การปราบปรามอาชญากรรม

“อนุทิน” พบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ขอลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

“อนุทิน” พบ “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” ขอเป็นกระบอกเสียงลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองและชุมชนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานมอบนโยบายให้กับกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“อนุทิน” พบ “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” ขอเป็นกระบอกเสียงลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส”

ในที่ประชุมนี้ นายกฯ อนุทิน ได้หยอดคำหวานให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านว่า “หากไม่มีท่าน ผมคงเป็นง่อย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพวกท่านที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างรัฐและประชาชน โดยเฉพาะเมื่อชาวบ้านเดือดร้อนจะนึกถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านก่อนใคร นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกท่านเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนงานรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะมาในต้นเดือนมิถุนายนนี้

รายละเอียดโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่นายกฯ ขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์

โครงการนี้คล้ายคนละครึ่งแต่ดีกว่า! ประชาชนออกเงิน 40% รัฐสมทบ 60% รวมมูลค่า 4,000 บาทต่อคน (เดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ นายกฯ บอกว่าปีที่แล้วคนละครึ่งพลัสช่วยหมุนเงินในระบบถึง 100,000 ล้านบาท ครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่า ขอให้กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยเร่งให้ชาวบ้านลงทะเบียน เพราะถ้าประชาชนไม่เริ่ม รัฐก็ไม่จ่าย เป็นการร่วมมือกันกระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายกฯ ยังมอบนโยบายสำคัญหลายด้าน เช่น การปราบยาเสพติด โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านต้องดูแลชุมชนให้ดี รัฐช่วยปราบการลำเลียง การป้องกันภัยพิบัติที่ท้องถิ่นสามารถใช้งบได้ทันทีไม่ต้องรอผู้ว่าราชการจังหวัด ได้คุยกับผู้ว่าฯ สตง. แล้ว ยืนยันว่าถ้าเจตนาดีสุจริต ไม่ต้องกลัวตรวจสอบ

  • ปราบมาเฟียและผู้มีอิทธิพลในทางไม่ดี ใช้กฎหมายเบื้องต้นป้องกัน
  • ดูแลเศรษฐกิจชุมชน ลดราคาสินค้าอุปโภคผ่านรถพุ่มพวง สินค้าถูกกว่า 20-30% คุณภาพเท่ายี่ห้อดัง
  • ปราบอาชญากรรมใหม่ๆ อย่างสแกม ค้ามนุษย์ เตือนชาวบ้านอย่าเชื่อสามล้อถูกหวย
  • รักษาความสงบเรียบร้อย สื่อสารกับนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด

นายกฯ ย้ำว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านมีอิทธิพลดีต่อรัฐบาล ถ้าเสนอเรื่องดี รัฐฟังแน่นอน อย่าให้ใครรังแกชาวบ้าน ถ้าผิดก็ว่ากัน แต่ถ้าถูกต้องปกป้องเต็มที่ ตัวอย่างสุภาษิต “เตะหมาต้องดูเจ้าของ” ชาวบ้านคือเจ้าของเรา

ยังพูดถึงของเถื่อนที่ระนอง มูลค่ากว่า 200 ล้าน ซัดคนเห็นแก่ตัวที่ขาดสำนึก ขอให้กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยปราบ คนดีไม่กลัว คนชั่วต้องกลัวกำนัน!

หลังมอบนโยบาย นายกฯ ร่วมกินข้าวและถ่ายรูปกับทุกท่าน สร้างความประทับใจมาก

สรุปแล้ว “อนุทิน” พบ “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” ขอเป็นกระบอกเสียงลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่แค่งานประชุม แต่เป็นการจุดประกายให้ท้องถิ่นมีพลังขับเคลื่อนประเทศ ถ้าคุณเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านหรือชาวบ้าน อย่าลืมลงทะเบียนโครงการนี้เพื่อรับสิทธิ์ ลองคิดดูสิ ถ้าทุกชุมชนร่วมมือ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแน่นอน! ติดตามข่าวอัปเดตการลงทะเบียนได้ที่เว็บรัฐบาลนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” พบ “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” ขอเป็นกระบอกเสียงลงทะเบียน “ไทยช่วงไทยพลัส”

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีไม่เข้าร่วมตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฎร แต่ทางโฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่การเลี่ยงตอบ แต่เกิดจากภารกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบไปชี้แจงแทน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อชี้แจงกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปตอบกระทู้สดสภาฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยยืนยันว่าระบบการถามกระทู้สดของสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งหัวข้อให้คณะรัฐมนตรีทราบในเช้าวันพฤหัสบดีเท่านั้น ไม่มีใครทราบประเด็นล่วงหน้า ทำให้บางครั้งไม่สามารถปรับภารกิจได้ทัน หากเป็นกระทู้ที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี สามารถมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปตอบแทนได้ตามระเบียบ

ในกรณีนี้ กระทู้สดเกี่ยวกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่เชื่อมโยงการขนส่งทางบก ทางราง และทางทะเล จากฝั่งอันดามันไปยังอ่าวไทย เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปตอบแทน เนื่องจากกระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ

เหตุผลที่รัฐมนตรีคมนาคมมอบหมายต่อ

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ ติดภารกิจเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นวาระสำคัญมาก หลังจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อ 27 มีนาคม 2569 การประชุมนี้ถูกนัดไว้ล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ และมีมติสำคัญหลายประการ เช่น

  • มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการใช้บริการขนส่งทางราง
  • รักษาสิทธิผู้โดยสารให้ครบถ้วน
  • เร่งรัดออกกฎหมายเพื่อระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing) ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด

ดังนั้น รองนายกฯ พิพัฒน์ จึงมอบหมายให้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไปชี้แจงต่อสภาแทน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ส่วนนายกรัฐมนตรีเอง ในวันนั้นมีภารกิจแน่นเอี๊ยดตั้งแต่เช้า ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมการตำรวจ การประชุมทีมเศรษฐกิจ และเป็นประธานแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ทุจริตสวมตัวตน แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย หลังเสร็จสิ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านก็รีบไปร่วมประชุมสภาต่อทันที

ทำไมการมอบหมายจึงเป็นทางเลือกที่ดี?

โฆษกรัฐบาล ย้ำว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ สนับสนุนการตรวจสอบของสภาเต็มที่ การมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปตอบ ไม่ใช่การเลี่ยง แต่เพื่อให้ข้อมูลละเอียดและแม่นยำที่สุด เพราะผู้รับผิดชอบหลักจะรู้ลึกถึงโครงการ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เป็นฮับการขนส่งอาเซียน ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และสร้างงานให้คนไทยนับหมื่นตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการทำงานเป็นทีมของรัฐบาล ที่แบ่งปันภาระหน้าที่ให้เหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญ หากนายกฯ ไปตอบทุกเรื่อง อาจไม่ครอบคลุมเท่ารัฐมนตรีที่ดูแลโดยตรง ในยุคที่การเมืองไทยมีความเข้มข้น การชี้แจงแบบนี้ช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความโปร่งใส

สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวการเมือง เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่ารัฐบาลยังคงเคารพกระบวนการสภา แม้จะมีภารกิจมากมายก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์เอง กำลังเป็นที่จับตามองจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทยให้ทัดเทียมโลก

มุมมองผู้เขียน: การชี้แจงของโฆษกรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ หากทุกฝ่ายเข้าใจบริบทแบบนี้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นมาก คุณคิดว่านี่เป็นการเลี่ยงหรือไม่? หรือเป็นการบริหารจัดการที่ดี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ แจงติดภารกิจ มอบรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงชี้แจงแทน

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันเลย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ที่สำนักงาน ปปง. เรื่อง นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย นี่แหละครับ ยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ได้รวมกว่า 20,000 ล้านบาท! มีรถหรู ทรัพย์สินมีค่ากองพะเนิน รัฐบาลชูวาระแห่งชาติปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์แบบเข้มข้นสุดๆ

นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน: รายละเอียดสำคัญ

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายกฯ เดินทางมาร่วมแถลงด้วยตัวเอง สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ดีเลยทีเดียว นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่านายกฯ ประกาศให้การปราบสแกมเป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายที่แถลงต่อสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

นโยบายเด่นคือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หมายถึงไม่สนชื่อจริง แต่ดูพฤติกรรมผิดกฎหมาย แล้วจัดการเด็ดขาด รัฐบาลสั่งการ 3 ด้านหลักเลยครับ:

  • คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย: เร่งคืนเงินหรือชดใช้จากทรัพย์ยึดได้ตามสัดส่วน ไม่ต้องนำส่งเป็นทรัพย์แผ่นดิน
  • ขยายผลเส้นทางเงิน: บูรณาการกับตำรวจและ ก.ล.ต. ขุดรากถอนโคนทรัพย์ผิดกฎหมาย
  • ดำเนินคดีฟอกเงิน: กล่าวหาผู้เกี่ยวข้องเด็ดขาด ไม่ยั้งมือ

หลังแถลง นายกฯ ยังคุยกับกลุ่มผู้เสียหายด้วยตัวเอง รับฟังข้อเสนอ กำชับให้กระบวนการกฎหมายเร็วขึ้น เพื่อคืนความเป็นธรรม ตรวจของกลางด้วยนะครับ ถามรายละเอียดจากเลขาธิการ ปปง. ย้ำว่ารัฐบาลจริงจังปราบแก๊งสแกมข้ามชาติต่อเนื่อง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ผลกระทบต่อประชาชน

สแกมเมอร์ข้ามชาติเนี่ย มันโกงเงินคนไทยไปเป็นแสนล้านต่อปี ลวงลงทุน หลอกรักออนไลน์ แฮกบัญชีธนาคาร สร้างความเดือดร้อนมหาศาล โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนไม่ชำนาญเทคโนโลยี การที่ นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย จึงเป็นสัญญาณดีมาก รัฐบาลไม่ปล่อยไว้เฉยๆ เริ่มคืนเงินจริงจัง แทนที่จะเก็บทรัพย์ไว้ใช้เอง

ในอนาคต คาดว่าจะมีมาตรการเข้มงวดขึ้น เช่น ใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมแปลกๆ ในระบบธนาคาร ร่วมมือ Interpol จับตัวผู้ร้ายใหญ่ นอกจากนี้ ประชาชนควรระวังตัวด้วยนะครับ อย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก ตรวจสอบลิงก์ก่อนคลิก ใช้แอปธนาคารที่ปลอดภัย

ข่าวนี้ทำให้เรามั่นใจในรัฐบาลมากขึ้นใช่มั้ยล่ะ? ถ้าคุณเคยโดนสแกม แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ระวังภัยด้วยกัน สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมนายกฯ และทีมงานที่ทำงานหนักครับ หวังว่าจะคืนเงินให้ผู้เสียหายได้เร็วๆ นี้!

ที่มา – นายกฯ แถลงยึดทรัพย์สแกมเมอร์ข้ามชาติ 2 หมื่นล้าน เร่งคืนเงินผู้เสียหาย

“ผบ.ตร.” เซ็นตั้ง “อัคราเดช” ที่ปรึกษา สตช. งานป้องกันอาชญากรรม

ข่าวใหญ่ในวงการตำรวจไทยล่าสุดคือ “ผบ.ตร.” เซ็นตั้ง “อัคราเดช” ที่ปรึกษา สตช. งานป้องกันอาชญากรรม ซึ่งเป็นการยกระดับทีมงานเพื่อรับมือกับอาชญากรรมที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นในยุคปัจจุบัน การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมแกร่งด้านยุทธศาสตร์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมตามนโยบายปีงบประมาณ 2569

“ผบ.ตร.” เซ็นตั้ง “อัคราเดช” ที่ปรึกษา สตช. งานป้องกันอาชญากรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยคำสั่งที่ 585/2568 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 63 แต่งตั้ง พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนงานตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์ ยาเสพติด และความมั่นคงสาธารณะเป็นภัยร้ายแรง

หน้าที่หลักของ “ผบ.ตร.” เซ็นตั้ง “อัคราเดช” ที่ปรึกษา สตช. งานป้องกันอาชญากรรม

ตำแหน่งที่ปรึกษาคนนี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผบ.ตร. และผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามนโยบาย สรุปหน้าที่หลักได้ดังนี้:

  • ให้ข้อมูลและคำปรึกษา: แก่ ผบ.ตร., รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ป้องกันอาชญากรรมปี 2569
  • ประสานงานรวบรวมข้อมูล: ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ
  • ถ่ายทอดความรู้: สู่รอง ผบ.ตร., ผู้ช่วย ผบ.ตร. และหน่วยงานปฏิบัติ เพื่อเสริมศักยภาพการปราบปรามอาชญากรรม
  • ให้คำปรึกษาอื่นๆ: ตามที่ ผบ.ตร. มอบหมาย เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดผลสูงสุด

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี เป็นบุคลากรที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการตำรวจ เคยผ่านตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง ทำให้เหมาะสมกับบทบาทนี้ การแต่งตั้งช่วยเติมเต็มช่องว่างในการวางแผนป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก แทนที่จะรอรับมือแบบเดิมๆ

ความสำคัญของยุทธศาสตร์ป้องกันอาชญากรรมในปี 2569

นโยบายการบริหารราชการ สตช. ปี 2569 มุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรมเป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และ Big Data มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากร รวมถึงการทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงยุติธรรม การมีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่าง พล.ต.อ.อัคราเดช จะช่วยเร่งรัดการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ลดอัตราการเกิดอาชญากรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงที่ผ่านมา ไทยเผชิญปัญหาอาชญากรรมที่หลากหลาย เช่น การหลอกลวงออนไลน์ ค้าปืนเถื่อน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การเสริมทีมงานระดับสูงจึงเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของ ผบ.ตร. ในการสร้างสังคมปลอดภัย

ผลกระทบและมุมมองต่อสังคม

การเคลื่อนไห้นี้ไม่เพียงเสริมกำลังภายใน สตช. แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่กำลังกังวลกับข่าวอาชญากรรมรุนแรง หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ เราอาจเห็นสถิติอาชญากรรมลดลงในปีหน้า นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการบริหารงานที่ยืดหยุ่น ใช้บุคลากรเก่งๆ มาช่วยผลักดันนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามผลการปฏิบัติจริง เพราะการป้องกันอาชญากรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ตำรวจเท่านั้น ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และประชาชนต้องช่วยกันรายงานข้อมูลเพื่อป้องกันแต่เนิ่นๆ

ในฐานะนักสังเกตการณ์ สรุปว่าการ “ผบ.ตร.” เซ็นตั้ง “อัคราเดช” ที่ปรึกษา สตช. งานป้องกันอาชญากรรม เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากดำเนินการต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับความมั่นคงของชาติได้แน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารตำรวจและความมั่นคงจากเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “ผบ.ตร.” เซ็นตั้ง “อัคราเดช” ที่ปรึกษา สตช. งานป้องกันอาชญากรรม

ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินเหยื่อ

ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าโครงการ “Money Cash Back” ปันสุขปีใหม่ คืนเงินผู้เสียหายคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 1.17 ล้านบาท โครงการ ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นของขวัญปีใหม่จากตำรวจภูธรภาค 2 ให้กับประชาชน

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พล.ต.ต.เอกภพ อินทวิวัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และโฆษกตำรวจภูธรภาค 2 เปิดเผยผลการดำเนินงานตามโครงการ “Money Cash Back : ปันสุขปีใหม่ คืนเงินให้ผู้เสียหายคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ที่มุ่งเน้นการเร่งรัดติดตามทรัพย์สินและคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

ตำรวจภูธรภาค 2 โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเสม็ด จังหวัดชลบุรี สามารถทลายเครือข่ายบัญชีม้า คอกม้า และขบวนการเดินเงินสดของกลุ่มอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อนที่เงินจะถูกโอนออกนอกประเทศ พร้อมติดตามทรัพย์สินและนำเงินสดคืนสู่มือผู้เสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเชิงรุก มุ่ง “ตัดวงจรการเงิน” ของคนร้าย ควบคู่กับการเร่งคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับประชาชน

สำหรับคดีสำคัญ เจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวสืบสวนในเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ พบการลักลอบซื้อ–ขายและเช่าบัญชีม้า ก่อนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาได้หลายเครือข่าย ตรวจยึดเงินสดรวมกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมของกลางจำนวนมาก และทยอยคืนเงินให้ผู้เสียหายหลายรายครบถ้วน

ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

สรุปผลการดำเนินงาน

  • คืนเงินผู้เสียหายรวม: 1,177,063.04 บาท
  • อายัดเงินในระบบ: มากกว่า 1.4 ล้านบาท
  • เชื่อมโยงคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี: รวม 81 คดี
  • มูลค่าความเสียหาย: กว่า 80 ล้านบาท

โฆษกตำรวจภูธรภาค 2 ย้ำว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกและการบูรณาการร่วมกันของตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีและสถานีตำรวจภูธรเสม็ด ที่สามารถ “กระชากเงินคืนจากมือมิจฉาชีพ” ก่อนถูกโอนออกนอกประเทศ นำเงินกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง เปรียบเสมือนของขวัญปีใหม่ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน

โครงการปันสุขปีใหม่ Money Cash Back คืออะไร?

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการติดตามและคืนเงินที่ถูกโกงไปกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชน

การที่ตำรวจภูธรภาค 2 สามารถทลายเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและคืนเงินให้ผู้เสียหายได้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมและช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังมิจฉาชีพว่าการกระทำของพวกเขาจะไม่รอดพ้นจากการถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างแน่นอน

สำหรับประชาชนทั่วไป การตระหนักถึงภัยคุกคามทางเทคโนโลยีและการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวและทำธุรกรรมออนไลน์ และหากตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ควรรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

โครงการ ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคืนเงิน แต่เป็นการคืนความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เป็นของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่ง

ที่มา – ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นายกฯ ปลื้ม นานาชาติร่วมถกต้านสแกมเมอร์

นายกฯ ปลื้มนานาชาติร่วมถกต้านสแกมเมอร์ เผยจีนขอบคุณไทยส่งตัวร้ายกลับประเทศ แซะกัมพูชาเบี้ยวประชุมชี้เห็นเจตนาบางอย่าง

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังร่วมงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ ว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้คือผลสำเร็จจากการที่รัฐบาลไทยเคยอาสาเป็นเจ้าภาพไว้ในเวทีเอเปกและอาเซียน ซึ่งได้รับความร่วมมือดีเกินคาด มีรัฐมนตรีอาวุโสจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า นานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก อย่างประเทศโมร็อกโกที่ส่งรัฐมนตรีมาถึง 3 คน ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนส่งนายหลิว จง อี ผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบสแกมเมอร์มาร่วมด้วย และวันนี้ได้เจอกับนายหลิว จง อี คำแรกที่เขาพูดคือขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะการส่งตัวอาชญากรตัวร้ายๆ กลับไปดำเนินคดีที่จีน ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการส่งตัวในลักษณะนี้มาก่อน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การยึดทรัพย์และตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผ่านมา ไม่ได้ทำเพื่อตามกระแสสังคม แต่เป็นการทำลายเครือข่ายคนชั่วที่เชื่อมโยงกันอย่างจริงจัง ส่วนประเด็นที่ประเทศกัมพูชาไม่ส่งตัวแทนมาร่วมประชุม ก็แสดงให้เห็นถึงอะไรบางอย่าง แต่ไทยในฐานะเจ้าภาพไม่ได้กังวล เพราะเราแยกแยะออกระหว่างปัญหาชายแดนกับความร่วมมือสากล และการที่กัมพูชาไม่มาก็ไม่มีผลกระทบต่อการเดินหน้าของไทย เพราะเรามีแผนงานชัดเจนใน “ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ” ที่ประกอบด้วย 5P Policy (นโยบาย) Protection (การคุ้มครอง) Prosecution (การฟ้องร้องดำเนินคดี) Partnership (พันธมิตรความร่วมมือ) Prevention (การป้องกัน) ทั้งหมดนี้เป็นการส่งสัญญาณไปทั่วโลกว่า ประเทศไทยเอาจริงกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ

นายกฯ ปลื้มนานาชาติร่วมถกต้านสแกมเมอร์

จากข่าวที่ท่านนายกฯ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความสำเร็จในการจัดการประชุมนานาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต หรือ สแกมเมอร์นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน การที่นานาชาติให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงเป็นสัญญาณที่ดีว่าทั่วโลกกำลังตระหนักถึงภัยคุกคามจากสแกมเมอร์และพร้อมที่จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศในการต้านสแกมเมอร์

การที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โมร็อกโก จีน หรือชาติอื่นๆ ต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามจากสแกมเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ นโยบาย 5P ที่รัฐบาลไทยนำมาใช้นั้นเป็นแนวทางที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตั้งแต่การคุ้มครองประชาชน การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด การสร้างพันธมิตรความร่วมมือ การป้องกันอาชญากรรม ไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตรวจจับและป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถเอาชนะสแกมเมอร์ได้

การที่นายกฯ ปลื้มนานาชาติร่วมถกต้านสแกมเมอร์ นั้นถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่เรายังต้องทำงานกันต่อไปอย่างหนักเพื่อให้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์หมดไปจากสังคมไทยและสังคมโลก

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านสแกมเมอร์! หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – นายกฯ ปลื้มนานาชาติร่วมถกต้านสแกมเมอร์ เผยจีนขอบคุณไทยส่งตัวร้ายกลับประเทศ

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

“โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ จากปัญหาสแกมเมอร์ให้กลับมาที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอีกครั้ง เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

เมื่อเวลา 14.29 น. วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเสียใจที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาและได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่า นี่คืออีกเหตุการณ์ที่แสดงถึงความป่าเถื่อนและไม่เคารพข้อตกลงใดๆ ระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตนเชื่อว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชา เป็นความพยายามที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพที่มีเรื่องของการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์อย่างสแกมเมอร์เอาไว้ด้วย ซึ่งส่งผลเสียหายต่อแหล่งรายได้ของกัมพูชา ตลอดจนภาพลักษณ์นานาอารยประเทศที่เข้ามาว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยแรงกดดันของสังคมไทยที่มีต่อรัฐบาลไทย ประกอบกับแรงกดดันจากนานาชาติ ซึ่งในระยะหลังทำให้มีการออกหมายจับกับบรรดาบุคคลสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ก๊กอาน หรือลียงพัด ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลฮุนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยได้เป็นสรวงสวรรค์ของการฟอกเงินผิดกฎหมายของอาชญากรข้ามชาติในกัมพูชา รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจระดับห้าดาวเพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการสแกมคนทั่วโลก ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศไทยมีปฏิบัติการเชิงรุกต่อแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กัมพูชาจะไม่มีทางอยู่เฉยเรื่องนี้ เพราะรายได้จากการหลอกลวงคนทั่วโลกในกัมพูชาคิดเป็น 60% ของจีดีพีกัมพูชา

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าการวางทุ่นระเบิด จึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากฝ่ายไทยในเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนโดยกัมพูชาหวังว่าจะใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นประเทศเล็กเป็นเหยื่อเพื่อหลอกลวงคนทั่วโลกว่าฝ่ายไทยได้รังแกกัมพูชา ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าฝ่ายกัมพูชาได้ติดตามข่าวสารจากเมืองไทยอย่างใกล้ชิดและพยายามใช้ความได้เปรียบตรงนี้เพื่อทำให้เรื่องราวของสแกมเมอร์ถูกลดความสำคัญลงไป

จึงมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

  • 1. นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการ และอนุมัติงบประมาณอย่างเร่งด่วนให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาที่ถูกลงเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถที่จะมอนิเตอร์พื้นที่ปฏิบัติการหรือแนวปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านหนึ่งก็จะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย อีกด้านหนึ่งก็จะได้เห็นกันไปเลยว่าทหารกัมพูชาได้มีการวางทุ่นระเบิดอย่างไรตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในการเอาไปบอกกล่าวกับนานาอารยประเทศ
  • 2. งานต่างประเทศต้องทำเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เพื่อให้ประเทศต่างๆได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้เขารู้ก่อนจากกัมพูชาแล้วเราค่อยไปแก้ตัวทีหลัง ทำแบบนี้จะสร้างความรู้สึกว่าประเทศไทยแค่เพียงแก้ตัวเท่านั้น
  • 3. เสนอให้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมายที่บุคคลที่มีความสำคัญหรือความใกล้ชิดต่อรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นฮุนโต ที่มีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เกี่ยวข้องกับ บริษัท ฮุ่ยวัน ซึ่งถูกทางการ FinCEN ของสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรและจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ผมทราบทางการไทยก็มีข้อมูลของบริษัทนี้เช่นเดียวกัน การออกหมายจับ และการยึดอายัดทรัพย์ของฮุนโตจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
  • 4. ตัดแขนตัดขาเครือข่ายที่กำลังทำปฏิบัติการฟอกเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรณีของเครือข่ายนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของสมเด็จฮุนเซน ใช้พาสปอร์ตทางการทูตของกัมพูชาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองไทย รัฐบาลสมควรจะเปิดปฏิบัติการใกล้ชิดในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้เพื่อทำให้การฟอกเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาในประเทศไทยถูกทำลายลง นอกจากนี้สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ก็สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ถึงเวลาประเทศไทยทำลายล้างเครือข่ายพวกนี้ให้สิ้นซากได้แล้ว

หวังรัฐบาลเข้าใจ

“ผมหวังว่ารัฐบาลจะมองปัญหาครั้งนี้อย่างเข้าใจ และตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตกฉาน และแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น เชื่อว่าแนวทางนี้จะทะลุใจกลางปัญหาที่มีระหว่างไทยและกัมพูชา” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่ากัมพูชากำลังใช้การวางทุ่นระเบิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของกัมพูชาเอง เขาได้เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดเพื่อตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ในประเทศไทย

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

มาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับนานาชาติเพื่อให้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างแรงกดดันต่อกัมพูชาให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ และการตัดวงจรฟอกเงินในประเทศไทย จะเป็นการทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ และส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้ประเทศเป็นที่พักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ทำไมต้องตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับ “กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน?

การฟอกเงินเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามมาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอ จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด การที่นายรังสิมันต์ออกมาให้ความเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

“สงคราม” ชี้รัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี กังขาเหตุใด “ไชยชนก”เบี้ยวแจงกมธ.ดีอี คดีสินบน 40 ล้านหลังยกหินทุ่มขาตัวเอง

วันที่ 10 ต.ค. 2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษานางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่ประหลาดใจที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ปฏิเสธมาชี้แจงต่อคณะกมธ.ดีอี กรณีสินบน 40 ล้านบาทที่พูดกลางประชุมสภา ดังนั้น การที่นายไชยชนก เลือกที่จะหนีไม่ยอมรับการตรวจสอบจากคณะกมธ.ดีอี ที่เชิญมาชี้แจง อาจจะมาจากไม่รู้จะตอบอย่างไรหรือเกรงว่าหากตอบไปอาจกระทบกับคนใกล้ตัว เพราะนายไชยชนก พูดเองว่าคนที่มาติดต่อเป็นเพื่อนสมาชิกในพรรคการเมือง ดังนั้นจากการกระทำของนายไชยชนก หลายฝ่ายกังขาว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

ห่วงคอลเซ็นเตอร์กลับมาอาละวาด

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนคนไทย คิดเป็นมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท 2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ 1441 ของประเทศไทย หรือ เอโอซี พบว่าความเสียหายที่กลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย อยู่ที่เดือนละ 1,000 ล้านบาท หรือ ปีละ 12,000 ล้านบาท หากรัฐบาลไม่มีนโยบายในการปราบปรามที่เข้มข้นหรือไม่ชัดเจน ประชาชนหวั่นใจว่าอาชญากรรมเหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยอีกครั้งอย่างแน่นอน

โวยโยกย้ายคนทำคดีนั่งตบยุง

“ภายหลังเข้ามาบริหารประเทศ พฤติกรรมรัฐบาลส้มอุ้มที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น คำพูดต่างจากการกระทำโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากความพยายามตัดตอนคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เพราะคำสั่งแรกของ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือ การโยกย้ายข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่กำลังทำคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับคนโตบุรีรัมย์ มานั่งตบยุงหน้าห้องรัฐมนตรี จึงเป็นการตัดตอนการสืบหาความจริงในคดีสำคัญ นอกจากนี้ยังสามารถยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะส่งคนของตนเองเข้ามาควบคุมอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี -รัฐมนตรีหลายกระทรวง ดังนั้นกรณีที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. จึงไม่เป็นจริง คำว่า ความยุติธรรมต้องไม่ถูกทำลาย คือคำพูดที่ติดปากเท่านั้น เพราะความจริงที่เกิดขึ้นมันย้อนแย้งกับคำพูดของผู้นำรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง” นายสงคราม

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายสงครามได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ การกระทำเหล่านี้สร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศ

เจาะลึกประเด็น “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

ประเด็นหลักที่นายสงครามเน้นย้ำคือความพยายามในการ “ตัดตอน” คดีสำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจนำไปสู่การบิดเบือนความจริง และการช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นจากความรับผิดชอบ การโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส

ความกังวลอีกประการหนึ่งคือการที่รัฐบาลอาจใช้ตำแหน่งและอำนาจในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือส่วนตัว การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการของความยุติธรรม และอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล

นอกจากนี้ นายสงครามยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ปฏิเสธไม่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ กรณีสินบน 40 ล้านบาท การกระทำดังกล่าวสร้างความเคลือบแคลงสงสัย และอาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และรักษาไว้ซึ่งหลักการของความยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพหลักการของความยุติธรรม การใช้อำนาจโดยมิชอบและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเรียกร้องให้มีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน เราต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนอนาคตของประเทศ

ที่มา – “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี

จเรตำรวจฯ สั่งเดินหน้า ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้า

จเรตำรวจแห่งชาติสั่งเดินหน้า Warroom IAC และ ศปอส.ตร. ปราบคอลเซ็นเตอร์ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ ตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรม

วันที่ 7 ก.ย. 68 มีรายงานว่า วานนี้ (6 ก.ย.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า การดำเนินการของ Warroom IAC เป็นการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับหลายภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในภาพรวมของนานาประเทศ

โดยศปอส.ตร. เป็นอีกหนึ่งศูนย์ที่ปฏิบัติการเสริม Warroom IAC ในการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ จึงได้สั่งการในที่ประชุม ศปอส.ตร. ให้เร่งรัดการปฏิบัติและการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ เพื่อตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบมากขึ้นในทุกพื้นที่ โดยให้เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติด้วย ที่ผ่านมา ศปอส.ของพื้นที่ต่างๆ ได้เปิดปฏิบัติการจับกุมซิมผี บัญชีม้า อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งข้อมูลจาก ศปอส.ตร. ว่ามีกลุ่มบุคคลตระเวนพาบัญชีม้าถอนเงินสดจากธนาคารสาขา และตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนหลายครั้ง จึงทำการสืบสวน จนกระทั่งวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ทางชุดสืบสวนทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเดินทางมาถอนเงินจากสาขา และตู้เอทีเอ็ม ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมกลุ่มบุคคลดังกล่าว จนพบว่ามีบุคคลต้องสงสัยพาบุคคลอื่นมาถอนเงินออกจากบัญชีจำนวนมากและหลายครั้ง มีการยืนเฝ้ารอจนกว่าบุคคลเจ้าของบัญชีจะถอนเงินเสร็จ และรับมอบเงินสดทันที จึงได้เข้าตรวจสอบกลุ่มผู้ต้องสงสัย

จากการตรวจสอบพบว่ามีการถอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคารที่รับเงินจากการหลอกลวงผู้เสียหายผ่านระบบคอมพิวเตอร์จริง และได้มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว จึงได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ น.ส.ณัฐนิช อายุ 40 ปี เป็นผู้ว่าจ้าง ควบคุมสั่งการ และ น.ส.สายธารอายุ 19 ปี เป็นผู้ถอนเงินสด พร้อมด้วยของกลาง เงินสดจำนวน 90,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคาร

จึงดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันพยายามฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่” นำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนิคมอุตสาหกรรม จังหวัดลำพูน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และรับว่าเงินสดจำนวน 90,000 บาท ของกลางในคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดไว้ ไม่ใช่เงินสดของตน และไม่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ใดๆ หากมีการนำเงินสดดังกล่าวคืนกลับแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนผู้เสียหายต่อไป

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวต่อว่า จากนี้ Warroom IAC จะเดินหน้าเต็มกำลังในการขับเคลื่อนการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะฐานใหญ่ของโลกในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ และหน่วยงานต่างๆ ของไทย ทำให้สามารถร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินการได้ชัดเจนขึ้น และนอกจาก Warroom IAC จะเดินหน้าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติแล้ว ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีอย่างรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำเงินที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงิน นำกลับคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ตามปฏิบัติการ Money Cash Back.

จเรตำรวจฯ สั่งเดินหน้า Warroom IAC-ศปอส.ตร. ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่

เป้าหมายสำคัญคือการปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่

การที่จเรตำรวจแห่งชาติสั่งเดินหน้า Warroom IAC และ ศปอส.ตร. เพื่อ ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การจับกุมผู้ต้องหาในจังหวัดลำพูนเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นสัญญาณที่ดีว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มงวดขึ้น การติดตามเส้นทางการเงินและการอายัดบัญชีอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและตัดวงจรอาชญากรรม ปฏิบัติการ Money Cash Back เป็นแนวทางที่น่าสนใจที่จะช่วยให้ผู้เสียหายได้รับเงินคืน

การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักรู้ถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – จเรตำรวจฯ สั่งเดินหน้า Warroom IAC-ศปอส.ตร. ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่

Scroll to top