การประชุมสภาผู้แทนราษฎร

สส.พรรคส้ม จี้ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

เชื่อว่าเหล่าคนทำงานหลายคนคงกำลังจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีข่าวออกมาว่า สส.พรรคส้ม จี้ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เนื่องจากยอดผู้ลงทะเบียนยังน้อยอย่างน่าใจหายเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด ซึ่งประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของตัวเลข แต่หมายถึงสิทธิและอนาคตของเงินกองทุนที่เราทุกคนร่วมจ่ายไปครับ

สส.พรรคส้ม จี้ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิผู้ประกันตน

นางสาวธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมายกประเด็นสำคัญในสภาฯ ว่า ในขณะที่มีผู้ประกันตน ม.33 กว่า 11-12 ล้านคน แต่ยอดผู้ลงทะเบียนกลับไม่ถึง 1 ล้านคน ซึ่งบ่งบอกถึงปัญหาเชิงระบบและความไม่ชัดเจนในการสื่อสารของสำนักงานประกันสังคม โดยนางสาวธนพรได้มองว่าการที่ สส.พรรคส้ม จี้ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ในครั้งนี้ คือความพยายามผลักดันให้พี่น้องแรงงานมีโอกาสเข้าถึงสิทธิในการเลือกตัวแทนเข้าไปดูแลเงินก้อนโตของพวกเราเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทำไมการเลือกตั้งบอร์ดครั้งนี้ถึงล่าช้า?

นอกจากเรื่องเวลาที่กระชั้นชิดแล้ว สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลคือความล่าช้าในการจัดการเลือกตั้งที่ทิ้งห่างจากกำหนดการเดิมไปหลายร้อยวัน ทั้งที่ความจริงแล้ววาระของบอร์ดนั้นบริหารงานเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าระบบการบริหารจัดการของภาครัฐมีประสิทธิภาพเพียงพอจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งทั่วไปที่ใช้เวลาไม่นานเท่านี้

  • ความยุ่งยากของแอปพลิเคชัน SSO Plus ที่คนเข้าถึงน้อยกว่าที่คาด
  • การกำหนดวันเลือกตั้งที่อาจกระทบต่อผู้ที่ทำงานในวันอาทิตย์
  • ความสำคัญของการจัดตัวแทนผู้ใช้แรงงานเข้าไปนั่งดูแลกองทุนอย่างโปร่งใส

ด้วยเหตุนี้ การที่ทางตัวแทนแรงงานออกมาเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานต้องเร่งอำนวยความสะดวกในวันเลือกตั้ง 27 กันยายนนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และควรได้รับการตอบรับอย่างทันท่วงทีครับ ทั้งในเรื่องของการประสานงานกับนายจ้างให้ลูกจ้างสามารถออกไปใช้สิทธิได้โดยไม่ถูกหักเงิน หรือการพิจารณาขยายเวลาลงทะเบียนเพื่อให้เกิดความทั่วถึงที่สุด

ในฐานะปัจเจกบุคคลและผู้ประกันตนทุกคน ผมอยากเชิญชวนให้ลองตรวจสอบสิทธิและรีบลงทะเบียนกันครับ เงินประกันสังคมไม่ใช่แค่เงินเก็บ แต่มันคือสวัสดิการที่คอยคุ้มครองชีวิตเราในยามวิกฤต ดังนั้นการที่เรายอมเสียเวลาไม่กี่นาทีในการเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปบริหารเงินกองทุนอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดที่เราทุกคนพึงกระทำ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปเพียงเพราะการสื่อสารหรือระบบที่เข้าถึงยากครับ

ที่มา – สส.พรรคส้ม จี้ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยย้ำชัดถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความสมดุล เพื่อเยียวยาประชาชนและรักษาขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมๆ กับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องเร่งโอนงบประมาณในช่วงวิกฤตความเสี่ยง?

ในสภาวะที่มีวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาพลังงานจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลมองคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ให้เป็นงบกลางสำรองฉุกเฉินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเม็ดเงินพร้อมใช้ในการรับมือกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับสมดุลทางการคลัง: ไม่ใช่การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงงบจากส่วนที่เกินความจำเป็นมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง
  • การเยียวยาประชาชน: เน้นกระจายความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
  • รักษาความเชื่อมั่น: ผลงานของรัฐบาลได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและบริหารจัดการตามวินัยการคลังได้ดีเยี่ยม

หากเราดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าการลงทุนภาครัฐมีตัวเลขที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุดที่โตกว่า 10% ซึ่ง เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยค้ำจุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้ด้วยดี ไม่เพียงแค่พึ่งพาการส่งออก แต่ยังกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีของทุกคน การที่ภาครัฐออกมาแสดงความโปร่งใสและชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและการฟื้นตัวที่ยั่งยืนในอนาคต

สรุปแล้ว การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมองการณ์ไกล หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบกลางได้ตามแผนที่วางไว้ เราก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้แน่นอน

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 หวังแก้วิกฤตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองกันหน่อยครับ กับประเด็นร้อนที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเข้าสภาฯ สำหรับนายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสภาฯ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนสูง ทำให้งบกลางที่ตั้งไว้เดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ ทั้งนี้ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อย้ายงบจากรายการที่ยังไม่ได้ใช้หรือสามารถชะลอได้ มาไว้ในงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินนั่นเองครับ

รายละเอียดการโอนงบประมาณในคราวนี้

การโอนงบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดงบที่จำเป็นนะครับ แต่เป็นการดึงงบจากรายการที่ยังไม่มีโครงการผูกพัน หรือโครงการที่ล่าช้ากว่ากำหนด เช่น:

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาหรือฝึกอบรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • รายจ่ายลงทุนที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้
  • รายการงบประมาณที่หน่วยงานเห็นว่าสามารถชะลอไว้ก่อนได้โดยไม่เสียหาย

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำไปใช้ในจุดที่วิกฤตต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

หากเรามองในมุมของความคล่องตัว ต้องยอมรับว่าการมีเม็ดเงินสำรองไว้ในมือช่วยให้รัฐบาลบริหารงานได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง การที่ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณที่โอนมานี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพื่อให้เงินภาษีของเราเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเดือดร้อนในยามวิกฤตให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

กมธ.ป.ป.ช. ลุยภูเก็ต สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความยุติธรรมและการทวงคืนพื้นที่สาธารณะมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการจัดการกับปัญหากลุ่มอิทธิพลที่รุกรานสมบัติของชาติในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต

กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาประกาศความชัดเจนว่า ทางคณะทำงานจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและที่สาธารณะบริเวณหาดฟรีด้อม โดยงานนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งมั่นจะกวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้นอมินีและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นให้สิ้นซาก

รายละเอียดการตรวจสอบและแผนการกวาดล้างทุนสีเทา

การลงพื้นที่ครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการไปดูงานเฉยๆ แต่เป็นการทำงานเชิงรุก โดยมีการเชิญ สส. ในพื้นที่ทั้ง 3 เขตมาร่วมตรวจสอบเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และรอบด้านที่สุด เพื่อให้การทำงานโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุดครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ จะมุ่งเน้นประกอบด้วย:

  • ตรวจสอบการครอบครองที่ดินและการบุกรุกป่าสงวน
  • จัดการกับกลุ่มนอมินีที่ถือครองธุรกิจแทนทุนต่างชาติ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าหาด
  • รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

หลายคนคงจำได้ว่าหาดฟรีด้อมเป็นพื้นที่สวยงามที่ควรจะเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การที่ กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากว่าภาครัฐเอาจริงกับการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ และจะไม่มีการละเว้นให้กับผู้ที่ทำผิดกฎหมายเด็ดขาดครับ

ในฐานะประชาชน เราได้แต่หวังว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่การทวงคืนหาดที่สวยงามกลับมาเป็นของส่วนรวมอย่างแท้จริง และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศด้วยครับ หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสเพิ่มเติมก็สามารถส่งต่อให้กับทางคณะกรรมาธิการฯ เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาได้นะครับ

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

พริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน

พริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐบาล กรณีแชตหลุดปริศนาที่เชื่อมโยงถึงตัวอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่ามีการแทรกแซงหรือมี “มือที่มองไม่เห็น” เข้ามาช่วยสนับสนุนสีน้ำเงินให้ได้เปรียบในสนามเลือกตั้งหรือไม่

ประเด็นที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้นำมาอภิปรายคือการเปิดแชตหลุดที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตนำมาเผยแพร่ ซึ่งระบุถึงนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ว่ามีการร้องขอให้ “ช่วยสีน้ำเงิน” แม้ทางนายนฤชาจะชี้แจงว่าเป็นเพียงการอ้างเหตุผลเรื่องระบบไลน์สาธารณะที่อาจถูกแอบอ้างได้ แต่ สส.พรรคประชาชนกลับมองว่านี่คือข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร

เบื้องลึกนโยบายสีน้ำเงินกับคำถามพริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน

นายพริษฐ์ ได้ตั้งข้อสงสัยว่าแชตดังกล่าวอาจเป็นหลักฐานสำคัญว่ามีการแทรกแซงผ่านกลไกการโยกย้ายนายอำเภอจำนวน 304 คน ซึ่งหลายคนถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่องสถานะของหน่วยงานภายใต้กรมการปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ทำให้สาธารณชนตั้งคำถามถึง “รหัสลับ” หรือ “อิทธิพลมืด” ที่อาจส่งผลต่อความเป็นธรรมทางการเมือง

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ได้ตอบชี้แจงแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทางกระทรวงได้รับหนังสือชี้แจงจากทางนายนฤชาแล้ว และกำลังพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือไม่ พร้อมย้ำว่าหน่วยงานยึดถือนโยบาย “สีกากี” คือสีของทางราชการ ไม่มีใครสามารถเข้าไปสั่งประชาชนในคูหาเลือกตั้งได้

  • การตรวจสอบต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากกว่าข้อสันนิษฐาน
  • ประชาชนสามารถร้องต่อคณะกรรมาธิการการปกครองเพื่อความโปร่งใสได้
  • รัฐบาลยืนยันว่าข้าราชการมีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งตามกฎหมาย ไม่ใช่ผู้ชี้นำผลการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม สังคมยังคงจับตามองต่อไปว่าการตรวจสอบ พริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน ในครั้งนี้จะมีบทสรุปอย่างไร การตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะเป็นเพียงการซื้อเวลาหรือเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกันแน่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจไม่ว่าสีใดก็ตาม

ที่มา – “พริษฐ์” ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน บี้มหาดไทยตั้ง คกก. สอบ “นฤชา”

พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศอย่างโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อ นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบของโครงการนี้ จนเกิดเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนเรียกว่า พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความโปร่งใสในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ

เหตุผลที่ พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ คืออะไร?

การที่รัฐบาลเลือกจะเดินหน้าโครงการโดยไม่ยอมเปิดรับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ทำให้หลายภาคส่วนกังวลว่านี่คือการปิดกั้นการตรวจสอบใช่หรือไม่? โดยนายพีรวัสได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า โครงการนี้มีงบประมาณมหาศาล และกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างรุนแรง การตั้งกรรมาธิการฯ ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่คือการสร้างกลไกที่รอบคอบ

มุมมองต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไร้การตรวจสอบ

เมื่อไม่มีกลไกในสภาฯ เข้ามาช่วยดูแล สิ่งที่ประชาชนมีความกังวลใจเป็นพิเศษคือ:

  • การเวนคืนที่ดิน: หลายครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่อาจได้รับผลกระทบโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม
  • ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: ระบบนิเวศชายฝั่งของอ่าวไทยและอันดามันกำลังเผชิญกับความเสี่ยง
  • วิถีชีวิตชุมชน: อาชีพประมงและวิถีดั้งเดิมอาจต้องปิดตัวลงจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นายพีรวัสย้ำชัดว่า พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ นั้นไม่ต่างจากการลดโอกาสในการมีส่วนร่วมของประชาชน ยิ่งหากโครงการเดินหน้าไปโดยปราศจากการรับฟังเสียงคนในพื้นที่ สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องแบกรับภาระและปัญหาทั้งหมดก็คือชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่มีโอกาสได้โต้แย้งหรือเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่นั่นเอง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้มีความโปร่งใส ไม่ใช่แค่ใช้คำว่า พัฒนา มาเป็นข้ออ้างเพื่อเดินหน้าโปรเจกต์อย่างรวบรัด การพัฒนาที่ดีควรเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบและการรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงครับ คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? การสร้างเมกะโปรเจกต์ควรสำคัญกว่าสิทธิของคนในพื้นที่หรือไม่ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ

“อัครแสนคีรี” จี้ มท.3 แก้ปัญหา 9 ตำบล ในชัยภูมิ น้ำประปาเข้าไม่ถึง

ปัญหาน้ำประปาในพื้นที่ชนบทยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่ประชาชนหลายพื้นที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในจังหวัดชัยภูมิ ที่แม้จะมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ระบบประปายังไม่ครอบคลุม ทำให้ชาวบ้านขาดน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค ล่าสุด “อัครแสนคีรี” จี้ มท.3 แก้ปัญหา 9 ตำบล ในชัยภูมิ น้ำประปาเข้าไม่ถึง โดยนายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ส.ส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคกล้าธรรม ได้ร้องเรียนต่อรัฐสภาเพื่อขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไข

“อัครแสนคีรี” จี้ มท.3 แก้ปัญหา 9 ตำบล ในชัยภูมิ น้ำประปาเข้าไม่ถึง

ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ณ รัฐสภา นายอัครแสนคีรี ได้ขอหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับปัญหาความขาดแคลนน้ำประปาสะอาดในพื้นที่อำเภอแก้งคร้อ อำเภอคอนสวรรค์ ตำบลซับสีทอง และตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่ติดเขื่อนลำปะทาว ลำน้ำกล่ำ และแม่น้ำชี ซึ่งมีน้ำไหลผ่านอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน แต่ประชาชนยังต้องเผชิญกับน้ำที่ไม่สะอาด มีสีมีกลิ่น ไม่เหมาะสำหรับการบริโภค

ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะใน 9 ตำบลที่ยังเข้าไม่ถึงระบบประปาภูมิภาค หลายพื้นที่ขาดงบประมาณในการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐาน ชาวบ้านต้องร้องเรียนเรื่องน้ำประปาหมู่บ้านไม่ไหลและไม่สะอาดมาอย่างต่อเนื่อง ส.ส.อัครแสนคีรี ย้ำว่าพื้นที่ของตนมีความพร้อมด้านน้ำต้นทุน สิ่งที่ขาดเพียงโครงสร้างพื้นฐานระบบประปาเท่านั้น

โครงการประปาที่ต้องเร่งรัด

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ส.ส.อัครแสนคีรี ได้ร้องขอต่อนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลการประปาส่วนภูมิภาค ให้เร่งรัดโครงการต่างๆ ดังนี้

  • โครงการผลิตและจ่ายน้ำประปา ต.หนองขาม โนนสะอาด ยางหวาย อ.คอนสวรรค์
  • ขยายเขตประปาบ้าน บ้านนาฮี บ้านนามน ต.ศรีสำราญ
  • โครงการผลิตและจ่ายน้ำประปา ต.หนองไผ่ อ.แก้งคร้อ
  • โครงการประปา บ้านหนองแดงใหญ่ บ้านโสกหาด ต.ช่องสามหมอ
  • โครงการน้ำประปา โสกมูลนาค หนองหญ้าขาว สายบัวแดง ต.ห้วยไร่ ต.ช่องสามหมอ
  • โครงการขยายเขตน้ำประปา โคกล่าม ดงพอง นาล้อม หนองไผ่ล้อม หินผา โปร่งช้างน้อย

โครงการเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนใน 9 ตำบลดังกล่าว ได้รับน้ำประปาสะอาดที่ได้มาตรฐาน ลดปัญหาสุขภาพจากการใช้น้ำไม่สะอาด และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น หากรัฐบาลเร่งดำเนินการ จะเป็นการตอบสนองเสียงเรียกร้องจากประชาชนชัยภูมิเขต 7 ได้อย่างตรงจุด

ความสำคัญของน้ำประปาสะอาดในชุมชนชนบท

น้ำสะอาดเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ไม่เพียงสำหรับดื่มกินเท่านั้น แต่ยังใช้ล้างผัก อาบน้ำ และทำความสะอาด ในพื้นที่ชัยภูมิที่อุดมด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติ การขาดระบบประปาที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาชุมชน ชาวบ้านหลายรายต้องขนน้ำจากแหล่งอื่นมาใช้ เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและเวลา ส.ส.อัครแสนคีรี เชื่อว่ารัฐบาลมีศักยภาพในการแก้ปัญหานี้ หากมีการจัดสรรงบประมาณและประสานงานระหว่างหน่วยงานอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การแก้ปัญหา “อัครแสนคีรี” จี้ มท.3 แก้ปัญหา 9 ตำบล ในชัยภูมิ น้ำประปาเข้าไม่ถึง จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น ส่งเสริมให้ประชาชนมีกำลังใจในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่

ในฐานะประชาชน เราสามารถช่วยผลักดันได้โดยการแชร์ข่าวนี้และติดตามความคืบหน้า หากรัฐบาลฟังเสียงประชาชน ปัญหาน้ำประปาจะได้รับการแก้ไขในไม่ช้า สร้างความยั่งยืนให้ชุมชนชัยภูมิ

ที่มา – “อัครแสนคีรี” จี้ มท.3 แก้ปัญหา 9 ตำบล ในชัยภูมิ น้ำประปาเข้าไม่ถึง

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการสภา ที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษอากาศในไทยเรานี่กำลังหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ากฎหมายสำคัญของรัฐบาลจะไม่ล่าช้า และจะผ่านเดดไลน์ได้ทันแน่นอน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายกรวีร์ได้ย้ำว่าวิปรัฐบาลได้ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าครม.จะพิจารณาอย่างรอบคอบและยืนยันร่างกฎหมายเข้ามาทันกำหนด โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเดดไลน์สำคัญ หากเลยกำหนด กฎหมายอาจถูกตีตกได้ ทำให้การแก้ปัญหาอากาศสะอาดล่าช้าออกไป

นายกรวีร์ยังชี้แจงถึงกระแสจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ขู่จะเชิญเลขาฯครม.มาชี้แจง หากไม่ยืนยันภายใน 5 พ.ค. แต่ประธานวิปยืนยันว่าไม่ต้องกังวล รอประชุมครม.สัปดาห์หน้าจะชัดเจน และกฎหมายหลายฉบับกำลังรอการอนุมัติ ส่วนกำหนด 12 หรือ 15 พ.ค. เป็นดุลยพินิจของครม.

พ.ร.บ.อากาศสะอาด: กุญแจแก้ปัญหามลพิษอากาศในไทย

พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถือเป็นกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือช่วงฤดูหนาว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละหลายหมื่นราย นอกจากนี้ยังกระทบเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการเกษตร กฎหมายนี้จะกำหนดมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงงาน ไฟป่า รถยนต์เก่า และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

  • ควบคุมแหล่งมลพิษหลัก: ลดการเผาในที่โล่ง ตรวจจับรถควันดำ
  • ระบบตรวจวัดอากาศ: สร้างสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
  • มาตรการฉุกเฉิน: ห้ามเรียน ห้ามทำงานกลางแจ้ง เมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์
  • การมีส่วนร่วม: ชุมชนและเอกชนร่วมรับผิดชอบ

การประสานฝ่ายค้านและตอบกระทู้สภา

นายกรวีร์ย้ำถึงการทำงานร่วมกันกับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะเรื่องตั้งกระทู้ถามนายกฯ ในสัปดาห์นี้ ตามข้อบังคับสภา วิปรัฐบาลพร้อมประสานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบแทน หากนายกฯ มีภารกิจ โดยเชิญชวนให้แจ้งประเด็นล่วงหน้า เพื่อเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน สุดท้ายผมเชื่อว่าถ้าเราวางการเมืองลง เอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็จะทำให้งานเดินหน้าไปได้ นายกรวีร์กล่าวอย่างหนักแน่น

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยังเตรียมความพร้อมสำหรับญัตติและกระทู้สดในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่ารัฐบาลไม่ละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้จะมีแรงกดดันจากฝ่ายค้าน แต่การประสานงานที่ดีจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น คุณล่ะครับ คิดว่าพ.ร.บ.นี้จะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้จริงหรือไม่? ในมุมมองของผม ถ้ากฎหมายผ่านและบังคับใช้จริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้อากาศไทยหายใจสะดวกขึ้นแน่นอน

ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ดัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่สะดุด

Scroll to top