การฟื้นฟูเศรษฐกิจ

พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวสำคัญในแวดวงการบริหารประเทศมาอัปเดตกันครับ เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้มีการประกาศเผยแพร่ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเงินในภาพรวมของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจและสังคมมีความท้าทายรอบด้านครับ

สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้

การประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จากหน่วยงานต่างๆ รวมเป็นจำนวนเงินกว่า 10,328 ล้านบาท เพื่อนำไปสมทบในงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นครับ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องโอนงบ? คำตอบคือรัฐบาลมีความจำเป็นต้องรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งงบประมาณเดิมที่มีอยู่นั้นอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนครับ

รายละเอียดการโอนงบและเหตุผลความจำเป็น

เหตุผลหลักที่ต้องมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้ ก็เพื่อสร้างความคล่องตัวให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปช่วยประชาชนได้ทันท่วงทีครับ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ยอดงบประมาณที่โอนย้าย: 10,328,065,100 บาท
  • เป้าหมายการโอน: งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: ประเทศไทยเผชิญผลกระทบทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทำให้ต้องมีงบสำรองเพิ่มเติม
  • การบริหารจัดการ: ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมกันดูแลรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมาย

การปรับเปลี่ยนงบประมาณในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกลไกปกติที่ภาครัฐใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การที่รัฐบาลมีเงินสำรองในมือที่เพียงพอย่อมช่วยให้อุ่นใจได้ว่า จะมีงบประมาณไปบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วครับ

ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่าความโปร่งใสและการบริหารจัดการเงินงบประมาณอย่างคุ้มค่าเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอยู่เสมอ การที่รัฐตัดสินใจโอนงบประมาณเพื่อมาแก้ปัญหาเร่งด่วน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้เงินก้อนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนในชาติอย่างแท้จริงครับ และเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในระยะเวลาที่เหลือของปีงบประมาณนี้ จะมีการจัดสรรอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายครับ

ที่มา – พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้ โอน 10,328 ล้าน เป็นงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉิน

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เปิดฉาก 3 วัน ยอดสะสมทะลุ 6.2 พันล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีเรื่องเศรษฐกิจในบ้านเรามาอัปเดตกันครับ ห่างหายจากการกระตุ้นเศรษฐกิจไปสักพัก ล่าสุดรัฐบาลได้เดินหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ซึ่งเพิ่งเปิดให้ใช้สิทธิ์กันไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมานี่เองครับ บอกเลยว่ากระแสตอบรับแรงสุดๆ เพราะผ่านไปแค่ 3 วัน ยอดใช้จ่ายสะสมก็พุ่งทะลุไปถึง 6,214.99 ล้านบาทแล้ว!

สรุปภาพรวม ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หลังเปิดตัว 3 วันแรก

ต้องยอมรับเลยว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 นี้เข้ามาถูกจังหวะจริงๆ ครับ เพราะดูจากตัวเลขล่าสุดที่ทางกระทรวงการคลังรายงานออกมา มีประชาชนใช้งานสิทธิไปแล้วกว่า 16.5 ล้านคน โดยแบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลช่วยจ่าย 3,614.79 ล้านบาท และที่ประชาชนร่วมจ่ายเองอีก 2,600.20 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยว่านโยบายนี้ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในระดับฐานรากได้ดีมาก

โอกาสทองของผู้ประกอบการกับ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

นอกจากประชาชนจะได้รับสิทธิแล้ว บรรดาร้านค้ารายย่อยก็คึกคักไม่แพ้กันครับ ตอนนี้มีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ 1 ล้านร้าน โดยมียอดร้านค้าหน้าใหม่ที่เพิ่งตบเท้าเข้ามาเพิ่มอีกเกือบแสนร้าน ทำให้ร้านค้าชุมชนมีโอกาสเข้าถึงเม็ดเงินและลูกค้าได้มากขึ้นอย่างทั่วถึงจริงๆ ครับ

ผลตอบรับที่เกิดขึ้นมีความน่าสนใจดังนี้:

  • ประชาชนผู้ได้รับสิทธิรวมสูงถึง 26 ล้านราย
  • ร้านค้าที่เริ่มมีการใช้งานจริงแล้วสูงถึง 829,130 ร้าน
  • เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน

มุมมองทิ้งท้าย: ผมมองว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่สำคัญของรัฐบาลครับ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้คนไทยได้จริง แต่ยังเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับร้านค้าเล็กๆ ในชุมชนได้โดยตรง เชื่อว่าหากโครงการดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจให้กลับมาสดใสขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ ใครที่ยังมีสิทธิ์อย่าลืมไปใช้กันนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลปลื้ม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดฉาก 3 วัน ยอดสะสมทะลุ 6.2 พันล้าน

“ภราดร” เผยช่องว่างงบรับวิกฤต 8 แสนล้านบาท

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังยืดเยื้อ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและดูแลปากท้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

จากกรอบงบประมาณทั้งสิ้น 3.788 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ไม่ยึดติดกับฐานงบเดิม แต่พิจารณาตามความจำเป็นจริง โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สถานการณ์โลก สถานการณ์ในประเทศ และการเยียวยาประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าพุ่งสูง

กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570

ปฏิทินงบประมาณจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 1 พ.ค. 2569 หน่วยงานต่าง ๆ จะเสนอคำขอใช้จ่าย จากนั้นสำนักงบประมาณจะกลั่นกรองให้อยู่ในเพดาน 3.788 ล้านล้านบาท ภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอครม. วันที่ 2 มิ.ย. 2569 จากนั้นเข้าสภา วาระ 1 วันที่ 1-3 ก.ค. พิจารณาแปรญัตติ 70 วัน วาระ 2-3 ต้นก.ย. และวุฒิสภา 10-11 ก.ย. เพื่อประกาศใช้ 1 ต.ค. 2569

นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 2569 เพื่อเยียวยาประชาชนจากสงคราม โดยเลี่ยงชดเชยเงินคงคลังค้าง 70,000 ล้านบาทจากปี 2568 ด้วยการตั้งงบชดเชยในปี 2570 ทำให้เงินโอนได้นำไปช่วยประชาชนจริง

มาตรการรัดเข็มขัดประหยัดงบ

  • ขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% จากกรอบเดิม เพื่อความรวดเร็ว
  • ชะลอสร้างอาคารใหม่ 1-2 ปี ใช้เช่าหรือ PPP แทน
  • งดดูงานต่างประเทศ ลดคนประชุม
  • งดงบกลุ่มจังหวัดชั่วคราว ตัดโครงการซ้ำซ้อนอย่างถนนและแหล่งน้ำในงบจังหวัด จาก 20,000 ล้านบาท เหลือ 4,000 ล้านบาท ประหยัด 20,000 ล้านบาท
  • เปลี่ยนรถราชการเป็น EV ติด Solar Roof ในอาคารรัฐ

เงินที่ประหยัดจะไม่เก็บในงบกลาง แต่โอนไปโครงการ “ไทยช่วยไทย” ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านคน โครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และคนละครึ่งพลัส เป้า 20-30 ล้านคน ได้คนละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท

ช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) จากงบ 3.78 ล้านล้านบาท หักรายจ่ายประจำ เหลือ 700,000-800,000 ล้านบาท เพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบรรเทาทุกข์ประชาชน “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพาประเทศฝ่าวิกฤต

การใช้ Zero-based Budgeting นี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบ แต่ยังทำให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนจากสงครามและเงินเฟ้อ รัฐบาลมุ่งเน้นโครงการที่ตอบโจทย์ปากท้อง เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และพลังงานสะอาด ซึ่งจะสร้างการจ้างงานและลดต้นทุนระยะยาว

สำหรับประชาชน คาดว่างบเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ ลดราคาสินค้าเกษตร และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้คึกคัก ส่งผลบวกต่อ GDP โตได้ 2-3% ในปีหน้า

ติดตามพัฒนาการงบประมาณปี 2570 ต่อไป เพราะนโยบายเหล่านี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงในช่วงวิกฤตนี้

ที่มา – “ภราดร” เผยเหลือช่องว่างทำนโยบายรับวิกฤตได้ 8 แสนล้านบาท

“เท้ง” ชู “ปฏิญญาสงขลา” ทุ่ม 15,000 ล้านคืนชีพหาดใหญ่

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาและเมืองหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้สรุปบทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนและอาสาสมัคร สิ่งที่พบคือภาครัฐขาดทิศทางชัดเจน ทำให้ประชาชนต้องลุยด้วยตัวเอง ปัญหาหลักคือวิกฤตความเชื่อมั่น โดยเฉพาะนักธุรกิจหาดใหญ่ที่กลัวน้ำท่วมซ้ำ ไม่กล้ากู้เงินหรือลงทุน แม้มีมาตรการดอกเบี้ย 0% ก็ตาม

“เท้ง” สรุปบทเรียนน้ำท่วมใต้ ชู “ปฏิญญาสงขลา” ทุ่ม 15,000 ล้านคืนชีพหาดใหญ่

ในวันที่ 8 เมษายน 2569 ณ สภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงษ์ได้อภิปรายญัตติการบริหารจัดการอุทกภัยสงขลา โดยชูแนวคิด “ปฏิญญาสงขลา” คำมั่นสัญญาจากพรรคประชาชนที่จะผลักดันงบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท ในระยะ 8 ปี เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองหาดใหญ่ให้ทนน้ำท่วม มุ่งสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว แทนการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ไร้ทิศทาง

5 ข้อเสนอหลักใน “ปฏิญญาสงขลา” เพื่อฟื้นฟูหาดใหญ่

แนวคิดนี้ครอบคลุม 5 มิติหลัก ที่จะช่วยให้หาดใหญ่กลับมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจภาคใต้ได้อีกครั้ง ลองมาดูรายละเอียดกัน

  • การพัฒนาเมืองแบบ Resilient City: ออกแบบอาคารให้ชั้นล่างยกสูง ใช้เป็นทางระบายน้ำ และปรับผังเมืองเว้นพื้นที่ริมคลองเป็นสวนสาธารณะควบคู่ Floodway เหมือนโมเดลเทศบาลนครยะลา รัฐบาลต้องอุดหนุนงบ ไม่ผลักให้ท้องถิ่นหรือเอกชนทั้งหมด
  • เพิ่มเงินเยียวยา: ขยายวงเงินชดเชยค่าซ่อมบ้านจาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาท จ่ายตามความเสียหายจริง เพื่อให้ประชาชนเริ่มต้นใหม่ได้เร็ว
  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: สร้างความเชื่อมั่นก่อนกระตุ้นการบริโภค ด้วยโมเดล “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชันหาดใหญ่ จัดสรรงบเฉพาะจุด ล่อใจนักท่องเที่ยวมาเยือนหลังน้ำลด ช่วยทั้งเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ
  • แผนเผชิญเหตุ: ตั้งศูนย์บัญชาการเดียว บูรณาการรัฐ-เอกชน ไม่ให้สั่งการสะเปะสะปะเหมือนกรณีฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือหรือน้ำท่วมครั้งก่อน
  • ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า: ใช้เทคโนโลยีจาก GISTDA คำนวณแม่นยำ เช่น ฝนตกปริมาณนี้ น้ำท่วมสูงกี่เมตร ช่วยลดสูญเสียน้ำใจและทรัพย์สิน

การลงทุน 15,000 ล้านบาทนี้ ไม่ใช่แค่งบแผ่นดิน แต่เป็นการปกป้องมูลค่าความเสียหายเศรษฐกิจที่อาจสูงถึงหมื่นล้าน หากน้ำท่วมซ้ำ นายณัฐพงษ์ย้ำว่ารัฐบาลควรใช้โอกาสงบประมาณปี 2569 สร้างวิสัยทัศน์ชัดเจน แทนการใช้เงินกระตุ้นแบบไร้ทิศทาง เพราะถ้าหาดใหญ่ไม่ฟื้น ภาคใต้ทั้งหมดจะกระทบหนัก

จากประสบการณ์ลงพื้นที่ พบว่าประชาชนหาดใหญ่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่คึกคัก แต่หลังน้ำท่วม 店铺ปิดตัว ร้านอาหารเงียบเหงา นักลงทุนหนีไปที่อื่น การมี “ปฏิญญาสงขลา” จึงเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากรัฐจริงจังผลักดัน หาดใหญ่จะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม ทนภัยพิบัติได้ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาเรื่องการจัดการน้ำเขตแดนไทย-มาเลเซีย เพราะน้ำท่วมใต้หลายครั้งมาจากฝนข้ามชาติต้องเจรจาระดับรัฐบาลด้วย สุดท้าย การฟื้นฟูต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่รัฐแต่รวมประชาชนและเอกชน

ทำไม “เท้ง” สรุปบทเรียนน้ำท่วมใต้ ชู “ปฏิญญาสงขลา” ถึงสำคัญ?

เพราะมันไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างอนาคต หาดใหญ่เป็นหัวใจเศรษฐกิจใต้ ถ้าฟื้นไม่ได้ ผลกระทบลามไปทั่วประเทศ การทุ่ม 15,000 ล้านเพื่อโครงสร้างพื้นฐานคือการลงทุนฉลาด ป้องกันความเสียหายใหญ่กว่า

คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้? หากเป็นชาวใต้ คุณอยากเห็นหาดใหญ่เปลี่ยนแปลงแบบไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงประชาชนดังถึงรัฐบาล!

การลงทุนระยะยาวเช่นนี้จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้ภาคใต้ได้จริง หากเราร่วมผลักดัน

ที่มา – “เท้ง” สรุปบทเรียนน้ำท่วมใต้ ชู “ปฏิญญาสงขลา” ทุ่ม 15,000 ล้านคืนชีพหาดใหญ่

สส.ประชาชนจี้ปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่

หลังจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านยังรอเงินเยียวยาอยู่หลายราย สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ผ่านไป 5 เดือนแล้ว แต่หลายครอบครัวยังลำบากหนัก

สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 8 เมษายน 2569 ร่วมกับพรรคอื่นๆ เพื่อทวงสิทธิเยียวยาให้ชาวหาดใหญ่ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ น้ำท่วมหนักตั้งแต่ 21 พฤศจิกายน 2568 สูงสุด 23 พฤศจิกายน แต่รัฐประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินช้าไป 4 วัน ทำให้การช่วยเหลือล่าช้า ไฟดับ น้ำท่วมโรงพยาบาล ประชาชนขาดแคลนอาหารและข้อมูล

ปัญหาหลักคือการบัญชาการไม่ชัดเจน ตั้งแต่ตั้ง ร.อ.ธรรมนัส แล้วเปลี่ยนเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด สร้างสุญญากาศ ระบบราชการยืดหยุ่นน้อย วอร์รูมอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีคนในพื้นที่สั่งการจริงจัง สุดท้ายอาสาและท้องถิ่นต้องช่วยกันเอง

สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่

น.ส.ภคมน ที่ลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรก เรียกร้องศูนย์ข้อมูลกลางเชื่อม GISDA ภาพดาวเทียม ระบุตำแหน่งผู้เดือดร้อน จีโอโลเคชั่น เพื่อช่วยเหลือตรงจุดและเยียวยาเร็ว ถ้ามีข้อมูลนี้ จ่ายเงินได้ใน 30 วัน ไม่ต้องรอเอกสาร

ปัจจุบันเยียวยาค่าซ่อมบ้านเพดานต่ำ เพียง 49,500 บาท (แก้ใหม่ 88,500 บาท แต่ไม่ย้อนหลัง) ผู้เดือดร้อน 101,000 ครัวเรือน ได้รับแค่ 55,000 บางรายน้ำท่วมเมตรได้เงินแค่ 240 บาท! พรรคเสนอขยับเพดานเป็น 100,000 บาท รวมค่าวัสดุค่าแรง จ่ายย้อนหลัง ใช้เกณฑ์ 11,400 บาทช่วยอาชีพด้วย

  • ปรับเกณฑ์เยียวยาครอบคลุมมากขึ้น จ่ายตามจริง
  • ยื่นยันหลังให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต ไม่ใช่แค่ 2 ล้านบาทแต่ติดตามฟื้นฟูจิตใจ อาชีพ
  • ประเมินความเสียหายเศรษฐกิจหาดใหญ่ชัดเจน

ภาคธุรกิจเดือดร้อนหนัก หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใต้ ไม่มีมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว สินเชื่อพักหนี้ใช้เครดิตส่วนตัว แม่ค้าตลาดจ่ายดอกเบี้ยรายวัน ขายไม่ออกก็เจ๊ง พรรคเรียกร้องมาตรการระยะสั้น เช่น โปรโมชั่นท่องเที่ยวเมืองรอง หมุนเวียนงบ ช่วยโรงแรมร้านอาหาร และโรดแมปจัดการน้ำระยะยาว

แม้เมืองดูปกติ แต่ไม่ใช่ผลรัฐบาล ประชาชนอยากได้มาตรฐานที่เท่าเทียม ไม่เทียบอดีต รัฐต้องมีศักยภาพบริหารภัยพิบัติให้ทันเหตุ

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการจัดการภัยพิบัติของไทยที่ยังล้าหลัง ข้อมูลกลางและการตัดสินใจรวดเร็วคือกุญแจสำคัญ หากรัฐบาลฟังข้อเสนอ สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ จะช่วยฟื้นหาดใหญ่ได้เร็วขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อผลักดันให้รัฐดำเนินการนะ

ที่มา – สส. พรรคประชาชน จี้รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ปราบสแกมเมอร์ชายแดน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังของชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนเดือดร้อนมานาน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ลุยแก้ปัญหาสแกมเมอร์และชายแดน

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้ปีจาก original ที่อาจผิด) พล.อ.รังษี ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ย้ำว่าพรรคเศรษฐกิจยังคงมุ่งมั่นทำงานบริหารประเทศเต็มสูบ หากได้รับโอกาสเข้าไปในรัฐบาล จะรับผิดชอบภารกิจสำคัญทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ พล.อ.รังษี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถ้ามอบความรับผิดชอบให้ผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราบสแกมเมอร์ เรื่องความมั่นคง ผมรับทันที ผมพร้อมทำงานจริง”

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์กลายเป็นภัยร้ายที่สร้างความเสียหายให้คนไทยนับพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อโทรศัพท์หลอกลวงหรือแอปพลิเคชันปลอม พล.อ.รังษี มองว่าต้องตัดวงจรเหล่านี้ให้สิ้นซาก ด้วยมาตรการเข้มงวดทั้งเทคโนโลยีและกำลังทหาร ขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เป็นจุด nóng ที่มีทั้งการบุกรุกดินแดน การค้าของเถื่อน และอาชญากรรมข้ามชาติซ่อนตัว ทำให้ประชาชนชายแดนเดือดร้อน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เน้นแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังษี ไม่ได้ต้องการอำนาจเชิงสัญลักษณ์ แต่เน้น “แก้ปัญหาเป็นรูปธรรม” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พรรคมี ส.ส. เพียง 3 คน แต่ทุกคนรวมใจยึดแนวทางเดียวกัน โดยหัวหน้าพรรคเป็นผู้ตัดสินใจหลัก พล.อ.รังษี ยืนยันว่า “ผมคุยกันรู้เรื่องแล้ว เรื่องสำคัญอยู่ที่หัวหน้าพรรค ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน” ด้วยประสบการณ์บริหารบุคลากรจำนวนมากจากอดีตนายทหาร ทำให้มั่นใจในการกำกับดูแลทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเลือกอยู่ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อนายกฯ โดยตั้งใจ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ “ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ไม่อยากเอา ส.ส. แก่ ที่ไม่ปล่อยให้รุ่นใหม่ได้ทำงาน” หากอยากยึดอำนาจ สามารถลงลำดับ 1 ได้ แต่เลือกสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบทีมเวิร์ค “ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคแบบเผด็จการ ผมลงเบอร์หนึ่งไปแล้ว แต่ผมไม่เอา ผมเอาเรื่องงานเป็นหลัก”

แผนงานสำคัญที่ พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล

พรรคเศรษฐกิจพร้อมร่วมมือทุกฝ่ายบนหลักโปร่งใส ยึดประโยชน์ชาติเป็นหลัก นี่คือแผนงานเด่น:

  • ปราบสแกมเมอร์: จัดการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ร่วมมือนานาชาติ
  • ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: เสริมกำลังดูแลแนวชายแดน ป้องกันบุกรุก แก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ
  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: สนับสนุน SME และการท่องเที่ยวชายแดน สร้างงานยั่งยืน
  • ความมั่นคง: ปรับโครงสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพ ลดการเมืองในกองทัพ

ด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ พล.อ.รังษี จึงเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน ท่าทีของ พล.อ.รังษี แสดงถึงผู้นำที่เน้นผลงานจริง ไม่ใช่เกมการเมืองเก่าๆ หากได้ร่วมรัฐบาล น่าจะช่วยลดปัญหาสแกมเมอร์ได้มาก และสร้างความสงบสุขชายแดน คุณคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น และกดแชร์หากเห็นด้วย! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “พล.อ.รังษี” พร้อมร่วมรัฐบาล แก้ปัญหาปราบสแกมเมอร์-ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคโอกาสใหม่ ยันไม่ปิดตลาดนัด ริมคลองดำเนินสะดวก

“ดร.อนุสรี” นำทีมพรรคโอกาสใหม่ ลงพื้นที่สมุทรสาคร ช่วยผู้สมัครหาเสียง ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก เล็งฟื้นตลาดเก่า ชูท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน

วันที่ 17 มกราคม 2569 ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ พร้อมด้วยนายธิติรัตน์ พุ่มไสว และนายลัทธจิตร มีรักษ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคโอกาสใหม่ รวมถึงนายณัฐภัทร์ จุลสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส. เขต 4 บ้านแพ้ว-กระทุ่มแบน หมายเลข 3 ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรับฟังปัญหาประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว บริเวณตลาดนัดเก่าอายุกว่า 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก และตลาดนัดกำนันเผอิญ

พรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก

ดร.อนุสรี เปิดเผยว่า ตลาดทั้งสองแห่งเป็นแหล่งค้าขายสำคัญของชุมชน เป็นตลาดริมน้ำที่มีเอกลักษณ์ สามารถจับจ่ายทั้งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และเสื้อผ้า แต่ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ในปี 2564 ตลาดที่เชื่อมต่อกันถูกปิดกั้น ทำให้ประชาชนสองฝั่งคลองไม่สามารถสัญจรและค้าขายได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีแนวคิดจะรื้อพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนคอนกรีต ส่งผลให้เศรษฐกิจชุมชนซบเซาต่อเนื่อง แม้ประชาชนจะร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานาน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

พรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก

“จากการรับฟังปัญหาของพ่อค้าแม่ค้าที่ทำมาค้าขายอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ดิฉันเห็นว่าตลาดริมน้ำคลองดำเนินสะดวกแห่งนี้ควรถูกพัฒนาและอนุรักษ์ให้เป็นตลาดน้ำเชิงวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่ใช่การรื้อทิ้ง เพราะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้คนบ้านแพ้วได้อย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ยังได้รับฟังปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ เหลือเพียงลูกละประมาณ 2 บาท นายณัฐภัทร์ ได้ศึกษาข้อมูลและแนวทางแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง โดยเสนอการใช้นวัตกรรมการปลูกและการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหากลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการจำหน่ายงานฝีมือและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งดร.อนุสรี ระบุว่าจะผลักดันการอบรมด้านการตลาดออนไลน์ เพื่อเปิดช่องทางรายได้ใหม่ให้กลุ่มดังกล่าว

พรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก

ดร.อนุสรี ย้ำว่า ตนเองและพรรคโอกาสใหม่ถือเป็นลูกหลานชาวสมุทรสาคร บรรพบุรุษและครอบครัวมีรากเหง้าอยู่ในพื้นที่ จึงตั้งใจผลักดันการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตัวเล็กตัวน้อยให้เกิดขึ้นจริง พร้อมขอแรงสนับสนุนให้พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44 และผู้สมัคร สส. เขต 4 จังหวัดสมุทรสาคร หมายเลข 3 ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

พรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก

พรรคโอกาสใหม่ นำโดย ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ ลงพื้นที่สมุทรสาครเพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ปิดตลาดนัดเก่าแก่ริมคลองดำเนินสะดวก

พรรคโอกาสใหม่ ย้ำจุดยืน: ไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พรรคโอกาสใหม่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก ซึ่งเป็นแหล่งค้าขายสำคัญของชุมชนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ การพัฒนาและส่งเสริมตลาดแห่งนี้จะช่วยสร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

นอกจากประเด็นเรื่องพรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวกแล้ว พรรคโอกาสใหม่ยังให้ความสำคัญกับปัญหาอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น ราคามะพร้าวตกต่ำ และการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุ โดยมีแผนที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้

พรรคโอกาสใหม่เชื่อมั่นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนในสภา เพื่อผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในท้องถิ่น

โดยการลงพื้นที่พรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวกครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น อีกทั้งยังพรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวกยังเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

เราควรสนับสนุนพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง เพราะการกระจายรายได้และความเจริญสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน จะนำมาซึ่งความมั่นคงและความสุขของคนในสังคม

ที่มา – พรรคโอกาสใหม่ หาเสียงสมุทรสาคร ยันไม่ปิดตลาดนัด 100 ปี ริมคลองดำเนินสะดวก

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

“อนุทิน” บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงคราม เอาอธิปไตย-ชีวิตทหารแลกคะแนนเสียง ภท. ยึดสำนวนช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม บอกแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย ตอบรับคนเดียวคือตนเอง

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย หลังพรรคเพื่อไทยชิงเปิดตัวไปแล้ววันนี้ว่า ยังมีเวลาอยู่ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบรับ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังคุยกันอยู่ แต่ตอนนี้มีตอบรับเพียงคนเดียวคือ ตนเอง

ส่วนที่วันนี้พรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 3 คน ก็แสดงความยินดีกับทั้ง 3 คนด้วย ซึ่งตนรู้จักทั้งหมด อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็รู้จัก เคยหารือปรึกษาสมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยจะช้าไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็ยึดถือคติ ซึ่งผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า อืม เขาตอบแทนเเล้ว

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นคนไหนน่ากลัวหรือไม่สำหรับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ถามแล้วตอบยาก กลัวทุกคนล่ะครับ” เมื่อถามต่อว่า กลัวเด็กรุ่นใหม่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “กลัวหมดละครับ” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ภูมิใจไทยคาดหวัง 200 ที่นั่ง สส. นายอนุทิน ย้อนถามว่า ใครรายงาน ไม่ใช่ตน พร้อมยืนยันว่า เราทำดีที่สุดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ประชาชนเป็นคนตัดสิน เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ถามมา 6 ปีคำตอบก็เหมือนเดิม

เมื่อถามว่า อยากได้สส.บัญชีรายชื่อเท่าใด นายอนุทิน กล่าวว่า อยากได้ 500 แต่ถ้าทำได้เท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ประชาชน ความอยากก็อยากได้เยอะ แต่ความเป็นจริงเราต้องทำการบ้านของเราให้ดี เลือกคนให้ดีทำนโยบายให้ดี สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน และประชาชนเป็นคนตัดสินใจผมก็สไตล์แบบนี้

เมื่อถามว่ามั่นใจ ใช่หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วการเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า องค์ประกอบต่างๆ ไปในแนวโน้มที่พรรคจะใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่ประชาชนจะเลือกหรือไม่

ส่วนจุดขายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น คือการทำงานตอบสนองคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เน้นในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปิดกว้าง ให้มีที่ยืนในนานาชาติ ให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นที่มาท่องเที่ยว มาลงทุน สร้างรายได้ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสหลายด้าน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ได้วางกลไกหลายอย่าง ถ้าได้กลับมาจะได้ทำต่อให้ดีขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ทำในสิ่งที่ พูดแล้วทำ ก็ยังไม่มีตรงไหนที่คั่งค้าง ส่วนจะเป็นพูดแล้วทำพลัสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะพลัสหรือไม่พลัสก็แล้วแต่

ส่วนความคาดหวัง สส.กทม. นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมือง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเราส่งให้ครบทุกเขต ถ้าแพ้คนก็ยังหวังว่าจะได้พรรค ส่วนถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทยได้ที่ 2 จะชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดยาว ยังไม่ได้สมัคร สส. เลย

เมื่อถามว่าหลายคนวิเคราะห์ ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 จะบอกได้หรือไม่ว่าทำไมประชาชนต้องเลือก นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่มีที่ประชาชนต้องเลือก แต่ถ้ามั่นใจว่าทำงานให้ได้ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่ตนดีใจภูมิใจอยู่เงียบๆ ว่า การเข้ามาทำงานของตนทุกคน รู้วันมาและวันไปอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายข้าราชการประจำกองทัพ ฝ่ายภาคเอกชน องค์กรอิสระ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากใคร การขับเคลื่อนประเทศแม้จะมีระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน แต่ก็สามารถขับเคลื่อนประเทศ ไปได้มากพอสมควร ทั้งระยะยาวการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราทำด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

ส่วนเสียงวิจารณ์ภูมิใจไทยชิงจังหวะสงคราม เกาะกระแสชาตินิยม สร้างคะแนนเสียงให้ตัวเอง นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ขออย่ามองโลกในแง่ร้าย ตนยังใจไม่ถึงพอที่จะเอาอธิปไตยของบ้านเมืองหรือเอาชีวิตของทหารของประชาชน มาแลกเพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงหรือได้ประโยชน์ คิดแบบนี้ไม่ถูก” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปพบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดคุยเรื่องเลือกตั้ง ได้คิดเผื่อกรณีหาก สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชายังไม่จบ หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของ กกต.

เมื่อถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลครั้งหน้าปัญหาชายแดนจะจบอย่างสิ้นเชิงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พยายามทำให้มันจบ โดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาบอกว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดปัญหา ชายแดนเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า ลองไปเปิดคอมเม้นดู

ส่วนความกังวลที่ขณะนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดน และกังวลว่าจะทำอย่างไรให้หาดใหญ่ฟื้นฟู ตอนนี้คนกลับบ้านได้แล้ว แต่ภาคธุรกิจยังต้องฟื้นฟู ซึ่งเมื่อสักครู่ได้เร่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องของซอฟต์โลน เพื่อให้ประชาชนไปฟื้นฟู อย่างน้อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย หลังคาเรือนละ 100,000 บาท เป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และทรัพย์สินที่เสียหาย ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะแค่ 9,000 บาท จากการเยียวยานั้นไม่เพียงพอ

ส่วนกรณีค่าเงินบาทแข็งตัวสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หารือกับแบงก์ชาติ

เมื่อถามว่าการประชุมครม. วันนี้ เป็นการประชุมนัดแรกหลังการยุบสภา ได้กำชับอะไรในที่ประชุมบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำชับให้ขยันทำงาน เรื่องหาเสียงก็ทำไป แต่ต้องไม่ใช้เวลาราชการ สภาพความเป็นรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ดังนั้น ยังอยู่กันอีกหลายสัปดาห์ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องไม่ชะงัก และจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องหาเสียง เพราะนั่นเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ต้องคิดถึงบ้านเมืองและภาพรวมเป็นหลัก

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

อนุทินตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียวจริงหรือ

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ตอบรับในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง การประกาศนี้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” เผยแคนดิเดตนายกฯ ภม.ตอบรับคนเดียวคือตนเอง บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงครามแลกคะแนนเสียง

“อนุทิน” เผย คนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลปกติ

“อนุทิน” เผยยุบสภาใช้งบกลางไม่ได้ บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ 

เมื่อเวลา 13.41น. วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในรอบ 4 ปี ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อยู่ 

เมื่อถามต่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณรองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง แล้วหรือไม่ว่าทำได้หรือไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้เรายุบสภาแล้ว เราก็ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกติก่อน

คนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย การชะลอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ทำให้การอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ๆ เป็นไปได้ยาก แต่ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจยังคงมีอยู่สูง

การกลับมาของรัฐบาลปกติจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรอบคอบ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ จะช่วยให้โครงการสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความคาดหวังต่อคนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ประชาชนจำนวนมากยังคงคาดหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าง “คนละครึ่ง” โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีความครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโครงการใหม่ๆ จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะช่วยลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

การรอรัฐบาลใหม่เพื่อพิจารณาโครงการต่างๆ อาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสในวิกฤต จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจเกี่ยวกับคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ

Scroll to top