การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญในการตรวจสอบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การสัญจรทางน้ำ และรับฟังข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชน ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ในการลงลุยงานภาคสนามครั้งนี้ นายสรรเพชญ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจกับปัญหาหน้างาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพ โดยภารกิจสำคัญในวันนี้คือการที่ “สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน ในพื้นที่ตำบลท่าบอนและตำบลปากแตระ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยั่งยืน

จุดเริ่มต้นของการสำรวจและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อ.ระโนด

พื้นที่ตำบลท่าบอนเป็นจุดแรกที่คณะทำงานได้เข้าสำรวจ โดยเฉพาะบริเวณวัดท่าบอน ซึ่งพบปัญหาเรื่องร่องน้ำตื้นเขินและหินเรียงแนวเขื่อนหลุดร่วง กีดขวางเส้นทางเรือประมง ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน นายสรรเพชญจึงได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบเพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วน ส่วนในพื้นที่ที่ยังไม่มีแนวกันคลื่น ก็จะมีการพิจารณาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากัดเซาะลุกลามต่อเนื่องไปมากกว่านี้

นอกเหนือจากเรื่องแนวเขื่อน ทางคณะยังได้หารือถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ ดังนี้:

  • การขุดลอกร่องน้ำที่ตื้นเขินเพื่อความปลอดภัยของเรือประมง
  • การปรับปรุงท่อระบายน้ำที่ชำรุดในพื้นที่แนวเขื่อนกรมเจ้าท่า
  • การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง
  • การก่อสร้างแนวกันคลื่นและปะการังเทียมตามคำแนะนำของชาวบ้าน

สำหรับการลงพื้นที่ในตำบลปากแตระ ซึ่งมีระยะทางการกัดเซาะยาวกว่า 700 เมตร ถือเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน การที่ “สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังปัญหาจากฐานราก เพื่อให้โครงการในอนาคตตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจการประมงและความปลอดภัยของคนในพื้นที่

การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายที่เชื่อมโยงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การพัฒนาชายฝั่งภาคใต้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม หากหน่วยงานรัฐและชาวบ้านร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่า อ.ระโนด จะกลับมามีสภาพแวดล้อมและทางสัญจรที่ปลอดภัยกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ที่มา – “สรรเพชญ” ลงพื้นที่ อ.ระโนด ติดตามปัญหากัดเซาะชายฝั่ง พร้อมรับฟังเสียงประชาชน

คมนาคมถก World Bank เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์สู่ฮับอาเซียน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบขนส่งบ้านเราอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญ เมื่อกระทรวงคมนาคมได้เปิดโต๊ะหารือร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อผลักดันนโยบายครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกของโครงการ คมนาคมถก World Bank เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์สู่ฮับอาเซียน อย่างเป็นรูปธรรม

คมนาคมถก World Bank เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์สู่ฮับอาเซียน

ในการประชุมครั้งนี้ นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้นำทีมหารือกับผู้อำนวยการด้านโครงสร้างพื้นฐานของ World Bank เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งไทยให้ทัดเทียมสากล โดยเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญ 3 ด้าน คือ ความรวดเร็ว ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แท้จริง

รายละเอียดโครงการเมกะโปรเจกต์ที่น่าจับตามอง

จากการรายงานพบว่าโครงการ คมนาคมถก World Bank เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์สู่ฮับอาเซียน ครั้งนี้ ได้หยิบยกโปรเจกต์สำคัญขึ้นมาขับเคลื่อน ดังนี้:

  • การพัฒนาตั๋วร่วม: ตั้งเป้าให้คนไทยใช้บัตรใบเดียวเดินทางข้ามระบบรถไฟฟ้าได้ทุกสายภายในปี 2570
  • โครงการมอเตอร์เวย์สายใหม่: เร่งเครื่องสาย M84 (หาดใหญ่ – ชายแดนมาเลเซีย) และสาย M61 (ปราจีนบุรี – นครราชสีมา) เพื่อเชื่อมต่อวงจรโลจิสติกส์ให้สมบูรณ์
  • การคมนาคมสีเขียว (Green Transport): สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ความปลอดภัยทางถนน: นำเทคโนโลยีมาตรฐานสากลอย่าง ThaiRAP และ iRAP มาประยุกต์ใช้เพื่อลดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) และการลงทุนในรูปแบบ PPP ที่จะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้โครงการมีความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการของยุคสมัยใหม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งในพื้นที่สำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งจะช่วยหนุนเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเชิงโครงสร้าง แต่ยังเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยแนวคิดโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ซึ่งถือเป็นนโยบายระดับสากลที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญ การที่ไทยได้ร่วมมือกับ World Bank จึงเป็นการตอกย้ำว่าเรากำลังเดินมาถูกทางในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของอาเซียนครับ

สรุปแล้ว การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้ชีวิตประจำวันของพวกเราสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางที่ไร้รอยต่อหรือความปลอดภัยที่มากขึ้น หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เชื่อว่าเราจะได้เห็นระบบขนส่งที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีประเทศให้ก้าวกระโดดอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – “คมนาคม” ถก “World Bank” เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์ดันไทยสู่ฮับคมนาคมอาเซียน

รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขัน

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยมาอัปเดตกันนะคะ รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย หรือแม้แต่แรงงานต่างด้าว นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลและภาคเอกชนกำลังร่วมมือกันอย่างจริงจัง

รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ.

จากที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 (หมายเหตุ: original 2569 คงพิมพ์ผิด) หลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันก่อนหน้านั้น รัฐบาลพร้อมฟื้นฟูคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ขึ้นมาใหม่ โดยเชิญ 3 สถาบันหลักอย่าง ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มาร่วมเวทีประจำ เพื่อสะท้อนปัญหา เสนอแนะ และผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง เหมือนสมัยก่อนที่ช่วยพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดได้สำเร็จ

นายกฯ ย้ำชัดว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ควบคุม’ เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ และ ‘อำนวยความสะดวก’ ให้เอกชนเดินหน้าเต็มที่ ซึ่งฟังดูน่าตื่นเต้นมากเลยใช่ไหมคะ?

ปัญหาหลักที่ กรอ. จะช่วยแก้

ในการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้ยื่นข้อเสนอแบบรอบด้านเลยค่ะ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • ต้นทุนการผลิตและเงินทุน: โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่กำลังขาดสภาพคล่อง มี NPL สูง บางรายหลุดไปหนี้นอกระบบ รัฐบาลจะปลดล็อกให้เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น ผลักดันนโยบาย Made in Thailand (MiT) เพื่อใช้กำลังซื้อภาครัฐสั่งซื้อสินค้าไทย สร้างรายได้และหลักประกันให้เอสเอ็มอี
  • โครงสร้างพื้นฐาน: แก้ Missing Link เช่น ถนน โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้าอาหารและเกษตรในภูมิภาค
  • กฎหมายและพลังงาน: ปรับกฎหมายให้เอื้อธุรกิจมากขึ้น สนับสนุนพลังงานสะอาด
  • แรงงาน: จัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคนที่อยู่นอกระบบ ร่วมกับกระทรวงแรงงาน ออกแบบการลงทะเบียน ควบคุม และคุ้มครองให้เหมาะสมกับความต้องการของอุตสาหกรรม แต่ละสัญชาติมีทักษะต่างกัน ต้องบริหารให้ตรงจุด

นอกจากนี้ รัฐบาลยังห่วงใยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาก ๆ ค่ะ จะช่วยพัฒนาศักยภาพให้ผลิตสินค้าที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการฟื้น กรอ.

การ รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่เป็นการวางระบบทำงานร่วมกันยั่งยืน จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมด ทำให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ เศรษฐกิจฟื้นตัว ไทยกลับมาเป็นผู้นำภูมิภาคอีกครั้ง ลองนึกภาพไทยเป็นฮับการผลิตและการค้าอาเซียนสิคะ สุดยอดไปเลย!

ในมุมมองของดิฉันนะคะ นี่คือโอกาสทองสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากโควิดและการแข่งขันโลก การร่วมมือแบบนี้จะช่วยให้ทุกภาคส่วนก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? คิดว่าไทยจะเพิ่มขีดแข่งขันได้จริงไหม ลองคอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างนะคะ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่านด้วย!

ที่มา – รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

“พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน! วันนี้มีข่าวเด็ดจากวงการคมนาคมเลยนะครับ เมื่อ“พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา นโยบายเจ๋งๆ นี้มาจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เพิ่งมอบนโยบายให้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ไปขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานให้ตรงใจประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคใต้ที่กำลังจะคึกคัก!

“พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ นโยบายหลักคือการนำแบริเออร์ยางพารา (Rubber Fender Barrier: RFB), เสาหลักนำทางยางพารา (Rubber Guide Post: RGP) และแผ่นยางหุ้มการ์ดเรล กลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดแรงกระแทกในจุดเสี่ยงอุบัติเหตุบนถนน นี่ไม่ใช่แค่นโยบายเก่า แต่ปัดฝุ่นมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคนี้เลย โดยจะตั้งคณะทำงานชุดพิเศษ นำโดยนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดคมนาคม มาจัดการเรื่องงบ ระยะทาง ประสานสหกรณ์ยาง 29 แห่งทั่วประเทศ ผ่านมาตรฐานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คาดสรุปใน 3 เดือน ปี 70 อาจใช้งบเหลือปีเก่า นำร่องจุดเสี่ยงก่อน ปี 71-72 จะเป็นเมนูหลัก!

ทำไมถึงเจ๋ง? จากผลทดสอบในเกาหลีใต้และ ม.สงขลานครินทร์ พบว่ายางพาราช่วยลดความรุนแรงบาดเจ็บได้ 10-20% เลยนะครับ โดยเฉพาะหุ้มราวเหล็กทางโค้ง ลดได้เกือบ 40%! แถมยังช่วยเกษตรกรยางพารา ราคายางตอนนี้ 80 บาท/กก. ฤดูปกติ 55-58 บาท/กก. คุ้มสุดๆ สร้างรายได้ กระจายงานให้สหกรณ์ยางที่มีเครื่องจักรพร้อมอยู่แล้ว จะได้ win-win ทั้งปลอดภัยถนนและราคายางดีขึ้น

ประโยชน์สองต่อจากแบริเออร์ยางพาราในนโยบาย “พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา

นอกจากเซฟชีวิตแล้ว ยังอุ้มราคายางพาราที่เคยดราม่ามานาน เกษตรกรหลายล้านรายจะได้ยิ้มได้กว้างขึ้นครับ สหกรณ์ 29 แห่งจะถูกเชิญมาคุย เพื่อยืนยันความพร้อมและเดินหน้าจริงจัง

เร่ง 3 Quick-Win ลุยเมกะโปรเจกต์ภาคใต้

ไม่หยุดแค่นั้น สั่ง ทช. ลุย Quick-Win 3 ด้านทันที: 1) เร่งโครงการก่อสร้างเปิดใช้เร็วๆ 2) ประกวดราคาโครงการพร้อมสร้าง 3) เสนอ ครม. อนุมัติโครงการใหม่ โครงการไฮไลต์คือสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา-พัทลุง) และสะพานเชื่อมเกาะลันตา (กระบี่) ผู้ชนะประมูลแล้ว รอ สบน. เจรจาเงินกู้ World Bank 141.51 ล้านเหรียญ (ราว 4,500 ล้านบาท) คาดเซ็นสัญญามิ.ย. 2569 สร้าง 3 ปี เสร็จ 2572!

อีกโครงการใหญ่ ถนน Thailand Riviera หรือถนนเลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน-อ่าวไทย สนับสนุนท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจให้ปัง!

รายละเอียด Thailand Riviera 5 ระยะ เดินหน้าอย่างไร?

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. อัปเดตความคืบหน้า แบ่ง 5 ระยะ:

  • ระยะ 1: สมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร (ทช. 514.616 กม.) สรุปแล้วเสร็จ!
  • ระยะ 2: ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา (~600 กม.) ของบ 70 ล้านปี 70 จ้างที่ปรึกษาศึกษา
  • ระยะ 3 (1): สมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม (83 กม.) สำรวจ EIA เสร็จ เตรียมสร้าง ปี 70 สำรวจที่ดิน
    ระยะ 3 (2): เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (350 กม.) EIA ผ่าน เริ่มสร้าง 2 โครงการ 81 กม. แล้ว
  • ระยะ 4: สงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส (155.680 กม.) ศึกษาความเป็นไปได้ เสร็จปี 69
  • ระยะ 5: ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล (600.268 กม.) สนข. กำลังศึกษา

ปี 70 ใช้งบ 20 ล้าน สำรวจสิชล-ท่าศาลา 30 กม. ด้วย โครงการนี้จะยกระดับท่องเที่ยวภาคใต้ให้เป็นริเวียร่าของไทยเลยครับ!

สรุปแล้ว นโยบาย “พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา ถือเป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลคิดถึงทั้งความปลอดภัยประชาชน เศรษฐกิจเกษตรกร และการท่องเที่ยว ถ้าทุกอย่างไปได้สวย การเดินทางภาคใต้จะสนุกและปลอดภัยขึ้นเยอะ ลองติดตามความคืบหน้า แล้วแชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะครับ ว่าคุณคิดยังไงกับไอเดียแบริเออร์ยางพารา!

ที่มา – “พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา

นราพัฒน์ แนะ แลนด์บริดจ์ คิดรอบคอบ ห่วงกระทบทะเล

ในยุคที่ประเทศไทยกำลังมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การพูดถึงโครงการใหญ่ๆ อย่างแลนด์บริดจ์กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะมุมมองจากนักการเมืองที่มีประสบการณ์อย่างนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ออกมาแสดงความเห็นอย่างระมัดระวัง นราพัฒน์ แนะ แลนด์บริดจ์ ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะอาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับปัญหาโลจิสติกส์ของไทย และยังมีความเสี่ยงกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นจุดแข็งของประเทศ

นราพัฒน์ แนะ แลนด์บริดจ์ ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือเส้นทางเชื่อมทะเลอ่าวไทยกับทะเลอันดามันทางบกผ่านคอขาดบ้านด่านสิงข์ล โดยมีแนวคิดสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง รถไฟ และถนน เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ซึ่งในหลักการฟังดูน่าสนใจมาก เพราะจะช่วยยกระดับไทยเป็นฮับโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ นราพัฒน์ แนะ แลนด์บริดจ์ นี้ต้องตอบคำถามสำคัญหลายประการก่อน เช่น ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่? จะดึงดูดการใช้งานได้มากแค่ไหน? และที่สำคัญ ผลตอบแทนจากการลงทุนมหาศาลนี้จะคุ้มค่าหรือกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคต?

นายนราพัฒน์เน้นย้ำว่าประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่นคือทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทะเลที่สงบสวยงามและธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั่วโลก หากโครงการนี้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ เช่น การถมทะเลที่อาจเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ มลพิษจากน้ำมันรั่ว หรือการสูญเสียแหล่งประมง ผลเสียจะยาวนานและกระทบวิถีชีวิตชาวประมง รวมถึงอุตสาหกรรมประมงที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจชายฝั่ง

นราพัฒน์ แนะ แลนด์บริดจ์ กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างไร

อีกประเด็นที่นายนราพัฒน์ให้ความกังวลคือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสร้างรายได้หลักให้ประเทศปีละหลายล้านล้านบาท ภาพลักษณ์ทะเลไทยที่ใสสะอาดและปะการังสวยงามคือจุดขายสำคัญ หากเกิดความเสียหายจากโครงการ ไม่ว่าจะระยะสั้น กลาง หรือยาว จะส่งผลอย่างไรต่อนักท่องเที่ยวที่เลือกไทยเพราะธรรมชาติ? นายนราพัฒน์ตั้งคำถามว่ารัฐมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนหรือยัง ไม่ใช่แค่คาดเดาเท่านั้น

  • ผลกระทบระยะสั้น: การก่อสร้างอาจทำให้ชายหาดสกปรก นักท่องเที่ยวลดลง
  • ผลกระทบระยะกลาง: ระบบนิเวศทะเลเปลี่ยนแปลง สัตว์ทะเลหายไป ส่งผลต่อกิจกรรมดำน้ำและประมง
  • ผลกระทบระยะยาว: ภาพลักษณ์ไทยเสียหาย รายได้ท่องเที่ยวหดตัวถาวร

ทางเลือกอื่นแทนแลนด์บริดจ์

แทนที่จะทุ่มงบมหาศาลให้โครงการที่มีความเสี่ยงสูง นายนราพัฒน์เสนอทางเลือกที่น่าพิจารณา เช่น นำงบประมาณไปพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง สร้างความยั่งยืนโดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงใหญ่หลวง ซึ่งอาจสร้างรายได้มั่นคงและยั่งยืนกว่าการพึ่งพาโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว

นายนราพัฒน์ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ปฏิเสธโครงการนี้ทั้งหมด แต่ยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะสนับสนุนทันที จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการศึกษาผลกระทบอย่างครบถ้วน ทั้งระดับยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม (SEA) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบสุขภาพ (EHIA) พร้อมเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ความยินยอมของชุมชน และไม่ทำลายธรรมชาติที่เป็นสมบัติของชาติ

สรุปมุมมอง นราพัฒน์ แนะ แลนด์บริดจ์ เพื่ออนาคตยั่งยืน

การพัฒนาประเทศต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม มุมมองของนราพัฒน์เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลควรคิดให้รอบด้านก่อนตัดสินใจใหญ่ โครงการแลนด์บริดจ์อาจเป็นโอกาส แต่หากขาดการศึกษาที่ดี อาจกลายเป็นหายนะระยะยาว สุดท้ายแล้ว ประเทศไทยต้องการการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่ใช่การเติบโตที่แลกมาด้วยการทำลายตัวเอง

คุณคิดอย่างไรกับโครงการแลนด์บริดจ์และคำแนะนำของนราพัฒน์? มันจะช่วยเศรษฐกิจไทยจริงหรือเสี่ยงเกินไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่กว้างขวางยิ่งขึ้น!

ที่มา – “นราพัฒน์” แนะรัฐคิดให้รอบด้าน “แลนด์บริดจ์” อาจไม่ใช่คำตอบ ห่วงกระทบทะเล-ท่องเที่ยวระยะยาว

“อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่จากวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมาก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เรียบร้อยแล้วนะครับ โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ที่หลายคนรอคอย เพราะจะเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวนแบบนี้

อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เพื่อประเมินผลกระทบรอบด้าน

ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 ลงวันที่ 5 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เซ็นตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือให้ทุกอย่างรอบคอบ คิดถึงผลกระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความมั่นคง เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

ใครเป็นประธานและกรรมการบ้าง?

คณะกรรมการชุดนี้รวมหัวกะทิจากทุกภาคส่วนเลยครับ

  • ประธาน: นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • รองประธาน: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ
  • รัฐมนตรีจากกระทรวงต่าง ๆ เช่น การต่างประเทศ คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน อุตสาหกรรม
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • เลขาธิการกฤษฎีกา, BOI, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล, สภาความมั่นคง
  • ตัวแทนภาคเอกชน: ประธานสภาอุตสาหกรรม, หอการค้า, หอการค้าภาคใต้ทั้งสองฝั่ง
  • ผู้แทนประชาชนในพื้นที่ ไม่เกิน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านขนส่งโลจิสติกส์
  • เลขานุการ: จาก สศช. และสำนักงานนโยบายการขนส่ง

เห็นมั้ยครับ รวบรวมทุกฝ่ายแบบครบครัน ไม่ปล่อยให้ใครตกหล่น

หน้าที่หลัก 5 ข้อที่ต้องทำ

คณะกรรมการมีภารกิจชัดเจน 5 ด้าน เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้าอย่างมั่นใจ

  1. ประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบทุกมิติ สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อเสนอ ครม.
  2. รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน รวบรวมไอเดียดี ๆ
  3. ตั้งอนุกรรมการหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยงาน
  4. เชิญหน่วยงาน 专家 มาชี้แจงข้อมูล
  5. ทำหน้าที่อื่นที่นายกฯ มอบหมาย และเบิกเบี้ยประชุมจากงบ สศช.

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ยังเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับไทยเลยครับ ปกติสินค้าจากอินเดียหรือตะวันออกกลางต้องลัดผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเสี่ยงต่อความขัดแย้ง แต่ถ้ามีแลนด์บริดจ์ จะสร้างเส้นทางใหม่ผ่านภาคใต้ สร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง รถไฟความเร็วสูง และระบบโลจิสติกส์ครบวงจร คาดว่าจะลดเวลาขนส่งจาก 10-15 วันเหลือแค่ 2-3 วัน!

แต่ก็ต้องระวังผลกระทบนะครับ เช่น ผลต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง สังคมชุมชนท้องถิ่น และงบประมาณมหาศาล การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี รับฟังทุกเสียง ทำให้โครงการยั่งยืน

ในมุมมองผม โครงการนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้ไทยเป็นฮับโลจิสติกส์อาเซียนตัวจริง สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนใต้ และแข่งขันกับจีนได้สบาย อย่าลืมติดตามความคืบหน้าครับ ถ้ามีอัพเดทใหม่จะมาบอกต่อ!

คุณคิดยังไงกับโครงการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ

ที่มา – “อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ แล้ว เป้าหมายประเมินผลกระทบ รับฟังทุกฝ่าย

ครม.รับลูก กสม.ทบทวนแลนด์บริดจ์ฟังชาวบ้าน

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติสำคัญที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อสิทธิชุมชน เมื่อ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” โดยย้ำว่าต้องฟังเสียงชาวบ้านเพื่อตัดสินอนาคตโครงการนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เผยรายละเอียดหลังการประชุมว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่จริง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เพื่อย่นระยะทางขนส่งสินค้าจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน ลดการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่กสม. ชี้ว่าต้องไม่ละเลยสิทธิชุมชน ข้อเสนอหลักคือให้ ฟังเสียงคนในพื้นที่ ทุกกลุ่มอาชีพ โดยสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลงพื้นที่ระนองและชุมพร เพื่อเช็กความต้องการจริง ก่อนลุยต่อ

ครม. จึงกำชับ สศช. นำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้เดิมมาพิจารณาร่วมกับความเห็นท้องถิ่น ไม่ใช่ยัดเยียดจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพหลัก ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ สศช. ให้สรุปผลภายใน 30 วัน ส่งกลับสำนักเลขาธิการครม. เพื่อนำเสนอที่ประชุมครม. อีกครั้ง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์: ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้

  • สิทธิชุมชนเป็นหลัก: กสม. ย้ำสิทธิกำหนดเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ ต้องไม่ละเมิดวิถีชีวิต
  • ลงพื้นที่จริง: สศช. ต้องรับฟังทุกกลุ่ม เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่
  • กรอบเวลา 30 วัน: เร่งรัดสรุปผล ไม่ให้โครงการล่าช้าแต่ต้องยั่งยืน
  • หน่วยงานร่วม: คมนาคมนำ ทส. มท. สศช. ช่วยวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม

โครงการนี้มีศักยภาพสูงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้จากการขนส่งสินค้าเกินแสนล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ชาวบ้านกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน และการประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก การที่ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์ จึงเป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก ว่าพร้อมพัฒนาแบบมีส่วนร่วม หากทำสำเร็จ แลนด์บริดจ์จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของภาคใต้ สร้างงาน สร้างรายได้ แต่ต้องแก้痛点ของชาวบ้านให้ได้ เช่น การชดเชยที่ดิน การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการกระจายผลประโยชน์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทบทวนครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงโครงการล้มเหลวจากคดีความหรือการประท้วง หากรัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง โครงการจะเดินหน้าด้วยความราบรื่น

สุดท้าย การพัฒนาต้องควบคู่สิทธิมนุษยชน รัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรับฟัง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” ย้ำต้องฟังเสียงชาวบ้านตัดสินอนาคต

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย พลัฏฐ์จี้รัฐเพิ่มผลิตภาพ

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย กำลังเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เราจะมาพูดถึงมุมมองจาก “พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์” อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาเตือนรัฐบาลให้เลิกใช้นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่าย แล้วหันมาโฟกัสที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพในระยะยาว

วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย: สาเหตุจากอะไร?

ปัจจุบัน ประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยบ่นว่าค่าครองชีพแพงขึ้นแบบเห็นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน อาหาร หรือบริการต่างๆ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันและสินค้านำเข้าพุ่งสูง ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย อีกครั้ง ที่ผ่านมา รัฐบาลมักโยนภาระให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดการผ่านนโยบายการเงิน เช่น ลดดอกเบี้ยหรือควบคุมเงินในระบบ แต่พลัฏฐ์ชี้ว่าวิธีนี้แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน

นโยบายแบบ “Demand driven” ที่กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้น เช่น มอบเงินช่วยเหลือหรือลดภาษี อาจทำให้เงินเฟ้อแฝงตัว เพราะ供給 (Supply) ไม่ทัน需求 (Demand) ผลที่ตามมาคือ ราคาสินค้าสูงขึ้น แม้จะมีมาตรการ补贴 แต่กลับทำให้ต้นทุนในประเทศแพง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย นักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่นเริ่มบ่นว่า “ไทยแพงไป ไม่อยากมาแล้ว” ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยว

พลัฏฐ์ชี้ทางออกจากวิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย

พลัฏฐ์เสนอให้รัฐปรับไปใช้นโยบาย “Supply side” โดยเน้นเพิ่ม “ผลิตภาพ (Productivity)” ในทุกภาคส่วน ทั้งการผลิต บริการ และเกษตรกรรม แทนการพึ่งพาการเงินอย่างเดียว วิธีนี้จะช่วยให้สินค้าถูกลง กำลังซื้อประชาชนเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างจากจีน: เพิ่มผลิตภาพ ลดราคาสินค้า

มาดูกรณีศึกษาจากจีนกันครับ ที่ผ่านมา ค่าแรงในจีนพุ่งสูง พนักงานจบใหม่ได้เงินเดือนเริ่มต้น 6,000-8,000 หยวน (ราว 30,000-40,000 บาท) สูงกว่าไทยที่ยังติดอยู่ 15,000-20,000 บาทมานาน แต่ที่น่าทึ่งคือ แม้ค่าแรงขึ้น ราคาสินค้าอาหารและบริการกลับถูกลงหรือนิ่ง! เพราะจีนโฟกัสผลิตภาพสูง

  • ขนส่ง: ค่าแท็กซี่ในจีนถูกกว่าไทยมาก รถ EV ราคาถูกลง แข่งขันสูง เรียกรถได้ใน 3 นาที
  • เกษตร: ใช้เทคโนโลยีลดแรงงาน เพิ่มผลผลิต เช่น เลี้ยงหมูแบบ “คอนโด” นำจากไทยมาพัฒนา ควบคุมโรคได้ดี ลดต้นทุน
  • อุตสาหกรรม: สร้างโครงสร้างพื้นฐานดี มี Economies of scale และ scope ทำให้ผลิตถูก กำไรสูง ควบคุม需求เก็งกำไรอย่างอสังหาฯ

ผลคือ เศรษฐกิจจีนขยายตัวแข็งแกร่ง กำลังซื้อประชาชนพุ่ง แม้เงินเฟ้อต่ำ

ไทยควรทำตามจีนอย่างไร?

สำหรับไทย พลัฏฐ์แนะนำให้หน่วยงานเศรษฐกิจและ BOI เร่งยกระดับผลิตภาพ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ยังล้าหลัง ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น ระบบชลประทานอัจฉริยะ หรือโรงงานอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควบคุมราคาพลังงานและลดการผูกขาด เพื่อให้ราคาสินค้าถูกลงจริง

สรุปแล้ว วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย จะไม่ใช่ฝันร้าย ถ้ารัฐฟังคำเตือนจากพลัฏฐ์ หันมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งระบบ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? รัฐบาลควรเริ่มจากภาคไหนก่อน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – วิกฤตเงินเฟ้อจ่อซ้ำไทย “พลัฏฐ์” จี้รัฐเลิกอัดเม็ดเงินกระตุ้นจับจ่าย หันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน

เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์ ดาวรุ่งพิจิตร รมช.คมนาคม

วันนี้เรามาเปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์กันแบบละเอียดยิบ ดาวรุ่งจากจังหวัดพิจิตรที่กำลังมาแรงในวงการการเมืองไทย จากอดีตผู้กำกับการตำรวจนายหนึ่ง สู่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และล่าสุดผงาดขึ้นนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในโผ ครม. “อนุทิน 2” ชื่อจริงของเขาคือ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ หรือที่แฟนๆ การเมืองเรียกติดปากว่า “สส.กบ” ทายาทสายตรงตระกูลดังแห่งเมืองชาละวัน (พิจิตร) ที่มีรากฐานทางการเมืองมานานหลายทศวรรษ

เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงครั้งนี้ของนายภัทรพงศ์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านครอบครัว การศึกษา และประสบการณ์ทำงานจริง เริ่มจากตระกูลภัทรประสิทธิ์ที่เป็นที่รู้จักดีในพิจิตร บิดาของเขาคือ นายวิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ และเป็นหลานชายของ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยและนักการเมืองรุ่นเก๋าที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต พื้นเพเช่นนี้ทำให้เขามีเครือข่ายและความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

เส้นทางการศึกษาที่ปูทางสู่ความสำเร็จ

ด้านการศึกษา นายภัทรพงศ์เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนชายล้วนชื่อดังที่ผลิตบุคคลสำคัญให้สังคมไทยมานับไม่ถ้วน จากนั้นเข้าศึกษารัฐศาสตร์ปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในงานด้านการเมืองและการบริหาร หลังจบ เขาเลือกเส้นทางที่ท้าทายด้วยการสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเพื่อเข้ารับราชการตำรวจใน “สายสัญญาบัตร” หรือที่เรียกกันว่า “ตำรวจสายวิชาการที่ไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อยสามพราน” ด้วยความสามารถด้านสืบสวนสอบสวน เขาก้าวขึ้นเป็นผู้กำกับการในเวลาอันสั้น ภาพลักษณ์ของ “ผู้กำกับกบ” คือคนเด็ดขาด รวดเร็ว และทุ่มเทกับงาน

ไม่หยุดแค่นั้น เขายังคว้าปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์มาอีกใบ ซึ่งเป็นอาวุธลับที่ช่วยเสริมทักษะการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ เหมาะสมอย่างยิ่งกับภารกิจในกระทรวงคมนาคมที่ต้องรับมือกับโครงการยักษ์ใหญ่ เช่น การพัฒนารถไฟความเร็วสูง สนามบินภูมิภาค และโครงข่ายถนนเชื่อมโยงทั่วประเทศ

จากสีกากีสู่เก้าอี้ สส. และรัฐมนตรีช่วย

เมื่อหันเหมาสู่การเมืองเต็มตัว นายภัทรพงศ์ลงสมัคร สส.พิจิตร เขต 1 สังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ด้วยสไตล์การทำงานที่เข้าถึงประชาชน ใช้ประสบการณ์จากวงการตำรวจแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ตรงจุด เช่น คดีอาชญากรรม การจัดการจราจร และภัยพิบัติ ล่าสุดในวันที่ 13 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูลล่าสุด) เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่ามกลางความคาดหวังสูงจากทั้งพรรคและชาวพิจิตร

ประสบการณ์ที่โดดเด่นของผู้กำกับกบ

  • การศึกษา: ป.ตรี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ป.โท รัฐประศาสนศาสตร์
  • อาชีพตำรวจ: ผู้กำกับการนักสืบ เน้นงานสืบสวนสอบสวนที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การเมือง: สส.พิจิตร เขต 1 พรรคภูมิใจไทย, ผลงานเด่นด้านพัฒนาพื้นที่และแก้ปัญหาชาวบ้าน
  • ครอบครัว: ทายาทตระกูลนักการเมืองพิจิตร ประดิษฐ์-วิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์
  • ตำแหน่งล่าสุด: รมช.กระทรวงคมนาคม รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติ

ด้วยโปรไฟล์ที่หลากหลายเช่นนี้ เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์ จึงถูกมองว่าเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งระบบราชการ การเมืองท้องถิ่น และการบริหารระดับชาติ โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคมที่กำลังเผชิญความท้าทาย เช่น การเร่งรัดโครงการ EEC การขยายรถไฟฟ้าไปต่างจังหวัด และการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้ทันสมัย ชาวพิจิตรและคนไทยหลายคนหวังว่าเขาจะนำความเด็ดขาดจากวันเป็นผู้กำกับ มาปรับใช้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างของนักการเมืองที่เริ่มจากพื้นฐานจริง ไม่ใช่แค่สมอง แต่มีประสบการณ์ภาคสนามมาสนับสนุน คาดว่านายภัทรพงศ์จะสร้างผลงานเด่นในด้านคมนาคมได้แน่นอน หากคุณชื่นชอบเรื่องราวแรงบันดาลใจแบบนี้ อย่าลืมแชร์บทความและติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและพัฒนาประเทศต่อไปนะครับ!

ที่มา – เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์ ดาวรุ่งพิจิตร จากสีกากีสู่เก้าอี้ รมช.คมนาคม

Scroll to top