การประเมินสถานการณ์

มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกรณีทุ่นตรวจวัดสึนามิบางจุดที่ไม่ส่งข้อมูล จนทำให้เกิดความกังวลใจกันไปยกใหญ่ แต่วันนี้ผมมีข่าวดีมาฝากครับ เพราะล่าสุดคุณเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.3 ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วว่า มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไปนะครับ

มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงยังมั่นใจได้ขนาดนั้น ทั้งที่ทุ่นบางตัวมีปัญหา คำตอบก็คือระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาแค่ทุ่นตรวจวัดเพียงอย่างเดียวครับ เรามีการบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานีวัดระดับน้ำทะเล ข้อมูลแผ่นดินไหวจากเครือข่ายทั่วโลก และหน่วยงานพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานภายใต้ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน หรือ SOP ที่รัดกุมมาก

ทำไมต้องมั่นใจในระบบเตือนภัยของเรา?

นอกจากจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนแล้ว หากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยพิบัติ รัฐบาลยังมีช่องทางแจ้งเตือนที่ทันสมัยและเข้าถึงทุกคนได้อย่างรวดเร็ว เช่น ระบบ Cell Broadcast ที่จะส่งข้อความตรงเข้าสู่โทรศัพท์มือถือของผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงทันที ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลข่าวสารจะถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดครับ

สิ่งที่เราควรทำในฐานะประชาชนคือ:

  • ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
  • หมั่นศึกษาความรู้เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ

มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน เพราะกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ เรามีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคน การที่ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะการรู้เท่าทันภัยธรรมชาติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกคน

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ แต่ถ้าเราเตรียมพร้อมและมีสติ เราก็จะผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัยครับ อย่าลืมตรวจสอบช่องทางรับข่าวสารจากหน่วยงานรัฐเอาไว้นะครับ เพื่อความไม่ประมาทและเพื่อให้ชีวิตของเราปลอดภัยในทุกสถานการณ์

ที่มา – มท.3 การันตีระบบสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม มั่นใจเตือนทันเวลาแน่นอน

ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าเรื่องความมั่นคงของบ้านเรา เมื่อล่าสุด พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งท่านได้รับรองว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีขั้นตอน โดยย้ำว่าทุกอย่างทำภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทำให้สถานการณ์โดยรวมอยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

แม้ว่าในการปฏิบัติการทางทหาร การคาดหวังผลลัพธ์ให้เป็นไปตามแผน 100 เปอร์เซ็นต์อาจเป็นเรื่องยาก แต่การที่ ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่และการประสานงานด้านข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าเรื่องความเสียหายนั้นมีเกิดขึ้นบ้างในส่วนของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ไปตามภารกิจ แต่กองทัพสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศไว้ได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่มีการสูญเสียที่เกิดจากแรงกระทำของฝ่ายตรงข้ามโดยตรง

หลักเกณฑ์ใหม่ในการจัดหาอาวุธจาก ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

นอกจากประเด็นเรื่องการปะทะแล้ว ผบ.ทอ. ยังได้ชี้แจงถึงแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเข้ามาเป็นอาวุธทดแทนของเก่าที่กำลังจะหมดอายุการใช้งาน โดยยึดหลักการพิจารณา 4 ประการที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะเกิดความคุ้มค่าต่อประเทศชาติมากที่สุด ดังนี้:

  • ขีดความสามารถต้องตรงจุด: ต้องรองรับภารกิจที่กองทัพต้องการใช้งานได้จริง
  • การซ่อมบำรุงที่ง่าย: ต้องสะดวกและมีความต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมใช้งานตลอดยามวิกฤต
  • การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย: ต้องสามารถทำงานร่วมกับระบบยุทโธปกรณ์เดิมที่มีอยู่ได้ทันที
  • ราคาที่เหมาะสม: พิจารณาความคุ้มค่าของงบประมาณเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ

การที่ ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่า กองทัพอากาศไทยยังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพในการป้องกันอธิปไตยของชาติเหนือสิ่งอื่นใด การปรับตัวให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการจัดการที่รัดกุมเช่นนี้ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความมั่งคงและสงบสุขมากขึ้นในระยะยาว

เราหวังว่าความโปร่งใสในข้อมูลครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีให้กับประชาชนเกี่ยวกับความจำเป็นด้านงบประมาณกลาโหม และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกภารกิจมีการวางแผนอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศครับ

ที่มา – ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

“อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน เมื่อได้เห็นการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐในแต่ละปี โดยเฉพาะประเด็นที่ นายอัมพร พินะสา ได้ออกมาตั้งคำถามอย่างดุเดือดกลางสภาฯ เกี่ยวกับงบประมาณกว่า 90 ล้านบาท ที่ กอ.รมน. ขอรับจัดสรรเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาภัยคุกคามจากยาเสพติดในปี 2570 ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ว่า “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัญหายาเสพติดถือเป็นโรคร้ายที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

“อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

การทำงานของ กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการติดตามและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ มักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์ที่ปรากฏในปัจจุบันดูเหมือนจะสวนทางกับเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกทุ่มลงไป คำถามที่ว่า “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามทางการเมือง แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เห็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อยในระดับฐานราก

รายละเอียดการตรวจสอบและการตั้งคำถามจากสภาฯ

จากการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 นายอัมพรได้เสนอประเด็นสำคัญที่ กอ.รมน. ต้องรีบหาคำตอบให้กระจ่าง โดยเน้นย้ำถึง 2 ประเด็นหลักดังนี้:

  • การจัดส่งเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์: กอ.รมน. จำเป็นต้องชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้มีการประสานงานส่งต่อข้อมูลการแจ้งเตือนและการประเมินสถานการณ์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการส่งต่อนั้นคืออะไร
  • ทิศทางยุทธศาสตร์ในอนาคต: ท่ามกลางวิกฤตยาเสพติดที่ทวีความรุนแรง กอ.รมน. จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายอย่างไรเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ให้งบประมาณ 90 ล้านบาทต้องกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เพราะหากหน่วยงานความมั่นคงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามียุทธศาสตร์ที่เฉียบคมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ การปราบปรามยาเสพติดก็คงเป็นเพียงวงจรที่วนเวียนซ้ำซาก ความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินคือหัวใจสำคัญ หาก กอ.รมน. อยากได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน การแสดงให้เห็นว่าแผนการทำงานของพวกเขาสามารถตัดวงจรค้ายาได้จริง คือคำตอบที่ดีที่สุดที่สังคมรอคอย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันทุกภาคส่วน หากทุกหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อเม็ดเงินภาษีประชาชน เราก็น่าจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ที่มา – “อัมพร” จี้ “กอ.รมน.” ชี้แจงแผนติดตามปราบยาเสพติด ทำไม ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นหัวหน้าคณะสันติสุขใต้คนใหม่

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามองกัน นั่นคือ เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะอยากเห็นความสงบสุขกลับคืนมาในพื้นที่นั้น

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

ตามที่เลขาฯ สมช. ระบุ ขณะนี้ สมช. กำลังเตรียมเสนอชื่อหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่ให้คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีพิจารณาและลงนาม โดยหัวหน้าคณะที่จะมาจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบการพูดคุย รูปแบบองค์ประกอบ และแนวทางปฏิบัติต่างๆ ส่วน สมช. จะยังคงทำหน้าที่เลขานุการคณะต่อไป เมื่อถามถึงกำหนดการเริ่มต้น นายฉัตรชัย ยืนยันชัดเจนว่า "ถ้านายกฯ ลงนามแล้ว เราจะเริ่มกระบวนการได้ทันทีเลย" นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับคนในพื้นที่ใต้ที่รอคอยความก้าวหน้า

แนวทางการพูดคุยครั้งใหม่จะต่อยอดจากอดีตอย่างไร

สำหรับการพูดคุยในรอบก่อนหน้า ที่มี พล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้า แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ก็มีการพูดคุยจนได้เนื้อหาบางส่วนแล้ว ครั้งนี้คณะชุดใหม่จะหยิบยกประเด็นเก่าๆ มาพิจารณาต่อหรือไม่? เลขาฯ สมช. บอกว่า ต้องรอหัวหน้าคณะตัดสินใจ แต่ยืนยันหลักการสำคัญคือ "คุยทุกกลุ่มให้ครอบคลุม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวแทน" ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือทหาร เราจะเปิดโต๊ะเจรจาทุกฝ่าย เพื่อให้ครอบคลุมและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

หลายคนสงสัยว่าคณะชุดใหม่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจริงหรือ? นายฉัตรชัย มั่นใจจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยบอกว่า จะนำบทเรียนเก่ามาประเมินและปรับแนวทางให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แม้รายละเอียดจะต้องรอหัวหน้าคณะประกาศ แต่ความหวังในการลดเหตุรุนแรงและสร้างสันติภาพดูสดใสขึ้นแน่นอน

ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจจากเลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องสันติสุขใต้แล้ว เลขาฯ สมช. ยังพูดถึงการดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญ (VIP) หลังเหตุประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐถูกยิงลอบ โดยย้ำว่า สมช. ไม่ได้ดูแลโดยตรง แต่ตำรวจมีมาตรการเข้มข้นอยู่แล้ว และมีการข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของไทย

ส่วนกรณียกเลิก MOU 44 กับกัมพูชา เลขาฯ สมช. ยืนยันว่าไทยมีสิทธิ์ยกเลิกฝ่ายเดียวตามกฎหมาย เมินกระแสไม่พอใจจากเขมร โดยเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศไทยจะนำเสนอครม. ต่อไป และจะมีรูปแบบอื่นมาทดแทนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคี

  • คาดหวังให้การพูดคุยสันติสุขใต้เริ่มเร็วๆ นี้
  • มั่นใจสถานการณ์ดีขึ้นจากประสบการณ์เก่า
  • ไทยยืนยันสิทธิ์ใน MOU 44
  • ระบบรักษาความปลอดภัย VIP เข้มแข็ง

โดยรวมแล้ว ข่าวนี้ให้ความหวังใหม่แก่ประชาชนในภาคใต้และทั่วประเทศ สันติภาพคือสิ่งที่เราทุกคนปรารถนา หากรัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง โอกาสประสบความสำเร็จมีสูงมาก ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ใต้จะสงบสุขยั่งยืน ลองติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะครับ!

ที่มา – เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

ครม. เห็นชอบปรับสุไหงโก-ลกพ้นพื้นที่ความมั่นคง

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะชาวชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบมานาน ล่าสุดวันที่ 11 เมษายน 2567 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากบัญชีพื้นที่ที่มีเหตุการณ์กระทบความมั่นคง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่สุไหงโก-ลกดีขึ้นมาก สามารถผ่อนคลายมาตรการบางส่วนได้แล้ว โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยโดยรวม มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับความจริงบนพื้นดิน ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไป

สุไหงโก-ลกเป็นอำเภอชายแดนที่สำคัญ มีด่านชายแดนเชื่อมกับมาเลเซีย ทำให้เป็นจุดค้าขายใหญ่ การถอนพ้นพื้นที่ความมั่นคงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ลดภาระเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวกับการลงทุน ประชาชนที่นี่จะได้ประโยชน์โดยตรง เช่น การเดินทางสะดวกขึ้น การค้าขายคล่องตัว และเด็กๆ ได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายกว่าเดิม

เหตุผลหลักเบื้องหลังมติครม.

รองโฆษกฯ ระบุชัดว่ามาตรการนี้เป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างความมั่นคงและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ได้รับการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้แนวโน้มดีขึ้น เหตุการณ์รุนแรงลดลง การเจรจาสันติภาพก้าวหน้า ทำให้สามารถคลายล็อกบางพื้นที่ได้

  • ประเมินสถานการณ์รอบด้านจากคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ผ่อนคลายมาตรการเพื่อสนับสนุนวิถีชีวิตประชาชน
  • คงมาตรการใน 19 อำเภอที่เหลือ เพื่อความต่อเนื่อง
  • ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพเกินสมควร

ผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ และอนาคต

ขณะที่สุไหงโก-ลกถูกถอนออก ครม. ยังคงมาตรการในพื้นที่อื่นๆ รวม 19 อำเภอใน 4 จังหวัด เพื่อให้การดูแลยังครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ นี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยป้องกันไม่ให้ช่องโหว่เกิดขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการใหม่หากจำเป็น

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพยั่งยืนในชายแดนใต้ แสดงว่ารัฐบาลไม่ยึดติดกับมาตรการเก่า แต่ปรับตามข้อมูลจริง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน หากสถานการณ์ดีต่อเนื่อง พื้นที่อื่นๆ ก็อาจตามมาได้ในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับมติครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – มติ ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์จริง

ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาวได้ปกติ

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในภูมิภาคกำลังเป็นที่จับตามอง ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ โดยไม่มีคำสั่งระงับใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงของยืนยันว่า รถบรรทุกน้ำมันยังสามารถผ่านด่านไปยัง สปป.ลาว ได้อย่างราบรื่น ทำให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์และชิปปิ้งไม่ต้องกังวลในเบื้องต้น

ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 บรรยากาศที่ด่านพรมแดนมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ยังคงเงียบสงบเนื่องจากเป็นวันหยุด แต่การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยัง สปป.ลาว ไม่ได้รับผลกระทบ ในเช้าวันนั้นมีรถบรรทุกน้ำมันผ่านด่านออกไป 4 คัน ขณะที่วันก่อนหน้าผ่านไปกว่า 10 คัน ซึ่งถือเป็นปริมาณปกติของด่านแห่งนี้

แหล่งข่าวจากด่านศุลกากรเชียงของแจ้งว่า จนถึงปัจจุบัน กรมศุลกากรยังไม่ได้รับคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันไปลาว รถบรรทุกสามารถเคลื่อนย้ายจากด่านเชียงของไปยังด่านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ได้ตามปกติ “ยอดการผ่านด่านในเช้าวันนี้อยู่ที่ 4 คัน และเมื่อวานประมาณ 10 กว่าคัน ซึ่งถือเป็นจำนวนปกติ” เจ้าหน้าที่ศุลกากรกล่าว

ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว: การยืนยันจากกรมธุรกิจพลังงาน

แม้จะมีกระแสข่าวว่ากระทรวงพลังงานอาจพิจารณาสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน แต่ด่านเชียงของได้ประสานงานกับต้นสังกัดแล้ว และได้รับการยืนยันเป็นหนังสือจากกรมธุรกิจพลังงานว่ายังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์เท่านั้น ยังไม่มีการสั่งระงับการปล่อยรถน้ำมัน ตัวแทนบริษัทชิปปิ้งหลายรายที่ติดต่อสอบถามจึงสามารถโล่งใจได้

สำหรับผู้ประกอบการ หากน้ำมันถูกบรรจุในถังรถบรรทุกแล้ว มีสัญญาซื้อขายเสร็จสิ้น ก็สามารถส่งออกได้ตามระเบียบเดิม ปัจจุบันกำลังตรวจสอบว่าคลังน้ำมันจะงดจ่ายหรือไม่ในกรณีที่มีสัญญาไปแล้ว

สถานการณ์น้ำมันฝั่งลาวและไทยใกล้ชายแดน

ฝั่ง สปป.ลาว โดยเฉพาะแขวงหลวงน้ำทาและบ่อแก้ว สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งปิดชั่วคราวเพราะน้ำมันหมด สถานีที่เหลือมีประชาชนคิวยาวเหยียด ขณะที่คนลาวข้ามมาที่อำเภอเชียงของเพื่อเติมน้ำมัน

ในไทย สถานีบริการรายใหญ่ 2 แห่งใกล้ชายแดนเชียงของคึกคักขึ้น 2 เท่าใน 2 วันผ่านมา พนักงานทำงานหนักแต่ยืนยันว่าน้ำมันพอ ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นและรถป้ายไทย รถลาวที่ข้ามมาเติมตามปกติ มีนำแกลลอน 20 ลิตรหรือถัง 200 ลิตรมาบ้าง แต่เป็นการใช้งานปกติสำหรับเกษตรหรือก่อสร้าง ไม่ใช่กักตุนเชิงพาณิชย์ ยังไม่พบความแตกตื่น

  • รถบรรทุกน้ำมันผ่านด่านเชียงของปกติ: 4-10 คันต่อวัน
  • ไม่มีคำสั่งระงับจากกรมศุลกากรหรือกรมธุรกิจพลังงาน
  • สถานีน้ำมันไทยใกล้ชายแดนเพียงพอ ไม่ขาดแคลน
  • ฝั่งลาวขาดแคลน สถานีปิดบางแห่ง
  • ผู้ประกอบการชิปปิ้งรอประเมินสถานการณ์

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความมั่นคงของระบบพลังงานไทยที่ยังรับมือได้ แม้เพื่อนบ้านจะเผชิญปัญหา ด่านเชียงของ ส่งออกน้ำมันไปลาว จึงยังเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการค้าชายแดน หากคุณเป็นผู้ประกอบการด้านการส่งออก แนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมธุรกิจพลังงานและกรมศุลกากรอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง สถานการณ์นี้อาจเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ที่ปรับตัวเร็ว

ที่มา – ด่านเชียงของ ยังส่งออกน้ำมันไป “ลาว” ได้ตามปกติ เจ้าหน้าท่ายืนยันยังไร้คำสั่งระงับ

สีหศักดิ์ ชี้อพยพคนไทยจากอิหร่านไปตุรกี

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนักหลังจากเกิดการสู้รบที่ลุกลามไปหลายประเทศ ทำให้รัฐบาลไทยต้องเร่งมาตรการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในอิหร่านที่ถูกมองเป็นจุดร้อน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญ เน้นย้ำการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยทุกคนให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

สีหศักดิ์ ชี้อพยพคนไทยจากอิหร่านไปตุรกี ก่อนหาเที่ยวบินกลับไทย ยันสถานทูตไทยปลอดภัย

ตามที่ สีหศักดิ์ ชี้อพยพคนไทยจากอิหร่านไปตุรกี นั้น ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์เหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยได้ประสานงานกับสถานทูตใน各国อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนไทย รัฐบาลย้ำชัดว่าจะเร่งนำคนไทยทั้งหมดในอิหร่านกลับประเทศให้ได้ หากมีใครอยากกลับก็รีบแจ้งทันที โดยจะหาเส้นทางที่เหมาะสม เช่น ผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือบาห์เรนที่อาจเปิดน่านฟ้าและมีสายการบินบริการ รัฐบาลจะจัดหาตั๋วเครื่องบินให้เพียงพอ พร้อมดูแลให้ทุกคนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ห่างจากฐานทัพสหรัฐที่อาจเป็นเป้า

แผนอพยพคนไทยจากอิหร่านไปตุรกีอย่างเร่งด่วน

นายสีหศักดิ์ เน้นว่า สีหศักดิ์ ชี้อพยพคนไทยจากอิหร่านไปตุรกี เป็นแผนหลัก โดยจะนำคนไทยออกจากอิหร่านไปยังตุรกีก่อน เพื่อรอตรวจสอบเที่ยวบินกลับไทย หรืออาจเช่าเหมาลำจากอียิปต์เข้าไปรับ สำหรับพื้นที่อื่นๆ มีแผนรองรับครบแล้ว ไม่ต้องตื่นตระหนก ในอิสราเอล คนไทยส่วนใหญ่กว่า 65,000 คน จากทั้งหมด หลักแสน เลือกอยู่ต่อเพราะเชื่อมั่นระบบป้องกันขีปนาวุธ

  • อพยพคนไทยจากอิหร่านเป็นลำดับแรก ไปยังตุรกีเพื่อความปลอดภัย
  • หาเที่ยวบินจาก UAE, บาห์เรน หรือเช่าเหมาลำ
  • ดูแลคนไทยในอิสราเอล กาตาร์ คูเวต จอร์แดน ไซปรัส
  • ประเมินจำนวนคนไทยหลักแสนคน เทียบกับ 40,000 คนในเหตุการณ์ปี 2567

สถานทูตไทยในอิหร่านยังปลอดภัยแม้เป็นเป้าหมายโจมตี

สำหรับสถานทูตไทยในอิหร่านที่มีเจ้าหน้าที่ 10 คน แม้อยู่ในพื้นที่เป้าหมายโจมตี แต่นายสีหศักดิ์ยืนยันว่ายังปลอดภัย ไม่มีผลกระทบ เนื่องจากมีมาตรการระมัดระวังสูง แต่สถานการณ์คาดเดาไม่ได้ จะติดตามใกล้ชิด และประเมินหลังส่งประชาชนเสร็จ หากจำเป็นค่อยอพยพเจ้าหน้าที่ตาม

การสู้รบครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าปี 2567 มาก ตั้งแต่อิหร่าน อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอร์แดน จนถึงไซปรัส ทำให้ต้องวางแผนครอบคลุมมากขึ้น รัฐบาลไทยจึงเร่งทุกภาคส่วนเพื่อปกป้องคนไทยในต่างแดน

จากข้อมูลนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีแผนรับมือที่รอบคอบ ไม่ปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐมนตรีสีหศักดิ์แสดงความมุ่งมั่นชัดเจนในการนำพี่น้องกลับบ้าน ซึ่งเป็นจุดแข็งของการทูตไทย

สำหรับคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางหรือมีญาติพี่น้องที่นั่น ขอให้ติดต่อสถานทูตไทยใกล้เคียงทันทีเพื่อลงทะเบียนและรับความช่วยเหลือ ติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการอย่างกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อข้อมูลที่ถูกต้องและอัปเดต

ที่มา – “สีหศักดิ์” ชี้อพยพคนไทยจากอิหร่านไปตุรกี ก่อนหาเที่ยวบินกลับไทย ยันสถานทูตไทยปลอดภัย

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

กระทรวงกลาโหมย้ำ การเมืองนำการทหาร การหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการตามหลักสากล เกือบ 9 วันลดทอนขีดความสามารถฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณีความเป็นไปได้ของการเจรจาในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะส่งผลต่อทิศทางและแนวโน้มของสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนอย่างไรว่า โดยหลักการ การบริหารจัดการประเทศต้องยึด “การเมืองนำการทหาร” ขณะที่การทหารเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐ การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของรัฐบาล โดยเฉพาะการพิจารณาผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ

สำหรับกระแสที่ตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพอาจลดการหยุดยิง เนื่องจากถูกนานาชาติจับตามองว่าไทยใช้การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นนั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทยยังคงยึดหลักสากลตามกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด โดยมี 3 หลักสำคัญ คือ ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแยกแยะเป้าหมาย

ยืนยันว่า การโจมตีที่ผ่านมาเป็นการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ส่วนระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับการตอบโต้และขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้การใช้กำลังเป็นไปอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

ด้านการประเมินสถานการณ์ล่าสุด พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พบการใช้อาวุธยิงสนับสนุนจากฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของไทย ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพบกและกองทัพอากาศ ในการลดทอนขีดความสามารถด้านอาวุธ ระบบควบคุมการยิง และเส้นทางส่งกำลังบำรุง อย่างไรก็ตาม ยังพบการต้านทานในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และฝ่ายตรงข้ามพยายามช่วงชิงคืน แต่ในภาพรวม สถานการณ์มีแนวโน้มเบาบางลง

ขณะที่ พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารของไทย ไม่ได้ลดความเข้มข้น แต่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมิติทางการทูต เพื่อกดดันให้ฝ่ายกัมพูชา เข้าสู่การพูดคุยอย่างมีเหตุมีผล โดยเฉพาะการโจมตีเป้าหมายสำคัญ เช่น คลังอาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิด ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชา ถูกลดทอนขีดความสามารถทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง ทำให้การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้าสู่แนวหน้าทำได้ยากขึ้น

โฆษกกองทัพอากาศ ประเมินว่า เกือบ 9 วันที่ผ่านมา การปฏิบัติการของไทยประสบความสำเร็จในการลดทอนขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของฝ่ายตรงข้าม อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยเรื่องการใช้ Lobbyist ของฝ่ายกัมพูชา โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่า จากการติดตามพบว่า มีการว่าจ้าง Lobbyist ชาวตะวันตกออกมาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับประชาคมโลก กล่าวหาไทยใช้ความรุนแรงและสร้างผลกระทบต่อพลเรือน

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยืนยันว่า การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอาวุธที่มีความแม่นยำสูง และกำหนดเป้าหมายเป็นเป้าหมายทางทหารเท่านั้น หากมีผลกระทบต่อพลเรือนก็อยู่ในระดับต่ำมาก

โฆษกกระทรวงกลาโหม ตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวของ Lobbyist ดังกล่าวไม่มีหลักฐานหรือภาพประกอบที่ชัดเจน และมีลักษณะเป็นการสร้างกระแสผ่านการสื่อสารเชิงอารมณ์ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการรับข่าวสาร และใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อจากทุกช่องทาง

กลาโหมชี้ หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล

สรุปประเด็นสำคัญจากกระทรวงกลาโหม:

  • การตัดสินใจเรื่องหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล
  • กองทัพปฏิบัติการตามหลักสากล
  • ไทยระมัดระวังการรับข่าวสารจาก Lobbyist

ทำไมการหยุดยิงถึงหยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล?

การตัดสินใจเรื่องการหยุดยิงถือเป็นเรื่องทางการเมืองระดับนโยบาย ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ในการพิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ รวมถึงปัจจัยด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหารเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจึงอยู่ที่รัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กระทรวงกลาโหมออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน การใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้

ที่มา – กลาโหมชี้หยุดยิงอยู่ที่รัฐบาล ยันกองทัพสู้ตามหลักสากล

น้ำท่วมใต้: ยอดเสียชีวิตทะลุ 145 ศพ

ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงสถานการณ์ น้ำท่วมใต้ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเกิน 145 ราย โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีผู้เสียชีวิตถึง 110 ราย นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือผู้ตกค้างอีกจำนวนมาก และศูนย์พักพิงยังสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้อีกกว่า 2 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษก ศป.กฉ. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมใต้ โดยเน้นย้ำว่าการประเมินสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

น้ำท่วมใต้: ยอดเสียชีวิตทะลุ 145 ศพ

จากรายงานบูรณาการของกระทรวงสาธารณสุข ตำรวจ และนิติเวช ณ เวลา 15:00 น. ของวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พบว่ายอดผู้เสียชีวิตสะสมจากสถานการณ์น้ำท่วมใต้ รวมทั้งสิ้น 145 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สงขลา: 110 ราย
  • นครศรีธรรมราช: 9 ราย
  • ปัตตานี: 6 ราย
  • สตูล: 5 ราย
  • ยะลา: 5 ราย
  • นราธิวาส: 4 ราย
  • พัทลุง: 4 ราย
  • ตรัง: 2 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการช่วยเหลือผู้ที่อาจตกค้างอยู่ โดยได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือจำนวน 1,934 เคส และสามารถให้ความช่วยเหลือได้แล้ว 1,734 เคส ส่วนที่เหลือยังไม่ได้รับการช่วยเหลือครบถ้วนเนื่องจากบางส่วนได้ย้ายออกไปแล้ว หรือไม่ประสงค์ที่จะย้ายไปยังศูนย์อพยพ

สถานการณ์ศูนย์พักพิงในพื้นที่น้ำท่วม

สำหรับความสามารถในการรองรับผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงทั่วภาคใต้ พบว่ามีผู้เข้าพักรวมยอดสะสม 14,160 ราย และยังสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้อีก 20,840 ราย แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

สถานการณ์ น้ำท่วมใต้ครั้งนี้นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยนอกจากการช่วยเหลือในระยะฉุกเฉินแล้ว การวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เราทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – ศป.กฉ. แถลงยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมใต้ทะลุ 145 คน สงขลาหนักสุด 110 ราย

Scroll to top