การฟอกเงิน

นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์

“อนุทิน” กร้าวใครทำผิดจัดการขั้นเด็ดขาดไม่ดูชื่อ-แซ่ หลัง ปปง.ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” ลั่นไม่ต้องเรียกร้อง หากตนโดนก็ต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวกมูลค่า 159 ล้านบาท เนื่องจากพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเว็บพนันว่า เราไม่ได้ดูชื่อเราดูที่พฤติกรรมตามที่ตนเคยบอกมาตั้งนานเปิดมาเจอคนไหนก็คนนั้น หากพบใครทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดี ถ้าไม่ดำเนินคดีสิแปลก

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เกี่ยวกับกรณีของนายชนนพัฒฐ์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวปฏิเสธทันทีว่า ตนไม่ได้คุยกับใครทั้งสิ้น ทุกอย่างอยู่ที่หน่วยงานไปดำเนินการ ดำเนินคดีไป ตนวางตัวอยู่ในจุดที่ไม่ต้องการรู้ ไม่ต้องการทราบ เพียงแต่มอบนโยบายอย่างชัดเจนว่า ใครที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายแบบนี้ก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ หน้าที่ของตนคือการสนับสนุนและผลักดันให้มีการดำเนินการป้องกันปราบปรามผู้ที่ทำผิดกฎหมายในประเทศไทย และพวกที่เป็นขบวนการไม่ใช่การระบุว่าต้องไปดำเนินการกับใคร

เมื่อถามต่อว่ามีการเชื่อมโยงกับรัฐบาลและมีการเรียกร้องให้ดำเนินการ นายอนุทินรีบตอบทันทีว่า อย่าพูด ไม่มีเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ตนได้สั่งการไปยังผู้บัญชาการตำรวจ ผู้ว่าการ ปปง. และอธิบดี DSI ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แซ่ คนไหนก็คนนั้น หากโดนตน ตนก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย

นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์

จากกรณีที่ ปปง. ยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก มูลค่ากว่า 159 ล้านบาท เนื่องจากพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับเว็บพนัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงหรือนามสกุล

นายกฯ ย้ำชัด: ใครผิดว่าไปตามผิด

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ได้วางไว้ตั้งแต่แรก คือการมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของผู้กระทำผิดมากกว่าการพิจารณาจากชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่ ใครก็ตามที่กระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับรัฐบาลว่า ไม่มีการเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น และตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“ผมได้สั่งการไปยังผู้บัญชาการตำรวจ ผู้ว่าการ ปปง. และอธิบดี DSI ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แซ่ คนไหนก็คนนั้น หากโดนตน ตนก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย” นายอนุทินกล่าว

ความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

ท่าทีของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยไม่ปล่อยปละละเลยหรือเลือกปฏิบัติ การดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่ เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังและเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

การที่นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตและอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนนี้ของนายกรัฐมนตรีอาจส่งผลให้ข้าราชการและผู้มีอำนาจตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างยุติธรรมและเสมอภาค และไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง

ที่มา – นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาดไม่ดูชื่อ-แซ่ หลัง ปปง.ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์”

“ไทยสร้างไทย” ทุบทุนเถื่อน! 6 แนวทางแก้โกง

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ สร้างการเมืองสุจริต เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2568) พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีสัมมนา “ทุบทุนเถื่อน” ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน

คุณหญิงสุดารัตน์ ประกาศจุดยืนว่า พรรคไทยสร้างไทย “ไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า “คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก” เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใส และยุติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมระบุการโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ “ขบวนการสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริต และกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 49% ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิ หรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมสิบปี มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยและตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้ “คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย “ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์” โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด

พรรคไทยสร้างไทย เสนอมาตรการ “ทุบทุนเถื่อน” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตดังนี้:

“ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน

  1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
  2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน เสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรธน. ได้
  3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม. ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้.
  4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน
  5. ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ
  6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน (โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน

ทำไมต้อง “ทุบทุนเถื่อน”?

การดำเนินการเพื่อ “ทุบทุนเถื่อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการปราบปรามการทุจริต แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย หากเราสามารถลดการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้ จะส่งผลให้:

  • การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมมากขึ้น
  • ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ
  • ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำว่า การ “ทุบทุนเถื่อน” เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้

การที่พรรคไทยสร้างไทยผลักดันนโยบาย “ทุบทุนเถื่อน” อย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย การทุจริตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการโกงกิน แต่เป็นการทำลายโอกาสและความหวังของคนไทยทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนและผลักดันนโยบายนี้ เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวอยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

“อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ ท้ามีหลักฐานจริง ส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที พร้อมสนับสนุนรัฐบาลปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 3 พ.ย. 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะคณะทำงานวอร์รูมพรรคกธ.เพื่อตรวจสอบกรณีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์กล่าวพาดพิงสมาชิกพรรคกธ.เชื่อมโยงสแกมเมอร์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) อภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยงชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกับขบวนการสแกมเมอร์-ทุนสีเทาข้ามชาติ ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่มีหลักฐานและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง เป็นความพยายามจงใจโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยสุจริต

ซัดทำให้สังคมเข้าใจผิด

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลผิดมาขยายความในสภา จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ และการที่ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ด้วยเหตุผลด้านภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง ซึ่งเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าเวทีค้นหาความจริง พรรคกล้าธรรมเห็นว่า การตอบโต้บนเวทีลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

“ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที”น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวและว่า

เสนอวาระแห่งชาติปราบสแกมฯ

 พรรคกล้าธรรมขอเสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยประกาศผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน แนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมต้องสงสัย การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และการดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล การปราบปรามต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา ความจริงต้องชนะการบิดเบือน

ลั่นพร้อมพิสูจน์ความจริงทุกเวที

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคกธ.ยืนหยัดในความจริง ไม่ยอมให้การเมืองสกปรกทำลายคนบริสุทธิ์อีกต่อไป และจะเดินหน้าพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยึดมั่นทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

อนุดิษฐ์ ซัดโรม ปั่นเกมใส่ร้าย กล้าธรรมไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายและให้สัมภาษณ์เชื่อมโยง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ต้องออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีมูลความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโยงชื่อบุคคลและพรรคเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า การนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาขยายความในสภา ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ และสร้างความเสียหายต่อบุคคลบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ไม่ได้เข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ เนื่องจากติดภารกิจราชการและหลักการทางการเมือง เพราะเห็นว่าเวที กมธ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการค้นหาความจริง

กล้าธรรม ลั่น ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเน้นย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงผ่านช่องทางราชการครบถ้วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยความเป็นธรรม หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริง ก็สามารถส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในทุกเวที และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความสุจริต โปร่งใส และไม่หวั่นไหวต่อแรงโจมตีทางการเมือง

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ โดยผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้ง “วาระแห่งชาติปราบสแกมเมอร์” เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ตำรวจ ปปง. กระทรวงดิจิทัลฯ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะมีการใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ธุรกรรมที่น่าสงสัย จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นคนเล็กหรือคนใหญ่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ดังนั้นการออกมาตอบโต้ของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะปกป้องชื่อเสียงของพรรค และยืนยันว่า ธรรมนัสไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ และแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติอย่างจริงจัง

ที่มา – “อนุดิษฐ์” ซัด “โรม” ปั่นเกมการเมืองใส่ร้ายกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

“เอกนิติ” สั่งลุย ตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

“เอกนิติ” ลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย สั่งเชื่อมทุกหน่วยงานปิดช่องโหว่ พร้อมยกระดับมาตรฐานสากล ตั้งเป้าเห็นผลภายใน ธ.ค. นี้

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้อยู่ภายใต้คณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ส่วนรองประธานคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ เชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและตรวจสอบเงินที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศ พร้อมระบุรอยรั่วในระบบเศรษฐกิจไทย และยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ให้เทียบเทากับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) , กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งมีมาตรฐานการตรวจสอบการฟอกเงิน โดย ปปง. จะเป็นกลไกหลักในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การตรวจสอบเงินสีเทานี้ จะไม่ได้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น แต่จะยกระดับ Connect the dot เพื่อให้เห็นเส้นทางของเงินสีเทา

พร้อมตั้งเป้าหมายให้เห็นผลภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยเริ่มจากการระบุเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินที่เป็นปัญหา และใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับเพื่อควบคุมและป้องกันการฟอกเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจสอบเส้นทางเงินเทาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างมาก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งสำคัญในการปิดช่องโหว่และป้องกันการฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายปัจจุบันจะสามารถนำมาใช้ได้บางส่วน แต่จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานและเชื่อมโยงข้อมูลให้ทันสมัย ครอบคลุมการตรวจสอบธุรกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบคริปโตที่ข้อมูลไม่ได้อยู่ในประเทศ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันและการฟอกเงิน การดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

“เอกนิติ” สั่งลุย ตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจะช่วยป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงินและสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

ความสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยของการฟอกเงินเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถระมัดระวังและป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและการฟอกเงิน การให้ความรู้และการอบรมแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเห็นผลภายในเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ก็เป็นเป้าหมายที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

การดำเนินการตรวจสอบเส้นทางเงินเทาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในระยะยาว ช่วยลดอาชญากรรม สร้างความโปร่งใส และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งลุยตรวจสอบเส้นทางเงินเทา หารอยรั่วเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า ธ.ค. นี้ เห็นผล

บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก สุดท้ายรอด!

สืบ 6 ประสานตำรวจวังทอง ปีนรั้วเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย 80 ปี บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก ไม่เชื่อว่าเป็นตำรวจจริง พบว่าถูกหลอกให้ถอนเงิน 14 ล้านบาทเพื่อซื้อทองคำแท่ง แต่สุดท้ายผู้เสียหายขายคืนทองได้กำไรกว่า 9 แสนบาท!

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รองผบช.น. และ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น. ดูแลงานสืบสวน ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน บก.น.6 ประสานกับ สน.วังทองหลาง เพื่อเข้าตรวจสอบบ้านหลังหนึ่งในซอยลาดพร้าว 64 แยก 8 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง ได้รับการประสานงานจากชุดสืบสวน บก.น.6 ให้เข้าช่วยเหลือเหยื่อผู้เสียหาย คือ คุณยาย อายุ 80 ปี ที่กำลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง โดยเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยหลอกอดีตข้าราชการเกษียณ อายุ 70 ปี ซึ่งมีเงินเก็บกว่า 14 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพเหล่านี้อ้างว่าต้องการตรวจสอบเงินในบัญชีเนื่องจากพัวพันกับการฟอกเงิน

บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก

หญิงรายดังกล่าวหลงเชื่อและโอนเงินไปจำนวน 410,033 บาท หลังจากนั้นบัญชีก็ถูกอายัด ต่อมาถูกหลอกให้ถอนเงิน 14 ล้านบาท เพื่อทยอยซื้อทองคำแท่งในช่วงราคาบาทละประมาณ 60,000 บาท รวม 250 บาท คิดเป็นมูลค่า 15,410,033 บาท แต่โชคดีที่ทองคำแท่งยังอยู่ครบ และคนร้ายไม่ได้เอาไป ผู้เสียหายจึงนำทองคำแท่งไปขายคืนในช่วงราคาบาทละ 67,000 บาท ได้เงิน 16,750,000 บาท ทำให้ได้กำไร 1,339,967 บาท เมื่อหักลบกับเงินที่โอนไปก่อนหน้านี้ 410,033 บาท ยังคงเหลือกำไรกว่า 929,934 บาท เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมีการจับกุมนายถังหมิงหยิน (MR.TANG MING YIN) อายุ 45 ปี สัญชาติฮ่องกง ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยการอนุญาตสิ้นสุด”

ปฏิบัติการบุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก

จากกรณีดังกล่าว ชุดสืบสวนได้ติดตามกล้องวงจรปิดเพื่อช่วยเหลือคุณยายวัย 80 ปี ที่ถูกผู้ต้องหาหลอกเอาทรัพย์สินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกซ้ำ โดยคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน บก.น.6 พยายามติดต่อผู้เสียหาย แต่รออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ยังไม่ออกมา ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจปีนข้ามรั้วเข้าไปในบ้านเพื่อช่วยเหลือ เนื่องจากผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จำนวน 1,980,000 บาท ที่โรงพยาบาลรามคำแหง และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่โรงพยาบาลสมิติเวช เป็นทองคำ 10 บาท และเงินสด 1,010,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาที่บ้านเป็นตำรวจจริง

จากการสอบถาม ผู้เสียหายยอมรับว่าได้ยินเสียงเรียกอยู่หน้าบ้าน แต่ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวว่าเป็นตำรวจปลอม ในขณะนั้นกำลังคุยโทรศัพท์กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจึงยอมออกมาจากบ้าน และเชื่อว่าเป็นตำรวจจริง ผู้เสียหายปลอดภัย ไม่ถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีก โดยได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง และพาไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงขอประชาสัมพันธ์พฤติการณ์ของคนร้ายเพื่อแจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อขอตรวจสอบทรัพย์สิน โดยการหลอกลวงให้โอนเงินและส่งมอบทรัพย์สิน เพราะอาจเป็นอุบายของมิจฉาชีพที่ต้องการบุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นภัยร้ายที่แฝงตัวอยู่ในสังคมของเรา การรู้เท่าทันกลโกงและวิธีการหลอกลวงของพวกเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากมีใครโทรมาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่และขอข้อมูลส่วนตัว หรือขอให้โอนเงิน อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก ไม่เชื่อเป็นตำรวจจริงต้องปีนข้ามรั้วเข้าไปอธิบาย

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

“วิโรจน์” จี้ “นายกฯ อนุทิน” ลากคอขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก ผลัก “กัมพูชา”กลับเข้าสู่บัญชีสีเทา

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านให้ รับหนังสือจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กรณีให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

มีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายวิโรจน์ ยืนยันพรรคประชาชนติดตามการทำงานของรัฐบาลและตรวจสอบอย่างเต็มที่ ล่าสุดกรณีสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์อยู่ในเป้าการจับตาอย่างใกล้ชิด ส่วนข้อสังเกตตามข้อร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลนี้ รวมถึงคดีการเมือง มีการมอบหมายให้ สส. พรรคประชาชน จับตาดู และใช้กลไกของรัฐสภาดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

โดยยอมรับว่าเปิดรัฐสภาในสมัยประชุมหน้ามีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันที่จะใช้กลไก สส. และกลไกของกรรมาธิการในการผลักดันเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะทั่วโลกและประชาชนให้ความสนใจการปราบปราม เครือข่ายสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ที่ไม่ใช่ฉ้อโกง การฟอกเงิน ความชั่วร้ายของโลกที่พัวพันไปถึงการค้ามนุษย์และการกักกันใช้แรงงาน หรือการค้ามนุษย์ ที่เอาเหยื่อมาหลอกเหยื่อประเทศของตนเอง มองว่าเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับโลก ที่นายรังสิมันต์และตนเองจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

รอดูรัฐบาลดำเนินการให้ชัด

นายวิโรจน์ ระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้ารัฐบาล ยังอยู่ในเงื่อนไขการพิจารณาของฝ่ายค้าน หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยเฉพาะหากพบหรือมีข้อสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยง ในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย หรือการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้สแกมเมอร์จากกัมพูชาออกอาละวาด และมาหาผลประโยชน์ในราชอาณาจักรไทย อาจจะนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จี้รัฐบาลสั่งการเชือดเส้นทางเงิน

ส่วนไทยควรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนานาชาติเรื่องการปราบสแกมเมอร์ นายวิโรจน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มี 2 เรื่องที่ต้องชี้แจงต่อนานาชาติ โดยเรื่องแรก คือมาตรการภายในประเทศ บทบาทของหน่วยงานต่างๆ (ปปง. กลต. ตำรวจไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผล แล้วลากคอเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์มาลงโทษได้อย่างไร และจะออกกฎระเบียบอย่างไรในการเปิดเผยตัวตนและรายงานเส้นทางทางการเงิน ตัวตนของผู้โอนและผู้รับเงิน สินทรัพย์ดิจิทัลหรือเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งการเปิดเผยเส้นทางการเงินถือว่าเป็นความโปร่งใส และเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่โจรสแกมเมอร์กลัวที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งสั่งการ

มั่นใจ ก๊ก อาน มีเครือข่ายในไทย

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่า ก๊ก อาน หรือ เครือข่ายของเฉิน จื้อ ที่เข้ามาอาละวาดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเพียงลำพัง จะต้องมีเครือข่ายของประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นนายทุนของคนไทยหรืออาจเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนหรือมีส่วนรู้เห็นด้วย ก็ต้องลากคอมารับโทษทางกฎหมายและดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ให้สิ้นซาก เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินที่หลอกพี่น้องประชาชนคนไทยและเอามาปล้นมายึดประเทศไทยเสียเอง ซึ่งตนมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ต่ำทรามอย่างมาก

ห่วงถ่ายเททรัพย์สินหนี

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะยึดอายัดทรัพย์หรือไม่หรือจะมีการถ่ายเททรัพย์สินไปก่อน นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่คือความกังวลไม่ใช่แค่เฉพาะกรรมาธิการ แต่เป็นความกังวลของประชาชนว่าวันนี้ตั้งแต่ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาพูด ว่ามีกลุ่มคนไทยและกลุ่มทุนไทยนักการเมืองไทย ที่เข้าไปหาผลประโยชน์ กับธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา ซึ่ง ฮุนเซน ขู่ว่าจะเปิดโปง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยทั่วไปและไม่ใช่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตได้อยู่แล้วว่าโจรสแกมเมอร์แบบนี้ มาก่อคดีตามลำพังในไทยไม่ได้อยู่แล้ว บริษัทต่าง ๆ ในไทยยังใช้นอมินีและบัญชีม้าเลย ซึ่งนอมินีและบัญชีม้าก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ในกรณีนี้ เป็นการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายที่ครอบคลุมถึงการค้ามนุษย์ออนไลน์ จะบอกว่าไม่มีคนไทยรู้เห็นหรือสนับสนุนเลยไม่มีเกลือเป็นหนอนเลยจนคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ

จี้ลากคอขบวนการให้เห็น

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยยังไม่สามารถลากคอขบวนการเหล่านั้นที่เป็นคนไทยให้ประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตาได้เลย ตนกังวลเรื่องนี้อย่างมาก มั่นใจว่าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเส้นทางทางการเงินและข้อมูลทางด้านอาชญากรทางไซเบอร์ เขาอาจจะมีเบาะแสอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลของนายอนุทิน รู้ตัวต้องเร่งลากคอกระบวนการเหล่านั้นออกมาก่อนที่สหรัฐอเมริกาและบรรดานานาประเทศจะเปิดเผยรายชื่อเหล่านั้นเอง เนื่องจากจะทำให้เสียหายต่อเกียรติภูมิประเทศชาติ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย

เชื่อโลกอยากรู้ ไทย จัดการอย่างไร

เมื่อถามว่าการประชุมอาเซียนที่จะถึงนี้จะมีการลงนามระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องการประกาศสันติภาพโดยมี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเป็นประธาน นายวิโรจน์ เชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกอยากฟังนายกรัฐมนตรีของไทย บอกว่าจะจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์นี้อย่างไร

“ ท่าทีฮุนเซน และฮุน มาเนต เงียบไม่โต้ตอบเหมือนยอมจำนนต่อโลก เพราะรู้อยู่แล้วว่า หลักฐานเส้นทางทางการเงิน ขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินบ่งชี้อยู่แล้วว่าฐานปฏิบัติการก่อการสแกมเมอร์ ที่เป็นค่ายกักกันแรงงานค้ามนุษย์ด้วยอยู่ที่กัมพูชาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นทั่วโลกต้องการฟังความชัดเจนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะจัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานที่ตั้งในกัมพูชาอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าวและว่า

เสนอผลักกัมพูชาสู่บัญชีสีเทา

นายวิโรจน์ กล่าวยังเสนอด้วยว่า ประเทศไทยมีความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และบรรดาประเทศพันธมิตรในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างไร ซึ่งบางบริษัทสามารถตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ที่มีการส่งเงินสกปรกจากกัมพูชา หากตรวจสอบอย่างจริงจังจะสามารถผลักกัมพูชากลับเข้าสู่บัญชีสีเทา ซึ่งจะมีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินอย่างมากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าของกัมพูชาอย่างรุนแรง นี่คือการเอาคืน ฮุนเซน อย่างสาสมที่สุด

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ทำไมต้องทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา?

การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายประเทศทั่วโลก หากปล่อยไว้ ภัยคุกคามนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

การที่นายวิโรจน์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างเด็ดขาด การร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและการจัดการเส้นทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ ว่าประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ “อนุทิน” ร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก

โฆษกรัฐบาลแจง! ตัดเน็ตสแกมเมอร์ได้ทันที สั่งถอนสัญชาติ

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เหตุ สมช.เคยมีมติแล้ว เผย นายกฯสั่งกรมการปกครองพิจารณาถอนสัญชาติพัวพันสแกมเมอร์ ตามตำรวจและปปง. เสนอ

เมื่อเวลา 18.15 น.วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ว่า ได้มีการตัดสัญญาณที่ส่งไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา รวมถึงฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งมีการร้องเรียนเรื่องสแกมเมอร์ โดยนายกฯได้สอบถามเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ถึงสาเหตุว่าทำไมถึงตัดล่าช้าในครั้งที่แล้ว โดย สมช.แจ้งว่าต้องรอเข้าที่ประชุม สมช. และมติครั้งนั้นก็มีผลให้ดำเนินการต่อเนื่อง หากมีอีกก็สามารถดำเนินการได้เลย

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

ย้ำ กสทช.ตัดเน็ตสแกมเมอร์

นอกจากนี้ นายกฯ ยังให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เป็นผู้ดำเนินการหลัก และจะต้องไปนำข้อมูลมา ไม่มีการจำหน่ายให้กลุ่มสแกมเมอร์ หรือในพื้นที่เฝ้าระวัง ส่วนกลางตัดอินเทอร์เน็ตที่เมืองปอยเปต ยืนยันว่าเริ่มตั้งแต่ที่มีการเกิดสถานการณ์ชายแดน

ส่วนกลุ่มคนที่เข้าข่ายเกี่ยวพันกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ตำรวจและ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เสนอมา ก็ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไปพิจารณาเพิกถอนสัญชาติ เป็นข้อสั่งการของนายกฯ

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์หรือสแกมเมอร์กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยมาตรการสำคัญคือการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำลายเครือข่ายของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ขั้นตอนการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันทีจริงหรือ?

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า การตัดเน็ตสแกมเมอร์ สามารถทำได้ทันที เนื่องจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เคยมีมติในเรื่องนี้ไว้แล้ว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอการอนุมัติใหม่ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ และให้ตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด

นอกจากมาตรการตัดเน็ตสแกมเมอร์แล้ว นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พิจารณาเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ ตามที่ตำรวจและ ปปง. เสนอมา ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นในการจัดการกับผู้กระทำผิด

การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และปกป้องประชาชนจากภัยการหลอกลวงต่างๆ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์

การที่รัฐบาลเร่งเเก้ไขปัญหาโดยการตัดเน็ต เเละถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นการเเสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ เเต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องมีสติ เเละระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเหล่ามิจฉาชีพ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

เกาหลีใต้ เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน สู้ภัยอาชญากรรมกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา คาดตัดสินใจปลายเดือนนี้ หวังลดปัญหาพลเมืองถูกหลอกลวงและค้ามนุษย์

สถานการณ์อาชญากรรมในกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองเกาหลีใต้ กำลังนำไปสู่มาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้น ล่าสุด รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาใช้มาตรการ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวง

การตัดสินใจว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรหรือไม่ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ และหากดำเนินการจริง จะถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดที่เกาหลีใต้เคยใช้เพื่อตอบโต้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน

ตามรายงานของหน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ภายใต้คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาที่จะกำหนดให้ผู้ต้องสงสัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็น “นิติบุคคลที่ถูกจำกัด” ซึ่งจะนำไปสู่การอายัดทรัพย์สินและการสกัดกั้นธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งกล่าวว่า “หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้หารือกันแล้วว่าจะกำหนดลักษณะขององค์กรอาชญากรรมในกัมพูชาและตอบสนองต่อองค์กรเหล่านี้อย่างไร”

การหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มบริษัท Prince Group และ Huione Group ในกัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการฉ้อโกงทางไซเบอร์

ผลกระทบของการคว่ำบาตรทางการเงินต่อเครือข่ายอาชญากรรม

หาก เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จริง จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะถูกจำกัด ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเกาหลีใต้จะไม่ยอมรับการกระทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องพลเมืองของตน

นายยู แจ-ซอง รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเพื่อพิจารณาว่าจะเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อบริษัทในเครือ Prince Group ในเกาหลีใต้หรือไม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง

การคว่ำบาตรทางการเงินครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ ที่ผ่านมาเน้นใช้วิธีทางการทูตในการแก้ไขปัญหา แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายลงทำให้ต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้น FIU ยังมีแผนที่จะขยายการสอบสวนกิจกรรมการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในสิ้นปีนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในกัมพูชาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การที่เกาหลีใต้เข้าร่วมในความพยายามนี้ จะยิ่งทำให้การต่อสู้กับอาชญากรรมในภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรทางการเงินอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกาหลีใต้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นที่รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากมาตรการทางกฎหมายและการเงินแล้ว การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยของการหลอกลวงและการค้ามนุษย์ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ที่จะ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคพิจารณา และอาจนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – เกาหลีใต้พิจารณาคว่ำบาตรทางการเงิน สู้เครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ! บอร์ด **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

นายกรัฐมนตรีลงนามตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายหลักคือการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สืบเนื่องจากสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอม การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

คณะกรรมการชุดนี้มีองค์ประกอบที่น่าสนใจดังนี้:

  • นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการ
  • ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมเป็นกรรมการ
  • นอกจากนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

**ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการกำกับดูแลและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีหน้าที่ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจเร่งด่วน: ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์

การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

แนวทางการดำเนินงาน

คณะกรรมการชุดนี้มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

ความคาดหวัง

รัฐบาลคาดหวังว่าการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะช่วยลดจำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ประชาชนทุกคนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การดึงผู้มีประสบการณ์จากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หวังว่าเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเร็ววัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีลุยเองนั่งประธานบอร์ดปราบสแกมเมอร์ ดึงบิ๊กสีกากี ปราบอาชญากรรมออนไลน์

Scroll to top