การประชุมพรรค

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี สวัสดีครับเพื่อนๆ คนกรุงเทพฯ ทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวการเมืองท้องถิ่นที่น่าติดตามมาฝากกัน พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. กำลังเคลื่อนไหวร้อนแรง เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์แบบแย้มๆ ว่าผู้สมัครคนนี้เป็นผู้ชาย อายุยังไม่ครบ 60 ปี มีบุคลิกภาพดี และมีประวัติการทำงานที่น่าจับตามอง

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ข่าวนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ “อภิสิทธิ์” ก่อนเข้าร่วมการปฐมนิเทศผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรค เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 พรรคปชป. ยืนยันความพร้อมเต็มสูบ ทั้งทีมงาน นโยบาย และผู้สมัคร โดยเน้นย้ำว่าพร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญปัญหาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาเมืองให้ทันสมัย

อภิสิทธิ์ยังชูจุดเด่นของพรรคที่มุ่งมั่นสร้างเอกภาพในทีมผู้สมัครสก. ครบทุกเขต ซึ่งผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว การปฐมนิเทศครั้งนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจเรื่องกฎหมายเลือกตั้งและกรอบการทำงานของพรรค เพื่อให้ทุกคนพร้อมลุยรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคไม่กังวลเรื่องคู่แข่ง แต่โฟกัสที่การนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุง

คุณสมบัติเด่นของผู้สมัครที่ปชป. แย้มเบาๆ

จากที่แย้มออกมา ผู้สมัครปชป. คนนี้ตอบโจทย์ภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นได้ดีทีเดียว เป็นผู้ชายวัยทำงาน มีบุคลิกดี อายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งน่าจะนำพลังงานสดใหม่มาสู่การบริหารกทม. ที่ต้องการความคล่องตัวและนวัตกรรม นอกจากนี้ยังมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเต็มๆ ในวันเปิดตัว

ย้อนดูอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี ผู้ก่อตั้งเคยเขียนไว้ชัดเจนว่า “รัฐควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากที่สุด” สมัยนั้นยังไม่มี อบจ. อบต. หรือผู้ว่าฯ ที่เลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่ปชป. คือพรรคที่ผลักดันกฎหมายบริหารราชการกทม. พ.ศ. 2528 จนเป็นรากฐานมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างแนวคิดพรรคกับการเมืองท้องถิ่น

นโยบายที่คาดหวังจากปชป. ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

แม้ยังไม่เปิดตัว แต่จากท่าทีของอภิสิทธิ์ คาดว่านโยบายจะเน้นแก้ปัญหาเรื้อรังของกทม. เช่น การจัดการจราจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ครบวงจร การป้องกันน้ำท่วมด้วยโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ การพัฒนาสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริการประชาชน เช่น แอปพลิเคชันแจ้งปัญหาแบบเรียลไทม์ ทีมสก. ที่ครบทีมจะช่วยเสริมพลังให้ผู้ว่าฯ ทำงานได้เต็มที่

การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญ เพราะกทม. คือหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ชาวกรุงกว่า 10 ล้านคนรอคอยผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีวิสัยทัศน์ ปชป. ที่มีประสบการณ์ยาวนานในเวทีท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น พรรคเพื่อไทย หรือก้าวไกล ที่มีผู้สมัครเด่นๆ ออกมาแล้ว

  • จุดแข็งของปชป.: อุดมการณ์ชัดเจน ประสบการณ์บริหารท้องถิ่น
  • ทีมสก. ครบทุกเขต พร้อมสนับสนุนผู้ว่าฯ
  • นโยบายตอบโจทย์คนกรุง เช่น จราจร น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม
  • ผู้สมัครบุคลิกดี อายุน้อย พลังเยาว์

ในมุมมองของผม ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. ครั้งนี้ น่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการการเมืองได้ไม่น้อย เพราะรายละเอียดที่แย้มมามีเสน่ห์น่าติดตาม ชาวกรุงเทพฯ ควรศึกษาทุกทางเลือกให้ดี เพื่อเลือกผู้นำที่ใช่จริงๆ คุณคิดว่าผู้สมัครคนนี้จะเป็นใคร? ติดตามอัปเดตข่าวสารการเลือกตั้งกทม. และนโยบายจากพรรคต่างๆ ได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ!

ที่มา – ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ ที่สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปเหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.เขตสงขลา พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่ตัวเองหลุดออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส.พรรค ซึ่งหลายคนตีความว่าเป็นเพราะน้อยใจเรื่องตำแหน่งกรรมาธิการ แต่เจ้าตัวยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องนั้นเลย

นายณัฏฐ์ชนน อธิบายว่า ตนเองมีไลน์กลุ่มมากถึง 1,000 กลุ่ม และมักจะส่งข้อความผิดกลุ่มบ่อยๆ เช่น ส่งไปกลุ่มใหญ่แทนกลุ่มเล็ก หรือออกจากกลุ่มเก่าๆ อย่างกลุ่ม ส.ส.ชุดที่ 25 ชุดที่ 26 และกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ เขาย้ำว่า “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย จริงๆ ไม่ใช่การน้อยใจจากข้อตกลงเรื่องกรรมาธิการที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า

กระบวนการหลังหลุดจากไลน์กลุ่ม

หลังจากหลุดออกจากกลุ่มไลน์ ก็มีกระบวนการของพรรคทำงานทันที โดยไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการพรรคที่จะเชิญกลับ แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล ที่มาติดต่อสอบถามสาเหตุ พอชี้แจงแล้วก็เชิญกลับเข้าทันที ไม่มีปัจจัยอื่นใดแฝง

นายณัฏฐ์ชนน ยังเน้นย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องไม่ยึดติดกับหน้าเกียรติหรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาชีวิตและปรัชญาการเมืองของตัวเอง ตำแหน่งขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค และหลังเหตุการณ์นี้ เขากลับได้รับภารกิจเพิ่มขึ้นจากหัวหน้าพรรค เลขาฯ และวิปรัฐบาล ทั้งงานประสานสภาและงานนอกสภา

โอกาสทองจากการ “มือลั่น”

ที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวมองว่าเหตุการณ์ “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นจังหวะดีที่ได้เปิดใจคุยกับผู้บริหารพรรคแบบตรงๆ ซึ่งปกติการสื่อสารในพรรคยุ่งยาก ต้องประชุมอย่างเดียว โอกาสคุยส่วนตัวน้อย หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคและเลขาฯ ก็เชิญคุยและบอกว่ามีอะไรให้บอกได้เลย

แม้ยังไม่มีรับปากตำแหน่งชัดเจน แต่ตอนนี้เขามีหน้าที่สำคัญ เช่น ดูแล พ.ร.ก.เงินกู้ งบประมาณปี 2570 และประเด็นแลนด์บริดจ์ที่กระทบภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามันที่บ้านเกิดสงขลาของเขาได้รับผลน้อยกว่า แต่ต้องช่วยสื่อสารให้ประชาชน

  • สาเหตุหลัก: มือลั่นจากไลน์กลุ่มเยอะ
  • ไม่ใช่: น้อยใจเรื่องกรรมาธิการ
  • ผลดี: ได้เคลียร์ใจ ได้งานเพิ่ม
  • ปรัชญา: รักษาชีวิตมากกว่าเกียรติ
  • ภารกิจใหม่: พ.ร.ก.เงินกู้, งบ 2570, แลนด์บริดจ์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็น dynamics ภายในพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายตัว ส.ส.อย่างนายณัฏฐ์ชนนเลือกมองบวกและทำงานต่อ แทนที่จะดราม่า มันเป็นบทเรียนว่าการสื่อสารในยุคดิจิทัลสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะไลน์กลุ่มที่เป็นเครื่องมือหลักของนักการเมืองไทย

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของ ส.ส.คนนี้ ที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ชอบหรือแชร์บทความนี้ และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนๆ นะครับ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ” เป็นข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังใกล้เข้ามา ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หม่อมกร” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาเปิดเผยว่าตนเองสนใจลงชิงตำแหน่งนี้จริง และกำลังรอหารือกับหัวหน้าพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อหาข้อสรุป

“หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ม.ล.กรกสิวัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เขามีความสนใจลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งใหญ่แล้ว โดยมองว่าสนามเลือกตั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่พรรคพลังประชารัฐไม่ควรพลาด เนื่องจากเป็นการเมืองระดับท้องถิ่นที่ใหญ่และมีอิทธิพลสูงต่อการเมืองชาติ อย่างไรก็ตาม เขายังต้องให้เกียรติหัวหน้าพรรคที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น และรอการตัดสินใจจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้มีมติชัดเจน

กระแสข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สนใจทาบทาม “หม่อมกร” ลงชิงในนามพรรค แต่ตัวเขาเองยืนยันว่า ยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการจากปชป. และในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เขาจะให้ความสำคัญกับพรรคตัวเองก่อน หากพรรคตัดสินใจส่งผู้สมัคร ก็จะเดินหน้าต่อไป

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในศึกผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ท้าทายเพราะต้องรับมือปัญหาหลากหลาย เช่น การจราจรติดขัด มลพิษ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองหลวงให้ทันสมัย “หม่อมกร” ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการการเมืองและธุรกิจ อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์

  • จุดแข็งของ “หม่อมกร”: ประสบการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ, ความสนใจในปัญหากทม.
  • อุปสรรค: รอคำตอบจากผู้ใหญ่พรรค
  • คู่แข่ง: ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่ามีตัวเต็งหลายราย

นอกจากประเด็น “หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ” แล้ว ยังมีมุมมองจากนักวิเคราะห์การเมืองที่ชี้ว่า การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐจะส่งผลต่อสมดุลพรรคในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ หากส่งผู้สมัครจริง อาจเปลี่ยนเกมการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนมองว่าการเมืองท้องถิ่นอย่างกทม. ต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาชาวกรุงจริงๆ และ “หม่อมกร” ดูมีศักยภาพ หากคุณเป็นคนกรุงเทพฯ ล่ะคะ? คิดอย่างไรกับข่าวนี้ และอยากเห็นผู้สมัครคนไหนลงชิงบ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “หม่อมกร”รับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม.รอคุย “ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ”

“ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. บงการใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศกันเลย นั่นคือ “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการพยายามลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมการเมืองไทยมากๆ

“ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว

ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 พรรคประชาชาติได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค เป็นประธานเปิดประชุม ทวีได้แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. อย่างละเอียด แม้ตำรวจจะจับผู้ต้องหาได้ 5 รายแล้ว แต่ท่านยืนยันว่ามีผู้บงการใหญ่กว่านั้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง หลักฐานที่ได้มาจากผู้ต้องหาผ่านญาติและทนาย ชี้ชัดว่ามีคนสั่งการมากกว่า 5 คนแน่นอน

ทวีเน้นย้ำว่า คดีจ้างวานแบบนี้หาพยานหลักฐานยาก แต่พรรคจะไม่ยอมให้จบง่ายๆ เพราะมันคือการทำลายพรรคการเมืองและ ส.ส.ที่ทำงานด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ถ้าปล่อยไป ประชาชนจะหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมทันที

ผู้บงการใหญ่กว่า 5 คนใน “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส.

ข้อมูลเชิงลึกที่ทวีเปิดเผย มีพยานบอกว่าผู้บงการมีมากกว่า 5 คนที่ถูกจับ รถ ปืน และการติดต่อทั้งหมดต้องมีคนสั่งการแน่ๆ ทวีเรียกร้องให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินและระบบสื่อสารให้ละเอียด เพราะขบวนการนี้เตรียมการมานาน

นอกจากนี้ ทวียังซัด “ระบบคิด” ที่มองว่าพรรคท้องถิ่นเป็นภัยความมั่นคงว่าใช้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ใครที่ประชาชนเลือกมา via รัฐสภา ก็ต้องเคารพ ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว โดยเฉพาะคนที่ออกข่าวบิดเบือน หลักฐานทั้งหมดเป็นวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบได้ชัดเจน

  • จับผู้ต้องหา 5 ราย แต่มีผู้บงการมากกว่านั้น
  • แจ้งจับ 2 นายทหารประจำการแล้ว กำลังรวบรวมหลักฐาน
  • หลักฐานจากคำซัดทอดและวิทยาศาสตร์
  • ตรวจสอบเส้นเงินและการสื่อสาร

ด้านนายกมลศักดิ์ ส.ส.นราธิวาส เอง บอกว่าทีมงานวิเคราะห์คดีมา 1 เดือน พบว่ามีผู้กระทำผิดมากกว่า 5 คน แต่จะไม่กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน คดีจ้างวานซับซ้อน ต้องอาศัยคำให้การซัดทอดถึงตัวการใหญ่ ล่าสุดแจ้งจับ 2 นายทหารที่ยังประจำการอยู่แล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค ปลุกใจสมาชิกให้สู้เพื่อความยุติธรรม เทียบกับคดียิงอดีต ส.ส.นราธิวาสเมื่อ 50 ปีก่อน ที่จับได้แค่ทหารชั้นผู้น้อย คดีนี้ต้องเป็นคดีสุดท้าย ถามว่ารถปืนมาจากไหน คนไม่รู้จักกันมายิงทำไม? ต้องมีคนเสียผลประโยชน์จากงาน สิทธิมนุษยชนแน่ๆ กลุ่มคนร้ายยังกล้าใช้รถรัฐ แสดงถึงความเหิมเกริม

พรรคจะเดินหน้าต่อ สมัครเป็นผู้เสียหายร่วม ตั้งทนายสู้คดีถึงที่สุด วันนอร์ดุอาอ์ให้เห็นผู้บงการชดใช้กรรมในคุก

เหตุการณ์ “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว นี้ สะท้อนปัญหาการเมืองชายแดนใต้ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลมืดและผลประโยชน์เถื่อน แต่พรรคประชาชาติแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมแพ้ การต่อสู้นี้ไม่ใช่แค่เพื่อ ส.ส.คนหนึ่ง แต่เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั้งระบบ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าผู้บงการตัวจริงคือใคร? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความยุติธรรม!

ที่มา – “ทวี” แฉขบวนการจ้างวานฆ่า สส. มีบงการใหญ่กว่า 5 ผู้ต้องหา-ฝากถึงหน่วยความมั่นคงอย่าร้อนตัว

พรรคไทรวมพลังเลือกจิตรวรรณหวังศุภกิจโกศลหัวหน้าพรรค

ในวงการการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี มีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส เมื่อ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาดามกบ” ส.ส.เขต 9 อุบลราชธานี ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ขณะที่ “กังฟู” หรือนายวสวรรธน์ พวงพรศรี ย้ายมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค

การประชุมครั้งนี้มีสมาชิกพรรคและตัวแทนจากทั่วสารทิศมาร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู หัวหน้าพรรคคนเก่า เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า ประธานที่ปรึกษาพรรค นายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.เขต 9 นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ส.ส.เขต 3 นายสมศักดิ์ บุญประชม ส.ส.เขต 10 นายณรงค์ชัย วีระกุล ส.ส.เขต 2 รวมถึงกรรมการสาขาพรรค 10 สาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคจำนวนมาก

นายวสวรรธน์ ได้กล่าวเปิดประชุม แจ้งวาระสำคัญ และเพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเลือกคณะบริหารชุดใหม่ จึงยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อนายทะเบียนสมาชิกในที่ประชุม ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 17 (2) ซึ่งกำหนดว่าหากหัวหน้าพรรคลาออก คณะกรรมการบริหารทั้งชุดจะพ้นจากตำแหน่งทันที สิ่งนี้เปิดทางให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ทันที

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดังนี้

  • นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นหัวหน้าพรรค
  • นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 1
  • นายสมศักดิ์ บุญประชม เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 2
  • นายสิทธิชัย กอแก้ว เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 3
  • นายวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นเลขาธิการพรรค
  • นายกิตติกร เชิดชู เป็นรองเลขาธิการพรรค
  • นางมาลี บุญเรือง เป็นเหรัญญิกพรรค
  • นางสาววรางคณา สำราญสุข เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • นายณรงค์ชัย วีระกุล เป็นโฆษกพรรค
  • นายบรรหาร ศรีบุระ เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายวีระนันท์ ทัศศรี เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายเหมชาติ เชื้อโชติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

พรรคไทรวมพลัง เลือก จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สร้างทีมบริหารใหม่ที่แข็งแกร่ง

นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือมาดามกบ เป็น ส.ส.พรรคไทรวมพลัง จังหวัดอุบลราชธานี เขต 9 มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เธอเป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น การเลือกเธอเป็นหัวหน้าพรรค แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรคที่ต้องการผู้นำหญิงที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่นายวสวรรธน์ หรือกังฟู ยังคงอยู่ในทีมบริหารในฐานะเลขาธิการพรรค ซึ่งจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการทำงานของพรรค

พรรคไทรวมพลังเป็นพรรคท้องถิ่นที่เน้นนโยบายพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี ส.ส.กระจายในหลายเขต เช่น เขต 2, 3, 9, 10 การเปลี่ยนแปลงคณะบริหารครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะการผลักดันประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น

เฟซบุ๊กเพจพรรคไทรวมพลังได้โพสต์แสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สะท้อนถึงความสามัคคีภายในพรรค การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างภายในเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมก้าวสู่เวทีการเมืองระดับชาติมากขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค จะช่วยดึงดูดฐานเสียงสตรีและเยาวชนในพื้นที่ได้ดีขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่ทีมรองหัวหน้าและเลขาธิการที่มีประสบการณ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์

หากคุณสนใจการเมืองท้องถิ่นและอยากติดตามพัฒนาการของพรรคไทรวมพลัง ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเพจทางการของพรรค หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดอย่างไรกับคณะบริหารชุดใหม่นี้ พรรคจะประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างไร?

ที่มา – พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ “กังฟู” นั่งเลขาธิการพรรค

“ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันเอกภาพ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสกันอย่างมาก นั่นคือ “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ซึ่งเป็นสัญญาณบวกให้เห็นถึงความสามัคคีภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้จะมีข่าวลือเรื่องการแยกกันมารายงานตัว แต่ ส.ส. ทีมภาคใต้มั่นใจว่าพรรคยังคงเอกภาพแน่นแฟ้น

“ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ นำทีม ส.ส. เขตใต้ทั้ง 5 คน มารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เวลา 09.45 น. โดยมี ส.ส. จากนครศรีธรรมราช 4 คน และสุราษฎร์ธานี 1 คน ประกอบด้วย

  • นายทรงศักดิ์ มุกสิกร ส.ส.เขต 1 นครศรีธรรมราช
  • นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช
  • นางกนกพร เดชเดโช ส.ส.เขต 4 นครศรีธรรมราช
  • นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ส.ส.เขต 6 นครศรีธรรมราช
  • นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี

แม้ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมารายงานตัววันถัดไปคือ 6 มีนาคม แต่ชัยชนะยืนยันชัดเจนว่า “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พรรคมี ส.ส. รวม 21 เสียง ทุกการตัดสินใจยึดมติพรรคและหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหลัก ไม่มีเรื่องแอบดีลหรือตกลงลับๆ ทุกอย่างโปร่งใส

ยืนยันเอกภาพพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มี分裂

ชัยชนะชี้แจงว่าการมารายงานตัวแยกกันไม่ใช่ประเด็นการเมือง แต่เป็นการทำงานเป็นทีม พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงหลักจากภาคใต้กว่า 2 ล้านคะแนน โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กให้พรรคร่วมรัฐบาล แต่สุดท้ายต้องรอการเทียบเชิญจากพรรคแกนนำ และยึด 3 เงื่อนไขของหัวหน้าพรรค หากตรงตามจึงพิจารณา

สำหรับการโหวตเลือกประธานสภาและนายกฯ 21 เสียงของ ปชป. จะไปทางเดียวกันแน่นอน เพื่อขับเคลื่อนโยบายสำคัญ เช่น เบี้ยคนพิการ ค่าซ่อมบ้าน เรียนฟรี พรรคพร้อมรับบทบาททั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทำเต็มที่ 100% ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา

บทบาทพรรคประชาธิปัตย์ในสภาฯ ชุดใหม่

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนหลังเลือกตั้ง ส.ส. ภาคใต้ยังเป็นฐานเสียงหลัก การตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือค้าน จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะปัญหาคนพิการและการศึกษา ที่พรรคให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ ชัยชนะยังย้ำว่า ส.ส. ทุกคนมาจากประชาชน ต้องฟังเสียงโหวตเตอร์ในพื้นที่ หากมติพรรคขัดกับความเห็นประชาชน ก็ต้องยึดมติพรรคก่อน เพราะเป็นหลักการสำคัญในการเมือง

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นเอกภาพพรรคเก่าแก่ที่พร้อมปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเมืองไทย พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสแสดงศักยภาพในการตรวจสอบหรือสนับสนุนรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินอย่างไม่มีเงื่อนไข รอเพียงการรับรองผลจาก กกต. เท่านั้น ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักการเมืองและประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 (ย่อจาก 2569 ในข่าว) นางสาวตรีนุช เทียนทอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยยืนยันว่าตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคยึดถือมาตั้งแต่แรก เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด จึงสมควรเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ตรีนุช เน้นย้ำว่ายังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการเจรจา และต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งก่อน จึงจะเข้าสู่การหารือเรื่องการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ แม้พรรคพลังประชารัฐจะมี ส.ส. เพียง 5 เสียง แต่ก็พร้อมสนับสนุน โดยเรื่องจำนวนเก้าอี้จะขึ้นอยู่กับพรรคใหญ่

บริบทการประชุมพรรคพลังประชารัฐ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคครบกำหนด 60 วันตามกฎหมาย พรรคจึงต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่สามัญในเดือนหน้า ตรีนุช ชี้แจงถึงกระแสวิจารณ์จากผู้สมัคร ส.ส. บางส่วนที่เรียกร้องให้บิ๊กป้อมกลับมา ว่า พรรคมีนโยบายและอุดมการณ์ชัดเจน แม้ช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่ลงพื้นที่ทั่วถึง แต่ทุกคนที่ร่วมงานตกลงใจกันแล้ว

จุดยืนต่อกระแสตั้งรัฐบาลแข่ง

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย ตรีนุช ปัดตอบและย้ำให้เกียรติพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดก่อน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินเต็มที่ โดยฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดประตูเจรจากับพรรคอื่นแบบสิ้นเชิง แต่ขณะนี้โฟกัสที่พรรคแกนนำ

  • ไม่มีเงื่อนไขชัดเจน: เจรจาเบื้องต้นแล้ว แต่รอ กกต. รับรอง
  • ยึดผลเลือกตั้ง: ภูมิใจไทยได้คะแนนสูงสุด สมควรนำ
  • จำนวน ส.ส. จำกัด: 5 เสียง แต่พร้อมต่อรองเก้าอี้
  • เตรียมประชุมใหญ่: หลังประวิตรลาเก้าอี้ 60 วัน
  • ตอบโต้กระแส: ไม่ปิดประตูพรรคอื่น แต่ให้เกียรติก่อน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคพลังประชารัฐในการเคารพผลการเลือกตั้ง หาก กกต. รับรองผลเร็ว รัฐบาลใหม่น่าจะเกิดขึ้นโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพให้ประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันจุดยืนของตรีนุชนี้เป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทยที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่จำเป็น คุณคิดอย่างไรกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “ตรีนุช” ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ยังไม่มีเงื่อนไข รอคุยเก้าอี้หลัง กกต. รับรองผล

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และว่าที่ ส.ส. พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงประเด็นร้อนว่า “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำว่าการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายเท่านั้น สร้างความสนใจให้สื่อมวลชนและนักการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

การสัมภาษณ์เกิดขึ้นเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอัคราได้ยืนยันจุดยืนของพรรคอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นพรรคได้ที่นั่งอันดับ 1 อาจจะยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายอัครากล่าวว่า "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของพรรคกล้าธรรม มันเป็นแค่ข่าวลือ และไม่คิดว่าจะสร้างความตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล" เขาย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่ง

อัครา พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

ท่าทีพรรคกล้าธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นอกจากประเด็นกระทรวงเกษตรแล้ว นายอัครายังพูดถึงการประชุมพรรคกล้าธรรมในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ซึ่งจะกำชับว่าที่ ส.ส. เข้าประชุมให้พร้อมเพรียง โดยยังไม่ทราบวาระแน่ชัด เพราะนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคยังไม่แจ้ง และยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เป็นบิดาและประธานที่ปรึกษาพรรค เมื่อถามถึงการยืนยันเข้าร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี นายอัคราตอบว่า ต้องเป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นมารยาททางการเมืองที่พรรคอันดับ 1 อย่างภูมิใจไทยต้องเชิญมาคุย

สำหรับดีลการเมืองที่ลือกันว่าจะจบในสัปดาห์นี้ นายอัครากล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอหัวหน้าพรรคและเลขาธิการ แต่เชื่อมั่นว่าทุกพรรคจะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนรอคอยการแก้ไขปัญหา

บริบทการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยพรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่ง ส.ส. อันดับ 1 ทำให้มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามหลักการ พรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม กำลังถูกจับตาว่าจะต่อยอดพันธมิตรหรือไม่ ประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นจุด敏感เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ใหญ่บ้านของประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งสองพรรค การออกมาพูดของนายอัครา ถือเป็นการลดความตึงเครียด และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

  • พรรคกล้าธรรมยังรอประสานกับภูมิใจไทย โดยเลขาธิการพรรคจะแจ้งในที่ประชุม
  • ยืนยันไม่ตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรค เน้นมารยาทการเมือง
  • ทุกอย่างเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยไม่ยึดติดตำแหน่ง

การยืนยันจุดยืนเช่นนี้ช่วยคลายกระแสข่าวลือ และทำให้ภาพรวมการเจรจารัฐบาลราบรื่นยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมมีโอกาสได้เก้าอี้รัฐมนตรี หากแสดงความยืดหยุ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอัครา แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในพรรคกล้าธรรม ที่ไม่ยึดติดผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เน้นผลรวมของชาติ สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่มั่นคง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองเพิ่มเติม หรืออยากรู้วิเคราะห์เจาะลึก สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำงานบริหารอยู่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้น New High 75%

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท สร้างความฮือฮาในวันเลือกตั้ง เมื่อน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และว่าที่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้งย่านสามเสนในพื้นที่พญาไท ด้วยรอยยิ้มสดใสและความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอเผยสัญญาณดีตั้งแต่เช้า หลังพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิถึง 40% แล้ว และลุ้นสุดตัวให้ทั้งประเทศทุบสถิติเดิมเกิน 75% ซึ่งถือเป็น New High ใหม่ของการเลือกตั้งไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งคึกคักสุดๆ โดยเฉพาะย่านพญาไทที่ ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท อย่างเป็นทางการ หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) พบว่าช่วงเช้ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิแล้วกว่า 40% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก แม้จะต้องลงคะแนนทั้งเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติพร้อมกันในวันเดียวกัน แต่ระบบที่รวมหน่วยไว้ที่เดียวกันช่วยให้กระบวนการรวดเร็ว ไม่สับสน และลดความแออัดได้ดีเยี่ยม

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความน่าสนใจเพราะเป็นการทดสอบพลังประชาชนอย่างแท้จริง ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งเป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่และแกนนำสำคัญของพรรคประชาชน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม โดยวอนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อสร้างสถิติใหม่ที่ผู้มาใช้สิทธิเกิน 75% ซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตการเมืองไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

สัญญาณดีจากหน่วยเลือกตั้งและความโปร่งใส

เรื่องความโปร่งใสเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด ศิริกัญญาเปิดเผยว่ามีรายงานความผิดปกติเข้ามาต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการติดประกาศข้อมูลหน้าหน่วยไม่ครบถ้วน ซึ่งเจ้าหน้าที่แก้ไขได้ทันทีหลังได้รับแจ้ง นี่แสดงให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้งไทยมีกลไกตรวจสอบที่ทำงานได้ดี หากทุกคนช่วยกันเฝ้าระวัง

  • ผู้มาใช้สิทธิเช้า 40%: สูงกว่าที่คาด สร้างความมั่นใจ
  • รวมหน่วยเลือกตั้งและประชามติ: รวดเร็ว สะดวก ลดสับสน
  • รายงานผิดปกติแก้ไขทันที: ยืนยันความโปร่งใส
  • ลุ้นเกิน 75%: ทุบสถิติเก่า สร้าง New High

เธอยังฝากถึงประชาชนที่บ้านใกล้หน่วยเลือกตั้ง โดยเชิญชวนให้มาเป็นอาสาสมัครเฝ้าหีบหลังปิดโหวต เพื่อป้องกันความผิดพลาดและพิทักษ์คะแนนเสียงของทุกคนให้สมบูรณ์แบบ

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

แผนหลังปิดหีบและพลังปลายปากกา

เมื่อถามถึงการจัดตั้งรัฐบาล ผู้บริหารพรรคประชาชนมีแผนชัดเจน โดยจะนัดประชุมกันอีกครั้งก่อนปิดหีบ เพื่อติดตามผลและวางแนวทางต่อไปตามสถานการณ์จริง ศิริกัญญาทิ้งท้ายด้วยคำคมสุดประทับใจว่า "อยากให้ทุกคนตระหนักถึงพลังของปลายปากกาในการกำหนดการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งสะท้อนถึงความหวังที่เธอมีต่อประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโหวต แต่เป็นการแสดงพลังของประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะกับพรรคประชาชนที่เน้นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เช่น การปฏิรูปโครงสร้าง การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจ หากยอดผู้มาใช้สิทธิพุ่งสูงแบบนี้ แสดงว่าประชาชนพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว

ในมุมมองของผู้เขียน สถิติ New High เกิน 75% จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ลุ้นกันต่อว่าผลจะออกมายังไง ชวนทุกท่านติดตามอัปเดตผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อกระตุ้นให้คนอื่นออกมาใช้สิทธิด้วยนะครับ!

ที่มา – “ไหม ศิริกัญญา” ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High คนออกมาใช้สิทธิเกิน 75%

Scroll to top