การป้องกันตนเอง

อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ล่าสุดประเด็นร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่องราวที่ อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับทั่วโลกเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกมาประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่ากองทัพอิหร่านได้ดำเนินการตอบโต้ด้วยการโจมตีไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงเรือที่อยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าเป็นเพียงการทำเพื่อป้องกันสิทธิในอำนาจอธิปไตยของตนเอง หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านด้วยขีปนาวุธเฮลไฟร์จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

การตัดสินใจดุเดือดในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สถานการณ์ในอิหร่านค่อนข้างกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร นายอารักชีได้ระบุชัดเจนว่า การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ใดๆ ย่อมได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาดในทันที และเชื่อมั่นว่าการใช้กำลังทางทหารเข้ากดดันจะไม่สามารถเอาชนะอิหร่านได้เหมือนที่มาตรการคว่ำบาตรเคยพ่ายแพ้มาแล้ว

เปิดสาเหตุ: ทำไมอิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

ความขัดแย้งในครั้งนี้รุนแรงจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้คน โดยรายงานระบุว่าการโจมตีของอิหร่านที่มุ่งเป้าไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวตสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ อีกทั้งยังทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกถึง 63 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในยามที่โลกควรหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาสันติภาพ

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าคลิปวิดีโอที่อ้างอิงโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นการกล่าวถึงความร่วมมือของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตนั้น เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศคู่แข่งในภูมิภาคว่าอิหร่านกำลังจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และพร้อมจะตอบโต้หากเห็นว่ามีการอำนวยความสะดวกให้นางฝ่ายตรงข้ามเข้ามาโจมตีตนเอง

  • จุดเริ่มต้น: การโจมตีเรือน้ำมันโดยสหรัฐฯ
  • การตอบโต้: การปล่อยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ฐานทัพบางแห่ง
  • ผลกระทบ: ความเสียหายต่อท่าอากาศยานและยอดผู้เคราะห์ร้าย

ในมุมมองนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะหากไม่มีการยับยั้งชั่งใจจากทั้งสองฝ่าย อาจนำไปสู่การขยายวงของสงครามในระดับภูมิภาคได้ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชนผู้บริสุทธิ์และเศรษฐกิจโลกที่ต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่ผันผวนอย่างรุนแรง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทูตจะสามารถเข้ามามีบทบาทได้ทันท่วงที ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ครับ

ที่มา – อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่ากำลังตอบโต้การโจมตีที่ไม่มีการยั่วยุจากอิหร่าน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นฐานที่ใช้ปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเร็ว เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดย CENTCOM ย้ำว่านี่เป็นการป้องกันตนเองล้วนๆ เนื่องจาก "ไม่มีการยั่วยุก่อน" จากฝั่งสหรัฐฯ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นทางออกสู่ทะเลของอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก การโจมตีในพื้นที่นี้จึงเสี่ยงทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบเศรษฐกิจโลกทันที เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

รายละเอียดการโจมตีที่สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน

ตามแถลงการณ์ของ CENTCOM กองทัพอิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธ ส่งโดรนโจมตี และใช้เรือเล็กจำนวนมากบุกเรือพิฆาตสหรัฐฯ 3 ลำ ได้แก่ USS Truxtun, USS Rafael Peralta และ USS Mason ซึ่งกำลังแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือสากลมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน โชคดีที่เรือสหรัฐฯ สกัดกั้นได้ทั้งหมด โดยไม่มีทรัพย์สินใดเสียหาย

เป้าหมายที่สหรัฐฯ ถล่มตอบโต้ประกอบด้วย:

  • ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน
  • ศูนย์บัญชาการและควบคุม
  • หน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และลาดตระเวน

การตอบโต้ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ซึ่งมีกำลังพลและอาวุธครบครันเพื่อปกป้องเส้นทางการค้า

มุมมองจากฝั่งอิหร่านหลังสหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมาย

สื่อทางการอิหร่านรายงานต่างออกไป โดยระบุว่าสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์ที่ท่าเรือบาห์มัน (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ถูกโจมตีจาก "ฝ่ายศัตรู" ระหว่างการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงอิหร่าน สิ่งนี้อาจเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อลดทอนความรุนแรงของการกระทำฝั่งตน

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสองชาติย้อนไปไกล โดยเฉพาะ Tanker War ในยุค 80s และเหตุการณ์ล่าสุดอย่างการสังหารนายพลโซไลมานีในปี 2563 ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก

ในแถลงการณ์ท้ายสุด CENTCOM ย้ำว่า "สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย" แต่จะปกป้องกองกำลังอเมริกันอย่างเต็มที่ หากเกิดซ้ำ

เหตุการณ์นี้จุดประกายความกังวลทั่วโลก โดยเฉพาะชาติผู้ซื้อน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นกว่า 5% ทันทีหลังข่าวแพร่ ขณะที่ตลาดหุ้นตะวันออกกลางร่วงหนัก นักวิเคราะห์เตือนว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายไม่ยับยั้งชั่งใจ

สำหรับคนไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า สถานการณ์นี้อาจทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ ดังนั้นควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือ

คำแนะนำ: ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้หากคุณเห็นว่ามีประโยชน์!

ที่มา – สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบ ปิดด่านชายแดนกัมพูชา

การประชุมผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่มีภัยคุกคามประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเสริมความมั่นคงชายแดน ยึดหลักป้องกันตนเองจากการคุกคาม

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีการประชุมคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีการเชิญคณะผู้บัญชาการทางทหารชุดใหม่เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่สำคัญ 3 ประการดังนี้:

  1. เห็นชอบให้คงสภาพปัจจุบันในการปิดจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือจนกว่าจะประเมินได้ว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอีกต่อไป มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สินของชาติ
  2. เห็นว่าปัจจุบันกัมพูชายังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้มีการจัดทำรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีข้อสรุปให้สร้างรั้วในพื้นที่เส้นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันแล้ว สำหรับในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้มาตรการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งให้พิจารณาการสร้างเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน
  3. ที่ประชุมได้วางแนวทางการดำเนินการต่อการละเมิดอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE – Rules of Engagement) เมื่อมีการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Act) หรือเจตนาที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Intent) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการสอดแนมหรือการเตรียมการเพื่อโจมตี ซึ่งตามกฎการใช้กำลัง สามารถใช้เป็นเหตุเริ่มต้นการป้องกันตนเองได้ โดยที่ประชุมได้วางมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติต่อสถานการณ์ต่างๆ ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว

เหตุผลในการปิดด่านชายแดนและการสร้างรั้ว

การตัดสินใจปิดด่านชายแดนกัมพูชาและการสร้างรั้วชายแดนเป็นมาตรการที่สะท้อนถึงความกังวลอย่างจริงจังต่อสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน แม้ว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะมีสัมพันธ์ทางการทูต แต่การป้องกันผลประโยชน์ของชาติต้องมาเป็นอันดับแรก การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การดำเนินการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว การใช้มาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับควบคู่กันไปจะช่วยให้กองทัพมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในมาตรการที่รัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอยู่

การที่ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการดูแลรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

อนาคตและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปิดด่านชายแดน แต่ประเทศไทยยังคงมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีกับกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันจะเป็นหนทางนำไปสู่ความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและการค้าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา เป็นมาตรการชั่วคราวที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถกลับมามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมั่นคงได้ในอนาคต

ที่มา – ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่เป็นภัยคุกคามประเทศไทย

Scroll to top