การป้องกันอธิปไตย

กองทัพแจง! เก็บกู้ทุ่นระเบิดภารกิจมนุษยธรรม

กองทัพแจงปมชายแดนไทย-กัมพูชา ยันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรม คุ้มครองชีวิตพลเรือน ลดความเสี่ยงในพื้นที่ ปัดรุกรานกัมพูชา ย้ำ ไทยยึดมั่นปกป้องอธิปไตย วอนใช้ถ้อยคำสร้างสรรค์ลดตึงเครียด

วันที่ 18 มกราคม 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงถึงกรณีพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนไทย ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตรวจพบทุ่นระเบิดเป็นผลจากการปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไทยยืนยันว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองชีวิตพลเรือน และลดความเสี่ยงในพื้นที่ ไม่ใช่การกระทำเชิงรุกหรือยั่วยุทางทหาร พร้อมให้มีการตรวจสอบร่วมในกรอบกลไกที่เหมาะสม

ส่วนความกังวลว่าทหารไทยเสี่ยงอันตรายจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ไทยมีมาตรการอย่างไรนั้น กองทัพไทยได้เพิ่มมาตรการป้องกันความเสี่ยง ทั้งด้านยุทธวิธี อุปกรณ์ และการฝึกเฉพาะทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด ขอย้ำว่า ภารกิจหลักคือการป้องกันอธิปไตยควบคู่กับการคุ้มครองชีวิต โดยยึดหลักมนุษยธรรมและความรับผิดชอบสูงสุด

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับโดรนพลีชีพของกัมพูชา ซึ่งไทยรับทราบข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตามหลักการไทยขอหลีกเลี่ยงการขยายความจากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และขอให้สื่อและสาธารณชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือบานปลายโดยไม่จำเป็น

ขณะที่กรณีชาวบ้านและผู้พำนักอาศัยบริเวณตลาดชายแดนร้องเรียนเรื่องการตรวจของเจ้าหน้าที่นั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงสถานการณ์อ่อนไหว ไทยรับฟังข้อกังวลของประชาชน และพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมเป็นสำคัญ

ทางด้านประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทยรุกราน และยึดที่ดินชาวกัมพูชา เรื่องนี้ประเทศไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไทยยึดหลักการปกป้องอธิปไตยของตนเองมาโดยตลอด โดยไม่รุกล้ำดินแดนของประเทศอื่น ส่วนการคงกำลังตามแนววางกำลังเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และลดระดับความตึงเครียดตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วมที่สองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาใดๆ ควรได้รับการพิสูจน์ผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ผ่านการกล่าวหาในสื่อหรือโซเชียลมีเดียฝ่ายเดียว

ขณะเดียวกัน ในเรื่องที่กัมพูชาอ้างว่าการกระทำของไทยขัดกับข้อตกลงให้พลเรือนกลับพื้นที่ (ข้อ 4) จริงหรือไม่ ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้แจงว่า ไทยเราเคารพถ้อยแถลงร่วมและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด การดำเนินการใดๆ ในพื้นที่มีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของพลเรือนเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงจากอาวุธหรือทุ่นระเบิด ไทยพร้อมหารือในกรอบกลไกร่วมเพื่อให้การกลับเข้าพื้นที่ของพลเรือนเป็นไปอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรีและยั่งยืน

นอกจากนี้ กรณีที่สื่อกัมพูชาขอให้ใช้คำว่าประเทศไทยรุกรานกัมพูชานั้น ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ ไม่ยั่วยุ และไม่ตัดสิน การใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและบั่นทอนความพยายามในการลดความตึงเครียด ไทยสนับสนุนการใช้ภาษาที่สะท้อนข้อเท็จจริงและการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา

ส่วนกรณีการสร้างภาพยนตร์ Ghost Mountain: Second Killing Field ที่กล่าวหาไทยรุนแรง ไทยรับทราบข้อมูลดังกล่าว และขอเน้นย้ำว่างานสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนทางประวัติศาสตร์หรือปลุกเร้าอารมณ์ความเกลียดชัง ไทยเชื่อว่าการนำเสนอเรื่องราวความขัดแย้งควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

กรณีที่ทางกัมพูชาให้สัตยาบันอนุสัญญา UNCLOS มีนัยต่อสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ ในการให้สัตยาบัน United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) เป็นสิทธิของรัฐภาคีและเกี่ยวข้องกับกรอบกฎหมายทางทะเล ไทยมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้อง และไม่ควรถูกนำมาเชื่อมโยงหรือใช้เป็นเหตุผลขยายความขัดแย้งทางบก และขอให้แต่ละประเด็นได้รับการพิจารณาในกรอบที่เหมาะสม

สำหรับสารหลักที่ไทยต้องการสื่อสารต่อประชาคมโลก คือ ไทยยึดมั่นในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้กำลังอย่างจำกัด และรับผิดชอบ, การคุ้มครองพลเรือนและหลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันลดความตึงเครียด และมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

กองทัพแจงเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรม

ทำไมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจึงมีความสำคัญ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องพลเรือน แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการดำรงชีวิตประจำวันอีกด้วย

การที่กองทัพไทยออกมาแสดงความชัดเจนว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรมนั้น เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนและความรับผิดชอบต่อสังคม การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีความโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจได้ว่าการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือการใช้ถ้อยคำที่ยั่วยุ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืนในการรักษาความสงบสุขและการพัฒนาในภูมิภาค

จะเห็นได้ว่าการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรมนั้นมีเป้าหมายเพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชน ดังนั้น เราทุกคนควรให้การสนับสนุนและร่วมมือในการสร้างสังคมที่สงบสุข

ที่มา – กองทัพแจงเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นภารกิจมนุษยธรรม ไทยยึดมั่นป้องอธิปไตย ปัดรุกรานกัมพูชา

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของชาวบ้านในแถบแนวชายแดนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของการปะทะ เมื่อมองจากระยะไกล ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ดูเหมือนลูกไฟดวงเล็กเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากฝั่งไทยมุ่งตรงไปยังฐานปฎิบัติการของทหาร มองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้น เสียงระเบิด ที่เกิดจากการยิง ถึงจะตามมา 

แรงระเบิดจากปากกระบอก ส่งเสียงตึงสนั่นได้ยินไปไกลเป็น 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกระสุนระเบิดแรงสูง (HE)  หรือแม้แต่กระสุนอัจฉริยะที่นำทางตัวเองด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาเป้าหมาย เมื่อมองจากระยะไกล ชาวบ้านจะเห็นลูกไฟกลมเล็กๆ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ส่องสว่างท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร เปลี่ยนค่ำคืนแถวช่องบก ช่องอานม้าและพื้นที่แถวพรมแดนทางฝั่งตะวันออกของไทยให้กลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของเทคโนโลยีและประสิทธิภาพทางการทหารของกองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ นั่นรวมถึงการผสานกำลังของทหารพรานและ กองกำลัง ตชด ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่เราเห็นเป็นแสงไฟจากกระสุน นั่นเป็นกระสุนต่อระยะแบบ Base Bleed ที่พ่นก๊าซออกมาท้ายกระสุน ลดความปั่นป่วนของกระแสอากาศและแรงต้าน ทำให้ยิงไกลขึ้น 

กระสุนระเบิดแรงสูง บางประเภท อาจมีแสงส่องนำวิถี ทำให้เส้นโค้งยาวของมันดูเหมือนเส้นสีส้มหรือสีแดงเรืองแสงพาดผ่านท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดการระเบิดขนาดใหญ่และสว่างจ้า

กระสุนนำวิถี: กระสุน “อัจฉริยะ” เช่น SMArt 155 ใช้เซ็นเซอร์และสามารถสร้างรูปแบบเฉพาะตัว เมื่อปล่อยกระสุนย่อย บางครั้งนำวิถีด้วยอินฟราเรด ทำให้เกิดรูปแบบแสงหรือคลื่นกระแทกขณะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

ตัวกระสุนเอง: กระสุนขนาด 155  มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่ (ยาวประมาณ 2 ฟุต หนัก 100 ปอนด์) และเดินทางด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 1800 ฟุตต่อวินาที)  คิดเป็นประมาณ 548.64 เมตรต่อวินาที (m/s) หรือแปลงเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) จะได้ความเร็วประมาณ 1,975 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  โดยใช้ค่าประมาณ 1 ฟุต = 0.3048 เมตร และ 1 เมตร/วินาที = 3.6 km/h. ดังนั้น วิถีโค้งของลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรซึ่งตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อกระทบเป้าหมาย จึงเป็นทั้งภาพและเสียงที่ทรงพลังและน่าเกรงขามแม้จะมองสังเกตการณ์จากระยะไกล

ระยะยิงของกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรในแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีระยะตั้งแต่กระสุนระเบิดแรงสูงพื้นฐานที่ยิงได้ไกลประมาณ 24-30 กิโลเมตร ไปจนถึงกระสุนปืนใหญ่แบบนำวิถีระยะไกลขั้นสูง (ER-GAP) เช่น Excalibur ที่ยิงได้ไกล 40-50 กิโลเมตรขึ้นไป และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ให้ผลลัพธ์ 80-110 กิโลเมตร แรงระเบิดของมันนั้นมหาศาล  ใช้ระเบิดแรงสูง (HE) หรือกระสุนย่อยสำหรับเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงระเบิดและการแตกกระจายของสะเก็ดระเบิด ระยะยิงจึงขึ้นอยู่กับชนิดของกระสุนและระบบปืน สำหรับลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรแบบระเบิดแรงสูงมาตรฐาน (HE) : ทำระยะของการยิงวิถีโค้งประมาณ 24-30 กิโลเมตร จากปืนใหญ่ฮาวิตเซอร์สมัยใหม่ โดยใช้หน่วยฐานระบาย (BB) เพื่อระยะยิงที่ดีขึ้น

(HE) เป็นลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ที่ถูกใช้งานมากที่สุด บรรจุด้วย TNT หรือวัตถุระเบิดที่มีประสิทธิภาพคล้ายกัน ออกแบบมาเพื่อทำลายกำลังพล ยานพาหนะขนาดเล็ก และสิ่งก่อสร้าง ด้วยแรงระเบิดและการแตกกระจายที่รุนแรง

 DPICM (Dual-Purpose Improved Conventional Munition): บรรจุระเบิดขนาดเล็กหลายสิบลูกหรือที่เรียกว่า ลูกปราย เพื่อครอบคลุมพื้นที่การทำลายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มทหาร/ยานเกราะเบา

แรงกระแทก : เมื่อกระสุนกระทบเป้าหมาย ดินระเบิดจะระเบิดอย่างรุนแรง  

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อระยะและผลกระทบ

ระบบปืน: ความยาวลำกล้องปืนใหญ่ การออกแบบ

ปริมาณดินปืน : ปริมาณดินปืนที่แตกต่างกันของลูกปืนใหญ่แต่ละชนิด  ให้พลังงานที่แตกต่างกัน

การออกแบบตัวกระสุน : แน่นอนว่าต้องขึ้นตรงกับหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยรูปทรงเพรียวบาง ระบบระบายแรงดันจากฐาน/ระบบช่วยขับเคลื่อนด้วยจรวด ช่วยเพิ่มระยะยิงได้อย่างมาก

ระบบนำทาง : ระบบนำทางด้วย GPS/เลเซอร์ ช่วยให้โจมตีเป้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดจำนวนกระสุนเพราะแม่นราวกับผีจับยัดเลยทีเดียว  

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ข้อได้เปรียบทางยุทธวิธี แสงสว่างนำวิถีของลูกกระสุนปืน 155 มิลลิเมตร ช่วยให้ทหารราบซึ่งทำหน้าที่ตรวจการณ์หน้ามองเห็นได้ในขณะที่กระสุนพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำแม้ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ GPS นั่นแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของปืนใหญ่สมัยใหม่ที่กองทัพไทยมีประจำการ การผสมผสานระหว่างความเร็ว ขนาด และพลังงานในการทำลายล้าง สร้างการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าจดจำ.

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. ที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดความได้เปรียบในการสู้รบ และปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ที่มา – เมื่อลูกปืนใหญ่ไทยขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา ซ้ำซาก การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

วันที่ 13 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ข้อความประณามการกระทำของกัมพูชา ที่ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา (Joint Declaration) ซ้ำ โดยระบุว่า

1. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 กัมพูชาได้ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลง (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ด้วยการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ในเขตแดนไทยที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จนเป็นเหตุให้หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร

2. เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่ในเวลาเพียงสองวันต่อมา ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิด Joint Declaration อีกครั้ง ด้วยการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยยิงปืนเข้ามาฝั่งไทยบริเวณชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ทหารไทยต้องดำเนินการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลังและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

3. ประเทศไทยขอประณามเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิด Joint Declaration แล้ว การลอบวางทุ่นระเบิดเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคี ซึ่งไทยได้มีหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาไปยังญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ และได้ขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐภาคีอนุสัญญาฯ ทราบแล้ว พร้อมทั้งมีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติในเรื่องนี้ด้วย ในขณะที่เหตุการณ์ปะทะกันที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย

4. ประเทศไทยเคารพและดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกติกาสากล และเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยจัดให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตาม Joint Declaration มาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและปูทางไปสู่สันติภาพที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์ แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเป็นผู้ละเมิด Joint Declaration และพยายามสร้างสถานการณ์และข้อมูลเท็จ การกระทำเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาที่จะบรรลุสันติภาพร่วมกัน

5. ประเทศไทยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งสอง และขอเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ ตรวจสอบเหตุการณ์ข้างต้นอย่างโปร่งใส ยุติการกระทำยั่วยุ และหันกลับสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ เพื่อลดความตึงเครียดและมิให้เกิดความสูญเสียในอนาคต

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

ทำไมไทยถึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

การที่ประเทศไทยออกมาประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง เป็นผลมาจากการกระทำหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงและความไว้ใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตแดนไทยไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย การยิงปืนยั่วยุตามแนวชายแดนยิ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ประเทศไทยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการละเมิด “Joint Declaration” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มุ่งหวังที่จะสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ การที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ไทยต้องออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การลอบวางทุ่นระเบิดยังเป็นการละเมิด “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี การที่กัมพูชาซึ่งเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว กลับกระทำการที่ขัดต่อพันธกรณีของตนเอง ทำให้ไทยต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การประณามอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของไทยต่อการกระทำของกัมพูชา ความสัมพันธ์ที่เคยราบรื่นอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากยิ่งขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตามข้อตกลง และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ประเทศไทยออกมา ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ และยิงปืนยั่วยุอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ หวังว่ากัมพูชาจะรับฟังและดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

การกระทำของกัมพูชาที่ ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ นั้น ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

ดังนั้นทั้งสองประเทศควรกลับมาเจรจาอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ที่มา – ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

Scroll to top