การปราศรัย

“เท้ง” นำคาราวานผู้สมัคร สก. ขอคะแนนช่วงโค้งสุดท้าย

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครกันแล้ว บรรยากาศการเมืองในเมืองหลวงดูจะร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่แฟนคลับรู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทัพผู้สมัคร สก. พรรคประชาชน ลงพื้นที่เดินสายขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนอย่างเข้มข้น

“เท้ง” นำคาราวานผู้สมัคร สก. ขอคะแนนช่วงโค้งสุดท้าย

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเดินสายธรรมดา แต่เป็นการรวมพลังคาราวานรถแห่ที่นำผู้สมัคร สก. ของพรรคประชาชนจากเขตชั้นในออกมาพบปะชาวกรุง เพื่อตอกย้ำว่าทางพรรคพร้อมแล้วที่จะอาสาเข้ามาบริหาร กทม. โดยมี ดร.โจ หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เป็นความหวังในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 10 ที่จะนำพานโยบายดีๆ ไปสู่การปฏิบัติจริง

เส้นทางคาราวานและการตอบรับจากประชาชน

ตลอดเส้นทางคาราวานที่ถือว่าผ่านใจกลางเมืองที่สำคัญ เริ่มต้นจากตลาดวัดแขก เขตบางรัก ไล่เรียงไปจนถึงปทุมวัน พญาไท ดุสิต จนไปสิ้นสุดที่ย่านเยาวชน เขตสัมพันธวงศ์ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากออกมาให้กำลังใจ “เท้ง” นำคาราวานผู้สมัคร สก. ขอคะแนนช่วงโค้งสุดท้าย อย่างอบอุ่น โดยจุดที่น่าจดจำที่สุดคือการที่ประชาชนนำน้ำส้ม 10 ขวดมามอบให้เป็นของขวัญ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้กล่าวติดตลกว่า ขอให้พลังของส้ม 10 ขวดนี้กลายเป็น สก. ทั้ง 50 เขต

ทำไมต้องเป็นพรรคประชาชน? คำถามนี้ถูกย้ำผ่านการปราศรัยในแต่ละจุด โดยทีมงานเน้นย้ำถึงเรื่อง:

  • เจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการพลิกโฉม กทม.
  • ความพร้อมของทีมบริหารที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื้อรัง
  • นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเพียง 8 วันก่อนวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ คือช่วงเวลาตัดสินใจครั้งสำคัญของชาวกรุงเทพมหานคร การที่“เท้ง” นำคาราวานผู้สมัคร สก. ขอคะแนนช่วงโค้งสุดท้ายครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาชนต้องการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารส่วนท้องถิ่นขึ้นมาจริงๆ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเห็น กทม. เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เพราะทุกคะแนนของคุณคือพลังตัวจริงในการกำหนดอนาคตเมืองหลวงของเราครับ

ที่มา – “เท้ง” นำคาราวานผู้สมัคร สก. ขอคะแนนช่วงโค้งสุดท้าย ขอโอกาสพรรคประชาชนบริหาร กทม.

“โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งทั่วไป “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต” กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างกระแสในจังหวัดมหาสารคาม พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายโสภณ ซารุมย์ รองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรค ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนท้องถิ่น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในนโยบายที่ชัดเจนและผลงานที่จับต้องได้

“โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ที่สนามฟุตบอลที่ว่าการอำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม มีประชาชนกว่า 2,000 คนมาร่วมฟังการปราศรัยปิดเวทีหาเสียงของนายประวัติ ทองสมบูรณ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 5 บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น นายโสภณ ซารุมย์ ขึ้นเวทีด้วยรอยยิ้มมั่นใจ ประกาศชัดเจนว่า ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยทั้ง 6 เขตในจังหวัดนี้ จะสามารถปักธงชัยได้ไม่น้อยกว่า 5 เขต เปลี่ยนสีทางการเมืองของมหาสารคามให้เป็นสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย สีน้ำเงินที่หมายถึงความมั่นคง สงบสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นโยบายเด่นที่ประชาชนให้การยอมรับ

สิ่งที่ทำให้ “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต ได้รับการสนับสนุนอย่างมาก คือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องของผู้สมัครทุกเขต ที่เข้าใจปัญหาชาวมหาสารคามอย่างแท้จริง นโยบายหลักที่ถูกพูดถึง ได้แก่

  • เศรษฐกิจพื้นฐาน: โครงการคนละครึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
  • เกษตรกรรม: จัดการราคาสินค้าเกษตรให้เป็นธรรม สนับสนุนเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวมหาสารคาม
  • ความมั่นคงชายแดน: เสริมแนวป้องกันชายแดน ลดปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ
  • สวัสดิการสังคม: เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัวยากจน
  • การต่างประเทศ: ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่พาภูมิภาคไทยมีบทบาทบนเวทีโลกอย่างสง่างาม

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นผลงานที่พิสูจน์แล้วในอดีต ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น พรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้ประเทศ

บทบาทพรรคภูมิใจไทยในเวทีโลก

นายโสภณเน้นย้ำถึงผลงานด้านการทูตของพรรค โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้แสดงจุดยืนชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภูมิภาค การค้า และความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ถูกนำเสนอต่อประชาชนในเวทีหาเสียง ทำให้ได้กระแสตอบรับดีเยี่ยม มหาสารคามซึ่งเป็นจังหวัดเกษตรกรรมที่ต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม จึงเห็นตรงกันว่าสีน้ำเงินคือทางเลือกที่ใช่

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากไทยผ่านรัฐบาลผสมหลายชุดที่ไม่มั่นคง นายโสภณเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อเลือกอนาคตที่เดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง พรรคภูมิใจไทยพร้อมนำสีน้ำเงินสู่ทุกจังหวัด รวมถึงมหาสารคามที่กำลังจะกลายเป็นฐานที่มั่น

จากกระแสที่เห็นได้ชัด “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น หากคุณเป็นคนมหาสารคามหรือสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามผลการเลือกตั้ง และคิดถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่มั่นคงกันเถอะ!

ที่มา – “โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

“ศุภจี” ปราศรัยหนองบัวแดง ขอภูมิใจไทยปักธงชัยภูมิ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวชัยภูมิและคนรักการเมืองไทยทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวสุดคึกคักจากเวทีหาเสียงที่กำลังร้อนแรงในจังหวัดชัยภูมิมาฝากกันครับ โดยเฉพาะเรื่อง “ศุภจี” ปราศรัยหนองบัวแดง ขอภูมิใจไทยปักธงชัยภูมิ ชูนโยบายเกษตรยกทั้งระบบ ดันราคาพืชไร่ ที่กลายเป็นประเด็นฮอตของชาวบ้านในพื้นที่หนองบัวแดงไปแล้ว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ได้นำทัพแกนนำพรรคและผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 7 เขตบุกเวทีปราศรัยอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ

บรรยากาศวันนั้นคึกคักสุดๆ เลยครับ ประชาชนแห่กันมาร่วมฟังเพียบ พวงมาลัยดอกดาวเรืองถูกนำมามอบให้ผู้สมัครและทีมงานไม่ขาดสาย แสดงถึงกำลังใจล้นเหลือจากพี่น้องชาวชัยภูมิ โดยเฉพาะการสนับสนุน “ไอเดียร์” หรือน.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 ที่ได้รับการหนุนหลังเต็มสูบจากพรรค

“ศุภจี” ปราศรัยหนองบัวแดง ขอภูมิใจไทยปักธงชัยภูมิ

ในการปราศรัยครั้งนี้ นางศุภจีได้ย้ำจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจชัยภูมิ พรรคพร้อมหนุนผู้สมัครอย่างเต็มที่ หากได้ไว้วางใจจากประชาชน จะผลักดันนโยบายในสภาให้ตรงใจชาวบ้านมากที่สุด

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการชู นโยบายเกษตรยกทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกษตรกรเผชิญมานาน ไม่ใช่แค่แจกเงินหรือช่วยชั่วคราว แต่เป็นการยกระดับทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่ผลิต กระจาย จนถึงตลาด เพื่อให้ราคาพืชไร่เช่นมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงานอยู่ได้จริง สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ชูนโยบายเกษตรยกทั้งระบบ ดันราคาพืชไร่

มาดูรายละเอียดนโยบายเจ๋งๆ ที่ “ศุภจี” ปราศรัยหนองบัวแดง กันแบบละเอียดเลยครับ พรรคภูมิใจไทยมีแผนชัดเจน ดังนี้:

  • คุมเข้มด่านชายแดน: ปิดช่องทางลักลอบนำเข้าพืชไร่จากเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่ทำให้ราคาตกต่ำและบิดเบือนตลาด
  • สร้างกลไกราคาเสถียร: บริหารสต็อก กระจายผลผลิต เชื่อมตลาดกับโรงงานแปรรูป ให้ราคาหน้าฟาร์มยุติธรรม
  • ยกระดับเกษตรกร: จากผู้ขายผลผลิตสู่ผู้ประกอบการ ด้วยการสนับสนุนแปรรูป เพิ่มมูลค่า ส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์
  • เชื่อมโยงทรัพยากร: แหล่งทุน เทคโนโลยี ตลาดใหม่ ลดต้นทุนปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ เชื้อเพลิง โลจิสติกส์
  • แก้โครงสร้างต้นทุน: มาตรการเชิงระบบ ให้เกษตรกรวางแผนผลิตได้ มีรายได้มั่นคงยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีจุดยืนมั่นคงทางสังคม เช่น เร่งปราบสแกมเมอร์ เครือข่ายทุนสีเทา และไม่สนับสนับกาสิโน เพื่อปกป้องเศรษฐกิจชุมชน

ส่วนน.ส.สุชาดา ผู้สมัครเขต 4 ก็ประกาศพร้อมกลับมาทำงานให้ชาวชัยภูมิอีกครั้ง เน้นลงพื้นที่ใกล้ชิด นำปัญหาปากท้อง เกษตร เศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษาเท่าเทียม เข้าสภาแก้ไขจริงจัง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอนาคตให้เยาวชน

พูดถึง “ศุภจี” ปราศรัยหนองบัวแดง ขอภูมิใจไทยปักธงชัยภูมิ ชูนโยบายเกษตรยกทั้งระบบ ดันราคาพืชไร่ ครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยเข้าใจปัญหาชาวบ้านจริงๆ โดยเฉพาะจังหวัดเกษตรอย่างชัยภูมิที่พึ่งพาพืชไร่เป็นหลัก ถ้านโยบายนี้ได้ไปต่อ เกษตรกรจะหลุดพ้นวงจรราคาตกต่ำได้แน่นอน มันไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นการเปลี่ยนระบบทั้งหมดให้ยั่งยืน

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่การเมืองไทยควรมีมากขึ้น การหาเสียงที่ชูปัญหาเชิงระบบแบบนี้ ทำให้ประชาชนมีหวัง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเกษตรกรมีรายได้มั่นคง ชุมชนชัยภูมิจะคึกคักแค่ไหน เศรษฐกิจท้องถิ่นจะโตแบบก้าวกระโดด!

คุณคิดเห็นยังไงกับนโยบายนี้บ้าง? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ หรือแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วย หากสนใจติดตามข่าวการเมืองท้องถิ่นและนโยบายช่วยเกษตรกร ลองกดติดตามบล็อกนี้ไว้เลย จะมีอัปเดตเจ๋งๆ มาให้เรื่อยๆ นะครับ

ที่มา – “ศุภจี” ปราศรัยหนองบัวแดง ขอภูมิใจไทยปักธงชัยภูมิ ชูนโยบายเกษตรยกทั้งระบบ ดันราคาพืชไร่

“อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย”?

“อภิสิทธิ์” เรียกร้องคนไทยตัดสินใจกำหนดอนาคตประเทศ ถาม “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย” หรือไม่ ผิดหวังการเมืองไทยทุจริต-ทุนเทาเริ่มครอบงำ

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่สวนเบญจสิริ กรุงเทพฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัย พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาสู่วงการการเมือง เพราะกรณีของคลิปเสียงอังเคิล เมื่อตนได้ฟังแล้วได้โทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ยุคที่แล้ว บอกให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลทันที แต่เจ้าของเสียง ยังดื้อในตำแหน่ง จนต้องรอคำพิพากษา ให้เปลี่ยนรัฐบาล ตนมองว่าเป็นอีกครั้งที่การเมืองถึงจุดตกต่ำ ดังนั้นหากมีโอกาสตนจะกลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง และกลับมาในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

“อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในสมัยที่ นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องบอกว่า ทั้งเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ดีขึ้น แต่หลังจากนั้น เศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนกลับลดลง ดังนั้น จึงอยากทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ตามสโลแกน “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ด้วยความสุจริตและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทุนเทา และเส้นทางการเงินกับกลุ่มฟอกเงิน ร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลยุ่งเกี่ยวกับทุน

ด้านดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องการศึกษาที่มีความสำคัญต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายผลักดันและส่งเสริมเรื่องการศึกษาของพี่น้องประชาชน รวมถึงนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ให้พี่น้องประชาชน จะนำเทคโนโลยี เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเปิดข้อมูล และออกแบบสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกขึ้น จะให้การสนับสนุน SME และประชาชนที่ยังเป็นลูกจ้างฟรีแลนซ์ ผลักดันให้เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐฯ อีกทั้งยังสนับสนุนช่องทางการหารายได้ เพื่อตอบโจทย์ลูกจ้างที่มีรายได้ประจำและต้องการการเติบโตจากรายได้เสริม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนสามารถทำเงินให้กับประเทศได้มากยิ่งขึ้น

ต่อมาเมื่อเวลา 19.50 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีท่ามกลางการต้อนรับของพี่น้องประชาชน ที่เข้ามามอบดอกไม้และสวมกอดด้านหน้าเวทีโดย นายอภิสิทธิ์ ปราศรัยว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของหัวหน้าพรรคและไม่ใช่พรรคของคนกลุ่มใดคนหนึ่ง แต่เป็นพรรคที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความหลากหลายที่สามารถตัดสินใจได้ว่า เรามีความคิดความเชื่อทางการเมืองเดียวกัน แล้วเราจะทำงานร่วมกัน ดังนั้นสส.กทม.ทั้ง 33 คน ทุกคนมีความหมาย พร้อมกับแซวว่าทั้ง สส.ทั้ง 33 คน เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับตน แต่เป็นช่วงที่ตนลงสมัครเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่ามีคำสบประมาทที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ใกล้จะสูญพันธุ์ แต่เมื่อตนกลับมาก็คำบอกเล่าว่าพรรคประชาธิปัตย์คงเป็นแค่การรวบรวมศิษย์เก่า แต่คงไม่สามารถที่จะมีภาพของการมองอนาคตได้ แต่วันที่ตนตัดสินใจกลับมา สิ่งที่ตนบอกกับตัวเองคือการกลับมาครั้งนี้ต้องมีบุคลากรที่มีคนหนุ่มสาวคนหน้าใหม่ที่ตัดสินใจได้ว่าอนาคตของประเทศ วิสัยทัศน์ที่เรามีต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ และต้องช่วยกันทำงานให้เกิดเป็นจริงได้ พรรคที่ใครต่อใครก็บอกว่าตกต่ำ วันนี้อยากให้ดูว่า สส. ทั้ง 33 คน มีหลากหลายอาชีพด็อกเตอร์ หมอ ศิลปิน เด็กจบใหม่ ซึ่งบางคนไม่ได้มีฐานทางการเมือง แต่วันนี้พวกเขาบอกว่า ที่เลือกมาอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อในตัวของ “นายอภิสิทธิ์” จึงถึงเวลาที่พวกเขาอยากมาช่วยประชาธิปัตย์ มาช่วยประเทศชาติ แล้วจากที่ตนได้สัมผัส ทุกคนล้วนผ่านกระบวนการคัดกรองและมีความหมายมากกว่าหนึ่งเสียงในสภา เพราะคนเหล่านี้จะเป็นผู้แทนแก้ปัญหากับพี่น้องประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาเป็นเหมือน 2 สภาที่ผ่านมาแน่นอน

ทำไม “อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองไม่ใช่กิจการที่ใครจะมาชี้นิ้วสั่ง แต่พรรคการเมืองต้องสะท้อนความเป็นจริงของบ้านเมืองที่มีความหลากหลาย พร้อมกับได้เปิดเสื้อยืดที่ตัวเองใส่มาในวันนี้ให้ประชาชนดู ซึ่งเป็นเสื้อยืดสีเทา สกรีนด้วยตัวหนังสือสีดำว่า “เสื้อเทา” และสกรีนด้วยตัวหนังสือสีฟ้าว่า “แต่คนไม่เทา” และอธิบายว่านี่คือความตกต่ำของการเมืองไทยที่มาจากการทุจริตและทุนเทา จึงอยากจะกลับมาทำให้บ้านเมืองของเราเป็นบ้านเมืองที่สุจริต ถึงจะสามารถคิดต่อเรื่องอื่นได้

เพราะถ้า “ทุนเทาอยู่ ทุนดีก็จะไม่มา” และคนที่จะปราบทุนเทาได้ดีที่สุด นั่นคือพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพราะความสุจริตและความซื่อสัตย์ ต้องเริ่มจากนักการเมือง จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากและเติบโตต่อไป

ดังนั้นวันนี้ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ตนไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่รู้เพียงแค่ว่าวันนี้สังคมไม่สามารถมองข้ามประชาธิปัตย์ได้ แล้วประชาธิปัตย์จะเป็นคนกำหนดเส้นทางการเมืองของบ้านเมืองนี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะตัดวงจรทุนเทาและเปิดบ้านเมืองสุจริต แล้วครั้งนี้จะทำให้สำเร็จหรือไม่ก็ส่งไม้ต่อให้ 33 คนนี้จนทำสำเร็จให้ได้ ต้องไม่มีรัฐมนตรี รองนายกฯหรือนายกรัฐมนตรีที่คอยห้าม คอยปกป้อง ทุนเทา 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเราปล่อยให้เกิดความแตกแยกแบบนี้มาเยอะ ทั้งมีการด้อยค่าสถาบันที่เป็นหลักของชาติหลายครั้ง ดังนั้นนอกจากการประกาศไม่เอาเรื่องของทุนเทา การทุจริต และจะทำเศรษฐกิจให้ดีแล้วตนเองยังไม่ยอมให้เอาเรื่องละเอียดอ่อนบ้านเมือง มาเล่นการเมืองสร้างความแตกแยกต่อไป ซึ่งตอนสมัยที่ตนเองเป็นรัฐบาลก็เคยพูดถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครมาบอกตนเองว่า “ไม่จงรักภักดี” เพราะสิ่งที่ตนเองทำ เพราะรักและอยากจะปกป้องสถาบัน ซึ่งการนิรโทษกรรมควรมีหรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดีมีหลายประเภท ในสมัยตนเองเป็นรัฐบาลจึงมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองต่างๆ แต่ตอนนี้มีการสร้างความแตกแยกทุกทาง นำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขข้ออ้างทางการเมืองด้วย เรื่องเหล่านี้มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ตนเองขอย้ำว่าสถาบันหลักของชาติจะต้องอยู่เหนือการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้น้ำเงินกับส้มกำลังแข่งกัน รู้หรือไม่ว่าจะไม่ทำ MOA กันอีก ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาชนบอกอนุทินจะเป็นนายกไม่ยกมือให้และไม่ร่วมรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยพูดว่าถ้ามาที่จะไม่ชวนพรรคสีน้ำเงินเข้าไป แต่กลับกลายเป็นว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ถูกตั้งคำถามและหาเรื่องแทน หากบอกไม่ร่วมพรรคไหน คนก็จะมองว่าไปเลือกอีกพรรคทันที ซึ่งวันนี้แปลกมากที่พรรคภูมิใจไทยกล้าจะมาวิจารณ์บิดคำให้สัมภาษณ์ของตนเองเมื่อวานนี้ และมาถามว่า ปิดทางร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งตนเองก็ตอบเงื่อนไขเรื่องนี้ไปชัดเจนอยู่แล้ว หากมีทุจริตทุนเทาและความแตกแยกจะไม่เอาทั้งสิ้น

“เรานี่แหละสู้กับระบอบทักษิณตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้และต่อไปในอนาคต” แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ถ้าบอกว่าไม่เอาเพื่อไทยก็จะหาว่าสร้างความแตกแยก อย่างที่ตนเองบอกว่า “ไม่ได้ปิดประตู แต่หากมือระบอบทักษิณแหย่เข้ามา ตนเองงับมือขาดทันที”

ส่วนพรรคอะไรที่กล้ามาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มาจับมือเพื่อไทย ทำคนใต้ผิดหวังมาก แล้วบอกตัวเองจะดูแลคนใต้ ตนเองอยากถามกลับว่า “คุณกล้าบอกคนใต้หรือไม่ ว่าจะไม่เอาเพื่อไทย” พร้อมท้าว่ากล้าประกาศหรือไม่ว่าไม่เอาเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ เพราะหากกล้าประกาศได้เป็นฝ่ายค้านแน่นอน

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาท้าทายพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความชัดเจนทางการเมือง และต้องการให้ประชาชนได้พิจารณาถึงจุดยืนของแต่ละพรรคอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

“ไชยา พรหมา” มั่นใจฐานเสียง หลังลงพื้นที่ปราศรัยรายตำบล ชี้ 33 ปี ก่อตั้ง จ.หนองบัวลำภู รายได้ประชากรต่ำ เล็งนำนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้การเกษตร ลดหนี้สิน ตั้งธนาคารประชาชน

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จ.หนองบัวลำภู เป็นจังหวัดมา 33 ปี แต่ระดับความยากจนของรายได้ประชากรต่อหัวยังอยู่ท้าย ๆ ของประเทศ คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยังมีความยากจนและไม่ได้รับการเหลียวแล พรรคการเมืองแทบจะทุกพรรคมาสัญญากับคนอีสาน เมื่อได้อำนาจแล้ว ก็มักลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ เหมือนคนอีสานถูกหลอก แต่วันนี้ การที่ตนเองมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ไม่เสนอนโยบายขายฝัน แต่ทำนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องภาคการเกษตร เป็นปัญหาใหญ่ของชาวอีสานไม่ว่าเรื่องสิทธิที่ทำกิน การสร้างงานสร้างอาชีพ การพัฒนาระบบชลประทาน การลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคการเกษตรด้วยการจัดตั้งธนาคารประชาชน ซึ่งพรรคกล้าธรรม มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพราะถือว่า เกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะต้องได้รับการดูแลก่อน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิต

“รัฐบาลที่ผ่านมามักให้ความสนใจภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ มีนโยบายผ่อนปรนช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ภาคการเกษตรกลับไม่ได้รับการเหลียวแล เสียงคนจนอาจจะไม่ดังพอ แต่พรรคกล้าธรรมพร้อมรับฟังเสียงของคนจนซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและอยู่ที่ภาคอีสาน”

นายไชยา กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่ได้พบปะและปราศรัยในพื้นที่แล้ว ประชาชนเข้าใจและเห็นใจถึงเหตุผลในการย้ายพรรค เพราะพรรคกล้าธรรมให้โอกาสในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า และประชาชนพร้อมให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็น สส.หนองบัวลำภู เขต 2 อีกครั้งหนึ่ง

“จากการพบปะประชาชนและทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่ โดยการปราศรัยย่อยเป็นรายตำบล ประชาชนตอบรับและเข้าใจถึงเหตุผลของการย้ายพรรค เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อย่างจริงจังภายใต้แนวคิด ทำมากกว่าพูด”

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ นายไชยา พรหมา แสดงความมั่นใจในฐานเสียงของตนในเขต 2 หนองบัวลำภูอย่างเต็มที่ โดยอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ รวมถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

ปัจจัยที่ทำให้ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

  • การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง: นายไชยาและทีมงานได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านในทุกตำบล
  • นโยบายที่ตรงจุด: พรรคกล้าธรรมนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่
  • ความเข้าใจในพื้นที่: ด้วยประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มายาวนาน นายไชยาเข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายไชยายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

การแก้ไขปัญหาการเกษตรและปากท้องของประชาชน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อตัวเขาและพรรคกล้าธรรมว่าจะสามารถนำพาหนองบัวลำภูไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ประชาชนจะได้อะไร หาก “ไชยา” ได้รับเลือก?

ประชาชนในเขต 2 หนองบัวลำภูจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากนายไชยา พรหมา ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนของพวกเขาอีกครั้ง การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและการแก้ไขปัญหาปากท้อง จะเป็นวาระสำคัญที่นายไชยาจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง การสนับสนุน “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู จึงเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของจังหวัดหนองบัวลำภู

การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ หากได้รับโอกาสอีกครั้ง

ที่มา – “ไชยา” มั่นใจฐานเสียงเขต 2 หนองบัวลำภู เล็งนำนโยบายกล้าธรรม แก้การเกษตร

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

“อภิสิทธิ์” ชี้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามอง

การเลือกตั้งครั้งหน้ากำลังใกล้เข้ามา และพรรคการเมืองต่างๆ ต่างก็เร่งเครื่องหาเสียงกันอย่างเต็มที่ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และความคาดหวังที่จะได้เสียงจากฐานเสียงของตนเอง

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่า แม้จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้จำนวน 12 คน ก็ยังไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากไม่สามารถเพิ่มจำนวน สส.เขตได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี ว่า การลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน แต่การที่จะได้ สส.ในภาคใต้เพิ่มขึ้นนั้น จำเป็นต้องทำงานหนักมากขึ้น ต้องชี้ให้ประชาชนเห็นว่า การเลือก สส.บัญชีรายชื่อพรรค เพราะอยากให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สส.น้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนภาคใต้ทุกคนใช้สิทธิ์เลือกพรรคประชาธิปัตย์ จะมี สส. เพียงแค่ 12 คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้แคนดิเดตเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ดังนั้น นายอภิสิทธิ์จึงเน้นย้ำว่า สส.เขต มีความสำคัญในการชี้ขาดบ้านเมืองในการตั้งรัฐบาลด้วย และเชื่อว่ากระแสพรรคทั้งในกรุงเทพฯ และภาคใต้ดีขึ้นแล้วหลังปีใหม่ และจะดีขึ้นอีกหลังตรุษจีน

การเพิ่ม สส.เขต: โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์

คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี สส.เขตจำนวนมาก เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถมีอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลได้ การพึ่งพาแต่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคการเมืองบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้

เมื่อถูกถามว่าจะได้ สส. เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้นับเป็นเขตที่แน่นอน แต่ที่ยืนยันได้แน่นอนคือ ระบบบัญชีรายชื่อจะเพิ่มเป็นเท่าตัวอยู่แล้ว ส่วน สส.เขต ต้องยอมรับว่าเริ่มจากฐานที่ต่ำมาก ดังนั้นก็ต้องทำงานหนัก สำหรับการเตรียมลงพื้นที่เยาวราชที่จะดึงคะแนนเสียงกลับมานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ไปพบปะประชาชนที่เยาวราชมาแล้วหนึ่งครั้ง และพยายามเดินเข้าหาทุกคนให้มากที่สุด

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการหาเสียงในภูมิภาคอื่นว่า เพิ่งส่งกำหนดการปราศรัยเพื่อขออนุญาต กกต. จะไปให้ครบทุกภาค ทั้งภาคอีสานที่ จ.อุบลราชธานี, ภาคเหนือที่ จ.สุโขทัย, ภาคกลางที่จะมีทั้งที่ จ.ระยอง และอยุธยา เป็นต้น ส่วนภาคใต้จะปราศรัยที่ จ.สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และสงขลา โดยในวันที่ 11 มกราคมนี้ จะไปที่ จ.ภูเก็ต

จากสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าการแข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้นสูง พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์และทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะสามารถนำไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีได้ การเพิ่ม สส.เขต จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญ

อภิสิทธิ์ชี้: สส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากคนใต้ 12 คน ยังไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องทำงานหนักเพิ่ม สส.เขต

มนพร นำทีม! ขอเสียงเพื่อไทย ยกจังหวัดนครพนม

“มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัยรายตำบล รวมพลังชาวนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ชูนโยบายหวยเกษียณ จำเป็นต้องเลือกเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเข้าไปสานต่อทุกนโยบาย

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.เรณูนคร อ.ธาตุพนม นครพนม ปราศรัยย่อยชูนโยบายต่อเนื่อง เพื่อรวมพลังคนนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม อดีต รมช.คมนาคม
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 สจ.เจ นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายชาญชัย คำจำปา อดีต รองนายก อบจ.นครพนม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย เขต 4 นครพนม

ต้องเลือกพท.ไปตั้งรัฐบาล

นางมนพร ยืนยันความจำเป็น นครพนม จะต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดเข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะนโยบายหวยเกษียณ ที่เกิดจากแนวคิดพรรคเพื่อไทย ตอบโจทย์คนไทยชอบเสี่ยงโชคซื้อหวย กลายเป็นเงินออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ และเป็นรายได้ตกทอดสู่ลูกหลาน ถือเป็นอีกนโยบายสำคัญ ที่จะต้องสานต่อ

ย้ำนโยบายหวยเกษียณ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปราศรัยว่า นโยบายหวยเกษียณ เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญ โดยพรรคเพื่อไทย ได้คิดริเริ่มดำเนินการในช่วงเป็นรัฐบาล ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และประกาศใช้ตามกฎหมาย แต่เกิดปัญหาทางการเมือง เปลี่ยนขั้วรัฐบาลจึงชะงักลง ดังนั้นจำเป็นที่การเลือกตั้ง ที่จะมาถึงพี่น้องชาวนครพนม ต้องรวมพลังเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต เข้าไปสนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายสำคัญ ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ทำไมนครพนมต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด?

นายเผ่าภูมิ  กล่าวด้วยว่า มั่นใจนโยบายหวยเกษียณ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องคนไทย ที่ชอบเสี่ยงโชค เป็นการซื้อหวยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการขายหวยแบบระบบดิจิตอล ในราคาใบละ 50 บาท ซื้อได้คนละไม่เกิน 3,000 บาท ออกรางวัลทุกวันศุกร์ รางวัลที่ 1 มี 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท รางวัลที่ 2 มีจำนวน 10,000 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท ส่วนคนซื้อจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป หากไม่ถูกรางวัลจะกลายเป็นเงินออม ได้คืนเมื่ออายุ 60 ปี ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี จะได้คืนหลังซื้อ 5 ปีขึ้นไป หรือหากเสียชีวิตจะตกสู่ลูกหลาน ถือเป็นนโยบายที่จะส่งเสริมการออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ มั่นใจเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แน่นอน

เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดนครพนม

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ และความเชื่อมั่นว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง การเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด จึงเป็นเหมือนการมอบโอกาสให้พรรคได้เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวนครพนมอย่างเต็มที่

ที่มา – “มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัย จ.นครพนม รายตำบล ขอเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด สานต่อทุกนโยบาย

Scroll to top