การป้องกันยาเสพติด

อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่าภาครัฐกำลังยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่ดูเหมือนจะพัวพันกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนโยบายที่เน้นย้ำว่า อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียวครับ

อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสข่าว แต่เป็นมาตรการระดับชาติที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อปิดทุกช่องโหว่ที่พวกมิจฉาชีพและเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติมักจะอาศัยช่องทางในการขนส่งและคมนาคมของไทยเป็นทางผ่านครับ

เปิดแผนปฏิบัติการปราบปรามและแก้ปัญหาครบวงจร

สำหรับกลยุทธ์ที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นเรียกว่าเข้มข้นมากครับ โดยมีการวางแผนครอบคลุมถึง 7 ด้านสำคัญ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่:

  • การกระชับความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง
  • การเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนให้แน่นหนาขึ้น
  • การกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดแบบขุดรากถอนโคน
  • การเอาจริงกับข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
  • นโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วย
  • การป้องกันเยาวชนและสร้างสังคมปลอดภัยผ่านเครือข่ายชุมชน
  • การทบทวนมาตรการความปลอดภัยในท่าอากาศยาน

ผลการทำงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีความคืบหน้าอย่างชัดเจนนะครับ เราได้เห็นการตรวจยึดยาบ้าเกือบพันล้านเม็ด และไอซ์อีกหลักหลายสิบตัน ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรการเงินของกลุ่มค้ายาได้มหาศาลเลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่า อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามาตรการเหล่านี้เข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับมาตรการ Zero Trust ในท่าอากาศยาน รวมถึงการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของทุกคนในสังคมที่จะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้ประเทศไทยของเราปลอดภัยและเติบโตได้อย่างมั่นคงครับ เรามาเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนะครับ

ที่มา – ยืนยัน “อนุทิน” สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ

มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศเดินหน้าชนกับปัญหาสังคมเรื้อรังอย่างเรื่องยาเสพติดแบบเต็มสูบ กับนโยบาย มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน เพื่อคืนความสงบสุขให้กับชุมชนทั่วไทย โดยงานนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับลูกสายตรงจากท่านนายกฯ เดินหน้าลุยปฏิบัติการยุทธการ “Operation 90 Days” อย่างจริงจังครับ

มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

การประกาศสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึง 30 กันยายน 2569 โดยเป้าหมายหลักคือการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เริ่มต้น Kick off ปฏิบัติการด้วยการปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายให้สิ้นซาก

แนวทางปฏิบัติการภายใต้แผน มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทางภาครัฐจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แผนยุทธการครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 มิติหลักที่ครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้ครับ:

  • มิติการป้องกัน: เน้นสร้างรั้วที่แข็งแรงในชุมชน โรงเรียน และครอบครัว เพื่อให้ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน
  • มิติการปราบปราม: จัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด และชุดปฏิบัติการพิเศษ (Special Task Force for Anti-Drug) ประจำทุกจังหวัด เพื่อสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดทั้งตามแนวชายแดนและพื้นที่ชั้นใน
  • มิติการแก้ไขและบำบัด: นำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยความสมัครใจ โดยใช้โครงการ Quick Big Win นำร่องใน 31 จังหวัด

ความน่าสนใจของปฏิบัติการครั้งนี้คือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่คนในชุมชน เพื่อให้การกวาดล้างยาเสพติดในครั้งนี้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับใครที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ก็คงจะได้เห็นกิจกรรมการปล่อยแถวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดเป็นลำดับต้นๆ ครับ

ในมุมมองของผม การปราบปรามที่เด็ดขาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่การให้ความสำคัญกับ “มิติการบำบัด” และ “การสร้างภูมิคุ้มกันในชุมชน” ตามนโยบายนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมไทยยั่งยืนกว่าเดิม เราคงต้องคอยติดตามดูกันต่อไปครับว่า หลังจากครบกำหนดการดำเนินงาน 90 วันแล้ว สังคมไทยของเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่าความมุ่งมั่นในครั้งนี้จะทำให้ผู้ค้าและผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดต้องลดท่าทีลงอย่างแน่นอน

ที่มา – มหาดไทยสั่งปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาดทั่วประเทศ กวาดล้างภายใน 90 วัน

คุมเข้ม! สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ

สถานการณ์ยาเสพติดชายแดนภาคเหนือน่าจับตา! พบยาบ้าและไอซ์ทะลักเพิ่มขึ้นกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ กองกำลังนเรศวร สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ พร้อมใช้เทคโนโลยีเสริมแกร่ง กดดัน 25 อำเภอที่เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ หรือ นบ.ยส.35 ร่วมประชุมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5, ตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจปราบปรามยาเสพติด, หน่วยทหารกองทัพภาคที่ 3 และ กองกำลังป้องกันชายแดน ตลอดจนฝ่ายปกครอง 6 จังหวัดชายแดนภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน และ ตาก ครอบคลุมเส้นทางลำเลียงสำคัญใน 25 อำเภอ เพื่อยกระดับการข่าวให้เข้มข้นขึ้น มุ่งสืบเสาะแหล่งผลิตเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการทำลายฐานการผลิต ตัดเส้นทางขยายผลจับกุมถึงผู้ค้ารายใหญ่ และยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อทำลายโครงสร้างเครือข่ายอย่างเป็นระบบ

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้มีการจับกุมยึดของกลางยาเสพติดได้กว่า 40 ครั้ง ยึดยาบ้าได้ถึง 73 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,447 กิโลกรัม รวมทั้งยังยึดยาเสพติดอื่น ๆ ได้อีกจำนวนมาก ทั้งคีตามีน 155 กิโลกรัม เฮโรอีน 61 กิโลกรัม และยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 46 ล้านบาท

ในช่วงหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา พบว่ายึดของกลางยาบ้าได้เพิ่มกว่า 100 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับไอซ์ที่เพิ่มขึ้น 95 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลำเลียงยาเสพติดจากแหล่งผลิตเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศที่มีมากขึ้น

โดยแผนปฏิบัติการในปี 2569 จะมีการยกระดับยุทธการให้เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ยาเสพติดที่มีความซับซ้อนและวิธีลักลอบที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนระบบตรวจจับกลางคืน กล้องเฝ้าระวังในจุดเสี่ยง เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ มาเสริมศักยภาพ รวมทั้งการขยายผลเข้าถึงเครือข่ายตอนในและการเสริมบทบาทชุมชนผ่านเครือข่ายแจ้งเตือน รวมถึงการสร้างหมู่บ้านปลอดภัย มุ่งเน้นสามประเด็นสำคัญ คือ การสกัดกั้นเชิงรุกให้ทันต่อสถานการณ์ การทำลายเครือข่ายตั้งแต่ผู้ลำเลียงจนถึงผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้โครงสร้างค้ายาเสพติดล่มสลายอย่างยั่งยืน และการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานร่วมกับภาคประชาชน เป้าหมายสูงสุดคือการลดการนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ผ่านข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำและการปฏิบัติการเชิงลึก เพื่อสร้างแนวป้องกันชายแดนที่มั่นคงและปลอดภัยกว่าเดิม

ทั้งนี้พบว่าสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศ ยังคงรุนแรงและมีความต้องการสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ค้า ผู้เสพ และนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้พื้นที่ตอนในยังคงเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มขบวนการ ขณะที่เครือข่ายค้ายาเสพติดพัฒนาวิธีลำเลียงให้หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนยาจากแหล่งพักชายแดนเข้าสู่เมือง การซุกซ่อนผ่านโลจิสติกส์ รถรับจ้าง และการอำพรางรูปแบบต่างๆ ที่ตรวจจับได้ยากขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญความท้าทายมากกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องอาศัยพลังร่วมจากหน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน ในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นอย่างเป็นระบบ

การจับกุมที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น จึงต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกในทุกด้านและเดินหน้าตัดวงจรเครือข่ายในประเทศผ่านการตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลถึงผู้สนับสนุนทุกระดับ พร้อมดึงประชาชนในพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการแจ้งเตือนและเฝ้าระวังในชุมชน เพื่อทำลายศักยภาพของขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเป็นระบบ

สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ

การเพิ่มกำลังและเทคโนโลยีในการ สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือกับสถานการณ์ยาเสพติดที่ทวีความรุนแรงขึ้น การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

ทำไมต้องสั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ?

เพราะสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ยาบ้าและไอซ์ทะลักเข้ามาในประเทศมากขึ้นอย่างน่าตกใจ การ สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ จึงเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

  • เพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้น: ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น โดรนและกล้องวงจรปิด
  • ทำลายเครือข่ายยาเสพติด: จับกุมผู้ค้ารายใหญ่และยึดทรัพย์สิน
  • สร้างความร่วมมือกับชุมชน: ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง

การ สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับภัยยาเสพติด

ที่มา – สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ พบยาบ้า-ไอซ์ ทะลักเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์

“โสภณ” เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

“โสภณ” คิกออฟ เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ ชูบุรีรัมย์โมเดล ลั่น 4 เดือนเห็นผล ขอ 4 ปีจบยาเสพติด ต้องใช้ข้อมูลจริงแก้ปัญหายั่งยืน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่สนามช้างอารีนา จังหวัดบุรีรัมย์ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ “รวมพลังรัก ศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยมี น.ส. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ว่าราชการจังหวัด 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคึกคัก

บรรยากาศบริเวณด้านนอกสนามช้างอารีนาเป็นไปอย่างคึกครื้น เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า มีขบวนพาเหรดจากหน่วยงานและจังหวัดต่างๆ รวมกว่า 35 ขบวน เข้าร่วมแสดงพลัง “รวมใจต้านยาเสพติด” ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีการฉายภาพยนตร์สั้น “คนฝ่านรก” ความยาวประมาณ 3-5 นาที ถ่ายทอดเรื่องราวแรงบันดาลใจจากผู้ผ่านการบำบัดและฟื้นฟู

ต้องการเห็นผลทุกพื้นที่

ภายในพิธี ผู้แทนมูลนิธิอาณัตพล (ลูกเติ้ง) ได้มอบป้ายเงินสนับสนุนการดำเนินงานให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จากนั้นนายโสภณ ซารัมย์ ประธานในพิธี กล่าวเปิดงานและนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศแบบบูรณาการ โดยยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ไม่เพียงต้องการนโยบายที่ดี แต่ต้องเห็นผลในพื้นที่จริง บูรณาการทุกภาคส่วน เดินหน้าไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความปลอดภัย ความสงบ และอนาคตที่มั่นคงให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ขอ 4 ปี เห็นผลเป็นรูปธรรม

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า การดำเนินงานที่เริ่มต้นมาในระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา อาจยังไม่เห็นผลชัดเจนในทุกพื้นที่ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่หยุดเดินหน้าและจะทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 ปีอย่างแน่นอน โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ขอให้พี่น้องประชาชนอดใจอีกนิด วันนี้อาจยังไม่เห็นผลเต็มที่ แต่ถ้าให้เวลาเรา 4 ปี ทุกคนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งในชุมชน ครอบครัว และชีวิตของลูกหลาน”

ต้องเน้นที่ภูมิคุ้มกันในชาติ

นายโสภณ  กล่าวต่อว่า ทำไมตนไม่พูดเรื่องปราบปราม เรื่องปราบปรามการนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเพิ่มความเข้มข้นฝ่ายทหาร ปปส. ตำรวจก็ตาม ที่อยู่ในแนวชายแดนต้องสกัดกั้นให้ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อย่าบอกยาเสพติดไม่มีวันหายออกจากประเทศ หรือในโลกนี้เพราะมันมีวัตถุดิบ ที่จะนำมาผสมเป็นยาเสพติดได้ง่าย มันอยู่ใกล้มือ  อย่างเช่นเอายาสามัญบางพวก เอามาผสมเอานั่นเอานี่มาผสมกันก็กลายเป็นยาเสพติด แต่ส่วนยาบ้ามันก็อย่างที่ว่า มันก็มีมาทุกครั้ง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่เราอยากจะทำให้ประเทศนี้เห็นก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนในชาติ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ถ้ายุ่งเกี่ยวแล้วก็ต้องบำบัด

ลั่นอยากได้เสียงเกินครึ่ง

“คนทั่วไปทำไมต้องนึกว่า ต้องมาเอาใจคนพวกนี้ ทำไมต้องมาสนใจคนพวกนี้ ถ้าเราไม่สนใจคนพวกนี้ปริมาณมันก็จะเพิ่มขึ้น คนพวกนี้จะเป็นภาระของสังคม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งอะไรต่อมิอะไร ทั้งเรื่องความปลอดภัย รวมถึงคนไม่มีคุณภาพ ดังนั้นต้องสกัด บ้านเมืองถ้าเราปล่อยไปมากกว่านี้ถ้าไม่เอาจริงเอาจัง เราง่อยเปลี้ยเสียขาแน่นอน เพราะประชาชนไม่มีคุณภาพ ดังนั้นการที่จะสร้างภูมิคุ้มกันก็คือ ขออีก 4 ปีเรื่องนี้จะจบเลย ขออีก 4 ปีเรื่องนี้จะจบเลย จริงจัง พิสูจน์กันวันนี้ เราเอาผลงานมาพิสูจน์ เพราะไม่อยากโม้หรือฝอย คืออยากได้อยากอยู่ 4 ปี อยากได้เสียงเกินครึ่ง แต่ไม่มีผลงาน มีแต่คำพูด วันนี้เราจะเริ่มให้มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรมให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน ถ้าประชาชนเห็นชัดเจน สื่อไม่ต้องบอกก็ได้ชาวบ้านเขาก็กา ถ้าประชาชนรู้ว่าโครงการนี้ทำให้พวกเขามีความสุข ประชาชนกาหมดนะครับ”

“โสภณ” เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

ยก บุรีรัมย์ โมเดล

นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า จ.บุรีรัมย์ถือเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศในชุมชน ที่เริ่มดำเนินการมาแล้วกว่า 2 ปี ซึ่งหลังจากนี้จะจัดทำ “กองบุญผ้าป่ายาเสพติด” โดยจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการระบุรายชื่อกลุ่มเสี่ยงในหมู่บ้าน และส่งต่อให้คณะกรรมการระดับตำบลดำเนินการคัดกรอง ซึ่งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 68 นี้ จะเริ่มตรวจคัดกรองและนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูอย่างเป็นระบบต่อไป

“โสภณ” คิกออฟ เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

การแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนและการบำบัดผู้ติดยาเสพติดอย่างจริงจัง จะเป็นหนทางสู่สังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – “ โสภณ” คิกออฟ เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ ลั่น 4 เดือนเห็นผล หากอยากจบขอ 4 ปี

Scroll to top