การฟอกเงิน

“ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

“ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการเชื่อมโยงชื่อของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ากับคดีแชร์ลูกโซ่ Forex ซึ่งล่าสุด น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการกล่าวว่าทางพรรคประชาชนไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทางนายภาวุธรีบออกมาแสดงความชัดเจนต่อสาธารณชน

ในฐานะที่เรื่องนี้อาจขยายวงกว้างไปสู่คดีอาชญากรรมข้ามชาติหรือคดีอุกฉกรรจ์ การที่ “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม จึงถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความโปร่งใสของพรรคและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

มุมมองต่อคดีและการเตรียมตัวสู้คดี

ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า พรรคได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบเสาะข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ แม้จะเข้าใจได้ว่านายภาวุธอาจกำลังวุ่นวายกับการเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่การออกมาให้ข้อมูลต่อสังคมในส่วนที่ไม่กระทบต่อรูปคดีเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะเมื่อมีการขุดคลิปเก่าที่เกี่ยวกับการชวนเทรด Forex ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

หรือนี่คือเกมการเมือง?

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ นี่เป็นเพียงความผิดส่วนบุคคลหรือมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่? น.ส.ศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตถึง “จังหวะเวลา” ที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมา ซึ่งดูเหมือนจะทับซ้อนกับการตรวจสอบโครงการของรัฐบาล โดยเธอได้เน้นย้ำประเด็นดังนี้:

  • การตั้งข้อสงสัยถึงช่วงเวลาที่ปล่อยข่าวในช่วงการประชุมสำคัญ
  • ความไม่ชัดเจนของดีเอสไอในการเปิดเผยชื่อผู้ต้องหาหรือข้อกล่าวหาที่แท้จริง
  • การป้องกันไม่ให้กรณี Forext เบี่ยงเบนความสนใจจากการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางพรรคยังคงยึดหลักการที่ว่า ต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกัน การที่ “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม ยังคงเป็นจุดยืนที่พรรคพยายามสะท้อนว่า ทุกคนภายใต้พรรคประชาชนต้องพร้อมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ สังคมยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการออกมาชี้แจงของนายภาวุธจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร นี่ถือเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคการเมืองในการบริหารจัดการวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถขุดคุ้ยได้อย่างรวดเร็วครับ

ที่มา – “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

“ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex

“ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมีกระแสข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองและคนดังที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex โดยหนึ่งในรายชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูคือชื่อของ “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex ซึ่งทางฝั่งของพรรคประชาชนได้ออกโรงมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ทันที

นางสาวรักชนก ศรีนอก และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่ในฐานะคนทำงานการเมือง หากมีรายชื่อปรากฏจริง ทุกคนพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

มุมมองพรรคประชาชนต่อคดี Forex

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นเกมการเมืองเพื่อกลบข่าวโครงการ TH-AI Passport ที่ฝ่ายค้านกำลังตรวจสอบอยู่นั้น นายรังสิมันต์ โรม ได้แสดงความเห็นว่า “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex ว่าเป็นเรื่องที่ต้องรอความชัดเจนจากการแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในวันพรุ่งนี้ สิ่งสำคัญที่ฝ่ายค้านย้ำเสมอคือการทำงานบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน ไม่ใช่การใช้เกมการเมืองมาหักล้างกัน

  • พรรคประชาชนยืดอกรับการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานรัฐ
  • เน้นย้ำความโปร่งใสและหลักนิติรัฐ นิติธรรม
  • ตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะเวลาในการปล่อยข่าวที่อาจบังเอิญสัมพันธ์กับการตรวจสอบโครงการรัฐ

นายรังสิมันต์ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มและการเงิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ดังนั้น “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex จึงเป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวของการพิสูจน์ความจริงในสังคมไทยที่ประชาชนกำลังจับตามอง

สรุปสถานการณ์: ตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง?

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การแถลงข่าวของกระทรวงยุติธรรมจะมีความคืบหน้าอย่างไร และรายชื่อที่ถูกกล่าวอ้างจะตรงกับที่มีกระแสข่าวออกมาหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่คือการเรียกความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา หากการตรวจสอบครั้งนี้ทำอย่างตรงไปตรงมา ย่อมเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศมากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม

ที่มา – “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex หวังไม่ใช่การเอาคืนหลังลุย TH-AI Passport

ทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex นักการเมือง-ดารา เอี่ยวเพียบ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดทางกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจาก **รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ** ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการลงทุนและวงการบันเทิงไทยเป็นอย่างมาก

รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สนธิกำลังร่วมกับตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 4 หน่วยงาน เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 24 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อจัดการกับขบวนการฟอกเงินและแชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวมาในคราบการเทรด Forex

เปิดเบื้องลึกปฏิบัติการ Shutdown the laundering

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีการตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ทั้งเงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์หรูซุปเปอร์คาร์ ทองคำแท่ง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องอายัดบัญชีธนาคารไปแล้วมากกว่า 70 บัญชี เพื่อติดตามเส้นทางการเงินให้ถึงตัวการใหญ่ โดยข้อมูลเชิงลึกระบุว่ามีนักการเมืองและคนในวงการบันเทิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย

หากคุณตกเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงให้ลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ สิ่งที่ควรทำในตอนนี้คือ:

  • รวบรวมหลักฐานการโอนเงินทั้งหมดให้ครบถ้วน
  • เซฟหน้าจอแชทสนทนาและการทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
  • เตรียมเอกสารส่วนตัวเพื่อเข้าแจ้งความหรือร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ทำไมถึงต้องระวัง? การลงทุนใน Forex ที่มีการการันตีผลตอบแทนสูงเกินจริงนั้น มักเป็นสัญญาณอันตรายของแชร์ลูกโซ่ การที่มีชื่อเสียงของนักการเมืองหรือดารามาเกี่ยวข้องอาจทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า “ไม่มีการลงทุนใดที่ได้กำไรมหาศาลโดยไม่มีความเสี่ยง” ขอให้ทุกท่านตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจโอนเงินให้ใครครับ

ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมไทย และเราต้องรอติดตามกันต่อไปว่า เมื่อขยายผลจากการยึดทรัพย์แล้ว ใครบ้างที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ใครที่เป็นผู้เสียหายอย่าอยู่นิ่ง รีบเข้าแจ้งเบาะแสเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง จะได้ติดตามเอาเงินคืนมาให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ

รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน

รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน

ในยุคที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว กองทัพมิจฉาชีพไม่ได้มาในรูปแบบของการหลอกโอนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความพยายามแฝงตัวมาในรูปแบบของภาคธุรกิจ หนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้คือการที่รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน ซึ่งถือเป็นการตัดตอนเครือข่ายฟอกเงินที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งในปัจจุบัน

หากคุณเคยได้รับการชักชวนให้ “ขายชื่อ” เพื่อไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน หรือถูกจ้างให้เป็นกรรมการบริษัทโดยที่ไม่มีการทำธุรกิจจริง โปรดพึงระลึกไว้เสมอว่านี่คือกับดักครั้งใหญ่ คุณอาจจะตื่นเต้นกับเงินค่าจ้างเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือคดีความทางกฎหมายที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต เพราะชื่อของคุณจะถูกนำไปอ้างอิงในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายของเหล่ามิจฉาชีพ

ผลงานความสำเร็จของการสกัดกั้นบัญชีม้านิติบุคคล

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่มาตรการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เริ่มส่งผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน โดยจากข้อมูลพบว่าการที่รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน ได้ช่วยลดจำนวนตัวเลขบัญชีม้าลงจาก 549 รายในปี 2568 เหลือเพียง 19 รายในช่วงครึ่งปีแรกของ 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเข้มงวดในการตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้นได้ผลจริง

ทำไมเราถึงต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ? เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีจากการใช้ชื่อบุคคลธรรมดา มาเป็นการใช้ “นิติบุคคล” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงประชาชน การที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อย่างเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องประชาชน แต่ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมด้วย

  • อย่าหลงเชื่อคำชวน “ขายชื่อ” จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
  • การเป็นนอมินีมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งทางแพ่งและอาญา
  • การตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลมีความเข้มงวดมากขึ้น
  • รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน อย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า ไม่มีสิ่งไหนที่ได้มาง่ายโดยไม่ต้องลงแรง หากใครกำลังคิดจะหารายได้เสริมด้วยวิธีการที่แฝงมากับความไม่โปร่งใส ขอให้หยุดคิดให้ดี เพราะความเสี่ยงที่ตามมานั้นไม่คุ้มกับรายได้เพียงเล็กน้อย การสร้างระบบธุรกิจให้มีความโปร่งใสและปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม หากเห็นความผิดปกติหรือการชักชวนที่ดูน่าสงสัย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อป้องกันตัวคุณเองและผู้อื่นจากการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน

อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้รับ SMS หรือสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพกันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าจับตามองมาก เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนในการเดินหน้ากวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์และนอมินีต่างชาติให้สิ้นซาก ผ่านการขับเคลื่อนที่เข้มข้นกว่าเดิมด้วยการเตรียมจัดตั้ง อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้การทำงานในแต่ละมิติมีความคล่องตัวและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

การประชุมคณะกรรมการอำนวยการล่าสุด ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ประชาชนคนไทย โดยท่านนายกฯ ได้เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดลงไปกว่า 50.9% เลยทีเดียว นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างหนัก แต่การจัดตั้งหน่วยงานย่อย 5 คณะนี้ จะเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่และทำให้การทำงานประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อมากขึ้น

เปิดโครงสร้าง 5 คณะทำงานใหม่ที่น่าจับตามอง

สำหรับภารกิจสำคัญภายใต้แนวคิด อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ นั้น จะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามความสำคัญ ได้แก่:

  • ด้านการปราบปราม: ตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • ด้านการป้องกัน: สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้กับผู้ใช้งาน
  • ด้านการประชาสัมพันธ์: สื่อสารเชิงรุกเพื่อให้ประชาชนรู้ทันมิจฉาชีพ
  • ด้านการเงิน: เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตัดวงจรเส้นทางการเงินของคนร้าย
  • ด้านกฎหมาย: ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

ความสำเร็จจากการลดมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากสแกมเมอร์ได้ถึง 63.2% เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ รัฐบาลยังคงเร่งเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้ต่อไป เพื่อให้สังคมออนไลน์ของเราปลอดภัยขึ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เข้ามาอยู่ในคณะทำงานนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เงินในบัญชีและการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์จะมีความเสี่ยงน้อยลงในอนาคต

ส่วนตัวผมมองว่าก้าวย่างนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดครับ การแยกเป็น 5 คณะย่อยช่วยให้งานเฉพาะทางได้รับการดูแลอย่างลึกซึ้ง และถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องหันมาตื่นตัวตามการทำงานของภาครัฐ การป้องกันที่ต้นทางด้วยความเข้มแข็งของกฎหมายคู่กับการรู้เท่าทันของประชาชน จะเป็นกำแพงชั้นดีที่ไม่มีสแกมเมอร์หน้าไหนเจาะเข้ามาได้ง่ายๆ ครับ

ที่มา – “อนุทิน” จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เอาจริงกวาดล้างสแกมเมอร์

นายกฯ ยันรัฐบาลปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์และนอมินี

นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการจัดการกับกลุ่มอาชญากรไซเบอร์และขบวนการผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศกร้าวว่า นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนครับ

ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติครั้งล่าสุด ท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์ หรือการฟอกเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง

จัดการเด็ดขาด ภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ พร้อมปราบปรามนอมินีต่างชาติ

นอกจากเรื่องของสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักแล้ว ปัญหาที่น่าจับตามองในขณะนี้คือเรื่องของ ‘ต่างชาตินอมินี’ หรือการที่ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในไทยโดยการใช้ชื่อคนไทยบังหน้า ท่านนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนกลายเป็นภัยความมั่นคง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดีอี, ตำรวจไซเบอร์ หรือ ปปง. ต่างก็กำลังทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นเพื่อระงับยับยั้งวงจรเหล่านี้

  • เร่งปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ
  • ตรวจสอบเข้มงวดการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • บูรณาการทุกหน่วยงานรัฐเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลต้องการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ที่คิดจะทำผิดกฎหมายว่า ประเทศไทยไม่ใช่ที่อยู่ของคนเหล่านี้ และเราพร้อมที่จะปกป้องตลาดธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการชาวไทยไม่ต้องถูกแย่งอาชีพด้วยวิธีที่ผิด การดำเนินการอย่างเด็ดขาดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างสุจริต และช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทยเราคงต้องเอาใจช่วยภาครัฐให้ปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง ไม่เพียงแค่เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง แต่เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูกหลานเราทุกคนครับ หากท่านพบเบาะแสอาชญากรรม อย่าละเลยที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ประเทศไทยของเรากลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าลงทุนสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู

ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด เมื่อคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และคุณปิยรัฐ จงเทพ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่เรื่องราวของ ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู ซึ่งเป็นภัยเงียบที่กัดกินรากฐานความมั่นคงของประเทศ โดยพบว่ามีการประสานผลประโยชน์แบบ ไตรภาคีสีเทา ระหว่างอาชญากรข้ามชาติ เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มทุนใหญ่

จากการแถลงการณ์ของครม.เงา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการฟอกเงินและแหล่งซ่องสุมของมิจฉาชีพ โดยกลุ่มเหล่านี้มีการนำเงินเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ผ่านเครือข่ายบริษัทนอมินี เพื่ออำพรางตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

จับตาพิรุธ 23 บริษัทนอมินีตัวการกว้านซื้อบ้านหรู

คุณปิยรัฐได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า มีบริษัทกว่า 23 แห่งที่จดทะเบียนขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบไม่โปร่งใส โดยบริษัทเหล่านี้มักมีทุนจดทะเบียนเพียงน้อยนิด แต่กลับสามารถกว้านซื้อบ้านจัดสรรราคาสูงถึง 50-60 ล้านบาทได้ ซึ่งนี่คือหลักฐานสำคัญของ ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งนอมินีซื้อบ้านหรู เพื่อใช้เป็นที่เก็บสะสมอาวุธสงครามและตั้งฐานคอลเซ็นเตอร์

  • ใช้วิธีเปลี่ยนชื่อกรรมการเป็นคนต่างชาติหลังโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น
  • แฝงตัวมาในคราบมูลนิธิหรือโรงเรียนสอนศาสนาเพื่อขอวีซ่าพำนักระยะยาว
  • ใช้เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการต่างๆ

ความน่ากลัวของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาชญากรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบราชการบางส่วนที่จงใจปิดตาปล่อยปละละเลย เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน จนทำให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติสามารถฝังตัวอยู่ในไทยได้อย่างแนบเนียน

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อข้อมูลที่ทางพรรคประชาชนนำเสนอ ภัยความมั่นคงที่ซับซ้อนนี้จะยิ่งขยายตัวจนยากจะควบคุม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วความเสียหายทั้งหมดจะตกอยู่ที่ประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องเผชิญกับสังคมที่ไม่ปลอดภัยภายใต้อิทธิพลของทุนสีเทา และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งพิสูจน์ความจริงโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “ณัฐพงษ์ – ปิยรัฐ” แฉขบวนการทุนเทาข้ามชาติ ตั้งบริษัทนอมินีกว้านซื้อบ้านหรูสะสมของผิดกฎหมาย

นายกฯ ขยายผลใบชมพู ‘หมิง เฉิน ซัน’ ใช้ ปปง. สอบเงิน

ในช่วงที่การทุจริตเรื่องที่ดินกำลังเป็นประเด็นร้อน นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนจับตามอง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเหตุการณ์นี้แบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ว่ามันหมายถึงอะไรต่อสังคมไทย

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคดีจับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตออกใบสีชมพู หรือโฉนดที่ดินให้กับนายหมิง เฉิน ซัน ชาวจีนซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองอาวุธสงครามและระเบิดแรงสูง นายกฯ ยืนยันว่าจะขยายผลไปยังขบวนการใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยไม่มีใครรอดพ้นหากมีส่วนเกี่ยวข้อง

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ใบสีชมพู คืออะไร? มันคือเอกสาร “นส.4-01” หรือใบรับคำขอสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ซึ่งมักถูกใช้ในการบุกรุกที่ดินสาธารณะ หากเจ้าหน้าที่รัฐออกให้กับบุคคลที่ไม่สมควร ก็เท่ากับช่วยเหลือการยึดที่ดินผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติอย่างหมิง เฉิน ซัน ที่ถูกจับพร้อมอาวุธหนัก ทำให้เชื่อมโยงไปถึงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

คำแถลงเด็ดขาดจากนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี ระบุชัดว่า จะไล่จับและขยายผลต่อเนื่อง เพราะเป็นขบวนการขนาดใหญ่ นายอำเภอในพื้นที่เชียงดาวถูกสั่งย้ายออกไปแล้ว และหากเรื่องไปถึงใคร ใครก็โดน นายกฯ ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ประนีประนอมกับความผิดทุกประเภท ไม่ว่าจะบุกรุกที่ดิน ยาเสพติด บ่อนพนัน ฟอกเงิน หรือสแกมเมอร์

ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้การจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกมีอิสระในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คดีต่างๆ ได้รับการดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว

กลไก ปปง. เข้าสู่สนามสอบเส้นเงิน

ที่น่าสนใจคือ การใช้อำนาจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต่างๆ เช่น นายอำเภอ ตำรวจ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและภูเก็ต ที่อาจเกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดิน นายกรัฐมนตรี ชี้ว่า นี่คือการแสดงความตั้งใจเอาจริง ไม่ใช่แค่ลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตั้งแต่ปลัดอำเภอ ปลัดจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าฯ หากพบผิดก็ดำเนินคดีทั้งหมด

หากใครบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องกังวล แต่ต้องมีกระบวนการสอบสวนเพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม โดยไม่มีข้อยกเว้น

  • หลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”: นายกฯ ย้ำว่าไม่สนชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ ตัดสินจากพฤติกรรมผิดกฎหมายเท่านั้น
  • ลั่นยังไม่จบ: ขบวนการนี้ใหญ่โต และจะไม่หยุดแค่คดีเดียว
  • กวาดล้างข้าราชการสีเทา: ไม่ใช่แค่ยุคนี้ แต่ต้องทำต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังมุ่งปราบปรามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ผลกระทบต่อสังคมและข้าราชการ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ประชาชนมั่นใจในระบบยุติธรรมมากขึ้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงข้าราชการทุกคนที่อาจคิดทำผิด ด้วยการตรวจสอบเส้นเงินผ่าน ปปง. ทำให้ยากต่อการซุกซ่อนทรัพย์สินผิดกฎหมาย ในอดีตหลายคดีมักหยุดอยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่ครั้งนี้ขยายไปถึงระดับสูงกว่า

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับปัญหาชาวต่างชาติบุกรุกที่ดินในภาคเหนือและใต้ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากยาเสพติดหรือคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลจึงใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อปกป้องทรัพยากรชาติ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การทุจริตเรื่องที่ดินทำให้ประชาชนสูญเสียที่ดินทำกินมานับไม่ถ้วน หากรัฐบาลสามารถกวาดล้างได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ที่แสดงศักยภาพในการต่อสู้กับคอร์รัปชัน แม้จะเจอแรงต้าน แต่ความเด็ดขาดแบบนี้คือสิ่งที่สังคมต้องการ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? รัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้เรามา เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ กันครับ รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสแกมเมอร์ที่แฝงตัวในโลกออนไลน์ ตามข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ 120 วันแรก พบคดีถึง 121,921 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท! แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ แต่ที่น่ายินดีคือยอดคดีเริ่มมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย โซเชียลมีเดีย และเพจมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ทำไมสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ ถึงสำคัญ? เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมสแกมเมอร์ รู้จุดอ่อน และป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของปลอม ลูกโซ่ลงทุน หรือแฮกเกอร์โจมตีระบบ หากคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือลงทุน ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ทีม ACSC วิเคราะห์คดีทั้งหมด แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและมูลค่าต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกัน

ประเภทที่ 1: หลอกลวงสินค้าและบริการ – คดีสูงสุดแต่ค่าเสียหายต่อคดีต่ำ

ประเภทนี้ครองแชมป์จำนวนคดีมากที่สุด 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด มูลค่าความเสียหายรวมราว 1,340 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคดี 15,727 บาท สแกมเมอร์มักใช้กลยุทธ์ขายของราคาถูกในช่วงเทศกาล เช่น เดือนมีนาคมพุ่งสูงสุด 22,908 คดี เสียหาย 353.3 ล้าน แต่เดือนเมษายนลดลงเหลือ 20,823 คดี (288.3 ล้าน) มาจากฤดูกาลและการเตือนภัยที่ได้ผล

  • ตัวอย่าง: ขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังราคาถูกเกินจริง ส่งของปลอมหรือไม่ส่งเลย
  • เคล็ดลับป้องกัน: เช็ครีวิวร้านค้า อย่ากดรีบซื้อ ใช้แพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อถือได้

ประเภทที่ 2: หลอกลงทุน-ผลประโยชน์ – เสียหายหนักสุด 80.2%

แม้คดีน้อยกว่า แต่สร้างความเดือดร้อนมหาศาล 36,033 คดี (จากข้อมูลรวม) มูลค่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของทั้งหมด เฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท สูงกว่ารูปแบบแรก 10 เท่า! ดีใจที่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีมกราคม เหลือ 6,642 คดีเมษายน ลด 34.5% ผลจาก ACSC, AOC และบังคับใช้กฎหมาย

  • ตัวอย่าง: ชวนลงทุนคริปโต ลูกโซ่ แอปลงทุนปลอม สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • เคล็ดลับ: เช็ค SEC Check First ก่อนลงทุน อย่าเชื่อโฆษณาในโซเชียล

ประเภทที่ 3: โจมตีทางเทคนิค – น้อยแต่รุนแรงที่สุด

คดีน้อยสุด 673 คดี (0.55%) แต่เฉลี่ยเสียหายต่อคดีสูงสุด 211,686 บาท เดือนมีนาคมพุ่ง 385 คดี (87.7 ล้าน) จาก Phishing, Hacking ขนาดใหญ่ และ Ransomware ที่เรียกค่าไถ่แพง

  • ตัวอย่าง: ส่งลิงก์ปลอมให้กรอกรหัส ไวรัสล็อกข้อมูล
  • เคล็ดลับ: อย่ากดลิงก์ lạ ติดตั้งแอนตี้ไวรัส อัพเดทซอฟต์แวร์

จากสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการลดคดีลงทุน แต่เรายังต้องระวังภัยเทคนิคที่กำลังขยายตัว สแกมเมอร์ฉลาดขึ้นใช้ AI และ deepfake มากขึ้นในอนาคต

คำเตือนจากรัฐบาล: อย่าหลงเชื่อลิงก์จากแอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ อย่าโอนเงินให้คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ติดต่อต้นสังกัดจริงก่อน เช็คบัญชีปลายทาง และใช้สติ “ไม่เชื่อ ไม่โอน” เสมอ!

สรุป insight: แม้เสียหายมหาศาล แต่การลดลงของคดีแสดงว่านโยบายรัฐบาลได้ผล ผู้ใช้อย่างเราต้องศึกษาและแชร์ข้อมูลเพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือศูนย์

CTA: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งศูนย์ ACSC ทางโทร 1441 หรือเว็บไซต์ www.acsc.or.th ปกป้องตัวเองและช่วยสังคมได้ทันที!

ที่มา – เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี เสียหาย 7.48 พันล้าน

Scroll to top