การปฏิรูปประเทศ

ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการถกเถียงเรื่องการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดการยุบ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ป.ย.ป. โดยเน้นย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกและมาตรฐานสากล

ท่ามกลางกระแสข่าวลือและการวิพากษ์วิจารณ์ นายยศชนันได้กล่าวถึงเรื่องการ ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ อย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินใจโดยอารมณ์หรือเหตุผลส่วนตัว แต่ต้องให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เข้ามาทำหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งถือเป็นระบบที่ตรวจสอบได้และโปร่งใสที่สุด

บทบาทของ ก.พ.ร. กับการชี้ชะตา ป.ย.ป.

นายยศชนันอธิบายว่า ในฐานะผู้กำกับดูแล ป.ย.ป. ที่ผ่านมาถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว โดยมีการปรับแนวทางการทำงานให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีการยุบหน่วยงาน เจ้าตัวยืนยันว่าการที่ ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นั้นเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากหน่วยงานใดไม่ผ่านเกณฑ์ KPI ที่ ก.พ.ร. ตั้งไว้ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาว่าจะยุบหรือควบรวม ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ทั่วประเทศ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้:

  • การประเมินผลงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานกลางของ ก.พ.ร.
  • ไม่ควรเลือกปฏิบัติกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นพิเศษ
  • การผลักดันประเทศไปข้างหน้าจำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์ที่ยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร นายยศชนันยืนยันว่าขณะนี้ ป.ย.ป. ยังคงไม่ได้ถูกยุบ แต่การ ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลยุคนี้ให้ความสำคัญกับการมีประสิทธิภาพของระบบราชการมากกว่าตำแหน่งหน้าที่ หากการทำงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ในมุมมองส่วนตัว การยึดมั่นในระบบ KPI และการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เป็นกลางอย่าง ก.พ.ร. คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารงานภาครัฐ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การยึดหลักการเป็นที่ตั้งย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ

ที่มา – “ยศชัน” ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยเคาะมติเอกฉันท์ เดินหน้าเตรียมยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอย่างเป็นทางการ โดยเน้นเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้รายละเอียดว่า พรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขใน 2 ประเด็นหลัก นั่นคือการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการปลดล็อกอำนาจการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

เหตุผลเบื้องหลังการดัน ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

สำหรับการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ พรรคภูมิใจไทยมองว่าการคงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่คอยขัดขวางการแก้ปัญหาในมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นภาษีท้องถิ่นนั้น จะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่จำกัด ทำให้ท้องถิ่นสามารถนำรายได้มาต่อยอดและพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

  • การยกเลิกหมวดปฏิรูปประเทศ: เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน
  • ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นตรากฎหมายจัดเก็บภาษีเอง
  • แนวทางการดำเนินการ: ยื่นแก้ไขแบบรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้ตามสิทธิโดยไม่ต้องผ่านประชามติ

นอกจากประเด็นรัฐธรรมนูญแล้ว นายศุภชัยยังได้โต้กลับกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง โดยชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของบางบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีคดีความในอดีตนั้น ควรกลับมามองดูตัวเองบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการรุกล้ำลำน้ำที่เคยถูกศาลตัดสินให้รื้อถอน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้มาตรฐานจริยธรรมในการตรวจสอบผู้อื่น

การตัดสินใจของพรรคในการรันภารกิจ ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นความพยายามในการปรับปรุงกลไกพื้นฐานของประเทศให้ใช้งานได้จริงในยุคสมัยใหม่ ต้องรอดูกันต่อไปว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงเพียงใดในสมัยประชุมหน้า

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการที่พรรคการเมืองหันมาผลักดันการกระจายอำนาจด้วยการปลดล็อกภาษีท้องถิ่น? นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าเดิมหรือไม่?

ที่มา – “ภูมิใจไทย” มติเอกฉันท์ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โละหมวดปฏิรูปประเทศ-ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น

“ณัฐพงษ์” ชวนส่งพลัง! พรรคประชาชนเสียงเกินครึ่ง

“ณัฐพงษ์” ยืนยันพรรคประชาชนตรงไปตรงมา เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคได้รับเลือกตั้งครึ่งหนึ่งของสภาฯ ให้ไปจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำการพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุปัญหาของประเทศไทยทั้ง ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โดยระบุว่า เด็กไทย 13% แคระแกร็น และมากขึ้นทุกปี เด็กไทย 1 ล้านคนหลุดจากระบบการศึกษา ประชาชนมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน 18,000 ต่อปี โดยในจำนวนนี้ 74% มาจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ และ 86% ของคนไทยวันเกษียณยังต้องทำงาน

เสนอตั้งหน่วยฉก.ยึดทรัพย์ทุนเทา

นายณัฐพงษ์ เปรียบประเทศไทยคือสมาร์ทโฟน แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีปัญหาที่ตัวระบบ ต้องสร้างแพลตฟอร์มที่ดีให้คนอยากย้ายเข้าประเทศ ไม่ใช่อยากย้ายออก ยืนยัน นโยบาย “ ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน และไทยทันโลก” โดยเสนอให้ตั้งหน่วยเฉพาะกิจยึดทรัพย์ เอาระบบเอไอเข้าไปจับ ยึดทรัพย์ก่อนแล้วเรียกมาคุยกัน

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในระดับภูมิภาคเสนอให้ตั้งศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ข่าวกรองแม่น้ำโขง ต้องทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติ ไม่เลือกข้าง แต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ต้องไปหงอ ทำตัวเล็กๆกับประเทศมหาอำนาจ

ปฏิรูประบบราชการ

ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มทักษะ มองวาระสูงวัยให้เป็นโอกาสในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์คนสูงวัย ใช้องค์ความรู้พัฒนาการเกษตรให้พลิกฟื้น ใช้นโยบาย Fair and Fight ใช้พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า สู้ทุนเทาครองเมือง

ขณะที่การพัฒนาระบบราชการใหม่ ต้องรีบกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยยึดความโปร่งใส ประสิทธิภาพ สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชน ไม่ทนคอร์รัปชัน ปฏิรูปงบประมาณ กิโยตินกฎหมายและกระจายอำนาจ

รัฐบาลต้องเอาจริง

เช่นเดียวกับการลงทุนคุณภาพชีวิตใหม่ ขอเน้นเรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อม ต้องปฏิรูปที่ดิน เพราะมีที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 100 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 20 ล้านคน โดย 100 คนใน 20 ล้านคน ถือครองที่ดินไปแล้วครึ่งหนึ่งของประเทศ รัฐบาลที่จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากการโควตาทางการเมือง และควรวางบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกให้เหมาะสม

เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

จากนี้พรรคประชาชนจะทยอยเปิดตัวคณะทำงานออกมาเรื่อยๆ อย่าเชื่อข้อมูลที่คาดเดาว่าใครจะมาเป็นว่าที่รัฐมนตรีของพรรค ขอยืนยันว่าเป็นเฟกนิวส์ พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนทั้ง 3 คน ประกอบด้วย

  1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  2. ศิริกัญญา ตันสกุล
  3. รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ขอเลือกตั้ง ปชน.เกินครึ่ง

นายณัฐพงษ์เชื่อว่าแคนดิเดตของพรรคทุกคนมีศักยภาพ โดยเฉพาะ น.ส.ศิริกัญญา และรศ.วีระยุทธ รู้เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ มีความรู้ความสามารถ สาเหตุที่ต้องประกาศลำดับให้ชัดเจน เพราะต้องการตรงไปตรงมากับประชาชน หากเกิดเหตุการณืไม่คาดฝันจะได้รู้ว่าใครจะรับช่วงต่อไป  ทั้งนี้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า เงื่อนไขการเมืองอื่นๆเริ่มคลายล็อกไปบ้างแล้ว จำเป็นต้องได้ใบอนุญาตที่1 ถ้าเราได้ 20 ล้านเสียง ถ้าได้ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีใครปฏิเสธพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลได้อีกหรือ จึงขอให้ช่วยส่งต่อพลัง เพื่อจะได้รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ

พร้อมกำจัดคอรัปชันให้ไทยไม่เทา

พร้อมยืนยันด้วยว่า คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องกล้าจัดการ หากพบว่าคนในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีไม่สุจริต ดังนั้นพรรคประชาชนขอยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะทำทุกวิถีทางทำให้ไทยไม่เทา กำจัดธุรกิจคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศนี้

“ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนช่วยส่งต่อพลัง สนับสนุนและเลือกพรรคประชาชนให้ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา เพื่อให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

ทำไมต้องส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

การที่พรรคประชาชนได้รับการสนับสนุนจนได้เสียงเกินครึ่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบอำนาจและความไว้วางใจให้พรรคสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ การมีเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น จะทำให้พรรคมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศและผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ณัฐพงษ์” จึงขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

พรรคประชาชน มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ และการสร้างความเป็นธรรมในสังคม การที่พรรคได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จะทำให้พรรคมีอำนาจในการต่อต้านและกำจัดอิทธิพลของกลุ่มทุนเทา และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

การส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง คือการมอบโอกาสให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเรา

มาร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม! ร่วมสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศของเรา!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์!

“โรม” รับไม่ได้คุกวีไอพีเอื้อทุนเทา ชี้เรื่องนี้ทำลายความเชื่อมั่นประชาชน แปลกใจปล่อยผ่านเรื่องนี้ได้อย่างไร ลั่นงานนี้ต้องล้างบางคุก VVIP!

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ต้องขังจีนเทา ในระดับที่เกินกว่าการได้รับสิทธิพิเศษธรรมดา โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างร้ายแรง

นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและน่าเศร้าที่ปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝ่ายตำรวจไปจนถึงกรมราชทัณฑ์ ทั้งที่รัฐบาลประกาศสงครามกับทุนสีเทาและสแกมเมอร์

“ผมไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น เรือนจำแทนที่จะเป็นเรือนจำแต่กลายเป็นสรวงสวรรค์ ทำให้การใช้ชีวิตเป็นแบบนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น”ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯกล่าวและว่า ในฐานะที่เคยเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทราบดีว่ามีการเลือกปฏิบัติและนักโทษบางคนได้สิทธิพิเศษ แต่วันนี้สถานการณ์ได้เกินเลยไปมากจนถึงระดับ “Platinum” สามารถนำผู้หญิงหรือนางแบบต่างชาติเข้ามาบริการในเรือนจำได้ เราปล่อยเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร น่าเศร้ามากที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่นักโทษบางคนที่ได้รับสิทธิพิเศษ VVIP อย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

นายรังสิมันต์เรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่ควรจำกัดแค่เจ้าหน้าที่ชุดปัจจุบัน เนื่องจากปัญหาการเลือกปฏิบัติและสิทธิพิเศษแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายยุคสมัย ต้องเอาเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่มาสอบทั้งหมด และนำไปสู่การอายัดทรัพย์ เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน จึงควรใช้โอกาสนี้ในการ ล้างบางคุก VVIP ระบบในราชทัณฑ์อย่างแท้จริง

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากนายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการล้างบางคุก VVIP อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบน

ทำไมต้องล้างบางคุก VVIP?

เหตุการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ต้องขังจีนเทาอย่างไม่เหมาะสม ได้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง การปล่อยให้ผู้ต้องขังบางกลุ่มได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักความเสมอภาค แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายระบบราชทัณฑ์โดยรวม

  • การเลือกปฏิบัติ: การที่นักโทษบางคนได้รับสิทธิพิเศษ VVIP เช่น การนำผู้หญิงหรือนางแบบเข้ามาในเรือนจำ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน
  • การทุจริต: การรับสินบนเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษ เป็นการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบราชทัณฑ์
  • การทำลายความเชื่อมั่น: เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

นายรังสิมันต์ โรม ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยเน้นไปที่การสอบสวนเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และการยึดทรัพย์ผู้ที่รับสินบน เพื่อนำไปสู่การ ล้างบางคุก VVIP อย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาทุจริตในระบบราชทัณฑ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเริ่มต้นด้วยการสอบสวนอย่างโปร่งใสและจริงจัง จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนำไปสู่การปฏิรูประบบราชทัณฑ์ให้มีความยุติธรรมและเสมอภาคมากยิ่งขึ้น

การปล่อยให้เกิดการทุจริตและสิทธิพิเศษในเรือนจำ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคม การ ล้างบางคุก VVIP จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “โรม” จี้ล้างบางคุก “VVIP” ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

ไฟเขียว! ผู้กำกับหนุ่ย นั่งรองผอ.ปฏิรูปประเทศ

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง “ผู้กำกับหนุ่ย” อดีตนายตำรวจติดตามตระกูลชินวัตร ขึ้นแท่นรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักนายกรัฐมนตรี งานนี้หลายคนจับตามองถึงบทบาทใหม่ของผู้กำกับหนุ่ยกับการปฏิรูปประเทศ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง พันตำรวจเอก วทัญญู วิทยผโลทัย หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้กำกับหนุ่ย” ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับประวัติของ พันตำรวจเอก วทัญญู หรือ “ผู้กำกับหนุ่ย” นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะอดีตนายตำรวจที่เคยติดตามดูแลความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญในตระกูลชินวัตรมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร จนถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร

เส้นทางการรับราชการของผู้กำกับหนุ่ยเคยขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อปี 2554 เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อารักขา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 แม้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ผู้กำกับหนุ่ยก็ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและพักราชการ เนื่องจากการเดินทางไปเชียร์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียพร้อมกับนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่ท้ายที่สุดก็รอดพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงได้ หลังจากยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. และได้กลับเข้ารับราชการตามเดิมในปี 2564 พร้อมกับการเลื่อนตำแหน่งตามกฎอาวุโสขึ้นเป็น รองผู้บังคับการกลุ่มงานผู้เชี่ยวชาญการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล

ผู้กำกับหนุ่ย กับบทบาทใหม่ในการปฏิรูปประเทศ

การได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในชีวิตราชการของผู้กำกับหนุ่ย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลเศรษฐาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ

ภารกิจสำคัญ: ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

บทบาทหน้าที่หลักของผู้กำกับหนุ่ยในตำแหน่งใหม่นี้ คือ การสนับสนุนและขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้จึงเป็นที่น่าจับตาว่า “ผู้กำกับหนุ่ย” จะสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีมาใช้ในการผลักดันวาระแห่งชาติให้สำเร็จลุล่วงได้มากน้อยเพียงใด

ในยุคของรัฐบาลเศรษฐา และการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคเพื่อไทย ผู้กำกับหนุ่ยยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในที่สุด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้มีอำนาจมอบให้กับ “ผู้กำกับหนุ่ย” อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่น่าสนใจว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของเขา จะถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในทิศทางใด

การได้รับตำแหน่ง รองผอ.ปฏิรูปประเทศ ของ ผู้กำกับหนุ่ย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่น่าจับมอง

การแต่งตั้ง ผู้กำกับหนุ่ย ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐบาลมีต่อศักยภาพและความสามารถของเขาในการเข้ามาช่วยขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ผู้กำกับหนุ่ยจะสามารถปรับบทบาทจากนายตำรวจผู้คุ้นเคยกับการอารักขาบุคคลสำคัญ มาเป็นผู้นำในการผลักดันนโยบายระดับชาติได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพหรือไม่

ที่มา – ไฟเขียว “ผู้กำกับหนุ่ย” อดีตนายตำรวจตระกูลชินวัตร นั่งรองผอ.ปฏิรูปประเทศ

“ไทยสร้างไทย” ทุบทุนเถื่อน! 6 แนวทางแก้โกง

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ สร้างการเมืองสุจริต เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2568) พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีสัมมนา “ทุบทุนเถื่อน” ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน

คุณหญิงสุดารัตน์ ประกาศจุดยืนว่า พรรคไทยสร้างไทย “ไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า “คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก” เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใส และยุติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมระบุการโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ “ขบวนการสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริต และกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 49% ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิ หรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมสิบปี มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยและตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้ “คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย “ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์” โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด

พรรคไทยสร้างไทย เสนอมาตรการ “ทุบทุนเถื่อน” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตดังนี้:

“ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน

  1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
  2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน เสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรธน. ได้
  3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม. ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้.
  4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน
  5. ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ
  6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน (โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน

ทำไมต้อง “ทุบทุนเถื่อน”?

การดำเนินการเพื่อ “ทุบทุนเถื่อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการปราบปรามการทุจริต แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย หากเราสามารถลดการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้ จะส่งผลให้:

  • การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมมากขึ้น
  • ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ
  • ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำว่า การ “ทุบทุนเถื่อน” เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้

การที่พรรคไทยสร้างไทยผลักดันนโยบาย “ทุบทุนเถื่อน” อย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย การทุจริตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการโกงกิน แต่เป็นการทำลายโอกาสและความหวังของคนไทยทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนและผลักดันนโยบายนี้ เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวอยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

Scroll to top