การพัฒนาเศรษฐกิจ

ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC

เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่ทราบถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญของกระทรวงคมนาคมที่กำลังเดินหน้าเปลี่ยนโฉมจังหวัดระนองให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ล่าสุดมีการปักธงให้ ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC อย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการขนส่งสินค้าทางทะเลที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในฝั่งอันดามัน

ทำไมท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC ถึงสำคัญ?

ด้วยทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC จึงไม่ใช่แค่เรื่องของท่าเรือ แต่คือหัวใจหลักในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมจากฝั่งอ่าวไทยสู่มหาสมุทรอินเดียจะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดในบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศักยภาพที่น่าจับตามองของท่าเรือระนอง

ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ทำเล แต่ยังมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นท่าเทียบเรือเอนกประสงค์และท่าเทียบเรือตู้สินค้า รวมถึงอุปกรณ์ทุ่นแรงทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นรถเครนเคลื่อนที่หรือระบบจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่พร้อมรองรับธุรกิจทุกระดับ

  • เติบโตอย่างมั่นคง: ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นกว่า 55%
  • ความร่วมมือระดับนานาชาติ: มีการทำ MOU กับท่าเรือพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อขยายเส้นทางขนส่ง
  • การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: รัฐบาลสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือทุ่นแรงเพื่อความคล่องตัวสูงสุด

หากมองในมุมของนักลงทุน นี่คือสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะการที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการยกระดับ ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในเวทีโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการหรือสนใจเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศ ผมขอแนะนำให้จับตาดูการพัฒนาของท่าเรือแห่งนี้ให้ดี เพราะอนาคตของการค้าในฝั่งอันดามันจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคใต้เติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – คมนาคมปักธง “ท่าเรือระนอง” ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมขนส่งสินค้าเอเชียใต้-BIMSTEC

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษบนเวทีหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย หรือ JFCCT โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์สำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความท้าทายในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง

ท่านนายกรัฐมนตรีได้เผยว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุน โดยมองว่าการจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมในการปรับตัวและการสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ผ่าน 4 แนวทางหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับปรุงกฎระเบียบ: มุ่งเน้นความสะดวกในการทำธุรกิจด้วยระบบดิจิทัลและกลไก Thailand FastPass ที่สนับสนุนโครงการลงทุนมูลค่ากว่า 223,000 ล้านบาท
  • อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า, และพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาบุคลากร: ยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ทันต่อโลกยุค AI ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก: ผลักดัน FTA และบทบาทของไทยในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียน 700 ล้านคน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนี้ นายกฯ เชื่อมั่นว่าการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคธุรกิจต่างชาติจะทำให้ไทยก้าวสู่มาตรฐาน OECD ได้สำเร็จ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไทยจะเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

แม้โลกจะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญมาก หากเราสามารถเดินหน้าแผนการทั้งหมดนี้ได้จริง จะเป็นตัวจุดชนวนให้ประเทศไทยก้าวกระโดดขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างสง่างาม นี่คือสัญญาณบวกที่ภาคเอกชนและนักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้ารอคอย และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทยครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนสังคมไทยมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ แต่ล่าสุดมีการยกระดับไปอีกขั้นกับการเปิดหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ ภายใต้โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่มาเป็นหัวหอกในการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอกครับ

จุดเริ่มต้นของโครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลระดับแถวหน้าของประเทศ นำโดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ซึ่งมีความมุ่งมั่นตั้งใจให้โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เป็นกลไกสำคัญในการสร้างนักพัฒนาชุมชนระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อให้คนเหล่านี้กลายเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในพื้นที่อย่างมั่นคง

เป้าหมายหลักของหลักสูตรนี้คือการสร้างองค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การดึงศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนและภาคธุรกิจ
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานรากให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ด้วยหัวใจของหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติและเข้าถึงปัญหาจริง เชื่อเถอะครับว่าบุคลากรที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จะกลายเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทยให้น่าอยู่และยั่งยืนยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

หากเรามองในมุมของความยั่งยืน การที่คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจและลงมือพัฒนาชุมชนของตัวเอง ไม่ใช่แค่การรักษารากเหง้าเดิมเอาไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางใหม่ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นก้าวทันโลกยุคดิจิทัลโดยไม่ทิ้งรากฐานดั้งเดิมครับ การมีนักพัฒนาชุมชนที่เข้าใจถึงบริบทสังคมอย่างแท้จริงจะช่วยปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศของเราได้อย่างแน่นอน

ที่มา – เปิดหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ โครงการ “โชว์ภูมิ” มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

“พชร” ชี้ GDP สวนทางดัชนีการผลิต สัญญาณอันตราย

ในสถานการณ์ที่ตัวเลขเศรษฐกิจถูกหยิบยกมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเรากำลังเป็นอย่างไรกันแน่ ในขณะที่ตัวเลข GDP ขยายตัวได้ 2.8% แต่กลับมีสัญญาณความผิดปกติซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรูนี้

“พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า แม้ GDP จะเติบโต แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) กลับไม่ได้ขยับตัวตามอย่างที่ควรจะเป็น นี่คือช่องว่างที่น่ากลัว เพราะ MPI คือตัวชี้วัดความเป็นจริงจากโรงงาน หาก GDP โตแต่ MPI นิ่ง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ผลิตของได้มากขึ้นจริง แต่ตัวเลขการส่งออกอาจถูกดันด้วยปัจจัยอื่นที่ชั่วคราว การที่ “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน จึงเป็นเสียงเตือนที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลย

ทำไมการโตแบบนี้ถึงไม่ใช่ความยั่งยืน?

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ตัวเลขการผลิต (MPI) โตเพียง 0.83% ขณะที่การส่งออกพุ่งไปถึง 15.5% สะท้อนถึงการดึงเอาผลการส่งออกในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า (Front loading) เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการภาษี นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ภาวะการผลิตที่ซบเซา: อัตราการใช้กำลังการผลิตวนเวียนอยู่แค่ 57-61% มาตั้งแต่ปี 2567
  • Digital Deficit: ภาระค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่คนไทยจ่ายออกไปทุกเดือน กลายเป็นรายจ่ายถาวรที่สูบเงินออกจากระบบ
  • ภาคบริการมูลค่าต่ำ: การพึ่งพาเพียงการท่องเที่ยวไม่สามารถทดแทนการสูญเสียขีดความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้

สถานการณ์ปัจจุบันยังเผชิญกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมาติดลบอย่างรวดเร็วในปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น การที่ “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่เรากำลังเผชิญคือภาวะ Negative Deindustrialization หรือการที่อุตสาหกรรมหดตัวทั้งที่ยังไม่ทันก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

หากรัฐบาลไม่เร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดอุปสรรคของผู้ประกอบการ หรือการสร้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก เราคงยากที่จะรอดพ้นจากกับดักนี้ได้ ความท้าทายนี้ต้องการนโยบายที่กล้าหาญมากกว่าแค่การพึ่งพาตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว หากเราไม่เลิกมองแค่ภาพลวงตาของตัวเลข และหันมาแก้ปัญหาที่เนื้อในของโครงสร้างเศรษฐกิจ วันที่ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตที่หนักกว่าเดิมอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ที่มา – “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน

“นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

“นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจกันไม่น้อยเลยทีเดียวครับ เมื่อนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมข้อความระบุว่าได้ใช้เวลาวันหยุดมานั่งคุยงานกันยาวนานถึง 3 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับคนทั่วไปว่ามีการดีลลับหรือวาระพิเศษอะไรหรือไม่

เบื้องหลังการพูดคุยปม “นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

นายนภินทรได้ออกมาไขข้อข้องใจกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างชัดเจนครับว่า “นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงการประชุมหารือเรื่องงานในราชการและงานด้านการเมืองปกติเท่านั้น โดยประเด็นหลักที่คุยกันเป็นการลงลึกถึงการแก้ปัญหาธุรกิจ SME เพราะเมื่อตรวจสอบตัวเลขจีดีพีของประเทศแล้ว พบว่าภาคธุรกิจขนาดย่อมมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย จึงจำเป็นต้องเร่งวางแผนพัฒนาและเยียวยาอย่างเร่งด่วน

จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีนภินทร การหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นกันเองและเน้นไปที่ทิศทางการทำงาน ดังนี้:

  • การวิเคราะห์ตัวเลขทางเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ
  • เจาะลึกปัญหาอุปสรรคที่ผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
  • การวางกรอบแนวทางพัฒนาเพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม

หลายคนอาจจะมองว่าการคุยงานนานถึง 3 ชั่วโมงต้องมีเรื่องใหญ่โต แต่ในมุมมองของผู้บริหารระดับสูง นี่คือเรื่องปกติของการทำงานครับ นายกรัฐมนตรีอนุทินได้กำชับให้เร่งหามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งนายนภินทรก็ยืนยันว่าได้มีการจัดเตรียมแผนงานไว้พร้อมหมดแล้ว เพียงแค่รอขั้นตอนการนำไปขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการเท่านั้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่ม SME เป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นหัวใจหลักในการหมุนเวียนเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทย หากธุรกิจขนาดเล็กไปต่อได้ เศรษฐกิจในภาพรวมก็จะฟื้นตัวตามไปด้วยครับ สำหรับใครที่รอคอยมาตรการสนับสนุน SME อยู่ เชื่อว่าในเร็วๆ นี้เราน่าจะได้เห็นข่าวดีจากการขับเคลื่อนนโยบายของทั้งสองท่านนี้อย่างแน่นอน แล้วมารอลุ้นไปพร้อมกันครับว่า แผนที่ว่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเราได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “นภินทร” เผยปมคุย “อนุทิน” 3 ชั่วโมง แค่เรื่องงานพัฒนา SME ไม่มีอะไรพิเศษ

พินิจนำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อเมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนานกันมาบ้างแล้วนะครับ แต่วันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงภารกิจสำคัญที่คุณพินิจ จารุสมบัติ ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้นำคณะเดินทางไปร่วมงานสำคัญระดับโลกอย่าง “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ครับ

“พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีหัวข้อหลักคือ “รวมพลัง สู่สิ่งใหม่ สร้างจีนที่งดงาม” ซึ่งทางจีนต้องการโชว์ศักยภาพให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนนั้นทำได้จริง และเมื่อคุณ “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือแบบอย่างที่ต้าหลี่เลือกใช้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตคนกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

ถอดบทเรียนจากต้าหลี่สู่แรงบันดาลใจไทย-จีน

คุณพินิจได้แชร์ความประทับใจไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้าหลี่เปรียบเสมือน “ภาพวาดพันปีที่ไม่ต้องใช้หมึก” ด้วยความงดงามของเทือกเขาชางซานและทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ การที่คนในท้องถิ่นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ทำลายทรัพยากร แต่กลับใช้ธรรมชาติเป็นฐานรากในการสร้างอาชีพ เช่น ร้านคาเฟ่ หรือที่พักโฮมสเตย์ ถือเป็นต้นแบบที่ทรงคุณค่าครับ

  • เรียนรู้จากความสำเร็จของจีนในการฟื้นฟูระบบนิเวศ
  • สร้างความเชื่อมโยงผ่านมิติวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
  • กระชับมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นด้วยความร่วมมือที่จับต้องได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความสำเร็จของเพจ “This is Dali” ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงเสน่ห์ของต้าหลี่มากขึ้น ผ่านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่ทำให้เห็นว่า จีนในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นมิตรและพร้อมเดินหน้าเคียงข้างไปกับนานาประเทศ การที่คุณพินิจนำคณะลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การประชุมเชิงวิชาการ แต่เป็นการสร้างสะพานแห่งโอกาสที่จะนำประสบการณ์ดีๆ มาปรับใช้กับประเทศไทยอีกด้วยครับ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของฟอรัมนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การที่เราได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จจากเพื่อนบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เราตระหนักได้ว่า “ภูเขาเขียวและสายน้ำใส” คือต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติจริงๆ หากเราทุกคนร่วมมือกันดูแลธรรมชาติ ก็จะช่วยสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลังได้แน่นอนครับ

ที่มา – “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวกันแล้วว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มาอัปเดตความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยังคงแน่นแฟ้นและก้าวไกลไปอีกขั้น

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เหตุการณ์การเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การอำลาตำแหน่งตามวาระปกติ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือที่ยาวนาน โดยท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง นายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน ณ ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

ศักยภาพของไทยในสายตานักลงทุนเนเธอร์แลนด์

ทางเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยคือพันธมิตรที่สำคัญ โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น:

  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชิปขั้นสูง
  • ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงทั่วภูมิภาค
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่

ความสำเร็จจากการที่นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งในครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การจ้างงานและการยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับการลงทุนจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่ครับ

ในส่วนของรัฐบาลเอง ก็กำลังเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนี่ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบ้านเราให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

บทสรุปของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นภาพลักษณ์ที่ดีในระดับมหภาค แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่ว่าประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับใครที่สนใจข่าวสารเศรษฐกิจ ก็อย่าลืมติดตามการอัปเดตจากทางเว็บไซต์รัฐบาลอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะเชื่อว่ายังมีนโยบายดีๆ และข่าวสารน่าสนใจแบบนี้ออกมาให้เราได้ติดตามกันอีกแน่นอน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม.

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทย อย่าง เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม. เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้เชิญเหล่าผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เข้าพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นที่ทำเนียบรัฐบาล เป้าหมายหลักคือหาแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศเราให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม.

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่ภาครัฐและเอกชนจับมือกัน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า อัตราเงินเฟ้อ หรือการฟื้นตัวหลังโควิด เรามาดูกันว่ารายชื่อเหล่าคนใหญ่คนโตที่มาร่วมมีใครบ้าง แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

3 สถาบันหลัก: กกร., สภาอุตสาหกรรม และสภาท่องเที่ยว

  • นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์: ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล: ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • นายผยง ศรีวณิช: ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
  • นายชัย อรุณานนท์ชัย: ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

กลุ่มสถาบันการเงิน

  • นายชาติศิริ โสภณพนิช (ส่งตัวแทน) จากธนาคารกรุงเทพ
  • นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย: ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
  • นายสารัชต์ รัตนาภรณ์: CEO ธนาคารไทยพาณิชย์

กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

  • นายธนินท์ เจียรวนนท์: ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
  • นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์: CEO เบทาโกร
  • นายฐาปน สิริวัฒนภักดี (ส่งตัวแทน) จากไทยเบฟเวอเรจ
  • นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์: จากสยามคูโบต้า

กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

  • นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ จากเดลต้า อีเลคโทรนิคส์
  • นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง จากซีเกท เทคโนโลยี

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

  • นายกลินท์ สารสิน: ประธานคณะกรรมการ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
  • นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์: จากฮอนด้า ออโตโมบิล
  • นายครรชิต ไชยสุโพธิ์: จากเกรท วอลล์ มอเตอร์
  • นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์ จากสยามคูโบต้า

กลุ่มธุรกิจพลังงาน

  • นายสารัชถ์ รัตนาวะดี: CEO กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี
  • นายคงกระพัน อินทรแจ้ง: CEO ปตท.
  • นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: CEO บางจาก

กลุ่มธุรกิจโรงแรม

  • นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์: นายกสมาคมโรงแรมไทย
  • นายชนินทธ์ โทณวณิก (ส่งตัวแทน) จากดุสิตธานี

กลุ่มธุรกิจสุขภาพ

  • แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ: ประธาน BDMS

กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง

  • นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช: นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
  • นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม: MD ปูนซิเมนต์ไทย
  • นายปลิว ตรีวิศวเวทย์: ประธาน ช.การช่าง

กลุ่มพัฒนาอสังหาฯ และนิคม

  • นางสาวจรีพร จารุกรสกุล: CEO ดับบลิวเอชเอ

กลุ่ม SMEs

  • นายณพพงศ์ ธีระวร: ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

กลุ่มค้าปลีก

  • นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล: CEO เซ็นทรัลพัฒนา
  • นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช: จากเดอะมอลล์ กรุ๊ป

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

  • นายเวทิต โชควัฒนา: จากสหพัฒนพิบูล
  • นางสาวดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล: จากสหยูเนี่ยน
  • นายทศ จิราธิวัฒน์: จากกลุ่มเซ็นทรัล
  • นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์: จากดับเบิ้ล เอ

นางลินดา ลีสหะปัญญา จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ไม่สามารถเข้าร่วมและไม่ได้ส่งตัวแทนครับ

การรวมตัวของเหล่า เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการฟังเสียงจากภาคเอกชน ซึ่งครอบคลุมทุกภาคส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน พลังงาน ยานยนต์ เกษตร สุขภาพ และค้าปลีก ล้วนเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อน GDP ไทย คาดว่าจะนำไปสู่มาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เช่น ลดภาษี สร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ

ในมุมมองของผม การหารือแบบนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดด โดยเฉพาะในยุคที่ต้องแข่งขันกับเวียดนามและอินโดนีเซีย หากรัฐและเอกชน synergy กันได้ เราจะเห็นการเติบโตที่ยั่งยืนแน่นอน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการประชุมครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจล่าสุดนะครับ!

ที่มา – เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม.

เปิดรายชื่อ 33 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม.

เปิดรายชื่อ 33 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม. เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนในวงการธุรกิจให้ความสนใจอย่างมาก เพราะการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยธรรมดา แต่เป็นการรวมพลังจากยักษ์ใหญ่ทั้ง 10 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เปิดรายชื่อ 33 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเข้าร่วมประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเย็น โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตท่ามกลางความท้าทายระดับโลก การหารือครั้งนี้ครอบคลุม 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งมีเจ้าสัวและนักธุรกิจชื่อดังมาร่วมกว่า 33 ราย บางรายส่งตัวแทนเข้าร่วมแทน

รายชื่อผู้ร่วมหารือจาก 3 สถาบันหลัก กกร. และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

  • นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์: ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล: ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • นายผยง ศรีวณิช: ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
  • นายชัย อรุณานนท์ชัย: ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

กลุ่มสถาบันการเงิน

  • นายชาติศิริ โสภณพนิช ส่งนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล จากธนาคารกรุงเทพ
  • นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย: ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
  • นายสารัชถ์ รัตนาวะดี: CEO ธนาคารไทยพาณิชย์

กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

  • นายธนินท์ เจียรวนนท์: ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
  • นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์: CEO เบทาโกร
  • นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ส่งนายโสภณ ราชรักษา จากไทยเบฟเวอเรจ
  • นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์: จากสยามคูโบต้า

กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

  • นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ: ที่ปรึกษาอาวุโส เดลต้า อีเลคโทรนิคส์
  • นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง: Country Manager ซีเกท เทคโนโลยี

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

  • นายกลินท์ สารสิน: ประธานคณะกรรมการ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
  • นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์: จากฮอนด้า ออโตโมบิล
  • นายครรชิต ไชยสุโพธิ์: รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์
  • นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์: จากสยามคูโบต้า

กลุ่มธุรกิจพลังงาน

  • นายสารัชถ์ รัตนาวะดี: CEO กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี
  • นายคงกระพัน อินทรแจ้ง: CEO ปตท.
  • นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช: CEO บางจาก

กลุ่มธุรกิจโรงแรม

  • นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์: นายกสมาคมโรงแรมไทย
  • นายชนินทธ์ โทณวณิก ส่งนางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข จากดุสิตธานี

กลุ่มธุรกิจสุขภาพ

  • แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ: ประธาน BDMS

กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง

  • นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช: นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
  • นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม: MD ปูนซิเมนต์ไทย
  • นายปลิว ตรีวิศวเวทย์: ประธาน ช.การช่าง

กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ และนิคมอุตสาหกรรม

  • นางสาวจรีพร จารุกรสกุล: CEO ดับบลิวเอชเอ

กลุ่ม SMEs

  • นายณพพงศ์ ธีระวร: ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

กลุ่มธุรกิจค้าปลีก

  • นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล: CEO เซ็นทรัลพัฒนา
  • นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช: ประธาน เดอะมอลล์ กรุ๊ป

กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค

  • นายเวทิต โชควัฒนา: จากสหพัฒนพิบูล
  • นางสาวดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล: จากสหยูเนี่ยน
  • นายทศ จิราธิวัฒน์: จากกลุ่มเซ็นทรัล
  • นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์: จากดับเบิ้ล เอ

ขณะที่นางลินดา ลีสหะปัญญา จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ไม่สามารถเข้าร่วมได้ การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะนำไปสู่มาตรการสนับสนุนธุรกิจ เช่น การลดภาษี ส่งเสริมการลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้น

ในมุมมองของเรา การรวมตัวของเจ้าสัวเหล่านี้คือสัญญาณบวกที่ชัดเจน หากรัฐบาลนำข้อเสนอไปปฏิบัติจริง ไทยจะแข่งขันในเวทีโลกได้ดีกว่าเดิมแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับการหารือครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพิ่มเติมได้เลย!

ที่มา – เปิดรายชื่อ 33 เจ้าสัว เอกชน ยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือ นายกรัฐมนตรีและครม.

Scroll to top