การปราบโกง

กมธ.ป.ป.ช. เยือน ป.ป.ช. จับมือปราบโกง เน้นทำงานเชิงรุก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดทาง กมธ.ป.ป.ช. เยือน ป.ป.ช. จับมือปราบโกง เน้นทำงานเชิงรุก-เร่งรัดคดีสำคัญ เพื่อให้การตรวจสอบการทุจริตในบ้านเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมองเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

กมธ.ป.ป.ช. เยือน ป.ป.ช. จับมือปราบโกง เน้นทำงานเชิงรุก

เหตุการณ์นี้นำโดยคุณอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ที่นำทีมเข้าไปเยี่ยมเยียนสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ค้างคาและยกระดับกลไกการตรวจสอบให้ทันสมัย ท่ามกลางกระแสสังคมที่จับตามองคดีทุจริตต่างๆ อยู่ในขณะนี้

กมธ.ป.ป.ช. เยือน ป.ป.ช. จับมือปราบโกง และแนวทางก้าวต่อไป

ในการหารือครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าติดตามอยู่หลายเรื่องเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • การเร่งรัดคดีสำคัญ: มีการกำชับให้ ป.ป.ช. เร่งดำเนินการตอบกลับเรื่องร้องเรียนจากคณะกรรมาธิการฯ ทั้ง 35 คณะ เพื่อให้ประชาชนได้รับความกระจ่างโดยเร็ว
  • การเสนอปรับแก้กฎหมาย: เตรียมเสนอกฎหมายผ่านรัฐบาลจำนวน 4-6 ฉบับ เพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายเก่าให้มีความทันสมัยและปิดช่องโหว่การทุจริต
  • การประชุมเชิงรุก: ตกลงที่จะมีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าของคดีต่างๆ อย่างใกล้ชิด

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในอนาคตจะกระทบงานหรือไม่ ซึ่งทางประธานกรรมาธิการฯ ได้ยืนยันอย่างมั่นใจครับว่า การสานต่อความร่วมมือนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ ป.ป.ช. ในเร็วๆ นี้ก็ตาม เพราะนี่คือกลไกการทำงานที่มุ่งหวังประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ในมุมมองของผม การที่สภาฯ และองค์กรอิสระหันมาจับมือกันอย่างจริงจังแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดีมากครับ เพราะการปราบโกงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันผลักดัน หวังว่าการเคลื่อนไหวนี้จะทำให้คดีความต่างๆ มีความคืบหน้าและแสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงแข็งขันเสมอ เรามาร่วมกันเป็นกำลังใจและคอยติดตามผลงานกันต่อไปครับว่า กฎหมาย 4-6 ฉบับที่ว่านี้ จะสามารถพลิกโฉมการตรวจสอบการทุจริตในบ้านเราได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “กมธ.ป.ป.ช.” เยือน ป.ป.ช. จับมือปราบโกง เน้นทำงานเชิงรุก-เร่งรัดคดีสำคัญ

“พริษฐ์” ขอ 8 ก.พ. เปิดประตูบานแรก แก้ รธน.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ “พริษฐ์” ขอ 8 ก.พ. เปิดประตูบานแรก แก้ รธน.- “จาตุรนต์” ยัน พท. เสนอเป็นนโยบายแล้ว ในงานรณรงค์ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ขึ้นเวทีปราศรัยอย่างดุเดือด เชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิ์กาเห็นชอบในการทำประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เต็มไปด้วยปัญหาเรื้อรัง

“พริษฐ์” ขอ 8 ก.พ. เปิดประตูบานแรก แก้ รธน.- “จาตุรนต์” ยัน พท. เสนอเป็นนโยบายแล้ว

พริษฐ์ยืนยันใน 2 สถานะ ทั้งตัวแทนพรรคประชาชนและประชาชนคนหนึ่ง โดยเปรียบเทียบว่ารัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุด เหมือนกติกาฟุตบอลที่ลิเวอร์พูลกับแมนยูต้องร่วมมือกันถ้ากติกาไม่โปร่งใส หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ เราจะติดกับปัญหาใหญ่ๆ เช่น

  • สตง. เข้มงวดใบเสร็จครู แต่หละหลวมตรวจตึกตัวเอง
  • ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามจากคดีแหวนแหวนนาฬิกา สินบนทองคำ
  • ส.ส. ย้ายพรรคหลังเลือกตั้ง ไม่ขออนุญาตประชาชน
  • สว. อำนาจล้นฟ้า ชี้ขาดองค์กรอิสระ แต่ที่มาไม่ยึดโยงประชาชน
  • กกต. ทำงานค้านสายตา ถอดถอนไม่ได้

พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขรายมาตราเกือบ 30 ร่าง แต่ผ่านแค่ 1 ร่างเพราะติดเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 หากแก้รายมาตรา สว. จะยังชี้ขาดได้ แต่ถ้าประชามติชนะ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินผ่าน สสร. โดยตรง

พริษฐ์เตือน หากแพ้ 8 ก.พ. ประตูแก้ รธน. ปิดสนิท

“การทำประชามติ 8 ก.พ. คือเดิมพันอนาคต ถ้าชนะจะเปิดประตูบานแรก แต่ถ้าแพ้ รัฐสภาจะตีความว่าประชาชนชอบ รธน.60 ไม่ยอมแก้รายมาตราใดๆ” พริษฐ์กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ชนะขาด เพื่อตอกย้ำฉันทามติจากทุกสีการเมือง

ต่อมา นายจาตุรนต์ ฉายแสง จากพรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการรณรงค์ ย้ำว่ารัฐธรรมนูญ 8 ปีพิสูจน์แล้วว่าเอื้อโกงมากกว่าปราบโกง ดัชนีคอร์รัปชันถดถอยเพราะองค์กรอิสระไม่เป็นอิสระ อยู่ใต้ คสช. สว.แต่งตั้ง สิทธิเสรีภาพถูกบิดเป็นหน้าที่ ลดทอนการศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูป ล็อคนโยบาย ทำให้ไทยล้าหลัง ไม่ปรับตัวทันโลก พรรคเพื่อไทยเคยรณรงค์ปี 2562 แต่ถูกโกงประชามติไม่เสรี ตอนนี้เสนอเป็นนโยบายชัดเจนต่อ กกต. แล้ว จุดยืนชัด ไม่ต้องสงสัย

การแก้รายมาตราเสียเวลา สิ้นเปลือง สว.ขวาง ดังนั้นต้องทำฉบับใหม่โดย สสร. จากประชาชน เพื่อเชื่อมโยงกับประชาชนแท้จริง

สรุปแล้ว “พริษฐ์” ขอ 8 ก.พ. เปิดประตูบานแรก แก้ รธน.- “จาตุรนต์” ยัน พท. เสนอเป็นนโยบายแล้ว สะท้อนฉันทามติกว้างขวาง การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ประโยชน์พรรคการเมือง แต่เพื่อระบบการเมืองโปร่งใส ประชาชนเป็นใหญ่

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองที่จะหลุดพ้นจากกรอบเก่าที่กดทับประชาชนมานาน คุณพร้อมจะกาเห็นชอบเพื่ออนาคตที่ดีกว่าไหม? อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ 8 ก.พ. นี้ แล้วมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – “พริษฐ์” ขอ 8 ก.พ. เปิดประตูบานแรก แก้ รธน.- “จาตุรนต์” ยัน พท. เสนอเป็นนโยบายแล้ว

“ไทยสร้างไทย” ทุบทุนเถื่อน! 6 แนวทางแก้โกง

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ สร้างการเมืองสุจริต เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2568) พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีสัมมนา “ทุบทุนเถื่อน” ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน

คุณหญิงสุดารัตน์ ประกาศจุดยืนว่า พรรคไทยสร้างไทย “ไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า “คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก” เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใส และยุติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมระบุการโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ “ขบวนการสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริต และกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 49% ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิ หรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมสิบปี มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยและตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้ “คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย “ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์” โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด

พรรคไทยสร้างไทย เสนอมาตรการ “ทุบทุนเถื่อน” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตดังนี้:

“ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน

  1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
  2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน เสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรธน. ได้
  3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม. ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้.
  4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน
  5. ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ
  6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน (โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน

ทำไมต้อง “ทุบทุนเถื่อน”?

การดำเนินการเพื่อ “ทุบทุนเถื่อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการปราบปรามการทุจริต แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย หากเราสามารถลดการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้ จะส่งผลให้:

  • การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมมากขึ้น
  • ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ
  • ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำว่า การ “ทุบทุนเถื่อน” เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้

การที่พรรคไทยสร้างไทยผลักดันนโยบาย “ทุบทุนเถื่อน” อย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย การทุจริตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการโกงกิน แต่เป็นการทำลายโอกาสและความหวังของคนไทยทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนและผลักดันนโยบายนี้ เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวอยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

Scroll to top