การปรับลดงบประมาณ

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว ศิริกัญญา เผยงบตัดถนนกระจุกตัวอีสานใต้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตาดูการทำงานของสภาฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาให้ข้อมูลว่าการพิจารณา กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณในภาพรวมของประเทศอย่างมาก

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

ในการลงพื้นที่ติดตามการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ ศิริกัญญาได้เผยให้เห็นถึงความผิดปกติในการของบประมาณหลายรายการ โดยเฉพาะงบด้านคมนาคมและการตัดถนนเส้นทางใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีสานใต้เป็นหลัก ซึ่งการตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่อนุกรรมาธิการพยายามเจาะลึกรายละเอียด ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขรวมๆ เหมือนในอดีต

เจาะลึกงบประมาณที่น่าสงสัยและแนวทางการตรวจสอบ

นอกจากเรื่องถนนแล้ว ยังมีการตรวจสอบพบรายการงบประมาณที่น่าสนใจอีกมากมายที่อนุกรรมาธิการเตรียมจะเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบไอทีและคลาวด์: มีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน ทั้งที่กระทรวงดีอีมีระบบคลาวด์กลางรองรับแล้ว
  • ครุภัณฑ์ราคาสูงเกินจริง: พบปัญหาใบเสนอราคาที่ไม่มีมาตรฐาน หรือมีการล็อกสเป็กอย่างน่าสงสัย
  • โดรนเกษตร: ราคาที่เสนอมาสูงเกินกว่าราคาตลาดปกติ

ทางทีมงานของพรรคประชาชนได้ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการประชุม เพื่อจำแนกประเภทความผิดปกติ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐยังคงมีช่องโหว่ในการจัดซื้อจัดจ้างอีกมาก แม้จะมีความพยายามในการตรวจสอบอย่างหนัก แต่ด้วยสัดส่วนของอนุกรรมาธิการที่น้อยกว่า ทำให้การลงมติในบางรายการยังคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้ กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในท้ายที่สุดแล้วงบประมาณที่เหลือจะถูกปรับปรุงให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

ในมุมมองของพวกเรา การที่ตัวแทนประชาชนเข้าไปเจาะลึกถึงรายละเอียดใบเสนอราคาและแผนที่การตัดถนนถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความซ้ำซ้อนหรือกระจุกตัวผิดปกติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณปี 70 นี้ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

“ภราดร” เผยช่องว่างงบรับวิกฤต 8 แสนล้านบาท

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังยืดเยื้อ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและดูแลปากท้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

จากกรอบงบประมาณทั้งสิ้น 3.788 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ไม่ยึดติดกับฐานงบเดิม แต่พิจารณาตามความจำเป็นจริง โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สถานการณ์โลก สถานการณ์ในประเทศ และการเยียวยาประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าพุ่งสูง

กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570

ปฏิทินงบประมาณจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 1 พ.ค. 2569 หน่วยงานต่าง ๆ จะเสนอคำขอใช้จ่าย จากนั้นสำนักงบประมาณจะกลั่นกรองให้อยู่ในเพดาน 3.788 ล้านล้านบาท ภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอครม. วันที่ 2 มิ.ย. 2569 จากนั้นเข้าสภา วาระ 1 วันที่ 1-3 ก.ค. พิจารณาแปรญัตติ 70 วัน วาระ 2-3 ต้นก.ย. และวุฒิสภา 10-11 ก.ย. เพื่อประกาศใช้ 1 ต.ค. 2569

นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 2569 เพื่อเยียวยาประชาชนจากสงคราม โดยเลี่ยงชดเชยเงินคงคลังค้าง 70,000 ล้านบาทจากปี 2568 ด้วยการตั้งงบชดเชยในปี 2570 ทำให้เงินโอนได้นำไปช่วยประชาชนจริง

มาตรการรัดเข็มขัดประหยัดงบ

  • ขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% จากกรอบเดิม เพื่อความรวดเร็ว
  • ชะลอสร้างอาคารใหม่ 1-2 ปี ใช้เช่าหรือ PPP แทน
  • งดดูงานต่างประเทศ ลดคนประชุม
  • งดงบกลุ่มจังหวัดชั่วคราว ตัดโครงการซ้ำซ้อนอย่างถนนและแหล่งน้ำในงบจังหวัด จาก 20,000 ล้านบาท เหลือ 4,000 ล้านบาท ประหยัด 20,000 ล้านบาท
  • เปลี่ยนรถราชการเป็น EV ติด Solar Roof ในอาคารรัฐ

เงินที่ประหยัดจะไม่เก็บในงบกลาง แต่โอนไปโครงการ “ไทยช่วยไทย” ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านคน โครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และคนละครึ่งพลัส เป้า 20-30 ล้านคน ได้คนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท

ช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) จากงบ 3.78 ล้านล้านบาท หักรายจ่ายประจำ เหลือ 700,000-800,000 ล้านบาท เพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบรรเทาทุกข์ประชาชน “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพาประเทศฝ่าวิกฤต

การใช้ Zero-based Budgeting นี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบ แต่ยังทำให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนจากสงครามและเงินเฟ้อ รัฐบาลมุ่งเน้นโครงการที่ตอบโจทย์ปากท้อง เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และพลังงานสะอาด ซึ่งจะสร้างการจ้างงานและลดต้นทุนระยะยาว

สำหรับประชาชน คาดว่างบเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ ลดราคาสินค้าเกษตร และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้คึกคัก ส่งผลบวกต่อ GDP โตได้ 2-3% ในปีหน้า

ติดตามพัฒนาการงบประมาณปี 2570 ต่อไป เพราะนโยบายเหล่านี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงในช่วงวิกฤตนี้

ที่มา – “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจการเมืองไทย ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 พรรคประชาชนได้มีการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ เพื่อหารือแนวทางการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร และมีข้อสรุปที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นให้สภาทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ สส. กับประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎรประชุมเพียง 2 วันต่อสัปดาห์ คือวันพุธและพฤหัสบดี ซึ่งบางครั้งทำให้วาระการประชุมค้างคาเยอะแยะ โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่ สส. หรือภาคประชาชนเสนอเข้ามา พรรคประชาชนจึงเห็นด้วยกับการเพิ่มวันประชุมเป็น 3 วันต่อสัปดาห์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อเดือน โดยวันศุกร์จะเน้นพิจารณากฎหมายจาก สส. และประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเสนอยกเลิกสวัสดิการอาหารฟรีสำหรับ สส. ในวันประชุม ให้ สส. จ่ายค่าใช้จ่ายเองแทน เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

รายละเอียดข้อเสนอของพรรคประชาชน

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยนะครับ ข้อเสนอหลักมี 2 ประการใหญ่ๆ:

  • เพิ่มวันประชุมสภา: จากเดิม 2 วัน (พุธ-พฤหัสบดี) เป็น 3 วัน (พุธ-ศุกร์) ในบางสัปดาห์ โดยวันพุธพิจารณากฎหมายทั่วไป วันพฤหัสจัดการกระทู้ ญัตติ และรายงาน ส่วนวันศุกร์專สำหรับร่างกฎหมายจาก สส. และประชาชนที่ค้างอยู่ เพื่อให้สภามีพื้นที่มากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประธานสภาใหม่ โสภณ ซารัมย์ ที่เคยอภิปรายว่าต้องการให้ สส. มีบทบาทในการเสนอกฎหมายมากกว่าแค่รอจากรัฐบาล
  • ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.: สวัสดิการนี้เคยถูกเรียกร้องให้ลดมาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล พรรคประชาชนเห็นด้วยเต็มที่ หากสภาจำเป็นต้องจัดอาหาร ก็ให้ สส. หักจากเงินเดือนตัวเอง ถัดไปจะผลักดันผ่านกรรมาธิการกิจการสภาและ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี โดยให้ทุกพรรคร่วมออกแบบ

แนวคิดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ สส. พรรคประชาชนผลักดันมาตลอด เพื่อให้สภาทำงานตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ ลดความเหลื่อมล้ำในการใช้เงินภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพการ立法

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

หากข้อเสนอ พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ผ่านไป จะช่วยให้กฎหมายที่มาจากเสียงประชาชนเดินหน้าได้เร็วขึ้น เช่น กฎหมายช่วยเหลือคนจน ลดค่าครองชีพ หรือคุ้มครองสิทธิพลเมืองต่างๆ ที่มักค้างเพราะเวลาน้อย นอกจากนี้ การยกเลิกอาหารฟรียังช่วยประหยัดงบได้ปีละหลายล้านบาท เอาเงินนั้นไปพัฒนาสังคมดีกว่า

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคงยึดมั่นหลักการประหยัด อดทน และทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่สวัสดิการตัวเอง สภาชุดใหม่นี้น่าจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าทุกพรรคร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้การเมืองไทยดีขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา – พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

Scroll to top