การประมง

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก รัฐบาลไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังพังยับเยิน ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่รอช้า ร่วมแท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

วันที่ 25 มีนาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ปชป. ประสานเสียงเดียวกันเพื่อกดดันรัฐบาล โดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เสนอแนวทางชัดเจนผ่าน “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ราคาผันผวนตามสถานการณ์โลกยุทธศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่เป็นทางออกจริงจังที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกน้ำมันแพงจากปชป.

  • ยกระดับไบโอดีเซลสู่ HVO: พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลไปสู่ Hydrotreated Vegetable Oil (HVO) ซึ่งเป็นน้ำมันชีวภาพขั้นสูงที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูง รองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 90%
  • สร้างตลาดเครื่องจักรกลเกษตรพลังงานสะอาด: ส่งเสริมการผลิตและใช้งานเครื่องจักรการเกษตรที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน เพื่อลดต้นทุนน้ำมันให้เกษตรกร
  • กระจายงบพลังงานหมุนเวียน 2W 2S: สนับสนุนพลังงานจากขยะ ลม แสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) กระจายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกภาคส่วน
  • บูรณาการภาคเกษตร Zoning พืชพลังงาน: กำหนดพื้นที่ปลูกพืชพลังงานอย่างเป็นระบบ พร้อมประกันราคาที่เป็นธรรม ลดความเสี่ยงให้เกษตรกรและลดการนำเข้าน้ำมัน

ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีพลังงานอิสระมากขึ้น ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างงานใหม่ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ไทยไม่ควรรอช้า

วิกฤตน้ำมันแพงทำท่องเที่ยวหาดใหญ่พังยับ

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ยิงปืนนัดสุดท้ายด้วยการแฉปัญหาในภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่กำลังโคม่าเพราะน้ำมันขาดแคลน กลไกตลาดบิดเบี้ยวจากการตัดโควตาน้ำมันหน้าปั๊มกว่า 50% ทำให้เกิดคิวยาวเหยียด รัฐบาลมาเลเซียถึงกับเตือนนักท่องเที่ยวให้เติมน้ำมันก่อนข้ามมาไทย ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหาดใหญ่ในช่วงเทศกาลสำคัญหายวับไปกว่าครึ่ง

ไม่ dừngแค่นั้น มาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนยังทำลายวิถีชีวิตชาวประมงที่ต้องพึ่งพาการเติมแบบนี้เพื่อออกเรือหาปลา ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งท้ายเตือนรัฐบาลว่า “อย่าพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต” และฝากคำจากคนพื้นที่ถึงนายกฯ ว่า “ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว” คำพูดนี้สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายที่ไม่เข้าใจปัญหาจริง

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่กระทบทุกภาคส่วน เศรษฐกิจไทยกำลังเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลัก GDP กว่า 20% หากไม่แก้ไขด่วน ผลกระทบจะลามไปสู่การว่างงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลตื่นตัวและลงมือทำจริง

ปัญหาน้ำมันแพงยังเชื่อมโยงกับภาวะเงินเฟ้อโลก สงครามยูเครน และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อความมั่นคง อย่างที่ปชป. เสนอ หากรัฐบาลนำไปใช้ จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ทันที

สุดท้ายนี้ การที่ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของฝ่ายค้านที่ใส่ใจประชาชน คุณคิดอย่างไรกับ 4 ยุทธศาสตร์นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง!

ที่มา – “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้ เป็นข่าวสำคัญที่ทุกคนกำลังจับตามองท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อภาคเกษตร ประมง และผู้ใช้บริการรายย่อยอย่างแท็กซี่หรือไรเดอร์ พรรคประชาชน โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค เตรียมยื่นญัตติด่วนเพื่ออภิปรายในสภา วันที่ 25 มี.ค. 2569 นี้ เพื่อสะท้อนปัญหาและส่งข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ชาวนาชาวประมงต่างเดือดร้อนเพราะต้นทุนพุ่งสูง หาน้ำมันรายวันไม่ได้ส่งผลให้ขาดเครื่องมือทำมาหากิน นายวีระยุทธ ระบุว่ารัฐบาลส่งสัญญาณเปิดกว้างรับฟัง โดยจะมี สส. กว่า 30 คนร่วมอภิปราย เพื่อรวบรวมปัญหาจากทุกภาคส่วน แม้รัฐบาลจะพูดถึงการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้หรือเพิ่มปริมาณในระบบ แต่ปัญหายังอยู่ที่การช่วยเหลือเฉพาะจุดสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย

ปัญหาเฉพาะจุดที่คนรายย่อยเผชิญ

การตรึงราคาน้ำมันแบบกว้างอาจไม่ตอบโจทย์ ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือตรงจุด เช่น เกษตรกรที่ขาดปุ๋ยเพราะต้นทุนสูง โครงการธงฟ้าธงเขียวช่วยได้เพียง 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการทั้งประเทศ 5 ล้านตันต่อปี หรือแค่ 0.1% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่พรรคได้รับร้องเรียนหลายจุด ซึ่งจะเปิดข้อมูลชัดเจนในการอภิปรายพรุ่งนี้

  • ปัญหาหาน้ำมันรายวันไม่ได้ ส่งผลต่อการทำมาหากิน
  • ข้อมูลปั๊มน้ำมันไม่โปร่งใส ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
  • แอพ Fuel Now ยังไม่พร้อมใช้งาน กรมพัฒนาธุรกิจพลังงานต้องเร่งรัด
  • ภาคเกษตรขาดปุ๋ย ต้นตอปัญหาที่รัฐต้องแก้ไขด่วน

นายวีระยุทธ ย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลสำคัญมาก จะช่วยให้ประชาชนวางแผนชีวิตและตรวจสอบช่องโหว่ได้ หากรัฐบาลมีน้ำมันสำรองกว่า 100 วันตามที่ยืนยัน การกระจายให้ทั่วถึงและโปร่งใสจะสร้างความเชื่อมั่น

ข้อเสนอทางออกจากพรรคประชาชน

ระยะสั้น: เร่งกระจายน้ำมันและเปิดข้อมูลปั๊มที่เติมได้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ สัญญาว่าสัปดาห์หน้าจะมีน้ำมันทุกปั๊ม แต่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลจริง ระยะยาว: แก้ปัญหาต้นตอปุ๋ยและพลังงานทางเลือก เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนซ้ำ

การอภิปรายครั้งนี้ช้าไปบ้างเพราะเสนอตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ดีที่รัฐบาลพร้อมรับฟัง ชวนทุกท่านติดตามมุมมองทั้งฝ่ายค้านและรัฐ เพื่อเห็นทางออกวิกฤตนี้

ในฐานะนักข่าวการเมือง มองว่าการเปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลตอบสนองเร็ว จะช่วยลดความตื่นตระหนกและฟื้นเศรษฐกิจฐานรากได้ทันที สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมรายงานปัญหาเพื่อความโปร่งใส

ที่มา – “วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

รมว.แรงงาน เสนอ ครม. หาแนวทางจัดการแรงงานกัมพูชาหมดอายุ รอทบทวนผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ เล็งต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้านทดแทน ชี้ ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดอีกครั้งว่า ขณะนี้เรื่องแรงงานอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งไทยพยายามหาแรงงานมาทดแทนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากเมียนมา ลาว หรือเวียดนาม โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้จะดำเนินการอย่างไร จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จึงต้องหารือใน ครม. แต่ยืนยันว่า สำหรับแรงงานที่ขาดแคลน ไทยจะหาแรงงานทดแทน และเร่งต่ออายุให้แรงงานจากเวียดนาม ลาว และเมียนมา อยู่ทำงานต่อได้ ซึ่งทั้ง 3 สัญชาตินี้เป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา

เมื่อถามถึงจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยมีเท่าไหร่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประมาณเกือบ 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคน เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ นอกจากนี้ ด่านชายแดนปิด ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จึงตกค้างอยู่ในไทย

เมื่อถามว่า หากเจอแรงงานกัมพูชาที่บัตรหมดอายุ จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ส่วนหากมีการผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ จะกระทบภาคการเกษตร ภาคประมง หรือภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ภาคประมงไม่ค่อยใช้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้ในภาคเกษตร โดยเฉพาะแรงงานตัดอ้อย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาเหล่านี้แล้ว และได้มอบมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งการนำแรงงานในศูนย์พักพิงจำนวนกว่า 4 หมื่นคนออกมาช่วยบรรเทาการขาดแคลน รวมถึงการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนาม ที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ เพื่อให้เข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงงานกัมพูชาที่กำลังจะหมดอายุการทำงาน รัฐบาลโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

การพิจารณาว่าจะผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน

ทางออก: ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน?

หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคือ การต่ออายุแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่อาจจะต้องเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแนวทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงทักษะและความเชี่ยวชาญของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจะสามารถทดแทนแรงงานกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้พิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การนำแรงงานในศูนย์พักพิงออกมาช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลน และการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนามที่หมดอายุ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง

ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

อนาคตของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ แนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณา และต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ที่มา – “ตรีนุช” เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

Scroll to top