การปฏิบัติการทางทหาร

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ เป็นคำขู่ที่ดังกระหึ่มจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสถานการณ์ตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก สหรัฐฯ กำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องเส้นทางการค้า ทำให้ความสัมพันธ์กับอิหร่านยิ่งร้าวฉาน

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Fox News โดยออกโรงเตือนกองทัพอิหร่านอย่างตรงไปตรงมาว่า หากพวกเขาพยายามเล็งเป้าโจมตีเรือรบหรือเรือสินค้าของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซหรืออ่าวเปอร์เซีย กองทัพของพวกเขาจะถูก “กวาดล้างจนสิ้นซากไปจากพื้นโลก” คำขู่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยโพสต์ลงโซเชียลมีเดียขู่ว่าอารยธรรมทั้งหมดจะดับสูญ แต่คราวนี้มาพร้อมการลงมือจริง

ทรัมป์ยังเผยว่าผู้เจรจาจากอิหร่านเริ่มมีท่าที “โอนอ่อนผ่อนตาม” มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ากดดันกำลังได้ผล แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะหลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ยิงทำลายเรืออิหร่าน 7 ลำในช่องแคบ เมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังกรุงเตหะรานพยายามขัดขวางเรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้ ทำให้เกิดความเสียหาย

พื้นหลังความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก คิดเป็น 20% ของน้ำมันทั้งหมด ความขัดแย้งปะทุขึ้นตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้น ทรัมป์ประกาศ “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) ส่งเรือรบเข้าไปคุ้มครองและพาเรือสินค้าที่ติดค้างออกมา อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศจะตอบโต้อย่างหนักหน่วง

  • ทรัมป์มองสองทางเลือก: บรรลุข้อตกลงด้วยดี หรือเปิดปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ
  • กองทัพสหรัฐฯ ยิงทำลายเรืออิหร่าน 7 ลำ เพื่อปกป้องเส้นทาง
  • ผู้เจรจาอิหร่านเริ่มยอมตามมากขึ้น
  • ทรัมป์เคยขู่คล้ายกันในโซเชียลมีเดียก่อนหน้า

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทางเลือกข้างหน้า

ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดน้ำมันโลก ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังคำขู่ครั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าหากเกิดการปะทะใหญ่ เศรษฐกิจโลกอาจชะงักงัน สหรัฐฯ ยืนยันจะปกป้องผลประโยชน์ของพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้และชาติอื่นๆ ที่พึ่งพาเส้นทางนี้

จากประสบการณ์ในอดีต ทรัมป์มักใช้กลยุทธ์ “แรงกดดันสูงสุด” ในการเจรจา ซึ่งเคยได้ผลกับเกาหลีเหนือและเวียดนาม คำถามคือ อิหร่านจะยอมตามหรือยกระดับความขัดแย้ง? ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนี้อาจนำไปสู่สันติภาพถาวร หากทั้งสองฝ่ายแสดงความจริงใจ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงน่าจับตา ความขัดแย้งนี้อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในไทยและทั่วเอเชีย ล่าสุด สหรัฐฯ เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคเพื่อเตรียมพร้อม คุณคิดว่าทรัมป์จะทำตามคำขู่หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ!

ที่มา – ทรัมป์เตือน กองทัพอิหร่านจะถูกกวาดล้าง หากตั้งเป้าโจมตีเรือสหรัฐฯ

“วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีรอบคอบ หลังสหรัฐบุกอิหร่าน

“วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาให้คำแนะนำสำคัญต่อรัฐบาลไทยใหม่ ในการรับมือกับการบุกโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน

“วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน

วันที่ 1 มีนาคม 2569 นายวิโรจน์ เน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องวางท่าทีอย่างรอบคอบ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการสากล ไม่ควรกลัวจนละเลยหลักการ หรือผลีผลามเลือกข้าง โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เด็ดขาดทั้งด้านทหารและสงครามการค้า สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อไทยในหลายมิติ เช่น การค้าขาย พลังงาน และความมั่นคง ดังนั้น รัฐบาลควรประเมินผลกระทบอย่างละเอียด

วิเคราะห์ท่าทีรัฐบาลไทยหลังสหรัฐบุกอิหร่าน

การบุกโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางร้าวฉาน ไทยซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านและพันธมิตร อาจเผชิญราคาน้ำมันพุ่งสูง นายวิโรจน์ แนะนำให้รัฐบาลใช้外交ที่สมดุล ไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนทันที เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ

แซวให้แมว 3 ตัวแบกครม. นอกจากประเด็นต่างประเทศ นายวิโรจน์ยังวิจารณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ว่าเป็นระบบโควตา ใช้ "3 ทหารเสือ" คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ-รมว.คลัง เป็นหน้าเป็นตา ที่เหลือเกลี่ยโควตาตามพรรคร่วม ไม่ใช่จากความสามารถ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เองก็มีปัญหา เพราะสมาชิกแท้ๆ เพียง 70 คน ที่เหลือดูดมารวมจากมุ้งต่างๆ อาจไม่ภักดีเต็มที่ หากเปรียบเป็นทีมฟุตบอล ครม. 35 คน แต่มีแค่ 3 คนเป็นตัวหลัก หากเจ็บก็ล้มทั้งทีม

300 เสียงในสภา: ไม่ง่ายอย่างที่คิด

แม้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกือบ 300 เสียง แต่ไม่ใช่เสียงแท้ทั้งหมด ร้อยกว่าคนมาจากบ้านใหญ่ มีอำนาจต่อรอง ในระยะสั้นอาจราบรื่นเพราะ "ขี้ใหม่หมาหอม" แต่ระยะยาว "ขี้เก่าหมาแกว" อาจมีปัญหา นายวิโรจน์ เปรียบเหมือนประเทศราชที่ส่งบรรณาการแต่ต้องการผลตอบแทน หากไม่ได้อาจแข็งข้อ

  • เสียง 70 เสียงแท้: ควบคุมง่าย
  • เสียงร้อยกว่าจากมุ้งอื่น: มีทรัพยากรตัวเอง ต่อรองได้
  • เสี่ยงล้มครม. หากไม่แบ่งโควตาเหมาะสม

อ่านเกมนายธรรมนัส: ต้องการร่วม ไม่ใช่ล้มรัฐบาล

สำหรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายวิโรจน์ ชี้ว่าไม่ใช่ศัตรูจริง แต่เป็น "กิ๊กอยากชิงบ้าน" ต้องการร่วมรัฐบาลมากกว่าล้ม ข่าวขู่เลือกตั้งโมฆะอาจเป็นแค่กลยุทธ์เจรจา หากนายอนุทินยื่นมือ ก็อาจถอนทัพ ทั้งคู่อยู่ใต้ "กลุ่มจารีต" จึงไม่กล้าสู้สุดทาง

สรุปแล้ว “วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน จะช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าได้มั่นคง ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญของผู้นำไทย ควรเน้นผลประโยชน์ชาติเหนือการเมืองพรรค คุณคิดอย่างไรกับคำแนะนำนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “วิโรจน์” แนะรัฐบาลวางท่าทีให้รอบคอบ อย่าผลีผลามหลังสหรัฐฯบุกอิหร่าน

อยากเปิดแต่กลัว! ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอิหร่านขู่ทรัมป์

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องร้อนๆ กันดีกว่า เรื่องที่ทรัมป์ขู่จะถล่มอิหร่าน แต่ทำไมยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ล่ะ? คำตอบชัดๆ เลยคือ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่าน นี่แหละ ที่ทำให้เจ้าตัวลังเลสุดๆ เพราะมันเร็วแรงจนระบบป้องกันอเมริกาเจอปัญหาใหญ่ เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ลอยเป็นเป้าตัวโตในอ่าวเปอร์เซีย อาจโดนห่าฝนขีปนาวุธนับร้อยลูก ยิงสลับจริงปลอม ตามด้วยไฮเปอร์โซนิกสิบลูก แน่นอนว่าป้องกันไม่หมดหรอกครับ!

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln

ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่าน: อาวุธสังหารเรือบรรทุก

บอกเลยว่าในยุคนี้ เรือบรรทุกเครื่องบินอย่างที่อเมริกาภิวัติ ไม่ใช่ไร้เทียมทานอีกต่อไป ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่าน มีความเร็วเกิน 5 มัค (Mach 5+) วิถีบินคดเคี้ยวคาดเดายาก ระบบเรดาร์ป้องกันทั่วโลกยังงง! อิหร่านเตรียมพร้อมตอบโต้มานาน ถ้าทรัมป์เปิดศึก ดาดฟ้าเรือที่กำลังโหลดกระสุนหรือเติมน้ำมันให้ F-35 อาจระเบิดวูบเดียว เหมือนกามิกาเซ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่รุนแรงกว่านั้นมาก

ภัยคุกคามหลักจากขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่าน

  • ASBM ระยะไกล: คล้าย DF-21D ของจีน พิสัย 1,500-4,000 กม. ยิงปูพรมหลอกระบบ Aegis ของอเมริกา
  • ความเร็วเหนือเสียง:ทะลุชั้นป้องกันได้ในพริบตา ไม่มีเวลาตอบสนอง
  • ยิงจำนวนมาก:นับร้อยลูกสลับจริงปลอม ระบบต่อต้านขีปนาวุธ SM-6 รับไม่ไหว
ขีปนาวุธต่อต้านเรือ

นักยุทธศาสตร์ทั่วโลกกำลังถกกันว่า เรือบรรทุกเหมาะกับสงครามสมัยใหม่มั้ย? อิหร่านรู้ดีว่าต้องเจออเมริกาแน่ๆ เลยลงทุน ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่าน เพื่อตอบโต้แบบตีตาย

ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก

ฝั่งอเมริกาโต้ยังไง? เรือบรรทุกยังรอดมั้ย

อเมริกาไม่ยอมแพ้หรอกครับ มี Carrier Strike Group ป้องกันหลายชั้น เรือพิฆาต Arleigh Burke ยิงขีปนาวุธ SM-3 สกัดกลางอากาศ พัฒนาเลเซอร์ LaWS และ jamming อิเล็กทรอนิกส์ลวงหัวรบอีก โครงสร้างเรือทนทาน ระวางน้ำแสนตัน จมยาก แต่ถ้าโดน Mission Kill หยุดบินได้เลย ปรับยุทธวิธีใช้โดรน MQ-25 จากไกลๆ แต่ตอนนี้เรืออยู่ห่างอิหร่านแค่ 700 กม. ขีปนาวุธอิหร่านยิงถึงชิลๆ

  • Layered Defense: ชั้นนอกเรือ Aegis ชั้นใน CIWS Phalanx
  • ปรับระยะ: ถอยไกลขึ้น ลดความเสี่ยง
  • เทคโนโลยีใหม่: โดรนและ B-21 Raider บินไกล
กองเรืออเมริกัน

ผลกระทบต่อการปิดล้อมทางทะเลในสงครามสมัยใหม่

ถ้าศึกใหญ่จริง เรือบรรทุกต้องถอยไกลชายฝั่ง การ blockade ทะเลอ่าวเปอร์เซียทำยากขึ้น ค่าใช้จ่ายพุ่ง สรุป ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่าน ไม่ทำให้เรือล้าสมัย แต่เปลี่ยนบทบาทจากนักรบสายหน้าเป็นศูนย์บัญชาการ ถ้าโดนเสียหาย อเมริกาเสียหน้าหนักเลยล่ะ

แผนที่อ่าวเปอร์เซีย

ส่วนตัวผมคิดว่า สงครามยุคนี้ต้องพึ่งเทคโนโลยี drone กับ AI มากขึ้น เรือบรรทุกยังจำเป็นแต่ต้องอัพเกรดป้องกันด่วน! คุณล่ะคิดยังไงกับ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่าน คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ แล้วอย่าลืมแชร์และกดติดตามเพื่อข่าว軍事ล่าสุด!

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ที่มา – อยากเปิดแต่กลัวเกิดใหม่! ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่านทำทรัมป์ไม่กล้าชิงลงมือ

พรรครักชาติวอนโลก! กดดันกัมพูชาหยุดโจมตีไทย

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา วอนประชาคมโลกอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน ชี้ ต้องกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตี ย้ำ ไทยเล็งเป้าฐานทหาร-โยงฐานสแกมเมอร์

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ชี้แจงประชาคมโลกถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันให้แก่ประชาคมโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเรียกร้องไม่ให้นานาประเทศหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนจากฝั่งกัมพูชา หากมีความประสงค์จะเข้ามามีบทบาทในการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องเรียกร้องให้กัมพูชา หยุดการโจมตี มิใช่เรียกร้องต่อไทย เราได้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาเอง ที่ละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ฝ่ายเรา ทั่วโลกต่างทราบดีว่า ไทยเป็นประเทศที่รักสงบ และเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงทางประวัติศาสตร์ข้อนี้ซ้ำอีก

ณ ขณะนี้ กัมพูชากำลังยกระดับการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอาวุธที่ล้าสมัย จนขาดความแม่นยำ หรือ เป็นเจตนาที่ตั้งใจกระทำก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ ขณะนี้กัมพูชากำลังมุ่งเป้าโจมตีไปยังพลเรือนผู้บริสุทธิ์และหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ ถือว่าไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้งนี้ และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด ปฏิบัติการของเรามุ่งเป้าไปที่การทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว เพื่อหยุดยั้งการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นอีก ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ หนึ่งในฐานทัพของกัมพูชา ยังถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์อีกด้วย ดังที่เป็นที่ทราบกันดีไปทั่วโลกว่า กัมพูชาคือ หนึ่งในศูนย์กลางของขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยระหว่างการเข้าทำลายฐานทัพดังกล่าว พบว่า มีกลุ่มสแกมเมอร์จำนวนมากพากันหลบหนีออกจากพื้นที่

ประเทศไทยพร้อมเสมอสำหรับสันติภาพ อย่างไรก็ตาม สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย มิใช่เกิดจากความพยายามของฝ่ายไทยเพียงลำพัง

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแถลงการณ์ของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้ามามีบทบาทในการกดดันให้กัมพูชาหยุดการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ท่าทีของพรรครักชาติต่อกรณี กัมพูชาหยุดโจมตีไทย

พรรครักชาติ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเจรจาเพื่อสันติภาพ แต่การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหยุดการใช้ความรุนแรง

การที่พรรครักชาติออกมาเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย นั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ดังนั้น การที่ พรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การดำเนินการใด ๆ ควรอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเคารพซึ่งอธิปไตยของกันและกัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสรรค์สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

การที่โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการสันติภาพของประเทศไทย และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ที่มา – โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

กระทรวงกลาโหมย้ำ การเมืองนำการทหาร การหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการตามหลักสากล เกือบ 9 วันลดทอนขีดความสามารถฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณีความเป็นไปได้ของการเจรจาในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะส่งผลต่อทิศทางและแนวโน้มของสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนอย่างไรว่า โดยหลักการ การบริหารจัดการประเทศต้องยึด “การเมืองนำการทหาร” ขณะที่การทหารเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐ การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของรัฐบาล โดยเฉพาะการพิจารณาผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ

สำหรับกระแสที่ตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพอาจลดการหยุดยิง เนื่องจากถูกนานาชาติจับตามองว่าไทยใช้การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นนั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทยยังคงยึดหลักสากลตามกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด โดยมี 3 หลักสำคัญ คือ ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแยกแยะเป้าหมาย

ยืนยันว่า การโจมตีที่ผ่านมาเป็นการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ส่วนระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับการตอบโต้และขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้การใช้กำลังเป็นไปอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

ด้านการประเมินสถานการณ์ล่าสุด พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พบการใช้อาวุธยิงสนับสนุนจากฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของไทย ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพบกและกองทัพอากาศ ในการลดทอนขีดความสามารถด้านอาวุธ ระบบควบคุมการยิง และเส้นทางส่งกำลังบำรุง อย่างไรก็ตาม ยังพบการต้านทานในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และฝ่ายตรงข้ามพยายามช่วงชิงคืน แต่ในภาพรวม สถานการณ์มีแนวโน้มเบาบางลง

ขณะที่ พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทย ไม่ได้ลดความเข้มข้น แต่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมิติทางการทูต เพื่อกดดันให้ฝ่ายกัมพูชา เข้าสู่การพูดคุยอย่างมีเหตุมีผล โดยเฉพาะการโจมตีเป้าหมายสำคัญ เช่น คลังอาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิด ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชา ถูกลดทอนขีดความสามารถทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง ทำให้การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้าสู่แนวหน้าทำได้ยากขึ้น

โฆษกกองทัพอากาศ ประเมินว่า เกือบ 9 วันที่ผ่านมา การปฏิบัติการของไทยประสบความสำเร็จในการลดทอนขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของฝ่ายตรงข้าม อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยเรื่องการใช้ Lobbyist ของฝ่ายกัมพูชา โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่า จากการติดตามพบว่า มีการว่าจ้าง Lobbyist ชาวตะวันตกออกมาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับประชาคมโลก กล่าวหาไทยใช้ความรุนแรงและสร้างผลกระทบต่อพลเรือน

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยืนยันว่า การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอาวุธที่มีความแม่นยำสูง และกำหนดเป้าหมายเป็นเป้าหมายทางทหารเท่านั้น หากมีผลกระทบต่อพลเรือนก็อยู่ในระดับต่ำมาก

โฆษกกระทรวงกลาโหม ตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของ Lobbyist ดังกล่าวไม่มีหลักฐานหรือภาพประกอบที่ชัดเจน และมีลักษณะเป็นการสร้างกระแสผ่านการสื่อสารเชิงอารมณ์ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการรับข่าวสาร และใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อจากทุกช่องทาง

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล

สรุปประเด็นสำคัญจากกระทรวงกลาโหม:

  • การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล
  • กองทัพปฏิบัติการตามหลักสากล
  • ไทยระมัดระวังการรับข่าวสารจาก Lobbyist

ทำไมการหยุดยิงถึงหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล?

การตัดสินใจเรื่องการหยุดยิงถือเป็นเรื่องทางการเมืองระดับนโยบาย ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ในการพิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ รวมถึงปัจจัยด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหารเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจึงอยู่ที่รัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กระทรวงกลาโหมออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน การใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้

ที่มา – กลาโหมชี้หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

รัฐบาลประณามกัมพูชา ใช้อาวุธจรวด BM-21

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลไทยออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของกัมพูชา ที่จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย รัฐบาลยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้าง

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 11.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานเหตุการณ์สุดสะเทือนใจจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่ามีลูกจรวด BM-21 ถล่มยิงเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองเม็ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนหนองเม็ก

นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตแล้ว เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน จำนวน 1 หลังเสียหายทั้งหลัง และยังมีบ้านเรือนอีกหลายหลังได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิด เคราะห์ดีที่ประชาชนส่วนใหญ่อพยพออกจากพื้นที่ได้ทัน ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว

รัฐบาลประณามกัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21

รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา โดยนายสิริพงศ์ได้กล่าวว่า “รัฐบาลขอประณามต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

รัฐบาลยังยืนยันว่าพลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารใดๆ ทั้งสิ้น การใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้หลักสากล และย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำโดยจงใจ ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามอ้างอย่างแน่นอน

ผลกระทบและความเสียหายจากเหตุจรวด BM-21

เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินไปจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียโดยตรง

รัฐบาลไทยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียเช่นนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัย

แม้ว่าเหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชานี้จะสร้างความเสียใจและความโกรธแค้นให้กับคนไทยจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาความอดทนอดกลั้นและยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรงตอบโต้นั้นไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยควรใช้ช่องทางการทูตและการเจรจาเพื่อเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการกระทำของตน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – รัฐบาล ประณาม กัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน

กต. เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา: ทอ. ส่ง F-16 ถล่ม

โฆษกกลาโหม เผย กต. ยังเร่งประสานส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ แต่กัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือ ขณะกองทัพอากาศ ส่ง F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลังทำลายบังเกอร์ใต้ดิน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เร่งประสานงานเพื่อส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชาเท่าที่ควร พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แถลงถึงความคืบหน้าล่าสุด โดยเน้นย้ำถึงความพยายามของ กต. ในการช่วยเหลือส่งคนไทยในกัมพูชากลับบ้านเกิด แม้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดจะส่งผลต่อการประสานงานบ้าง แต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

ทบ.เผย ต้องปรับแนวรบบริเวณ บ้านคลองแผง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้รายงานถึงปฏิบัติการทางทหาร โดยระบุว่ากองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญหลายแห่งได้แล้ว เช่น ซำแต ช่องจอม ช่องเปรอ และช่องระยี รวมถึงบ้านหนองหญ้าแก้ว อย่างไรก็ตาม บริเวณช่องอานม้าและช่องคนาซึ่งมีปราสาทคนาตั้งอยู่ ยังคงต้องใช้ความพยายามในการควบคุมพื้นที่ต่อไป

สถานการณ์ที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ยังคงมีความท้าทาย แม้ว่ากองทัพไทยจะสามารถทำลายฐานทหารโดยรอบได้จำนวนมาก แต่ภูมิประเทศที่ยากลำบากทำให้การเข้าควบคุมพื้นที่เป็นไปอย่างยากเย็น บริเวณบ้านคลองแผง ใน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว แม้จะมีการรายงานว่าสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว แต่การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ทำให้ต้องมีการปรับแนวรบใหม่

กต. เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา

F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลังทำลายบังเกอร์ใต้ดิน

น.อ.นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 เข้าโจมตีในพื้นที่บ้าน 3 หลัง ใน ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เนื่องจากตรวจพบการขุดสนามเพลาะและสร้างบังเกอร์ใต้ดิน การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำลายบังเกอร์ของฝ่ายกัมพูชา เพื่อลดภัยคุกคามและดำเนินการยึดครองพื้นที่ต่อไป ข่าวกรองระบุว่ากัมพูชาได้มีการเสริมกำลังเข้ามาในพื้นที่ ทำให้ไทยยังคงต้องปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง

ความพยายามในการส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ

น.อ.นรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยสามารถทำลายยานเกราะและรถถังของฝ่ายกัมพูชาได้ 9 คัน โดรน 68 ลำ แอนตี้โดรน 1 ระบบ เสาสื่อสาร 3 จุด เครื่องยิงจรวด BM-21 1 ระบบ และยืนยันว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 165 ราย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การประสานงานเพื่อส่งคนไทยในกัมพูชากลับประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และกองทัพไทยยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

การดำเนินการของกองทัพอากาศในการส่ง F-16 เข้าโจมตีถือเป็นการตอบโต้ที่เด็ดขาดต่อการรุกล้ำอธิปไตย และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการปกป้องดินแดน

กต. ยังคงต้องทำงานอย่างหนักต่อไปในการเจรจาและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้มั่นใจว่าส่งคนไทยในกัมพูชากลับได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ที่มา – โฆษกกลาโหม เผย กต. ยังเร่งประสานส่งคนไทยในกัมพูชากลับ ด้าน ทอ. ส่ง F-16 ถล่มจุดบ้าน 3 หลัง

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น พร้อมมอบหมาย

1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณ

ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กำชับเร่งแก้ปัญหา โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยเร็ว

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

ความสำคัญของการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การดูแลอย่างเต็มที่ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม และการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อมยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว การดำเนินการของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามศูนย์พักพิงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี การดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะของประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน

การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบเยียวยาให้พร้อม

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

“นายกฯ อนุทิน” สร้างความประหลาดใจ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษที่มาทัศนศึกษาพรรคภูมิใจไทย ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้ประชาชนกลับมามีชีวิตปกติสุขโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คณะนักเรียนห้องเรียนพิเศษนิติศาสตร์ – รัฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 39 คน พร้อมคณาจารย์ 5 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาภายในพรรคภูมิใจไทย ในระหว่างการบรรยายหัวข้อ “การเดินหน้านโยบายเพื่อแก้ปัญหาและดูแลประชาชน” โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในขณะนั้นเอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังการบรรยายและทักทายนักเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

นายอนุทินได้เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเกี่ยวกับนโยบายที่จะดำเนินการในช่วง 4 เดือนแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา “เวลานี้ต้องเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดศรีสะเกษ กลับมามีชีวิตที่ปกติสุขโดยเร็วที่สุด เรื่องความมั่นคง เรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพ หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข” นายกรัฐมนตรีกล่าว

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักเรียนเป็นอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสพบปะและสนทนากับผู้นำประเทศอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาวอีกด้วย

  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทต่างๆ
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาพรวมของประเทศ

“นายกฯ อนุทิน” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เช่น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เซอร์ไพรส์ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษ ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน

Scroll to top