การปราบปรามทุจริต

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และสังคมไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทาง นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย อย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการแอบอ้างชื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย เดินหน้าล้างบางทุจริต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยแชตข้อความที่อ้างว่ามี สจ.จังหวัดสตูล เข้ามาเป็นนายหน้าในการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันหนักแน่นว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และจะดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยขณะนี้ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลักเพื่อคลี่คลายคดีนี้

หน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและโปร่งใสที่สุด นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ามีหน่วยงานที่กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ดังนี้:

  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): ดำเนินการตรวจสอบในแง่ของกฎหมายทุจริตประพฤติมิชอบ
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: ร่วมมือในการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเอาจริงกับเรื่องนี้ โดยนายกฯ ได้ย้ำอีกครั้งว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองระดับไหนก็ตาม หากตรวจสอบพบความผิดจริงต้องถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีการพูดถึงเรื่อง “เพดาน” ในการตรวจสอบหรือการปกป้องผู้กระทำความผิด ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่มีเพดานเหล่านั้นในรัฐบาลนี้ ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพราะการสอบคัดเลือกต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การที่ผู้นำออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม เพราะเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำพูดคือผลลัพธ์ของการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกเอาเปรียบในการสอบเข้าทำงานอีกต่อไป

ที่มา – นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ชี้ ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. กำลังตรวจสอบ ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงมหาดไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาพูดถึงกระแสข่าวการปรับทัพข้าราชการขนานใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยท่านยืนยันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การ “รีเซ็ต” กระทรวง แต่อย่างใด

หากพูดถึงการที่ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน นั้น นายอนุทินต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า เป้าหมายหลักคือการทำให้การบริหารงานภายในกระทรวงมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นไปที่การประเมินศักยภาพของข้าราชการให้เหมาะสมกับหน้างานในช่วงเวลานั้นๆ มากกว่าการล้างไพ่ เพื่อให้งานของรัฐบาลเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพครั้งนี้

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการจัดทัพใหม่ คือความกังวลเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการโกงสอบราชการท้องถิ่นที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ท่านย้ำว่าหลักการทำงานนับจากนี้ต้องชัดเจนและตรวจสอบได้ ดังนี้:

  • ยึดหลักความถูกต้อง: ใช้หลักการจัดการเชิงรุกแบบเดียวกับการยึดพื้นที่รัฐที่ถูกบุกรุก คือหลักฐานต้องชัดและการตรวจสอบต้องเข้มข้น
  • ความรวดเร็วในการจัดการ: เห็นได้ชัดจากการใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ในการค้นหาความจริงและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งทางอาญาและวินัย
  • ไม่มีระบบพวกพ้อง: ท่านย้ำหนักแน่นว่ารัฐบาลนี้ไม่มีการแบ่งแยก “สิงห์แดง” หรือ “สิงห์ดำ” เพราะรัฐบาลมีแค่สี “แดง ขาว น้ำเงิน” เท่านั้น

สำหรับการตั้งคำถามว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ นายอนุทินมองว่าประเด็นนี้ไม่สำคัญเท่ากับ “ความเหมาะสม” หากใครทำดี รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าใครกระทำผิดกฎระเบียบ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปราบปรามและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอย่างเด็ดขาด นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ที่เน้นความโปร่งใสเป็นหลัก

เรียกได้ว่าความเคลื่อนไหวของ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนใจข้าราชการทุกคนให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และเป็นการยืนยันว่าทุกตำแหน่งมีไว้เพื่อขับเคลื่อนประเทศ หากข้าราชการคนไหนทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลสำหรับการโยกย้ายแน่นอน ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนแบบนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการน้ำดีได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้าย ขรก.ให้เหมาะสมกับงาน ไม่แบ่งสีสิงห์

นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย

นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อนายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมตัวเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่

ภารกิจหลักของการเดินทางครั้งนี้คือการเข้าร่วมประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการด้าน AI ระดับโลก เป้าหมายที่ชัดเจนคือการชูจุดแข็งของไทย เพื่อโน้มน้าวให้นักลงทุนจีนหันมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยี รวมถึงการเป็นสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

โอกาสทองในการร่วมมือสู่การเป็นฐานเอไอโลก

นอกจากเรื่องของ AI แล้ว การไปเยือนจีนครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำว่า นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย โดยจะมีการหารือทวิภาคีกับนายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงการเข้าหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อสานต่อความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง และการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ต้องการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างเต็มตัว โดยในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน เพื่อเร่งผลักดันข้อตกลง FTA ไทย-อียู ให้จบภายในสิ้นปี 2569 พร้อมทั้งเดินหน้าส่งหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก OECD ด้วยความมุ่งมั่น โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การผลักดันการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก
  • การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับฐานการผลิตจากต่างชาติ
  • ความร่วมมือด้านกฎหมายและความมั่นคงระหว่างประเทศ
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคส่วนดิจิทัลและ AI

ด้วยความพยายามของ นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย เราเชื่อมั่นว่าหากไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ได้สำเร็จ จะเป็นการวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในอนาคต ทำให้ไทยกลายเป็นฮับเทคโนโลยีที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง การเข้าหาพันธมิตรทั้งฝั่งจีนและยุโรปถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกและขีดความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับสากล

ที่มา – “นายกฯอนุทิน” ยก จีน มหามิตร เตรียมบินเซี่ยงไฮ้ เย็นนี้ หวังดึงนักลงทุนเอไอ ใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

“กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินสแกมเมอร์

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยกันครับ นั่นคือเรื่อง “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแถลงอย่างดุเดือดที่รัฐสภา ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากขบวนการสแกมเมอร์ที่โกงเงินประชาชนนับพันล้าน และแทรกซึมเข้ามาในระบบตลาดทุนไทย ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง

“กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายกรณ์ได้เกาะติดประเด็นปราบปรามทุจริตและกลุ่มทุนสีเทามาตั้งแต่แรก โดยชี้ให้เห็นขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบตลาดทุนไทย ล่าสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยึดอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 8,000 ล้านบาท รวมถึงหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ “ฟินันเซีย” (Finansia) ที่ถือครองโดยบริษัท “พิลกริม” (Pilgrim) ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรายหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าเป็นการยืมเงินมาซื้อหุ้น แต่ ปปง. วินิจฉัยชัดเจนว่าหุ้นเหล่านี้เป็นของนายเบน สมิธ นายทุนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์โกงเงินประชาชน

นายกรณ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เร่งสอบสวนหรือไม่ ว่ามีการรายงานเท็จหรือสมคบคิดช่วยฟอกเงินจากสแกมเมอร์ในตลาดหลักทรัพย์หรือเปล่า เพราะยังมีคนสำคัญอีกหลายคนที่หลักฐานมัดตัวแน่น แต่คดีกลับไม่คืบหน้า

ประเด็นสำคัญที่นายกรณ์ชี้ให้รัฐบาลฟัง

  • ปปง. ยึดทรัพย์ 8,000 ล้านบาท รวมหุ้นฟินันเซียที่โยงเบน สมิธ หัวหน้าแก๊งสแกม
  • อดีต รมช.คลัง ร่วมก่อตั้งบริษัทพิลกริม ถือหุ้นทุนเทา
  • ประธาน ก.ล.ต. ปัจจุบัน เคยเป็นปลัดกระทรวงดีอี ลงนาม MOU กับกองทุนของเบน สมิธ แม้ยกเลิกแล้ว แต่ถูก DSI กล่าวหาและ ป.ป.ช. กำลังพิจารณาชี้มูล
  • คนมีมลทินแบบนี้ยังเหมาะสมนั่งเก้าอี้ประธาน ก.ล.ต. หรือไม่ เป็นอุปสรรคปราบทุนเทาหรือเปล่า

นายกรณ์ย้ำว่าปัญหานี้กระทบความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยรุนแรง รัฐบาลไร้การดำเนินการชัดเจน ถ้ายังเฉยเมย ฝ่ายค้านจะใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นเพื่อทวงความรับผิดชอบและปกป้องประชาชนครับ

ทุนเทาและสแกมเมอร์ฟอกเงินในตลาดทุนไทยอย่างไร

คุณผู้อ่านหลายคนอาจสงสัยว่าทุนเทาคืออะไร ทุนเทาหมายถึงเงินที่มาจากแหล่งผิดกฎหมายหรือไม่แน่นอน เช่น เงินจากสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ pig-butchering scam ที่หลอกลงทุน crypto แล้วหายตัว ในไทย แก๊งเหล่านี้มักฟอกเงินผ่านการซื้อหุ้น บริษัทจดทะเบียน หรือกองทุน โดยใช้คนไทยหรืออดีตข้าราชการเป็นนอมินี ล่าสุด ปปง. สามารถติดตามเส้นทางเงินได้ถึงขั้นตอนนี้เพราะระบบติดตามดีขึ้น แต่การกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. ยังล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนสูญเงินไปมหาศาล นักลงทุนต่างชาติก็เริ่มหนีเพราะกลัวระบบไม่โปร่งใส

ในมุมเศรษฐกิจ การมีทุนเทาในตลาดทุนทำให้ราคาหุ้นผันผวนผิดปกติ สร้างความเสี่ยงให้ SET Index และเศรษฐกิจโดยรวม ถ้าปล่อยไว้ ไทยอาจถูก FATF จับตาเรื่องฟอกเงิน ซึ่งกระทบการค้าและการลงทุนต่างชาติหนักแน่นอนครับ

จากประเด็น “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา นี้ แสดงให้เห็นว่าระบบกำกับดูแลต้องเข้มแข็ง ธรรมาภิบาลต้องมาก่อน หากรัฐบาลจริงจัง ต้องรีบสอบสวนและลงโทษให้เด็ดขาด เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ? รัฐบาลควรทำอะไรต่อไป คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย แชร์บทความนี้เพื่อให้ประเด็นนี้ดังขึ้น และช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สมัครรับข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอัปเดตจากเราได้ที่ช่องทางด้านล่างนะครับ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยปราบโกง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกท่าน! วันนี้มีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันนะครับ นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน ด้วยตัวเองเลยทีเดียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 (ปรับจากข้อมูลต้นฉบับ) เพื่อปรับทัพใหญ่การบริหารราชการแผ่นดิน แบ่งงานออกเป็น 8 กลุ่มภารกิจหรือ Cluster เพื่อให้การทำงานคล่องตัว บูรณาการข้ามหน่วยงานได้ดีขึ้น สร้างความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงสุด ตามสไตล์ “ควิก บิ๊ก วิน” ที่แถลงต่อสภาไปแล้ว

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน

ไฮไลต์สำคัญคือตัวนายกฯ เองขอลงมือใน กลุ่มภารกิจที่ 1 ซึ่งเป็นงานหนัก ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินี และความผิดทางออนไลน์ทุกประเภท โดยเฉพาะเว็บพนันออนไลน์ที่กำลังระบาดหนัก สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไม่น้อย นี่คือวาระเร่งด่วนที่กระทบต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตคนไทยโดยตรง การที่นายกฯ อาสาลุยเอง แสดงถึงความมุ่งมั่นจริงจัง หวังจะเห็นผลลัพธ์เร็วๆ นี้ครับ

นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ มีอะไรบ้าง?

ส่วนงานอื่นๆ ได้กระจายให้ 7 รองนายกรัฐมนตรีคุมตามความเชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดการทำงานแบบไร้รอยต่อ หากมีข้อขัดแย้ง นายกฯ ชี้ขาดสุดท้าย มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • กลุ่ม 1: นายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) – ปราบโกง ยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินี เว็บพนันออนไลน์ งานเร่งด่วนที่ต้องจัดการทันทีเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
  • กลุ่ม 2: นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ – สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ เช่น น้ำ ไฟฟ้า คมนาคม ให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วถึง
  • กลุ่ม 3: นายทรงศักดิ์ ทองศรี – ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม (มุ่ง Net Zero 2050) และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิ่มบทบาทประชาชน
  • กลุ่ม 4: นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต AI Semiconductor EV เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
  • กลุ่ม 5: นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – การค้า พาณิชย์ สินค้าเกษตร ท่องเที่ยว ส่งออกสู่ตลาดโลก เพิ่มรายได้ชาติ
  • กลุ่ม 6: นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – ความมั่นคง อธิปไตย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเชิงรุก ปกป้องผลประโยชน์ไทย
  • กลุ่ม 7: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ – วิจัย นวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงานยุคดิจิทัล สร้างคนไทยรุ่นใหม่เก่งๆ
  • กลุ่ม 8: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ – ปฏิรูปกฎหมายสากล รัฐบาลดิจิทัล พาไทยเข้าองค์การ OECD ยกระดับสู่สากล

โครงสร้างนี้เน้นการบูรณาการข้ามกระทรวงทบวงกรม หัวหน้ากลุ่มสั่งการได้ทันที ไม่ต้องรอ bureaucracy ยุ่งเหยิงแบบเก่า คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตชาติได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง หรือสิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของการปรับโครงสร้าง 8 กลุ่มภารกิจ

ในยุคที่ไทยเผชิญวิกฤตหลายด้าน การ นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน ถือเป็นกลยุทธ์ชาญฉลาด เพราะมอบหมายตาม expertise ของแต่ละคน ลดการทับซ้อน เพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ โดยเฉพาะงานปราบโกงที่นายกฯ รับเอง จะช่วยคืนความโปร่งใสให้ระบบราชการ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ คลัสเตอร์ด้าน EV AI จะช่วยให้ไทยไม่ตามหลังจีนอเมริกา ส่วน Net Zero จะตอบโจทย์โลกที่ให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม เกษตรกรไทยก็ได้ประโยชน์จาก export เกษตรที่แข็งแกร่งขึ้น

ผมเชื่อว่านโยบายนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไทยจะพ้นวิกฤตได้แน่นอน คุณคิดยังไงกับการตั้ง 8 กลุ่มภารกิจนี้? มันจะเวิร์กจริงเหรอ หรือมีจุดไหนต้องปรับ? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ ตั้ง 8 กลุ่มภารกิจพิชิตวิกฤตชาติ อาสาลุยงานปราบโกง-ยาเสพติด-เว็บพนัน

เปิดประวัติ! ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ สู่ทำเนียบ

ทำความรู้จัก “ธนดล สุวัณณะฤทธิ์” จากทนาย “เบน สมิธ” สู่ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตมือปราบที่ดิน ส.ป.ก. สายตรง “ธรรมนัส” ที่กำลังเป็นที่จับตา

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ทนายความของ “เบน สมิธ” (นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์

ประวัติ “ธนดล สุวัณณะฤทธิ์”

นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ปัจจุบันอายุ 30 ปี สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเคยผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรการอบรมอัยการจังหวัด” รุ่นที่ 44 (พ.ศ. 2566)

เส้นทางการทำงานของธนดล สุวัณณะฤทธิ์เริ่มต้นในแวดวงการเมืองและกฎหมาย โดยเคยเป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร และเป็นกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย

ในปี พ.ศ. 2566 ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาคราช และโฆษกหน่วยเฉพาะกิจฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นประธานคณะทำงานการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ ร.อ. ธรรมนัส

ด้วยบทบาทในการตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก. ทำให้นายธนดลได้รับฉายาว่าเป็น “มือปราบทุจริต” และ “กุนซือมือปราบ ส.ป.ก.” กรณีที่โด่งดังคือการตรวจสอบสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับครอบครัวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แม้ว่านายอนุทินจะแสดงหลักฐานการซื้อขายสุจริต แต่นำมาซึ่งวิวาทะทางการเมืองและการขอโทษในภายหลัง

จากทนาย “เบน สมิธ” สู่ ข้าราชการการเมือง

ล่าสุด ครม. มีมติแต่งตั้งให้ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ซึ่งนายธนดลได้โพสต์ขอบคุณ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้งและเสนอชื่อ จึงขอให้ ร.อ.ธรรมนัสเป็นผู้ชี้แจงประเด็นดังกล่าว ทำให้เกิดการหารือเป็นการส่วนตัวระหว่างนายอนุทินและ ร.อ.ธรรมนัส

การแต่งตั้งนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและที่มาของการแต่งตั้ง ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตหรือไม่

ที่มา – ประวัติ “ธนดล สุวัณณะฤทธิ์” จากทนาย “เบน สมิธ” สู่ ข้าราชการการเมืองที่ทำเนียบ

ไอซ์ รักชนก ซัด! ประชาชนไม่ได้โง่

“รักชนก” จัดหนัก งบบูรณาการต่อต้านคอร์รัปชัน วัดผลไม่ได้ แถมบางพรรคยังใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลทางการเมือง ตอกกลับแรง ประชาชนไม่ได้โง่ ยันไม่เห็นด้วย เอาเงินแผ่นดินไปบรรลุวัตถุประสงค์ให้รัฐมนตรีเจ้าของกระทรวง

วันที่ 13 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 2 และวาระ 3 นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน ซึ่งนายกฯ เคยแถลงไว้ และประเทศเราให้ความสำคัญกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีงบบูรณาการส่วนนี้เกือบพันล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่ เป็นงบที่ใช้ในการอบรม และต้องมีงบวัดผลด้วย พร้อมถามว่า การอบรม และการวัดผลแบบเดิม ๆ ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องคอร์รัปชัน และการปราบปรามดีขึ้นหรือไม่ แต่เราก็เห็นว่าไม่ดีขึ้นเลย จึงขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ ก็เขียนไว้ว่าต้องมีแผนการวัดผลในเรื่องนี้ซึ่งต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญด้วยแต่ตอนนี้อยากให้ตัดงบในส่วนนี้ก่อน และตั้งระบบในการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสเข้ามา

สิ่งที่อยากแนะนำที่ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น 3 เรื่อง คือ กรมบัญชีกลางควรเปิดให้นำข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างไปวิเคราะห์ได้แล้ว ซึ่งทางภาคประชาชนต้องไปเขียนโปรแกรมดึงข้อมูลออกมาเอง โดยการเขียนโปรแกรมนี้ก็ทำให้ระบบท่านรวน ดังนั้น ก็เปิดไปเลยให้ได้ใช้ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เพื่อมาช่วยดูว่าโครงการไหนส่อทุจริต หรือส่อประพฤติมิชอบ

ส่วนสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องบัญชีทรัพย์สินทุกวันนี้ยังเปิดแค่ 90 วันอยู่ ก็ไม่อยากถามว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำได้ หากไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้ดูได้ง่าย ๆ ก็บอกไปเลยว่าปีหน้างบประมาณที่ตั้งมาจะตัดอะไร ก็ขู่กันบ้าง จะได้ทำงานร่วมกันได้ และเอกสารในกรรมาธิการที่พิจารณา ตนเองไม่เห็นว่ามีอันไหนที่น่าปกปิด จึงเสนอไปว่ากรรมาธิการควรเปิดเผยเอกสารที่ไม่ได้ตีลับในกรรมาธิการออกไป ประชาชนใครที่อยากมาดูก็เอาไปพิจารณากันได้ประชาชนจะได้รู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมในการดูข้อมูลในงบประมาณ และเรื่องการถ่ายทอดสดที่มีการอ้างแต่เอาง่าย ๆ ว่าคือท่านไม่เอา ท่านก็ไม่อยากให้ถ่ายทอดสดด้วยเหตุผลร้อยแปดประการ แต่ในเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงเอาไว้ว่าอยากให้ภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น ตัวเลขเพิ่ม แม้ว่านายกฯ ใกล้จะหลุดในเร็ววันนี้ แต่ตัวเองเชื่อว่านายกฯ คนถัดไปก็ต้องมาแถลงอยู่ดี

เรื่องธรรมาภิบาล ข้อมูลที่กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัลออกกฎหมายลูกปี 2564 แต่ปีนี้ 2568 มี 300 หน่วยงานที่ต้องธรรมาภิบาลข้อมูล ตอนนี้ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียว ซึ่งธรรมาภิบาลข้อมูล คือการกำหนดว่าหน่วยงานต้องทำข้อมูลอะไรบ้าง และใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง เมื่อไม่ทำประชาชนก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องขอข้อมูลอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกันสังคม เรื่องนี้ควรทำให้เสร็จอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยในเรื่องของการทำข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใส

เรื่องอาสาอย่างกระทรวงสาธารณสุขมี อสม. อสส. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้หลายพรรคการเมืองพยายามเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่าง ๆ ในการทำเพื่อหวังผลทางการเมือง เชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนไม่ได้โง่ เขาดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ ที่จริง ๆ แล้วเป็นงบประมาณจากภาครัฐในการทำอะไร ซึ่งเมื่อใช้เครือข่ายอาสาในการทำปฏิบัติการบางอย่างสำเร็จลุล่วงไป เมื่อกระทรวงเห็น ก็เอาบ้าง ตนเองเป็นกรรมาธิการมา 2 ปี โดยก่อนหน้ามีอาสาพัฒนาสังคม ซึ่งมีเกือบทุกกรม โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรสหกรณ์ที่มีเกือบทุกกรม เพราะหลายคนคงเห็นแล้วว่าการมีอาสา เมื่อเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง ตนเองอยากให้รัฐบาลพิจารณารวบรวมอาสา มิเช่นนั้น ในอนาคตทุกกระทรวงจะมีอาสาหมดเลย และกลายเป็นภาระกับงบประมาณ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน วัดผลอะไรไม่ได้ และเหมือนเป็นแขนเป็นขาให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงได้ไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

“ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปทำเพื่อให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีของเจ้ากระทรวงนั้น ๆ ซึ่งก็ไม่อยากให้ทำ และอยากให้รัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้สักที เราจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการสิ้นเปลืองในการทำอะไรเหล่านี้ อยากให้มองถึงภาพใหญ่และงบประมาณโดยรวมที่เราควรจะใช้ให้มันถูกต้องถูกจุด ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเราควรจัดสรรไปในเรื่องที่เร่งด่วนจำเป็น” นางสาวรักชนก กล่าวทิ้งท้าย

“ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

นางสาวรักชนกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้เครือข่ายอาสาเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้โง่ และสามารถรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้

ทำไม “ไอซ์ รักชนก” ถึงคิดว่าประชาชนไม่ได้โง่?

เพราะประชาชนสามารถสังเกตและวิเคราะห์การกระทำของนักการเมืองที่พยายามใช้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคพวกได้นั่นเอง นางสาวรักชนกจึงออกมาเตือนสติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในสังคม

การออกมาแสดงความเห็นของนางสาวรักชนกในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ประชาชนไม่ได้โง่ และพวกเขามีสิทธิที่จะรู้ว่าเงินภาษีของพวกเขาถูกนำไปใช้อย่างไร หากเราทุกคนร่วมมือกันตรวจสอบและส่งเสียงดัง ๆ เราจะสามารถสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นได้

ที่มา – “ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

Scroll to top