การพัฒนาทางเศรษฐกิจ

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวชุมพรและระนองที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่าผลเสียมากกว่าผลดีมากนัก

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

จากรายงานของ กสม. วันที่ 15 พ.ค. 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ย้ำถึงผลการตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งประกอบด้วยท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรม กสม. ส่งหนังสือข้อเสนอแนะไปยังนายกฯ และ ครม. เมื่อ 26 ก.พ. 2569 และ ครม. มีมติรับทราบเมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดยมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นหลัก ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสม

ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือ?

สศช. ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว พบว่าโครงการนี้สนับสนุนสินค้าระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้แค่ 18% เท่านั้น การพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวหรือสนามบินก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญ โครงการไม่ช่วยประหยัดเวลาขนส่งจากมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกา ค่าขนส่งยังสูงกว่า ไม่แข่งขันกับสิงคโปร์ได้ และรายได้จากตู้คอนเทนเนอร์ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โครงการจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก เช่น:

  • ตะกอนจากท่าเรือกระทบปะการัง หญ้าทะเล และแหล่งอาหารสัตว์น้ำ
  • กระทบแหล่งมรดกโลกทะเลอันดามัน
  • รถไฟและทางหลวงผ่านพื้นที่อนุรักษ์ ลุ่มน้ำชั้น 1A-2 ป่าชายเลน อุทยาน ชุ่มน้ำ
  • บุกรุกป่า เกษตร สูญเสียคาร์บอน เปลี่ยนกระแสน้ำ คุณภาพน้ำ น้ำใต้ดิน

ด้านการประมง ชุมพรมีเรือ 3,500 ลำ ประมงพื้นบ้าน 270 ลำ จับสัตว์น้ำ 110,000 ตัน มูลค่า 3,900 ล้านบาท เป็นแหล่งวงจรชีวิตปลาทู ระนองมีเรือพื้นบ้าน 2,000 ลำ ชาวเลมอแกนสูญเสียวิถีชีวิต เกษตรกรเสียแหล่งน้ำ ที่ดิน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสียหาย

การรับฟังความเห็นไม่ครบถ้วน

เวทีรับฟังทำแบบรายโครงการ ประชาชนเข้าไม่ครบ เนื้อหาไม่ชัด ไม่ให้แสดงความเห็นจริงจัง ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รัฐต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิประชาชน SDGs และ ICESCR

กสม. เสนอให้ สศช. จัดเวทีรับฟังภาพรวมพัฒนาจังหวัด ให้ประชาชนทุกกลุ่มกำหนดอนาคต รัฐต้องศึกษาผลกระทบครบมิติ คำนวณคุ้มค่าทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต

กสม. ขอบคุณ ครม. และนายกฯ ที่ตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยรองนายกฯ และ รมว.คลังเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ

โครงการแลนด์บริดจ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาต้องสมดุล เศรษฐกิจต้องไม่แลกกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิประชาชน คุณคิดว่าควรไปต่อหรือหยุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อให้เสียงเราดังถึงผู้กำหนดนโยบาย!

ที่มา – กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้รับงบประมาณมหาศาลเกือบ 4,000 ล้านบาท นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นที่สำคัญ โดยณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ให้งบสูญเปล่าหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่ม利益

ณัฐพล แนะตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายณัฐพลได้หยิบยกประเด็นนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาพูดถึง แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นมรดกจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้งบภาษีประชาชนจำนวนมาก เขาเตือนว่ารัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาและจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นี้มีงบสูงถึง 3,927.40 ล้านบาท กระจายไปใน 113 โครงการ ครอบคลุม 27 หน่วยงานภายใต้ 9 กระทรวง หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เงินจำนวนนี้เสี่ยงที่จะละลายหายไปโดยเปล่าประโยชน์ นายณัฐพลแสดงความห่วงใยว่านโยบายนี้กำลังอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยงาน THACCA ได้ตามสัญญาเลือกตั้ง

ปัญหาการจัดตั้ง THACCA ที่ล่าช้าและงบที่รั่วไหล

ย้อนกลับไปในปี 2566 พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ โดยเลียนแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ ชื่อหน่วยงานคือ THACCA แต่หลังจาก 2 ปีผ่านไป THACCA ยังคงเป็นเพียงชื่อบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีร่างกฎหมายจัดตั้งจริงจัง ร่างที่เคยพยายาม也被หน่วยงานอื่นคัดค้านเพราะซ้ำซ้อนภารกิจ

แม้หน่วยงานจะไม่เกิด แต่คณะกรรมการ THACCA ชั่วคราวกลับใช้งบไปมากโข ในปี 2567 ใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท บวกงบกลางอีก 566.18 ล้านบาท รวมกว่า 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มอีก 3,927.40 ล้านบาท สรุป 3 ปีใช้งบรวม 7,447 ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจที่นายณัฐพลนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลตระหนัก

ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์และก๊วนกวาดงาน

ไม่เพียงแต่ปัญหาการจัดตั้ง นายณัฐพลยังชี้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ลักไก่ โดยคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอนุกรรมการย่อยหลายชุดที่รวมเอกชนมาร่วม แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนในการคัดเลือก ทำให้กลายเป็น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีการเอื้องานให้เอกชนบางกลุ่มโดยไม่โปร่งใส

ล่าสุด เพจ CSI LA ได้แฉขบวนการ “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยวางตัวบุคคลในบอร์ดเพื่อล็อกงานให้เครือข่าย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้งบซอฟต์พาวเวอร์ หากไม่ตรวจสอบ

เพื่อแก้ไขปัญหา นายณัฐพลเสนอ 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่:

  • ทางเลือกที่ 1: ปล่อยให้หน่วยงานทำไปตามเดิม แม้เสี่ยงโดนโทษแต่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
  • ทางเลือกที่ 2: ตัดงบทั้งก้อน ชะลอโครงการและโอนเงินไปใช้อย่างอื่น แต่เสียความต่อเนื่อง
  • ทางเลือกที่ 3: ทำตามแนวทางเดิม ตั้งคณะกรรมการชุดเก่า
  • ทางเลือกที่ 4: คิดใหม่ทำใหม่ กำหนดหน่วยงานหลักชัดเจน มีหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่โปร่งใส ปิดช่องเอื้อประโยชน์ แล้วกลั่นกรองโครงการให้เหลือแต่ของดี

เขาแนะนำทางเลือกที่ 4 มากที่สุด เพราะจะวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งงานที่ทำมาแล้ว นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคเพื่อไทยนำเสนอโมเดลอื่นๆ ผ่านกลไกสภา เพื่อติดตามกำกับดูแลต่อไป

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักระดับโลก หากจัดการดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ แต่หากปล่อยปละ เงินภาษีประชาชนจะสูญเปล่า รัฐบาลใหม่จึงต้องลงมือตรวจสอบและปรับปรุงทันที

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลอนุทินในการแสดงความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากทำได้ จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของนายณัฐพล? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อประเทศ

ที่มา – “ณัฐพล” แนะรัฐบาลตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

Scroll to top