การประชุม Rbc

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอเลื่อนไปก่อน! เกิดอะไรขึ้น? มาติดตามสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

กัมพูชาได้ตอบรับคำเชิญจากกองทัพไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) แล้ว แต่ขอเลื่อนการหารือออกไปก่อน จนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะสิ้นสุดลง ซึ่งประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ผ่านทาง Facebook เพื่อประกาศการตอบรับคำเชิญจากฝ่ายไทยในการจัดการประชุม RBC อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้ขอเลื่อนกำหนดการออกไป จนกว่าการประชุม GBC ซึ่งเริ่มต้นในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม (พ.ศ. 2568) จะเสร็จสิ้นเสียก่อน การตัดสินใจนี้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับลำดับความสำคัญและความสำคัญของการประชุมทั้งสอง

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุอย่างชัดเจนว่า “กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแจ้งให้สาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศทราบดังต่อไปนี้:” เพื่อเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการสื่อสารกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ใจความสำคัญของแถลงการณ์นี้อยู่ที่ “เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของกองทัพกัมพูชาได้มีหนังสือถึงกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) กัมพูชา-ไทย ที่กำลังจะมาถึง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน

“ฝ่ายกัมพูชายินดีรับคำขอของฝ่ายไทยที่จะจัดการประชุม กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ได้เสนอให้เลื่อนออกไปจนกว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย วาระพิเศษครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ถึง 23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จะเสร็จสิ้นลง” ข้อความนี้เน้นย้ำถึงความเต็มใจที่จะร่วมมือ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการประชุมระดับสูงกว่าก่อน

“หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม GBC วาระพิเศษครั้งที่ 2 แล้ว กองทัพภาคที่ 4 และ 5 จะกลับมาหารือกับฝ่ายไทยอีกครั้ง เพื่อจัดการประชุม RBC ในส่วนที่เกี่ยวข้อง” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาหารือในประเด็น RBC อีกครั้งหลังจากการประชุม GBC สิ้นสุดลง

เหตุผลที่กัมพูชาให้ความสำคัญกับการประชุม GBC ก่อนนั้นมาจากความต้องการที่จะ “นำผลลัพธ์จากการประชุม GBC มาใช้ เพื่อรับประกันให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ, แสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ และอำนวยความสะดวกในการทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประชุม GBC มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในอนาคต

กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอจบ GBC ก่อน

การตัดสินใจของกัมพูชาในการเลื่อนการประชุม RBC ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสำคัญของการหารือในระดับต่างๆ

ทำไมต้องรอ GBC ก่อน

หลายฝ่ายมองว่าการที่กัมพูชาต้องการให้การประชุม GBC สิ้นสุดลงก่อน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนและข้อตกลงในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค การทำเช่นนี้จะช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้มากขึ้น

  • การประชุม GBC เป็นการประชุมระดับนโยบายที่สูงกว่า
  • ผลลัพธ์จากการประชุม GBC จะเป็นกรอบการทำงานสำหรับการประชุม RBC
  • ช่วยให้การหารือในระดับ RBC มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรอผลการประชุม GBC ก่อนที่จะหารือใน RBC อาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดเพื่อให้การดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของกัมพูชาในการตอบรับการประชุม RBC แต่ขอเลื่อนไปจนกว่าการประชุม GBC จะจบลงนั้น แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน การให้ความสำคัญกับกรอบการทำงานในระดับนโยบายที่สูงขึ้น ก่อนที่จะลงรายละเอียดในระดับภูมิภาค อาจเป็นแนวทางที่นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในที่สุด ล่าสุด กัมพูชาตอบรับจัดประชุม RBC กับไทย หลังจบ GBC คาดว่าจะมีการหารือในประเด็นสำคัญหลายอย่าง

การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การแสวงหาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศเป็นเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับกระบวนการที่รอบคอบและครอบคลุมเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาตอบรับ จัดประชุม RBC กับไทย แต่ขอประชุม GBC จบก่อน

“ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชาไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC จะเที่ยงคืนตี 1 ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ขอเดา กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่  ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่ายต้องหาทางออกที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา

โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, ร่วมปราบสแกมเมอร์ และจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง มีแนวโน้มว่ากัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ ว่าตนไม่ขอเดา ขอให้มีการพูดคุยกันไม่ต้องเดา ซึ่งเมื่อคืน(21 ส.ค. 2568)เป็นการพูดคุยรายละเอียดฝ่ายเลขาฯ และการประชุม RBC เป็นเรื่องที่แม่ทัพคุยกันไม่มีอะไรที่น่ากังวล ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือเที่ยงคืนก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ส่วนวันนี้ (22 ส.ค.) คือวันประชุมจริงก็ขอให้แม่ทัพได้พูดคุยกันอย่าไปเดาอะไร ซึ่งไทยก็มีเหตุผลของไทยที่จะมีข้อเสนอต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น 3 ข้อที่ไทยเสนอไปเป็นเงื่อนไข เป็นปัญหา และเป็นประโยชน์กับไทยที่น่าจะทำได้ ถือเป็นความเหมาะสมถูกต้องที่เราต้องเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ตอนนี้คงต้องรอให้พูดคุยกันก่อน

“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงเรื่องเขตแดนว่า ความเป็นจริงต้องเตรียมใจไว้ว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่าย ก็ต้องว่ากันไปและหาทางออกให้ดีสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบกับอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ หรือจะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรก็ต้องไปดู อย่าพึ่งไปคิดว่าจะต้องจบเร็ว

ทำไมต้องรอฟังผลการพูดคุยเรื่อง กัมพูชารับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่?

เมื่อถามย้ำว่าการประชุม RBC วานนี้ (21 ส.ค.) ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาตามนัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าเป็นไปตามเวลานัดหมาย ที่เขานัดกันตรงกัน เวลาเรานัดหรือเขานัด ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องเขาก็รอกัน ไม่ใช่เรื่องเกี่ยงนู่นเกี่ยงนี่ ถ้าเขายังไม่ได้ข้อสรุปมาก็คุยกันไม่ได้ อย่าไปจับจุดเล็กจุดน้อยให้เอาเรื่องใหญ่ๆ

ส่วนเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมสภาฯ มีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รัฐบาลมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรมระบุว่า MOU ทั้งสองฉบับอย่าพึ่งไปตัดสินใจอะไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง ทำให้เป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุย และเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสามารถมาพูดคุยกันได้ว่าผลอะไรเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้หากไปพูดเป็นสาธารณะเขาก็จะรู้เราหมด ดังนั้นอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ก็ให้มาพูดคุยกันกับตนเองหรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีหรือของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว 

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า นี่คือจุดยืนที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ที่ได้ถามกันหรือมีปัญหา หลายฝ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้น มาหลายเรื่องซึ่งทุกคำถามที่ถามรัฐบาลมาหลายเรื่อง บอกได้เพียงว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ฟ้องศาลระหว่างประเทศกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมุมมอง จึงไม่อยากให้มองแค่มุมเดียว และอยากให้สื่อลองพิจารณาและไปศึกษาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากพูดไปก็จะเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าไม่ควรมาพูดว่ายกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พูดไปก็ดีแล้ว ตระหนักแล้วแต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่ลึกก็ให้มาถามตนไม่ใช่ถามตามหน้าสื่อ และต้องไปถามองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของสภา ส่วนรัฐบาลก็บริหารตามหลักการที่เราคิดว่าประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าวานนี้(21 ส.ค. 2568) สภาฯปิดการประชุมก่อนที่จะมีการหารือเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ ก็ต้องว่ากันตามวาระ เรื่องของงานสภา ไม่ใช่อยู่ๆ ประธานสภาหรือรองประธานสภาจะใส่วาระอะไรเข้าไปก็ได้เพราะต้องว่ากันตามกฎเกณฑ์

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพูดคุยและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในทุกๆด้าน การรอผลการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ไม่เดา กัมพูชา รับ 3 ข้อเสนอฝ่ายไทยหรือไม่ รอแม่ทัพคุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่าย

ชายแดนไทย-กัมพูชา: พบโดรนผิดปกติมากขึ้น

“ภูมิธรรม” สั่งการกองทุนสำนักนายกฯ เยียวยาผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชาด้านอื่นๆ ต่อ ย้ำรัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC – GBC เจรจา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมบินมากขึ้นผิดปกติ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อสั่งการ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

1. รัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ได้แก่

  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ซึ่งได้เริ่มแล้วโดยกองทัพภาคที่ 1 และกำลังจะดำเนินการโดยกองทัพภาคที่ 2
  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ได้กำหนดประชุมระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2568 ที่จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
  • การดำเนินการสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยทูตทหาร ASEAN แต่ละประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วานนี้ (18 สิงหาคม)

2. ขณะนี้ยังมีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่ามีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนแปลกปลอมเพิ่มขึ้นมากจนผิดปกติ ขอให้ ศบ.ทก ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และ กสทช. กำหนดมาตรการที่เหมาะสมและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

สถานการณ์ที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

3. ศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ได้ปิดลงแล้ว ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้านพักแล้ว ให้พื้นที่สรุปและสำรวจการให้ความช่วยเหลือต่อไป

4. การเยียวยาตามมติ ครม. ให้แก่ทหารและพลเรือนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงบ้านเรือนที่เสียหายก็ได้รับการช่วยเหลือซ่อมแซมตามลำดับ สำหรับการดูแลด้านจิตใจ กระทรวงสาธารณสุขต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนการเยียวยานอกเหนือจากนั้นได้สั่งการให้คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการต่อไป

5. เรื่องสงครามข่าวสาร ซึ่งมีการสร้างข่าวเท็จ และสร้างสถานการณ์ ตลอดจนมีข่าวปลอม หรือ Fake news ถึงแม้ประเทศไทยจะมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความเห็น แต่ขณะนี้เราต้องการความสามัคคีภายในประเทศ จึงขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ด้านการสื่อสารมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกับ ศบ.ทก. ตรวจสอบขจัด Fake news ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และไม่เป็นผู้ขยายผลเสียเอง โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือตรวจสอบผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center: AFNC)

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ข้อสั่งการเรื่องการติดตามการดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ ดังนี้ จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ได้ผ่อนปรนให้ประชาชนผู้ได้รับทะเบียนบ้านชั่วคราว ซึ่งออกให้กับที่อยู่อาศัยที่ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน สามารถขอใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาได้ในอัตราค่าบริการที่เหมาะสมนั้น โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดขั้นตอนในการพิสูจน์สิทธิ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ตลอดจนกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ฯ ได้มีความเห็นสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า การดำเนินการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ล่วงเลยจนมาถึงปัจจุบัน ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ จึงขอสั่งการดังนี้

1. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดการดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 9 มกราคม 2567 ตลอดจนนำความเห็นประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เสนอต่อ สคทช. เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 เพื่อดำเนินการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

2. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามและรวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เกิดความล่าช้า ตลอดจนกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมครม. ในครั้งต่อไป

ทำไมการเฝ้าระวังชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวกับโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้

ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบริเวณนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศโดยรวม

หากคุณมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดปกติบริเวณชายแดน โปรดแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบทันที ความร่วมมือจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พร้อมรอคอยมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ย้ำรัฐบาลไทยต้องใช้ทุกกลไกกดดันให้ “กัมพูชา” ร่วมเจรจาทวิภาคีเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ได้

วันที่ 18 ส.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชน 4 จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เกี่ยวกับผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งกลับเข้าไปยังที่พักอาศัยแล้ว แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะมาตรการชดเชยเยียวยาที่ต้องถึงมือประชาชนอย่างเร็วที่สุด แต่จากการติดตามจนขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาออกมา ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ การลดหย่อนภาษี ค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ รัฐบาลควรแบบเยียวยาทั่วหน้าได้ในบางพื้นที่ทุกครัวเรือน ที่เหลือบางส่วนแบ่งเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะผลักดันผ่านทุกกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งตั้งกระทู้ถาม และเวทีกรรมาธิการคณะต่างๆ ส่วนกรณีเด็กเยาวชนและกลุ่มเปราะบางผู้ป่วยติดเตียง จะต้องได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอ ซึ่งหลังจากได้รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนในวันนี้ (18 ส.ค. 2568) พบว่าต่างมีความอัดอั้น และมีความเครียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะอีกเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือประชาชนยังมีปัญหาอุปสรรคในการได้รับเงินเยียวยา

“เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน 8 ประเทศลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จะได้ทำให้นานาประเทศได้เห็นข้อเท็จจริงว่ากัมพูชาปฏิบัติอะไรที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการประชุม RBC ที่มีการขอเลื่อนประชุมออกไปจากทางฝั่งกัมพูชา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สะท้อนถึงสิ่งที่กัมพูชาได้แสดงออกมาโดยตลอด ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเจรจาในกลไกทวิภาคี แต่ไทยต้องใช้ทุกวิธีกดดันให้กัมพูชากลับเข้าสู่การเจรจากับไทยให้ได้ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่แก้ไขได้ คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร ที่ประเทศมหาอำนาจให้เงินสนับสนุนกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

มหาอำนาจควรเพิ่มแรงกดดันแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เราเรียกคณะผู้แทนมาร่วมสังเกตการณ์และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ว่าทางกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือกฎหมายต่างประเทศอะไรบ้าง อาจจะเพิ่มแรงกดดัน ที่จะให้ประเทศต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชาใช้วิธีตัดการสนับสนุน หรือกดดันให้ใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดได้ด้วย” นายณัฐพงษ์กล่าว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น, การที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง การที่พวกเขารู้สึกอัดอั้นและเครียดจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และความล่าช้าในการเยียวยาจากภาครัฐยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ยกขึ้นมาคือ ความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องใช้ทุกวิถีทางในการกดดันให้กัมพูชากลับมาเจรจาในกลไกทวิภาคี การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้การเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชา พิจารณาตัดการสนับสนุนหรือใช้แรงกดดันเพื่อให้กัมพูชาหันมาแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคี เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ

การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของเงินชดเชย การลดหย่อนภาษี และการดูแลกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความมั่นคงในชีวิต

การแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาล, ภาคประชาสังคม, และประเทศมหาอำนาจที่เกี่ยวข้องควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

ที่มา – “เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

Scroll to top