การประชุม

พีมูฟยุติชุมนุม หลังมหาดไทยเคาะประชุม 19 สิงหาคมนี้

ความคืบหน้าล่าสุดจากเหตุการณ์ที่กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ได้รวมตัวกันบุกกระทรวงมหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิสถานะบุคคลนั้น ถือเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมากครับ เพราะนี่คือเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการความชัดเจนในการจัดการที่ดินในพื้นที่ 19 จังหวัดทั่วประเทศ

สรุปภาพรวม “พีมูฟ” ยุติการชุมนุมหลัง มท.รับลูก เคาะวันประชุมนัดสำคัญ 19 สิงหาคมนี้

เหตุการณ์เริ่มต้นด้วยความตึงเครียดบริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเข้าพบนายทะเบียนและตัวแทนรัฐบาลเพื่อเจรจา จนเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อยจากการดันโล่ของเจ้าหน้าที่ อส. อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านการเจรจาเบื้องต้น ทางกระทรวงมหาดไทยได้ตอบรับข้อเสนอและกำหนดวันประชุมชัดเจน ทำให้ทางกลุ่มตัดสินใจยุติการชุมนุมในที่สุด

รายละเอียดการเจรจาที่ พีมูฟ ยุติการชุมนุมหลัง มท.รับลูก เคาะวันประชุมนัดสำคัญ 19 สิงหาคมนี้

ข้อเรียกร้องหลักที่กลุ่มพีมูฟได้ยื่นต่อกระทรวงมหาดไทยมีความละเอียดอ่อนและครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ 19 จังหวัด
  • การขอเพิกถอนเอกสารสิทธิในกรณีชุมชนทับยาง จังหวัดพังงา ตามคำสั่งศาล
  • การเร่งรัดพิจารณาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น
  • ข้อกังวลเรื่องการยุบธนาคารที่ดินที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน

หลังจากที่ทางภาครัฐ โดยตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทยได้ตกลงที่จะจัดการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นี้ เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ทางกลุ่มพีมูฟจึงแสดงความพอใจและประกาศยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการ โดยมีการอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางกลับให้กับมวลชนด้วยความเรียบร้อย

เหตุการณ์ “พีมูฟ” ยุติการชุมนุมหลัง มท.รับลูก เคาะวันประชุมนัดสำคัญ 19 สิงหาคมนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการใช้การเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นบ้าง แต่สุดท้ายการหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาที่กินระยะเวลานานถือเป็นก้าวสำคัญ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าในการประชุมที่จะถึงนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทุกคนมีที่ดินทำกินและสถานะที่มั่นคงอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “พีมูฟ” ยุติการชุมนุมหลัง มท.รับลูก เคาะวันประชุมนัดสำคัญ 19 สิงหาคมนี้

อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อหารือเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยใจความสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการกระชับความสัมพันธ์และหารือประเด็นความมั่นคงระดับภูมิภาค

อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

การหารือกับเหล่าทัพถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะอนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา ในกรณีที่หากทางจีนมีความประสงค์จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานรอยร้าวในพื้นที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมรับฟังทุกแนวทางที่จะนำไปสู่สันติภาพและการพัฒนาพื้นที่ให้ยั่งยืน

กางประเด็นหารือระหว่าง ไทย-จีน และ ไทย-เมียนมา

นอกเหนือจากเรื่องชายแดนแล้ว นายกฯ ยังเตรียมหารือกับผู้นำจีนในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค
  • การเตรียมต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่จะเดินทางมาเยือนไทยในสัปดาห์หน้า

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเร่งด่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา โดยระบุว่าจะหยิบยกประเด็นเรื่องมลพิษทางอากาศ ปัญหาฝุ่นควัน การปนเปื้อนในแม่น้ำกก รวมถึงความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งมือแก้ไขให้เห็นผลจริง

เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน นายกรัฐมนตรียังคงเน้นย้ำถึงแนวคิด อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา โดยถือว่าจีนเป็นมหามิตรที่พร้อมจะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างดีเสมอมา การพูดคุยจึงอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและความมั่งคั่งของประชาชนไทยเป็นสำคัญ

สำหรับท่าทีของกองทัพ พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นระบบและกระชับ ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

เราคงต้องมาร่วมลุ้นกันว่า การเดินทางเยือนจีนรอบนี้ของนายอนุทิน จะนำมาซึ่งข่าวดีหรือความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะส่งผลบวกต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะแผนรับมือประเด็นชายแดนที่ถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างเสถียรภาพในระดับภูมิภาค หากสามารถหาจุดร่วมกันได้สำเร็จ ย่อมถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ถกกองทัพไทย ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก

ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการตรวจสอบการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้ โดยระบุว่า ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เพื่อเตรียมรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบสอบของภาครัฐ

รายละเอียดการประชุมสรุปผลสอบทุจริตท้องถิ่น

ในการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ระบุว่าที่ประชุมจะมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน โดยมีทางเลขาธิการ ป.ป.ท. เข้ามาร่วมสรุปข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายต่างจับตามองว่ามีกลุ่มอิทธิพลหรือเครือข่ายใดเกี่ยวข้องบ้าง โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินการครั้งนี้คือการหาช่องว่างของระบบที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม นายปกรณ์ยังขอสงวนท่าทีในรายละเอียดเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดีที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ที่ ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

ด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าแทรกแซงหากพบว่ามีการฉ้อโกงประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะยกระดับให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกได้มากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

บทเรียนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นจำเป็นต้องมีความโปร่งใสมากกว่าที่เคยเป็นมา การที่ ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างการทุจริต เพื่อให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถได้รับโอกาสในการรับราชการอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ทั้งนี้เราคงต้องรอติดตามผลจากรายงานฉบับสมบูรณ์ที่จะออกมาในอนาคตอันใกล้ว่าจะมีใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เสื่อมเสียเหล่านี้ครับ

ที่มา – “ปกรณ์” เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก ก่อนรายงานนายกรัฐมนตรี

“สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการท่องเที่ยวไทย เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาลงพื้นที่เกาะสมุยเพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยชูโมเดลใหม่หวังดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง

“สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง

การประชุมครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าการท่องเที่ยวไทยจะไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนปริมาณนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value Tourism) ซึ่งนโยบาย “สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะปัญหาธุรกิจนอมินีที่แฝงตัวมากับผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของชุมชนชาวไทย

มาตรการเด็ดขาดเพื่อยกระดับความปลอดภัยและเศรษฐกิจฐานราก

นอกจากเรื่องนอมินีแล้ว มาตรการการจัดการรถเช่าภายใต้แนวคิด “สมุยโมเดล” ยังถือเป็นไฮไลต์ที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี โดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการหลายภาคส่วน เพื่อคุมเข้มกฎหมายอย่างเฉียบขาด ดังนี้:

  • ตรวจสอบรถเช่า: ห้ามปล่อยเช่าแก่ผู้ไม่มีใบขับขี่เด็ดขาด
  • วินัยจราจร: รณรงค์การสวมหมวกนิรภัย 100%
  • โครงสร้างพื้นฐาน: เร่งปรับปรุงถนนและระบบจัดการขยะ
  • นวัตกรรมดิจิทัล: เปิดตัว One Stop Application เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

ความพยายามของภาครัฐในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจากเหตุการณ์ยิงกันหรืออุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกไว้วางใจ การกวาดล้างนอมินีจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจะกระจายสู่ชุมชนฐานรากอย่างแท้จริง

ในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการเอง เราเชื่อมั่นว่าหากนโยบาย “สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน สมุยโมเดล ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง นี้ถูกนำมาใช้จริงจังและต่อเนื่อง จะไม่ใช่แค่การแก้วิกฤต แต่จะเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานีที่ยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – “สุรศักดิ์” ลุยเกาะสมุย ล้อมคอกสกัดนอมินี ดัน “สมุยโมเดล” ปั๊มเที่ยวภาพลักษณ์สูง

นายกฯเตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองและเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตกัน นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ หลังจากที่มีกระแสคัดค้านจากประชาชนในภาคใต้ นี่คือการเคลื่อนไหวล่าสุดจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังพยายามทำให้โครงการนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.10 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมพรรค โดยไม่ได้ตอบคำถามเรื่องมาตรการค่าไฟฟ้าที่จะพิจารณาในครม. วันที่ 5 พ.ค. แต่เมื่อถามถึงความคืบหน้า โครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ บอกว่า “เดี๋ยวประชุมพรรคก่อน” และสำหรับกรณีที่ประชาชนภาคใต้ยื่นคัดค้าน นายกฯ ยืนยันว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge Project คือโครงการใหญ่ที่เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช โดยสร้างท่าเรือน้ำลึก คลังสินค้า และรถไฟความเร็วสูง เพื่อลดเวลาเดินเรือจากสิงคโปร์ไปจีน จาก 7 วันเหลือแค่ 1 วัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยได้มหาศาล คาดการณ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท และสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ รับมือข้อกังวลภาคใต้

กระแสคัดค้านหลักๆ มาจากชาวบ้านในพื้นที่คอขาดบางรัก ที่กังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนประมง และที่ดินทำกิน รัฐบาลจึงตัดสินใจตั้งคณะกรรมการใหม่ เพื่อศึกษาผลกระทบให้ละเอียดยิ่งขึ้น รวมถึงปรับแผนให้ยั่งยืนมากขึ้น นี่เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน และไม่ผลักดันแบบหักดิบ

มาดูประโยชน์ของโครงการนี้กันแบบชัดๆ:

  • เศรษฐกิจบูม: ไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์แห่งอาเซียน แข่งขันกับมาเลเซียและเวียดนามได้
  • งานและรายได้: สร้างอาชีพใหม่ๆ เช่น ช่างเทคนิค ท่าเรือ และการท่องเที่ยว
  • โครงสร้างพื้นฐาน: รถไฟและท่าเรือน้ำลึกจะเชื่อมโยงภาคใต้กับส่วนกลาง
  • ลดโลกร้อน: ลดการขนส่งทางทะเลระยะยาว ช่วยลดคาร์บอน

แต่ก็มีข้อกังวล เช่น การบุกรุกป่าชายเลน ผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล และการกระจายผลประโยชน์ไม่เท่าเทียม คณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ครั้งนี้ น่าจะรวมผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และตัวแทนชุมชน เพื่อให้เกิดความสมดุล

ในมุมมองของผม โครงการนี้มีศักยภาพสูงมาก ถ้าทำดีๆ จะเป็น game changer ให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจ 4.0 แต่ต้องโปร่งใสและรับฟังทุกฝ่าย ถ้าปรับปรุงตามข้อเสนอภาคใต้ ก็น่าจะผ่านฉลุย คุณล่ะคิดยังไง? โครงการแลนด์บริดจ์จะสำเร็จหรือไม่?

ติดตามอัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองไทยได้ที่นี่ทุกวัน และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจโครงการแลนด์บริดจ์!

ที่มา – นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

“รุทธพล” แจง พักโทษ “ทักษิณ” ตามขั้นตอนปกติ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงเรื่องการพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก โดยยืนยันว่า รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลกประหลาด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตรงกับช่วงที่นายทักษิณมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจาก 8 ปีเหลือเพียง 1 ปี และครบกำหนดพักโทษตามกฎหมาย คำชี้แจงของรุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ทำให้หลายคนโล่งใจ เพราะยืนยันว่าเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง

รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ รอดูความเห็นกำไลอีเอ็ม

ตามที่รุทธพลได้กล่าวไว้ การยื่นขอพักโทษของนายทักษิณได้ดำเนินการแล้ว และมีกำหนดประชุมพิจารณาในวันที่ 29 เมษายนนี้ โดยเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรมที่จะลงนามอนุมัติ หลังจากผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ 3 ชุดตามระเบียบที่กำหนด ไม่ใช่การตัดสินใจส่วนตัวของรัฐมนตรี รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ยังย้ำว่าตนเองทราบเพียงไทม์ไลน์และขั้นตอนเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นสำคัญอย่างการใส่กำไลอีเอ็ม (Electronic Monitoring) หรือไม่ รุทธพลตอบว่าต้องรอดูความเห็นที่เสนอมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่สรุป เรื่องนี้เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะกำไลอีเอ็มเป็นเครื่องมือติดตามผู้พักโทษเพื่อป้องกันการหลบหนี และมักใช้กับคดีสำคัญ

ขั้นตอนการพักโทษตามกฎหมายไทย

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูขั้นตอนการพักโทษกันครับ ซึ่งรุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ยืนยันว่าดำเนินตามนี้เป๊ะๆ

  • ผู้ต้องขังยื่นคำร้องขอพักโทษต่อนาย관เรือนจำ
  • เรือนจำตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น รับโทษครบ 1 ใน 3 หรือมีเหตุผลพิเศษ
  • ส่งเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายการพักการลงโทษพิจารณา
  • ผ่านคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ต้องขัง? ไม่ใช่ คณะกรรมการ 3 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการพักโทษ คณะกรรมการพิจารณาการพักโทษ และปลัดกระทรวง
  • ปลัดกระทรวงลงนามอนุมัติ ส่งเรือนจำปฏิบัติ

ในกรณีของนายทักษิณ ซึ่งมีอายุเกิน 70 ปี และรับโทษมาเกือบ 6 เดือน ตั้งแต่เข้าเรือนจำกลางวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 หลังจากศาลฎีกาสั่งจำคุกจากคดีทุจริต ทำให้เข้าเกณฑ์พักโทษได้สบายๆ

นอกจากนี้ รุทธพลยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเรื่องผลกระทบทางการเมือง หากทักษิณออกมา โดยกล่าวว่า “ตนไม่ทราบ” ซึ่งแสดงถึงความเป็นกลางของฝ่ายยุติธรรมท่ามกลางกระแสข่าวลือมากมาย เช่น การกลับมาทำการเมือง หรือผลต่อพรรคเพื่อไทย

ประเด็นนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในสังคมออนไลน์ บางคนมองว่าเป็นธรรมะตามกฎหมาย บางคนสงสัยว่ามีการแทรกแซงหรือไม่ แต่จากคำชี้แจง รุทธพล แจง พักโทษ ทักษิณ ชัดเจนว่าทุกอย่างโปร่งใส ผ่านคณะกรรมการทั้งหมด

ย้อนดูประวัติศาสตร์ การพักโทษไม่ใช่เรื่องใหม่ ในไทยมีผู้พักโทษปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือสุขภาพไม่ดี ตัวอย่างเช่นกรณีนักการเมืองอื่นๆ ที่เคยได้รับพักโทษมาแล้ว ทำให้กรณีทักษิณไม่ใช่ข้อยกเว้น

สำหรับกำไลอีเอ็ม เป็นนโยบายที่กรมราชทัณฑ์นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อลดปัญหาการหลบหนี มีประสิทธิภาพสูงกว่า 95% หากทักษิณต้องใส่ ก็น่าจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

สุดท้ายนี้ จากมุมมองของผม คำชี้แจงของรุทธพลช่วยคลายข้อกังขาได้ส่วนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยยังทำงานได้ แม้ในคดีใหญ่ แต่ประชาชนควรติดตามผลการประชุม 29 เม.ย. และการตัดสินใจเรื่องกำไลอีเอ็มต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าทักษิณควรใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “รุทธพล” แจง พักโทษ “ทักษิณ” เป็นไปตามขั้นตอนปกติ รอดูความเห็นต้องใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่

พริษฐ์เรียกร้องนายกฯเปลี่ยนพิพัฒน์เคลียร์ผลทับซ้อน

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนหลังจากติดตามการสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567

“พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพริษฐ์ยืนยันความเห็นเดิมที่เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงาน จากนายพิพัฒน์เป็นบุคคลอื่น เพื่อล้างข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่กำลังเป็นประเด็นร้อน สาเหตุหลักมาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์เอง ที่เล่าว่านายกรัฐมนตรีเคยเรียกประชุมกลุ่มย่อยเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่มีผู้ประกอบการเข้าร่วม เพราะกลัวว่าผู้ประกอบการจะรู้ข้อมูลล่วงหน้าแล้วปิดปั๊มหรือกักตุนน้ำมัน

แต่ปัญหาคือ “ช้างในห้อง” หรือตัวนายพิพัฒน์เองที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะบริษัท PTG Energy Public Company Limited ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจของครอบครัว นี่คือเหตุผลหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็น:

ความเชื่อมโยงทางธุรกิจของนายพิพัฒน์กับ PTG Energy

  • นายพิพัฒน์ยังถือหุ้น 5% ในบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 25% ใน PTG Energy โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร
  • ตลอดการสัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เมื่อพูดถึงการดำเนินงานของ PTG Energy แม้จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องในการบริหาร
  • PTG Energy ถือครองห่วงโซ่อุปทานน้ำมันแทบทุกขั้นตอน แม้ไม่มีโรงกลั่นเอง แต่มีหุ้นในบริษัทต่างๆ ดังนี้

การถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้ำมัน (มาตรา 7):

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%

ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (มาตรา 10): อย่างน้อย 6 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
  • บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%

ผู้ขนส่งน้ำมัน (มาตรา 12): อย่างน้อย 4 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
  • บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 25%
  • บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 19%

ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ PTG ถือหุ้น เป็นโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายรัฐบาลที่เสนอเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล เช่น B10 หรือ B20

ทำไมต้องเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ?

นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาว่ามีการกระทำผิดจริง แต่สถานการณ์นี้เปิดช่องให้เก็งกำไรได้มหาศาล หากผู้กำหนดนโยบายรู้ข้อมูลล่วงหน้าและมีเครือข่ายธุรกิจกว้างขวางในอุตสาหกรรมน้ำมัน สิ่งนี้ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของรัฐบาล โดยเฉพาะในวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน กองทุนน้ำมันขาดแคลน และประชาชนต้องแบกรับภาระ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาน้ำมันดิบโลกสูงขึ้น สงครามยูเครน-รัสเซีย และนโยบายภายในที่ยังไม่ชัดเจน การที่ผู้รับผิดชอบหลักอย่างนายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นประธานศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาพลังงาน (ศบก.) มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลาง นายพริษฐ์เสนอทางออกชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีควรเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ หรือนายพิพัฒน์ถอนตัวเองเพื่อเคลียร์ข้อครหา

ประเด็น “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการ อาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือและการประท้วงจากประชาชนที่เดือดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลียร์ข้อครหาแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตพลังงานเดินหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ คุณคิดว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนตัวจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้ ไม่กระทบกฎหมายนานาชาติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือเรื่อง เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 โดยเฉพาะคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีที่ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นปมปัญหายาวนานมาหลายสิบปี

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไทยไปศึกษาขั้นตอนการยกเลิก MOU 2544 แล้ว โดยย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

เลขาฯกฤษฎีกา ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า กระบวนการยกเลิกต้องพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน ก็สามารถนับหนึ่งใหม่ในการร่างกติกาหรือข้อตกลงใหม่ได้

ขั้นตอนการยกเลิก MOU 44 ต้องทำอย่างไร

  • ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงเดิมอย่างละเอียด
  • ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
  • เจรจากับทางกัมพูชาให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน
  • ร่างบันทึกหรือข้อตกลงใหม่ หากจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการกระทบต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือพันธกรณีอื่น

นายปกรณ์ ยังเน้นย้ำว่า ตนเองไม่ถนัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศมากนัก แต่เชี่ยวชาญกฎหมายไทย จึงแนะนำให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้

MOU 44 คืออะไร และทำไมถึงเป็นประเด็นร้อน

MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำแผนที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนที่ทับซ้อนกัน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลก (ICJ) ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 แต่พื้นที่รอบๆ ยังเป็นข้อพิพาท

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา MOU นี้ถูกนำมาอ้างอิงในข้อพิพาทชายแดนหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปะทะกันปี 2551-2554 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ปัจจุบันรัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทินมองว่าอาจต้องยกเลิกเพื่อกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

นอกจากประเด็น MOU แล้ว ในที่ประชุมยังมีการถามถึงมุมมองทางกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code ว่าจะนำไปสู่การเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเลขาฯกฤษฎีกาตอบว่า หากมีผู้ร้องต่อศาลแล้ว ขอให้รอคำพิพากษาจากศาล อย่าพูดนอกกระบวนการยุติธรรม เพราะอาจไม่เกิดประโยชน์

ผลกระทบหากยกเลิก MOU 44 สำเร็จ

หากการยกเลิกเกิดขึ้นจริง ไทยและกัมพูชาจะต้องเจรจาตั้งแต่ต้นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่แผนที่ชายแดนที่ชัดเจนกว่าเดิม แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการยืดเยื้อ หากทั้งสองฝ่ายไม่เห็นตรงกัน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

จากมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหายั่งยืน หากรัฐบาลไทยเตรียมข้อมูลและกลยุทธ์การเจรจาที่ดี ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยไม่กระทบภาพลักษณ์ในเวทีโลก

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่า สนับสนุนการยกเลิก MOU 44 หรือไม่ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – เลขาธิการฯกฤษฎีกา แจงปมยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

Scroll to top