การพึ่งพาตนเอง

น้ำมัน E20 ทางรอดระยะยาว ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

ในปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอย่างหนัก ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หลายฝ่ายจึงหันมาให้ความสำคัญว่า น้ำมัน E20 ทางรอดระยะยาว ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ คือคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกชั่วคราวอีกต่อไป

น้ำมัน E20 ทางรอดระยะยาว ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ อย่างยั่งยืน

การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงถึง 92% ทำให้เงินตราจำนวนมหาศาลต้องไหลออกนอกประเทศทุกวัน การเปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวภาพอย่าง E20 จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสกัดกั้นภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศได้ในระยะยาว

ทำความรู้จักน้ำมัน E20 ทางรอดระยะยาว ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

น้ำมัน E20 คือการผสมผสานระหว่างน้ำมันเบนซิน 80% กับเอทานอล 20% ที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตรในประเทศ เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย

ประโยชน์ของการหันมาใช้ E20 อย่างจริงจัง ได้แก่:

  • เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง: ช่วยพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน
  • ลดภาระค่าครองชีพ: ผู้ใช้รถยนต์สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันประเภทอื่น
  • ลดมลพิษ: ช่วยเผาไหม้สมบูรณ์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • พึ่งพาตัวเอง: ลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

หากเราถอดบทเรียนจากประเทศต้นแบบอย่างบราซิลและอินเดีย จะเห็นได้ชัดว่าการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถเปลี่ยนประเทศจากการนำเข้าพลังงาน มาเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง BCG Economy ของไทยที่ต้องการยกระดับมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรธรรมชาติ

การส่งเสริมการใช้ E20 จึงถือเป็นการ “ยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์หลายทาง” ทั้งการสร้างงานในระบบเศรษฐกิจชีวภาพ การลดมลพิษฝุ่นควัน และการสร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรกว่า 1 ล้านครัวเรือน เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วสำหรับทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมีอนาคตทางพลังงานที่มั่นคงและไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกจนเกินไป

ที่มา – น้ำมัน E20 ทางรอดระยะยาว ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2570 กันอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างเต็มตัว โดยเน้นย้ำว่านี่คือโอกาสทองที่จะใช้ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

เหตุผลหลักที่นายอัครเดชให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะมองว่าเศรษฐกิจฐานรากคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปาก หากเราสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนได้ ก็เท่ากับว่าเรากำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องเน้น OTOP และวิสาหกิจชุมชน?

การที่ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ทั้งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ มาใส่มาตรฐานใหม่เข้าไป โดยรัฐบาลมีแผนงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • โครงการ OTOP Skill: ยกระดับทักษะผู้ประกอบการ ให้พัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดโลก
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์: ช่วยให้สินค้าชุมชนดูดี มีมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าทางการตลาด
  • การขยายช่องทางจำหน่าย: สนับสนุนทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เพิ่มสภาพคล่องให้วิสาหกิจชุมชนได้นำไปขยายกำลังการผลิต

นายอัครเดชยังชี้ให้เห็นว่า หากเราขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศคึกคักขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนี่คือสัญญาณบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตจากฐานรากคือรากฐานที่มั่นคงที่สุด การที่ภาครัฐหันมาผลักดัน “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ จึงเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ทุกคนในชาติอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

โมดีเรียกร้อง เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหากับสหรัฐฯ

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียเรียกร้องให้ประชาชนเลิกใช้สินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ และหันมาใช้สินค้าท้องถิ่น หลังอินเดียถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50% สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นายโมดีออกมาเรียกร้องให้ โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนในชาติ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศและหันมาใช้สินค้าท้องถิ่นแทน เพื่อผลักดันแคมเปญการพึ่งพาตนเอง ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาเริ่มแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% หลังจากทั้งสองฝ่ายล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน ทำให้นายโมดีเริ่มเรียกร้องให้ชาวอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศแทน และผู้สนับสนุนเขาก็เริ่มแคมเปญคว่ำบาตรแบรนด์สินค้าสหรัฐฯ รวมถึง แมคโดนัลด์, เป๊ปซี่ และแอปเปิล ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในแดนภารตะ

“ผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนั้นผลิตในต่างประเทศ แต่เราแค่ไม่รู้ … เราจะต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป” นายโมดีกล่าว ก่อนที่มาตรการลดภาษีผู้บริโภคเป็นวงกว้างจะเริ่มบังคับใช้ในวันจันทร์นี้ (22 ก.ย.) “เราควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย”

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของอเมริกา โดยชาวอินเดียนิยมซื้อสินค้าผ่าน ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของสหรัฐฯ อย่าง Amazon.com และตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์จากสหรัฐฯ ได้ขยายตลาดลึกเข้าไปถึงเมืองเล็กๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น นายโมดียังเรียกร้องให้ผู้ค้าปลีกหันมามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดีย โดยให้เหตุผลว่านี่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายบริษัทได้เพิ่มการส่งเสริมการขายสินค้าท้องถิ่นแล้ว

อนึ่ง คาดกันว่า ปิยุช โกยาล รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเร็วๆ นี้เพื่อเจรจาทางการค้ารอบใหม่ ท่ามกลางความพยายามในการผ่อนคลายความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

ผลกระทบจากกรณีที่ โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของอินเดียและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย การที่ประชาชนหันมาสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น อาจทำให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอินเดียต้องปรับตัวเพื่อรักษาตลาดของตนเองไว้

ทำไมโมดีถึงเรียกร้องให้เลิกใช้สินค้าต่างชาติ?

เหตุผลหลักที่นายโมดีออกมาเรียกร้องให้ โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ นั้น มาจากความต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และลดการพึ่งพาต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ กำลังตึงเครียด การส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นจึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตได้อย่างยั่งยืน

  • สนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ
  • ลดการขาดดุลทางการค้า
  • สร้างงานและรายได้ให้ประชาชน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการชาวอินเดียในการพัฒนาและปรับปรุงสินค้าของตนเองให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจกับสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนนั้นต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็มีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ที่มา – โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

Scroll to top