การปราบทุจริต

“บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ เปิดใจรัฐบาลอนุทินมาถูกทาง

ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 81 ปี ของ “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ออกมาเปิดเผยมุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยระบุว่า “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองเป็นพิเศษ

“บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ได้วิเคราะห์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าแม้จะมีสถานการณ์ที่ท้าทายอยู่มาก แต่ในภาพรวมถือว่าเดินมาในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว โดยสไตล์การบริหารจัดการของนายกฯ อนุทิน มีความตั้งใจจริงในการพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้าไปกว่าเดิม

มุมมองต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทิน

นอกจากจะมองว่า “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต แล้ว เขายังได้ฝากข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับรัฐบาลชุดนี้ไว้ด้วยเพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่น ดังนี้:

  • การปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง
  • การจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับชั้น
  • การสร้างความโปร่งใสเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน
  • การยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งเสมอ

ในฐานะอดีตผู้นำเหล่าทัพ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ยังแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความมั่นคง โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกับส่งกำลังใจไปถึงเหล่ากำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ซึ่งท่านเชื่อมั่นในศักยภาพของกองทัพไทยว่ามีความพร้อมเสมอในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

หากรัฐบาลสามารถทำตามคำแนะนำโดยเร่งปราบทุจริตได้สำเร็จตามเป้าหมาย เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ ไปได้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้รวดเร็วเพียงใดเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

ที่มา – “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต

“ชัชชาติ” ชูนโยบายเร่งด่วน แก้ปัญหาปากท้อง กทม.ไม่มีเงินแจก แต่ทุกอย่างต้องฟรี

“ชัชชาติ” ชูนโยบายเร่งด่วน แก้ปัญหาปากท้อง กทม.ไม่มีเงินแจก แต่ทุกอย่างต้องฟรี

การเมืองในมุมมองของ “ชัชชาติ” ชูนโยบายเร่งด่วน แก้ปัญหาปากท้อง กทม.ไม่มีเงินแจก แต่ทุกอย่างต้องฟรี กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ โดยในการลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเศรษฐี เขตบางนา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ได้เผยวิสัยทัศน์ที่เน้นการปฏิบัติจริงมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ พร้อมสร้างสีสันด้วยป้ายหาเสียงสุดสร้างสรรค์ที่โดนใจคนรุ่นใหม่

นอกจากการทำป้ายที่แหวกแนวเพื่อให้คนหันมาสนใจการเมืองแล้ว หัวใจหลักของการหาเสียงครั้งนี้คือการแก้ไขปัญหาที่แตะต้องได้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่บางนาที่มีปัญหาน้ำท่วมเรื้อรัง ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดการเขื่อนและอุโมงค์ระบายน้ำจนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง แต่สิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดในตอนนี้คือการที่ “ชัชชาติ” ชูนโยบายเร่งด่วน แก้ปัญหาปากท้อง กทม.ไม่มีเงินแจก แต่ทุกอย่างต้องฟรี เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของคนกรุง

กลยุทธ์การลดค่าใช้จ่ายในยุคข้าวยากหมากแพง

ทำไมถึงต้องเน้นนโยบายนี้? นายชัชชาติอธิบายอย่างชัดเจนว่า กทม. ไม่ใช่หน่วยงานที่มีหน้าที่แจกเงิน ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยประชาชนได้คือการ “ลดค่าใช้จ่าย” ให้ได้มากที่สุด ตามนโยบาย “ชัชชาติ” ชูนโยบายเร่งด่วน แก้ปัญหาปากท้อง กทม.ไม่มีเงินแจก แต่ทุกอย่างต้องฟรี ด้วยแนวทางดังนี้:

  • โรงเรียนต้องฟรีและมีคุณภาพ: ปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาในสังกัด กทม. เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
  • โรงพยาบาลบริการดี: เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการสาธารณสุขให้ประชาชนไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายแพง
  • โครงสร้างพื้นฐาน: อำนวยความสะดวกเรื่องการจราจรและระบบระบายน้ำ เพื่อลดอุปสรรคในการทำมาหากิน

นายชัชชาติย้ำว่า การปราบคอร์รัปชันคือสิ่งที่จะทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้งบประมาณที่จำกัดของ กทม. ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนและบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่หวังเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านปากท้อง

สำหรับใครที่กำลังมองหาผู้ว่าฯ ที่เข้าใจปัญหาชีวิตจริง การเน้นนโยบายประหยัดค่าครองชีพควบคู่ไปกับการบริหารงานที่โปร่งใส ถือเป็นทางออกที่น่าสนใจและตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันได้อย่างตรงจุดมากที่สุด หวังว่านโยบายเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเพื่อให้ชีวิตคนกรุงเทพฯ ง่ายขึ้นจริงๆ ในอนาคต

ที่มา – “ชัชชาติ” ชูนโยบายเร่งด่วน แก้ปัญหาปากท้อง กทม.ไม่มีเงินแจก แต่ทุกอย่างต้องฟรี

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต. เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง เพราะมันสะท้อนถึงมาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ในยุคนี้เลยทีเดียว

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

วันที่ 16 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความวิจารณ์อย่างดุเดือดต่อมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีมติยกคำร้องในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้

นายปกรณ์วุฒิ ชี้ให้เห็นว่า แม้ ป.ป.ช. จะไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หลักฐานจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ชี้ชัดถึงพฤติกรรมการใช้ “นอมินี” และการปกปิดทรัพย์สินอยู่แล้ว เขาจึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช. ที่มาจาก สว. ชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะกรรมการ 4 ใน 9 คนที่ถูกโยงใยว่าเป็นสายสีน้ำเงิน ว่ามีการใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกคำร้องหรือไม่

เหตุใด “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของระบบปราบปรามทุจริตในประเทศไทย การที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องครั้งนี้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าอาจเป็นการปูทางให้บุคคลบางคนกลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระ

ย้อนดูพื้นหลังคดี นายศักดิ์สยามถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และตำแหน่ง รมว.คค. จากกรณีถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจรถโดยสาร ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ ป.ป.ช. กลับมองว่าไม่มีมูลผิดวินัยร้ายแรง สวนทางกันแบบนี้ ยิ่งทำให้เกิดคำถามใหญ่

  • หลักฐานจาก ปปง. ชี้ชัดพฤติกรรมนอมินี
  • ข้อมูลสถาบันการเงินยืนยันการปกปิดทรัพย์สิน
  • กรรมการ ป.ป.ช. บางคนถูกตั้งคำถามถึงที่มา
  • มาตรฐานสองที่สำหรับนักการเมือง?

นายปกรณ์วุฒิ ยังทิ้งท้ายด้วยความกังวลว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจโยนทิ้งหลักการทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้ใครบางคนกลับมา สุดท้ายแล้ว ความหวังในการปราบทุจริตจาก ป.ป.ช. ในอนาคตจะเหลืออะไร?

ในมุมมองของผม เรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาโครงสร้างขององค์กรปราบทุจริตที่อาจถูกแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด เพราะหากปล่อยไป คดีทุจริตอื่น ๆ ก็อาจจบลงแบบเดียวกัน ส่งผลให้การเมืองไทยยิ่งสุกงอม

ไม่ใช่แค่คดีนี้เท่านั้น แต่ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ ที่ ป.ป.ช. ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองชื่อดังอีกหลายราย ซึ่งมักจบลงด้วยการยกคำร้องหรือไม่เอาผิดร้ายแรง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายสำหรับคนมีอำนาจต่างหาก

เพื่อให้การปราบทุจริตมีประสิทธิภาพ ควรมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ให้มาจากกระบวนการที่โปร่งใสมากขึ้น ลดอิทธิพลจาก สว. หรือกลุ่มการเมืองเฉพาะ และเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการตรวจสอบ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการที่ “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต. เป็นเสียงสะท้อนจาก ส.ส.ฝ่ายค้านที่กล้าพูดแทนประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์”

การเมืองไทยร้อนฉ่าไม่หยุดหย่อน ล่าสุดในที่ประชุมรัฐสภา มีดราม่าหนัก เมื่อ “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน ทำให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยลุกฮือประท้วงกันยกใหญ่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นเวทีเปิดศึกกันอย่างดุเดือด

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานประชุมในวัน thứสองของการแถลงนโยบายรัฐบาล นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายโจมตีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะนโยบายปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนสีเทา และการทุจริตคอร์รัปชัน โรมย้ำว่าสังคมไทยไม่เชื่อมั่น เพราะการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ย้อนแย้งกับรัฐบาลชุดก่อนที่ใช้นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน

ประเด็นย้อนแย้งเรื่องคดีสแกมเมอร์และทุนเทา

โรมยกตัวอย่างกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ดำเนินคดีกับกลุ่มทุนเทาและสแกมเมอร์เรื่องสแกนม่านตา ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณา โรมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะจัดการคดีนี้รวดเร็วเท่าคดีของตัวเองหรือไม่ โดยนายอนุทินกลับโยกนายประเสริฐไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เยาวชน ซึ่งโรมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาทุจริตแบบ ‘ไม่เกรงใจ’ นายไชยชนก

นอกจากนี้ โรมยังพูดถึงการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ และตั้งข้อสงสัยว่ามีคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้องเกี่ยวเครือข่ายนี้หรือไม่ โรมชี้การคัดเลือก รมต. ที่ไม่ให้ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ดำรงตำแหน่งเพราะคดี DSI แต่กลับให้ประเสริฐที่เรื่องถึง ป.ป.ช. แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าปัญหาอยู่ที่คดีหรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณกันแน่

บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” กรณีน้ำมันเถื่อน

จุดเด่นของการอภิปรายคือการชี้เป้า ร.อ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.พลังงาน พรรคภูมิใจไทย กรณีจับกักตุนน้ำมันใน จ.อ่างทอง ที่พบว่า ‘เสี่ยตือ’ เป็นเจ้าของคลัง และมีคลังน้ำมันหลายแห่งตุนน้ำมันหลายล้านลิตร แต่รัฐบาลจัดการลำบาก โรมเผยว่าบริษัทของเสี่ยตือเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์กว่า 100 ล้านบาท จากสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับ นอกจากนี้ เดือนพฤศจิกายน 2568 ครอบครัวเสี่ยตือบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย 1 ล้านบาท ขณะราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยขายน้ำมันเถื่อนแต่ไม่โดนคดี

โรมเปรียบ ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นตีนไก่’ บอกว่ารัฐบาลไม่กล้าจัดการเพราะ ‘โม่ง’ อยู่ในรัฐบาล และมีข่าวสินบนไม่ปราบสแกมเมอร์จากลูกชายเสี่ยตือ โรมเรียกร้องให้นายกฯ ตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่าข้องเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนหรือทุนเทาหรือไม่ เพื่อให้การปราบทุจริตไม่เป็นแค่ลมปาก และไม่ปล่อยให้ทุนเทายึดชาติ

โรมปิดท้ายว่า ‘ผมและพรรคประชาชนไม่มีวันยอมแพ้ให้คนทำลายชาติและนิติธรรม’

ผลกระทบและการตอบโต้จาก ส.ส.ภูมิใจไทย

ระหว่างอภิปรายชื่อเสี่ยตือและนายพิพัฒน์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยอย่างนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล (อ่างทอง), นายยุพราช บัวอินทร์ (เพชรบูรณ์) และนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ (บัญชีรายชื่อ) ลุกประท้วงต่อเนื่อง ว่ามีลักษณะใส่ร้าย ประธานวินิจฉัยให้โรมอภิปรายต่อจนจบ

  • ประเด็นสำคัญ: การโยงนายพิพัฒน์กับเสี่ยตือผ่านหนี้สินและการบริจาคพรรค
  • ย้อนแย้งบุคคลากร: กรณีประเสริฐ vs สุดาวรรณ
  • ทุนเทาในรัฐบาล: สแกมเมอร์ สินบน กักตุนน้ำมัน
  • ความไม่เชื่อมั่น: นโยบายปราบโกงล้มเหลวเพราะย้อนแย้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่การตรวจสอบกันเองในสภาถูกขัดขวางด้วยการประท้วง และคำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะพิสูจน์ความโปร่งใสได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและทุนเทาที่กระทบประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การอภิปรายของโรมเป็นกระสุนสำคัญที่เจาะจุดอ่อนของรัฐบาล แสดงให้เห็นว่าการปราบโกงต้องเริ่มจากตัวบุคคลในอำนาจ หากปล่อยไว้ ประชาชนจะยิ่งไม่เชื่อมั่น ควรติดตามคดีเหล่านี้ต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

“อภิสิทธิ์” หนุนคุมเข้ม สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

“อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงเมืองกรุงเก่า ชูโมเดลปลดล็อกท้องถิ่น พัฒนาระบบขนส่งทางราง ลดปัญหาจราจร ดันการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ หนุน แบงก์ชาติคุมเข้มเบิกเงินสดสกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ สามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค ร่วมลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนชาวอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ น้องแทนไท เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับนายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชม พร้อมเล่าอย่างภูมิใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เลยมารอพบให้กำลังใจที่นี่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า พรรคต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทางกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้คนในพื้นที่ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาดีที่สุดสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ได้อย่างตอบโจทย์ของคนพื้นที่เองเพื่อลดความซ้ำซ้อนงานระหว่างกระทรวงต่างๆได้ด้วย ในส่วนของรัฐบาลกลาง ถ้าได้เป็นรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขนส่ง “ระบบราง” เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถูกถามถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนลงพื้นที่ภาคใต้ไปเมื่อต้นสัปดาห์ พี่น้องชาวใต้ให้คำมั่นอย่างชัดเจนถึงจุดยืนการเมืองสุจริต ที่รับปากแล้วว่า เราประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้ง แตกแยกในสังคม นี่คือสิ่งที่เราจะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้

จากนั้น เวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายอภิมุข ฉันทวานิช ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 3 (บางคอแหลม-ยานนาวา) เบอร์ 3 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน บริเวณตลาดเสรี 2 เจริญกรุง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสตอบรับของพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าจากการติดตามข้อมูลโพลเชิงลึกรายเขต พบว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์กระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลายพื้นที่เขตเลือกตั้งมีโอกาสลุ้นชัยชนะได้อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกจากการลงพื้นที่จริงที่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมั่นของประชาชน แม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสัดส่วนคะแนนจะมีความท้าทาย แต่ปัจจุบันฐานเสียงเดิมเริ่มกลับมาและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่บางฝ่ายพยายามรณรงค์ให้เลือกเพื่อสกัดกั้นพรรคใดพรรคหนึ่งนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าหากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงรายเขต การตัดสินใจเลือกตามธรรมชาติของฐานเสียงประชาธิปัตย์ที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลลัพธ์การเลือกตั้งให้สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด

ส่วนที่บางพรรคมีการเปิดตัวแคนดิเดตฯ ที่บอกว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่เอาคนกลุ่มนั้นมาใช้ มันสะท้อนถึงอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรคในการวางตัวบุคลากรหาเสียง อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในแนวทางที่เน้นบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการเมืองควบคู่กับความเชี่ยวชาญ เนื่องจากเชื่อว่าการผลักดันนโยบายให้สำเร็จในภาคบริหาร จำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจกระบวนการทำงานทางการเมืองตั้งแต่ต้น เพื่อให้การบริหารจัดการราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด “สำหรับประชาธิปัตย์แนวทางของเรา เราเอาบุคลากรที่พูดง่ายๆ คือทำงานการเมือง และก็ร่วมทำนโยบายมา เราคิดว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้การทำงานเมื่อเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร มันราบรื่นกว่า หลายครั้งผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามา ถ้าไม่ได้เข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองตั้งแต่ต้น มักจะมีปัญหาในการที่ต้องไปบริหารจัดการในเรื่องการเมือง เพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการผลักดันนโยบายต่างๆ ก็เป็นแนวคิดซึ่งแต่ละฝ่ายก็สามารถทำได้ ประชาธิปัตย์ก็เคยมีครับคนนอก แต่ว่าจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีบทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพรรคก่อนครับ”

หนุน ธปท. สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับเข้ามามีบทบาทในการกำหนดเพดานการเบิกถอนเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการปราบปราม “ทุนเทา” และธุรกรรมที่ผิดปกติมาโดยตลอด เพราะเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

“ผมดีใจที่แบงก์ชาติขยับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การจัดการกับเส้นทางการเงินคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปราบทุจริตเลือกตั้ง”

พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับ ธปท. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้ง พร้อมเตือนว่าหากรอตรวจสอบเพียงแค่หลังการเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องยากในการหาพยานหลักฐาน กกต. จึงต้องกล้าใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาสนับสนุนให้มีการคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้การสนับสนุน

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน: มัดใจนักลงทุน มั่นใจประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โชว์ไอเดีย “ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย” หวังดึงดูดนักลงทุนด้วยวิสัยทัศน์เศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมยืนยันว่าหากได้รับเลือก ประเทศไทยจะปลอดภัยจากปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ณ อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการเมืองที่โปร่งใส และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล

นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศสร้างความเชื่อมั่นด้วยประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ โดยชูแนวคิดการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ดีขึ้นอย่างมั่นคง แทนที่จะเสนอนโยบายที่ฉูดฉาดแต่มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้กล่าวชื่นชมนโยบายคนละครึ่งว่าเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “เช็คช่วยชาติ” ในอดีต และย้ำถึงความสำคัญของการประกันรายได้เกษตรกรที่ต้องดำเนินการอย่างแม่นยำและโปร่งใส

“ประชาธิปัตย์คือพรรคที่เมื่อเลือกแล้วประเทศจะปลอดภัย เราจะเข้าไปปราบปรามการทุจริต หยุดยั้งทุนสีเทา และยุติความขัดแย้ง เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยความมั่นใจ

นายกรณ์ได้เสริมว่า ความสำเร็จของโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการกอบกู้เศรษฐกิจจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก หลักการสำคัญจากโครงการนี้ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลัก 27 ข้อ ภายใต้ 4 เสาหลักของพรรค โดยมีเป้าหมายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดทุนให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนอีกครั้ง นี่คือหัวใจสำคัญของ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยภายใต้การนำของพรรค จะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน

ทำไมต้อง ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย?

  • ประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ: พรรคประชาธิปัตย์มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง
  • นโยบายที่เน้นความยั่งยืน: พรรคให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • การปราบปรามการทุจริต: พรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในการปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการลงทุน

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ได้นำเสนอ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง

การที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนักลงทุนว่า ประเทศไทยภายใต้การบริหารของพรรค จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจมุ่งเน้นไปที่นโยบายที่หวือหวา แต่ขาดความมั่นคงและยั่งยืน

การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย การพิจารณาถึงนโยบาย วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ของแต่ละพรรค จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

โดยรวมแล้ว แนวทางการ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง การมีนโยบายที่เน้นความมั่นคงและความยั่งยืน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ปชป. โชว์ไอเดียชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย”

Scroll to top