การผลิตไฟฟ้า

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการทำงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการราคาพลังงานของไทย

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว

เหตุผลหลักที่นายอรรถวิชช์ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เพราะมองว่าแม้รัฐบาลจะยอมเฉือนงบประมาณรายได้กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อถอดค่าไฟฟ้าสาธารณะหรือค่าไฟถนนออกจากบิลของประชาชนที่แบกรับมานานกว่า 40 ปี แต่ทาง กกพ. กลับไม่มีข้อเสนอที่แสดงถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเลยแม้แต่น้อย โดยล่าสุด กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดราคาค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ซึ่งแนวทางทั้งหมดกลับไม่มีตัวเลือกการลดราคาแต่อย่างใด

ทำไมถึงต้องมีการตั้งคำถามว่า “อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว จริงหรือ?

ข้อกังขาสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีดังนี้:

  • สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดต่ำลงเหลือไม่ถึง 30% ในขณะที่เอกชนครองส่วนแบ่งถึง 70%
  • การไม่นำงบประมาณ 1.8 หมื่นล้านที่รัฐยอมจ่ายมาลดค่าไฟให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
  • หน้าที่ของ กกพ. ตามกฎหมายที่ระบุว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้พลังงาน แต่กลับทำงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

มุมมองที่น่าสนใจ นายอรรถวิชช์เสนอว่าควรจะมีการยุบ กกพ. แล้วนำเจ้าหน้าที่ไปควบรวมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน และให้มีอำนาจตัดสินใจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากกว่านี้

บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นการบริหารจัดการพลังงานที่คำนึงถึงค่าครองชีพเป็นหลัก การที่ “อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของปากท้องที่ภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบและหาทางออกให้เร็วที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ควรถูกยุบ ไม่ชงลดค่าไฟ ทั้งที่รัฐเอาไฟถนนออกจากบิลค่าไฟแล้ว

สร.กฟผ. ย้ำไม่ใช่เครื่องมือใคร ยันหนุนประโยชน์ต่อประเทศ

สร.กฟผ. ย้ำไม่ใช่เครื่องมือใคร ยันหนุนสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อ กฟผ. ชาติและประชาชน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) หลังจากที่มีกระแสข่าวการเข้าหารือกับ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางพลังงานของประเทศ ซึ่งทาง สร.กฟผ. ได้ออกมาแถลงการณ์ชัดเจนเพื่อไขข้อข้องใจถึงจุดยืนในครั้งนี้ว่า ทางองค์กรนั้น สร.กฟผ. ย้ำไม่ใช่เครื่องมือใคร ยันหนุนสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อ กฟผ. ชาติและประชาชน อย่างแท้จริง โดยยึดถือผลประโยชน์ขององค์กรและประเทศเป็นที่ตั้ง

เป้าหมายที่แท้จริงของการหารือครั้งสำคัญ

นายนเรนทร์ฤทธิ์ สอาดวงศ์ ประธาน สร.กฟผ. ได้อธิบายผ่านแถลงการณ์ว่า การพูดคุยกับคุณอรรถวิชช์นั้น มีสาระสำคัญเรื่องของการปลดล็อคข้อจำกัดที่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนของ กฟผ. ที่ถูกเรียกว่าเสือนอนกิน โดยแนวคิดที่ได้รับการสนับสนุนคือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐให้สูงขึ้นถึง 51% ซึ่งหากนโยบายนี้สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ แน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางพลังงานของไทย ทั้งนี้ สร.กฟผ. ย้ำไม่ใช่เครื่องมือใคร ยันหนุนสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อ กฟผ. ชาติและประชาชน โดยเราพร้อมจะสนับสนุนทุกพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับแนวทางที่จะช่วยให้ประชาชนมีค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมและลดการผูกขาดในตลาดพลังงาน

ประเด็นที่น่าสนใจจากการหารือยังมีเรื่องของ:

  • การนำหลักการ Public Service Obligation (PSO) มาใช้ดูแลภาระไฟทาง โดย กฟผ. เน้นย้ำว่าต้องไม่กระทบฐานะการเงินและสภาพคล่องขององค์กร
  • ความเห็นต่อบทบาทของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ควรดำเนินการตามกรอบของอำนาจนิติบัญญัติ
  • การติดตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่า กฟผ. จะได้รับบทบาทที่เหมาะสมในการเป็นหลักประกันความมั่นคงพลังงานของคนไทย

ท้ายที่สุด การแสดงจุดยืนของสหภาพฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความโปร่งใสในภารกิจขององค์กร ซึ่งพนักงานและประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกการตัดสินใจหรือการรวมกลุ่มหารือกับบุคคลภายนอกนั้น สร.กฟผ. ย้ำไม่ใช่เครื่องมือใคร ยันหนุนสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อ กฟผ. ชาติและประชาชน เพียงเท่านั้น โดยมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนของรัฐวิสาหกิจพลังงานของชาติเป็นหลัก

เราในฐานะประชาชนผู้ใช้พลังงาน คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การหารือในระดับนโยบายที่จะเปลี่ยนทิศทางพลังงานไทยนี้จะส่งผลในรูปธรรมอย่างไรบ้าง และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสมดุลที่ดีที่สุดให้กับทุกคน

ที่มา – สร.กฟผ. ย้ำไม่ใช่เครื่องมือใคร ยันหนุนสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อ กฟผ. ชาติและประชาชน

กกพ. ย้ำชัดไทยไม่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ลุยคุมต้นทุน

กกพ. ย้ำชัดไทยไม่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาก๊าซพุ่งสูง แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาประกาศให้ประชาชนวางใจได้เลยว่า ระบบผลิตไฟฟ้าของไทยยังมั่นคง ไม่มีปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง โดยมีแผนสำรองและมาตรการควบคุมต้นทุนแบบสุดตัว เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนได้รับความเป็นธรรม

กกพ. ย้ำชัดไทยไม่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการสู้รบเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ที่ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจรหรือ Spot Market พุ่งจาก 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้าน BTU กลายเป็น 25 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ปัจจุบันไทยยังใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถึง 56% ทำให้หลายคนกังวลเรื่องค่าไฟฟ้าที่อาจแพงขึ้น แต่กกพ. ชี้แจงชัดเจนว่า นี่เป็นแค่ความผันผวนของราคาตามกลไกตลาดโลก ไม่ใช่การขาดแคลน และระบบไฟฟ้าไทยยังแข็งแกร่ง

นายพูนพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการกกพ. กล่าวว่า แม้ไทยนำเข้าก๊าซจากกาตาร์ราว 15% ของ LNG ทั้งหมด หรือ 6% ของก๊าซทั้งระบบ ซึ่งอาจเสี่ยงหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด แต่เรามีการกระจายแหล่งนำเข้าอย่างชาญฉลาด ไม่พึ่งพาตะวันออกกลางฝ่ายเดียว นอกจากนี้ LNG คงคลังยังเหลือเฟือ รองรับฤดูร้อนเดือนเมษายน-พฤษภาคมได้สบาย

กกพ. ย้ำชัดไทยไม่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ด้วยแผนสำรองฉุกเฉิน

เพื่อรับมือสถานการณ์ กกพ. ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตไฟฟ้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับแผนผลิตไฟฟ้าให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเร่งใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น

  • เพิ่มสัดส่วนถ่านหินและพลังน้ำ
  • ดึงก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมากขึ้น
  • ลดการนำเข้า LNG ลง 70% จาก 1 ลำเรือ
  • เพิ่มก๊าซในประเทศเทียบเท่า 50% ของ 1 ลำเรือ

มาตรการเหล่านี้เริ่มเห็นผลตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ช่วยประหยัดต้นทุนได้มหาศาล และกกพ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กำกับราคาให้โปร่งใสและเป็นธรรม

ทำไมก๊าซธรรมชาติถึงสำคัญ? เพราะเป็นหัวใจของโรงไฟฟ้าแบบ CCGT ที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการปล่อยคาร์บอนเมื่อเทียบกับถ่านหิน แต่ราคาผันผวนจาก geopolitics ทำให้กกพ. ต้องมีแผน B-C-D ไว้ เช่น การกระจายแหล่งนำเข้าจากออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐฯ และแอฟริกา นอกจากนี้ ไทยยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือรับ LNG ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

สำหรับประชาชนและธุรกิจ ค่า Ft (ค่าความผันผวน) อาจปรับตามต้นทุนเชื้อเพลิง แต่กกพ. ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้กระทบหนัก โดยใช้กองทุนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า (กพผ.) ช่วยบรรเทา เป้าหมายคือรักษาเสถียรภาพระบบพลังงาน สนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อเนื่อง

ในอนาคต กกพ. วางแผนเพิ่มพลังงานหมุนเวียน ลดพึ่งพาก๊าซ แต่ขณะนี้การจัดการเชื้อเพลิงนำเข้าคือกุญแจสำคัญ ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตามปกติ

สรุปแล้ว กกพ. ย้ำชัดไทยไม่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ และมาตรการควบคุมต้นทุนจะช่วยให้ค่าไฟยังสมเหตุสมผล ระบบพลังงานไทยพร้อมรับมือทุกวิกฤต อย่าลืมติดตามข่าวสารจากกกพ. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และประหยัดพลังงานร่วมกันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – กกพ. ย้ำชัดไทยไม่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ลุยคุมต้นทุนสุดตัวเพื่อความเป็นธรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ

“ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน ค่าไฟต่ำ 3 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องที่ใกล้ตัวสุดๆ กันเลย นั่นคือ “ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน เพื่อหวังให้ค่าไฟฟ้าถูกลงต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท! พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรี ลั่นประกาศเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้ประชาชน โดยโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกอุ้มกลุ่มทุนใหญ่ๆ แล้วคืนอำนาจพลังงานให้รัฐบาลดูแลเอง เพราะบิลค่าไฟที่แพงหูฉี่นี่แหละ คือสัญญาณบอกว่าตระบบบิดเบี้ยว ประชาชนต้องจ่ายแพงเพื่อเลี้ยง “เสือนอนกิน” ที่ได้สัมปทานจากรัฐ

“ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 56 รัฐต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% ในธุรกิจพลังงานพื้นฐาน แต่ตอนนี้ กฟผ. ผลิตไฟได้เองแค่ 30% เท่านั้น อีก 70% ถูกโยนให้เอกชนรายใหญ่ผลิต สูญเสียอธิปไตยทางพลังงานไปให้ทุนผูกขาด พันตำรวจเอกทวีชี้ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานดีๆ ราคาถูกเพียบ แต่ถูกจำกัดไม่ให้ผลิตเต็มที่ เช่น ลิกไนต์แม่เมาะของ กฟผ. ที่เป็นเชื้อเพลิงไทยแท้ 100% ต้นทุนแค่ 1.20-1.23 บาท/หน่วย ไม่ต้องพึ่งนำเข้า ไม่กลัวน้ำมันแพงหรือสงคราม

หรือพลังน้ำของ กฟผ. ที่กระจายทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าโดยไม่ต้องซื้อเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายแค่ 1.06-1.37 บาท/หน่วย โรงงานเสร็จแล้ว ตัดค่าเสื่อมหมด แต่กลับต้องซื้อไฟจากเอกชนแพงๆ 3.15-3.53 บาท/หน่วย แถมยังจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้เอกชนแม้โรงไฟฟ้าไม่ผลิตจริงๆ นี่คือกำไรเกินเหตุที่ดูดเงินจากกระเป๋าประชาชน!

ทรัพยากรพลังงานราคาถูกที่ถูกลืม

  • ลิกไนต์แม่เมาะ: เชื้อเพลิงไทยแท้ ต้นทุนต่ำสุด 1.20 บาท/หน่วย
  • พลังน้ำ: ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีค่าน้ำมัน ค่าแค่ 1 บาทต้นๆ

ถ้าใช้ของดีพวกนี้ให้เต็มที่ ค่าไฟจะถูกลงเยอะเลยครับ

8 มาตรการลดค่าไฟจาก กมธ.พลังงาน

พันตำรวจเอกทวีอ้างรายงาน กมธ.พลังงาน สภาฯ เมื่อ 7 มี.ค. 2568 ที่เสนอ 8 มาตรการ ลดค่าไฟได้อีก 0.8588 บาท/หน่วย ถ้าทำจริง!

  • 1. ยกเว้น VAT ค่าไฟครัวเรือน ลดภาระทันที
  • 2. หยุด Adder และ FiT ให้เอกชนที่คุ้มทุนแล้ว
  • 3. เอารายได้ค่าภาคหลวง ลดต้นทุนเชื้อเพลิงประชาชน
  • 4. อปท. และกรมทางหลวง จ่ายค่าไฟเอง ไม่ผลักให้ประชาชน
  • 5. ลดเงินนำส่งรัฐจาก กฟ. เหลือ 20% เอามาลดค่าไฟ
  • 6. ทบทวนสัญญา LNG เพิ่ม Long-Term Contract 85%
  • 7. ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล กฟ. เหลือ 20%
  • 8. ตั้งคลัง LNG ปลอดอากร ลดต้นทุนก๊าซ

หยุดสัมปทานเสือนอนกิน ทำยังไง?

เพื่อค่าไฟ 2.50-3 บาท/หน่วย พันตำรวจเอกทวีเสนอชัดๆ

  • 1. สัญญา PPA เอกชนหมด ไม่ต่อ ดึงรัฐบริหารเอง
  • 2. คืน กฟผ. ผลิต 51% ตามกฎหมาย มุ่งบริการสาธารณะ
  • 3. เร่งผลิตจากลิกไนต์-พลังน้ำราคาถูก เป็นฐานค่าไฟ

สุดท้าย พันตำรวจเอกทวีย้ำว่ารัฐบาลต้องยึดประโยชน์ประชาชน รัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติ ค่าไฟถูกทำได้จริง พลังงานคือสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่ของนายทุน ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกันเรียกร้อง เราจะเห็นค่าไฟถูกลงแน่นอน คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน หวังได้เห็นค่าไฟต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท

รมว.พลังงานยันน้ำมันสำรอง 95 วัน ไม่ขาดแคลน

รมว.พลังงาน ยันน้ำมันสำรองหาได้เพิ่ม มีใช้ 95 วัน การันตีน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้าไม่ขาดแคลน เป็นข่าวดีที่ทำให้ประชาชนโล่งใจท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แถลงข่าวหลังประชุมหารือมาตรการพลังงานที่ทำเนียบรัฐบาล ยืนยันชัดเจนว่าน้ำมันสำรองของไทยมีเพียงพอ ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลน

รมว.พลังงาน ยันน้ำมันสำรองหาได้เพิ่ม มีใช้ 95 วัน การันตีน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้าไม่ขาดแคลน

จากตัวเลขเดิมที่เคยระบุไว้ 60 วัน ล่าสุดอัปเดตเป็น 65 วัน หากไม่มีน้ำมันนำเข้าจากภายนอกเลย แต่ที่สำคัญคือ เรายังมีแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ และมาเลเซีย อีก 30 วัน รวมแล้ว น้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 95 วัน ปตท. มีเครือข่ายคู่ค้าที่แข็งแกร่ง สามารถขอซื้อเพิ่มได้ทันวิกฤต ไม่ใช่แค่นับวันหมดแล้วจบ แต่จะมีการเติมเข้ามาเรื่อยๆ

มาตรการระงับส่งออกและเพิ่มสำรองน้ำมัน

เพื่อความมั่นคง รัฐบาลเตรียมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา ที่พึ่งพาพลังงานซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ยังเพิ่มสัดส่วนน้ำมันสำรองของผู้ค้าน้ำมัน จาก 1% เป็น 3% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

  • ระงับส่งออก ยกเว้นเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ
  • เพิ่มสำรองน้ำมันเป็น 3%
  • จัดการกำลังผลิตส่วนเกินมาสำรอง

สถานการณ์ปั๊มน้ำมันที่ประชาชนแห่เติม ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเป็นพฤติกรรมชั่วคราว เมื่อข้อมูลชัดเจน คนจะกลับมาใช้ปกติ กระทรวงพลังงานสั่งกำชับทุกจังหวัด ห้ามกักตุน และประสานผู้ค้าน้ำมันให้ส่งมอบเพียงพอ คาดปัญหาคลี่คลายใน 1-2 วัน

ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน ด้วยกองทุนน้ำมัน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยเต็มที่ ตรึงราคาดีเซล 15 วัน น้ำมันเบนซินช่วยบางส่วน กองทุนเคยติดลบหนัก แต่ตอนนี้บริหารจนเป็นบวก พร้อมรับมือวิกฤต ครบ 15 วัน จะประเมินสถานการณ์ใหม่ หากสงครามยืดเยื้อ จะใช้กลไกต่อ

สำหรับก๊าซและไฟฟ้า ไม่ต้องห่วง ก๊าซ 50-60% มาจากท่อเมียนมาและไทย อีกส่วน LNG จากกาตาร์ กกพ. อนุมัติหาแหล่งใหม่ ปตท. คอนเฟิร์มสัปดาห์หน้า น้ำมันก๊าซไฟฟ้าครบวงจร

แผนสำรองเพิ่มเติม: พลังงานทางเลือกและประหยัด

เดินหน้าผลิตไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆ พลังงานน้ำจากลาว ก๊าซอ่าวไทยร่วมมาเลเซีย ถ่านหินเพิ่มจาก กฟผ. และเตรียมรณรงค์ประหยัดพลังงานเข้าครม. 10 มี.ค. หากจำเป็น ปรับสูตรไบโอดีเซลเพิ่มสัดส่วน B100 ลดสเปกน้ำมันเพื่อนำเข้าจากหลายแหล่ง

ข่าวนี้ช่วยลดความตื่นตระหนกได้ดี ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方 อย่าตกเป็นเหยื่อข่าวลือ ใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อชาติ

คำแนะนำ: ตรวจสอบราคาน้ำมันล่าสุดที่ปั๊มใกล้บ้าน และวางแผนการใช้รถให้เหมาะสม ติดตามอัปเดตจากกระทรวงพลังงานเพื่อความอุ่นใจ

ที่มา – รมว.พลังงาน ยันน้ำมันสำรองหาได้เพิ่ม มีใช้ 95 วัน การันตีน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้าไม่ขาดแคลน

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เพื่อประโยชน์ประชาชน เผยต้นทุนราคาก๊าซจาก 3 แหล่ง โรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้างเพื่อกินหัวคิวใช่หรือไม่

วันที่ 12 ก.ย. 2566 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนว่าเกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า โดยระบุว่าเป็นระบบที่เอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price สำหรับประเทศไทย มีแหล่งก๊าซอยู่ 3 แหล่ง คือ

1. ก๊าซจากอ่าวไทย ตรงนี้ราคาถูก ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ประเทศไทยผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ

2. ก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา จะมีราคาแพงขึ้นมานิดหนึ่ง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งนำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ

3. ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว มีราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะไทยใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 MMbtu แต่ขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 MMbtu จึงต้องนำเข้าก๊าซจากเมียนมาอีกประมาณวันละ 600-700 MMbtu และต้องนำเข้า LNG อีกวันละประมาณ 1,800 – 1,900 MMbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG

Pool Gas ทำให้ราคาลดลง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากเมียนมา ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ถามส่วนต่างใครรับไปบ้าง

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลง, แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคน ซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

“กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่” นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า

แฉระบบเก่าทำค่าไฟสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนที่จะใช้ราคาก๊าซอ่าว ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตนจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและตนได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ถูกถล่มเพราะปรับสูตรคิดต้นทุน

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ยังไม่พอ ต้องเอาก๊าซจากเมียนมาทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน

“ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย”

อุตสาหกรรมค้านสุดตัว

อย่างไรก็ตาม ระบบ Pool Gas แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ.สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายยังไม่ทันเสร็จ

“เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน เราคงได้เห็น ระบบ Pool Gas เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผทและ สนพ. ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้น” นายพีระพันธุ์ กล่าว

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

ทำไมต้องเดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่?

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ฝากความหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ที่ตนได้วางรากฐานไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงสูตร Pool Gas เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน แม้ว่าจะมีแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม แต่เขายืนยันว่าผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

การผลักดันสูตร Pool Gas ใหม่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรค และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

นโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ซัดโรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้าง

Scroll to top