนของตนเองจากการรุกราน นอกจากนี้ ยังมีการพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ทำให้กองทัพไทยต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

การสร้างกำแพงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการลักลอบข้ามแดน การโจรกรรม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนที่ต้องจับตามอง

สถานการณ์บริเวณชายแดนสระแก้วยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การวางทุ่นระเบิดและการทำร้ายประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผบ.สส. ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยของประเทศไทย และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในดินแดนไทยยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยได้ขอความร่วมมือจากนานาชาติในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

อนาคตของชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว จะเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน และการไม่ยอมรับการรุกรานในทุกรูปแบบ

การสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเองอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดดินแดนของตนได้

ที่มา – ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

Scroll to top