การฟ้องร้อง

คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงฟอกเงิน-ยาเสพติด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการพูดถึงกรณีของนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินเชื่อมโยงขบวนการค้าสารเสพติด ล่าสุดทางประธาน กมธ.ตำรวจ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด นี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดแต่อย่างใด

สถานะล่าสุด: คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานะของคดีดังกล่าว หลังจากที่มีข่าวว่าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา แม้ว่าทางพรรคประชาชนจะพยายามออกมาเคลื่อนไหวขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่ในมุมของกฎหมายและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อตามกระบวนการยุติธรรม

เหตุผลที่คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด ยังไม่จบ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว คดีถึงยังเดินหน้าต่อได้ ซึ่งข้อมูลจาก กมธ.ตำรวจ ได้ชี้แจงเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทำความเห็นแย้งต่อคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับสำนวนกลับมาพิจารณาแล้ว และคาดว่าจะมีการทำความเห็นแย้งเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย
  • คดีนี้เริ่มต้นจากการขยายผลของ บก.ปส.2 ในคดียาเสพติดรายใหญ่ถึง 10 คดี จนพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหา 11 ราย

ความคืบหน้าของกรณีนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะสามารถจัดการกับคดีที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองได้อย่างไร ความหวังของประชาชนคือการได้เห็นความจริงปรากฏโดยปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาจะมีสถานะเป็นอดีตผู้สมัคร สส. หรือบุคคลทั่วไป ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการที่ตรวจสอบได้เสมอ

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สรุปแล้วการทำความเห็นแย้งของตำรวจจะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยุติธรรมต้องโปร่งใสและเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ประธาน กมธ.ตำรวจ ชี้คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด ยังไม่สิ้นสุด

“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ อย่างดุเดือด โดยมองว่าการแถลงข่าวในคดีสำคัญนั้นมีความไม่ชอบมาพากลและดูไม่ปกติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่มีการ“เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมเป็นอย่างมากว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติเช่นนี้

นายณัฐพงษ์มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเสมือนการนำสถานะของหน่วยงานรัฐมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พร้อมทั้งประกาศจุดยืนชัดเจนว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐคนใดใช้กฎหมายโดยมิชอบ ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องกลับจนถึงที่สุด เพื่อปกป้องความยุติธรรม

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับคดี TH-AI Passport

นอกเหนือจากเรื่องการแถลงข่าวของดีเอสไอแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส โดยระบุว่า ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการทำงานเชิงรุกตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล โดยไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้องเรียน หากเห็นพฤติการณ์ส่อเค้าว่ามีการล็อกสเปกหรือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ต้องเร่งสอบสวนทันที

  • การตรวจสอบโครงการภาครัฐต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงข้าม
  • พรรคประชาชนย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการยืนยันความบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรณี นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชนนั้น นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าทางพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการตั้งทีมงานขึ้นมาเสาะหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่กำลังเป็นที่จับตามอง

ท้ายที่สุด การที่ “เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญต่อวงการยุติธรรมไทย ว่าประชาชนกำลังเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหว หากหน่วยงานรัฐขาดความเที่ยงธรรมและเลือกปฏิบัติ ย่อมนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาของสังคมในที่สุด ในฐานะพลเมือง เราควรสนับสนุนการตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกระดับ

ที่มา – “เท้ง” อัด “ดีเอสไอ” แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ นายภัทรพงษ์ ศุภักษร หรือที่รู้จักกันในนาม “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 3 ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกมองว่าอาจมีความไม่โปร่งใส

สาเหตุหลักที่ทำให้ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากกรรมการ กกต. ทั้ง 3 ท่านนี้ ได้รับการคัดเลือกมาจากมติของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งในปัจจุบัน สว. กลุ่มดังกล่าวเองก็กำลังตกเป็นเป้าหมายในกระบวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกตั้งเสียเอง ทำให้สังคมเกิดคำถามตัวโตๆ ว่าจะเป็นการตรวจสอบที่ปราศจากอคติได้อย่างไร

เปิดเบื้องหลังความไม่ชอบมาพากลในคดี สว.

นอกจากประเด็นเรื่องความเป็นกลางแล้ว ทนายอั๋นยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับกระแสข่าวการ “ตัดตอน” สำนวนคดี โดยระบุว่ามีความพยายามลดจำนวน สว. ที่จะถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่มีการสรุปสำนวนผู้กระทำผิด 229 คน แต่กลับมีแนวโน้มว่าจะเหลือเพียงจำนวนน้อยเพื่อลดผลกระทบทางการเมือง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ทนายอั๋นยืนยันว่าจะไม่ยอมเด็ดขาด

  • การขู่แฉคลิปเด็ด: ทนายอั๋นเตรียมเผยแพร่คลิปซีรีส์วงจรปิดวันเลือกตั้ง สว. เพื่อแฉพฤติการณ์ “ดึงเชง” ส่งโพยรายชื่อใหม่
  • เส้นทางการเงิน: ข้อมูลจาก DSI ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเงินจากระดับรองประธานวุฒิสภา
  • ความกดดันภายใน: มี สว. บางส่วนติดต่อเข้ามาหาทนายอั๋นเพราะไม่พอใจที่ถูก “ทิ้ง” หรือถูกตัดชื่อออกเพื่อสังเวยคดี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อตาสับปะรดของประชาชน

การที่ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงหรือเลือกปฏิบัติ ผลกระทบที่ตามมาคือความเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการปกครอง ทนายอั๋นยังย้ำชัดว่า ตนเองในฐานะนักต่อสู้ที่เป็นอิสระ พร้อมจะเดินหน้าตรวจสอบไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ดินเขากระโดง เพื่อทวงคืนความถูกต้องกลับมาให้สังคม

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีท่าทีอย่างไร และหลักฐานเด็ดที่ทนายอั๋นถืออยู่ในมือ จะสามารถสั่นคลอนเก้าอี้ของใครต่อใครได้บ้าง นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของกฎหมายบ้านเมืองที่ต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม

ที่มา – “ทนายอั๋น” บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมาย

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่ยังคงเป็นแผลในใจของหลายๆ คนกันนะครับ ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อ 10 เมษายน 2553 ยังคงเป็นบทเรียนราคาแพงของสังคมไทย ที่ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า ‘ความยุติธรรมอยู่ไหน?’ พรรคประชาชนนำโดยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้จัดงานรำลึกที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว เพื่อยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆ โดยเฉพาะในโค้งสุดท้ายก่อนคดีหมดอายุความอีก 4 ปีข้างหน้า

ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน

นายพิจารณ์ กรรมการบริหารพรรค ย้ำชัดว่าการใช้อำนาจรัฐเข่นฆ่าประชาชนในปีนั้น หากไม่หาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ก็จะเกิดซ้ำรอยได้ทุกเมื่อ พรรคประชาชนเลยชูธงร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อหยุดวงจรนี้ ไม่ให้ผู้มีอำนาจลอยนวลพ้นผิดอีกต่อไป

ร่างกฎหมายสำคัญที่พรรคประชาชนเสนอ

  • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95: หยุดนับอายุความ ถ้าผู้สั่งการหรือเจ้าหน้าที่รัฐหลบหนี ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะได้ไม่รอให้เวลาล้างความผิด
  • ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร: คดีที่ทหารทำผิดต่อประชาชน ต้องขึ้นศาลพลเรือน ไม่ใช่ศาลทหารที่อาจเข้าข้างกันเอง
  • ร่างแก้ไข พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง: คืนสิทธิประชาชนฟ้องผู้มีอำนาจสั่งการได้ตรงๆ ที่ศาลอาญา โดยไม่ต้องผ่านองค์กรอิสระที่อาจไม่เป็นกลาง

ส่วนนายวิโรจน์ รองหัวหน้าพรรค พูดแบบแซ่บๆ ถึงวัฒนธรรม ‘ลอยนวลพ้นผิด’ (Impunity) ว่าผู้ต้องหาเหล่านี้ใช้ชีวิตสบายๆ เหมือนมีเกราะคุ้มครองจากอำนาจ เขายังหยิบยก ‘ผังล้มเจ้ากำมะลอ’ ที่ผู้จัดทำยอมรับในศาลว่าแต่งขึ้นเอง เพื่อปลุกปั่นให้เจ้าหน้าที่มองประชาชนเป็นศัตรู จนยิงได้อย่างเลือดเย็น

‘การทวงความยุติธรรมไม่ใช่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เป็นการสร้างบทเรียนให้ผู้มีอำนาจรู้ว่า ต่อให้ใครสั่งจากหลังม่าน ปลายกระบอกปืนจะกลับมาลงโทษผู้กระทำผิดเสมอ’ คำพูดนี้โดนใจมากใช่มั้ยครับ? นายวิโรจน์ยังบอกว่าการผลักดันกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย พรรคมีแค่ 120 เสียง ไม่พอผ่านสภา จึงขอเพื่อนพรรคประชาธิปไตยอื่นๆ มาร่วม เพื่อให้ทหารผิดพลเรือนขึ้นศาลปกติ คดีทุจริตขึ้นศาลอาญาทุจริต หยุดระบบรุ่นพี่รุ่นน้องปกป้องคนผิด และป้องกันไม่ให้อาวุธจากภาษีอีกรู้มาฆ่าประชาชน เหมือน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 หรือ 53

เหตุการณ์ ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน นี้ ไม่ใช่แค่รำลึก แต่เป็นการจุดประกายให้สังคมตื่นตัว ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ คดีจะสูญหายไปกับเวลา และประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีก ลองนึกภาพนะครับ ถ้ากฎหมายใหม่ผ่าน ผู้มีอำนาจจะกลัวการใช้อำนาจเกินขอบเขตมากขึ้น นี่คือก้าวสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องการเมืองไทย การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมแบบนี้สำคัญมาก คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคดีใหญ่ๆ ถึงจบง่ายๆ? มาร่วมแสดงความเห็นกันครับ ว่าควรสนับสนุนร่างกฎหมายเหล่านี้หรือไม่ หรือมีไอเดียอะไรเพิ่มเติมบ้าง สังคมไทยต้องการเสียงของคุณเพื่อเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน

ชาวบ้านเฮ ศาลสั่ง “บ.อัคราฯ” จ่ายชดเชย ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง

ชาวบ้านในจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์กำลังดีใจกันถ้วนหน้า หลังจากที่ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมมีคำพิพากษาสำคัญในคดีที่ชาวบ้านฟ้อง บมจ.อัครา รีซอร์สเซส หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ.อัคราฯ” ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี กรณีละเมิดจากผลกระทบของการทำเหมืองที่ทำให้เกิดโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำ ดิน และอากาศ ส่งผลให้ชาวบ้านเกือบ 400 รายมีสารพิษสะสมในร่างกาย

ชาวบ้านเฮ ศาลสั่ง “บ.อัคราฯ” จ่ายชดเชย ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 310 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ สว2/2559 โดย น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง และพวกรวม 4 คน เป็นตัวแทนชาวบ้านจากสองจังหวัดดังกล่าว ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อบ.อัคราฯ ขอค่าชดเชยจากความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ทรัพย์สิน และสิทธิอื่นๆ ที่เกิดจากการทำเหมืองนานกว่า 20 ปี

ชาวบ้านกว่า 50 คนเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยความหวัง และวันนี้ความหวังนั้นเป็นจริง! ศาลพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าบ.อัคราฯ มีความรับผิดจากการรั่วไหลของโลหะหนักจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 ไหลลงสู่ที่ราบ ลำคลอง และอ่างเก็บน้ำ รวมถึงฝุ่นละอองจาการระเบิดหินและเสียงดังรบกวน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบโดยตรง

สาเหตุของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น

การทำเหมืองของบ.อัคราฯ ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ฝุ่นโลหะหนักพิษพัดตามลม เสียงสั่นสะเทือนจากการระเบิด สารไซยาไนด์รั่วไหลจากบ่อกักเก็บ และโลหะหนักอื่นๆ อย่างสารหนู แมงกานีส เหล็ก แพร่กระจายสู่พื้นที่เกษตรกรรม น้ำในลำคลองที่ชาวบ้านใช้รดน้ำพืชผล เช่น ข้าว ข้าวโพด ทำให้สารพิษสะสมในอาหาร สุขภาพชาวบ้านจึงเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยระยะยาว

ชาวบ้านต้องเผชิญกับอาการป่วยจากสารพิษในเลือด ค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูง สุขภาพจิตเสียหายจากความหวาดกลัว และวิถีชีวิตที่พึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติถูกทำลายไป

รายละเอียดคำพิพากษาและค่าชดเชยที่ศาลสั่ง

ศาลสั่งให้บ.อัคราฯ ชดใช้เงินให้โจทก์ 4 คนและสมาชิกกลุ่ม 382 ราย ดังนี้:

  • ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัย: อายุ 15 ปีลงมา รายละ 200,000 บาท / อายุเกิน 15 ปี รายละ 100,000 บาท / หากโลหะหนักไม่เกินเกณฑ์ อายุต่ำกว่า 15 รายละ 100,000 บาท / เกิน 15 รายละ 50,000 บาท
  • ค่าเสื่อมสภาพจิตใจ: โลหะหนักเกินเกณฑ์ รายละ 20,000 บาท / ไม่เกินเกณฑ์ รายละ 10,000 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาล: รายละ 5,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายซื้อน้ำดื่มอาหาร: รายละ 5,000 บาท
  • ค่าขาดประโยชน์จากแหล่งน้ำและวิถีชีวิต: รายละ 5,000 บาท

นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้บ.อัคราฯ ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยบำบัดดิน น้ำ คลองสาธารณะ และอ่างเก็บน้ำให้ปราศจากสารปนเปื้อน กลบหลุมเหมืองและบ่อกากแร่ที่ 1 ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความปลอดภัย

คดีนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อสิทธิ์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่ารัฐและศาลให้ความสำคัญกับคดีสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

ในมุมมองของเรา คำพิพากษานี้ไม่เพียงช่วยเยียวยาชาวบ้าน แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง หากคุณเคยประสบปัญหาคล้ายกันหรือสนใจข่าวสิ่งแวดล้อม ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดติดตามเพื่อรับข่าวอัปเดตเพิ่มเติมนะครับ!

ที่มา – ชาวบ้านเฮ ศาลสั่ง “บ.อัคราฯ” จ่ายชดเชย ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง

9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ

เหตุการณ์ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยล่าสุดคือ 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ จากประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ถูกมองว่าละเมิดสิทธิการลงคะแนนลับของประชาชน เครือข่ายนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งรวมพลังกันยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา

9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาจาก 9 สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยฟื้นฟู มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เดินทางเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยมีผู้ร้องคือเครือข่ายนักศึกษาจากทั้ง 9 สถาบัน และผู้ถูกฟ้องคือ กกต. และเลขาธิการ กกต.

ประเด็นหลักของการยื่นฟ้องคือ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะบัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการลงคะแนนลับ (secret ballot) เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเลือกตั้งโดยไม่ถูกแทรกแซงหรือข่มขู่

ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

ผู้ร้องเรียนชี้แจงว่า เทคโนโลยีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดความเป็นส่วนตัวและสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่บัญญัติไว้ว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยสุจริตและลับ เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนได้อย่างอิสระ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งไทยทั้งระบบ

  • คำขอให้ศาลพิพากษา: สั่งให้การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นโมฆะ และให้ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • คำร้องคุ้มครองชั่วคราว: ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกินเยียวยา หากรับรอง ส.ส. เข้าสภาไปแล้ว
  • ห้ามใช้เทคโนโลยี: สั่งห้าม กกต. ใช้คิวอาร์โค้ดหรือระบบอื่นที่เชื่อมโยงตัวตนผู้ลงคะแนนในอนาคต

นอกจากนี้ กลุ่มยังยืนยันว่าการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากหากผลการเลือกตั้งถูกนำไปใช้ สภาผู้แทนราษฎรอาจมีองค์ประกอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้กฎหมายที่ออกมาขาดความชอบธรรม

กรณี 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ นี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของเยาวชนไทยในการตรวจสอบกระบวนการ демократия ในประเทศ ปัญหาบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยมีข้อถกเถียงในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เน้นย้ำว่าการลงคะแนนต้องลับสนิทเพื่อป้องกันการทุจริต หาก กกต. ไม่ปรับปรุงระบบ อนาคตอาจเกิดข้อพิพาทซ้ำซาก

จากมุมมองของผู้เขียน คดีนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะสิทธิลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตย หากศาลรับคำร้องและสั่งโมฆะ จะเป็นการตั้งมาตรฐานใหม่ให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น แต่หากไม่ ก็อาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จากประชาชน

สุดท้ายนี้ กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์ คุณคิดเห็นอย่างไรกับการร้องเรียนของนักศึกษาครั้งนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในวงการธุรกิจและการเมืองระหว่างประเทศ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เบน สมิธ” ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ถูกโยงใยมาจากนักข่าวต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายชื่อเสียงของเขา ครอบครัว และธุรกิจที่ทำในประเทศไทย

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. โดยแถลงการณ์ที่ออกมามีความยาว 2 หน้ากระดาษครึ่ง สรุปใจความสำคัญว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เบน สมิธ และครอบครัว รวมถึงหุ้นส่วนธุรกิจ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะนักข่าวรายหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จมากกว่า 130 ครั้ง ข้อมูลเหล่านี้ถูกบิดเบือนให้ดูเหมือนว่าเบน สมิธ เป็นอาชญากรหนีคดี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐานและมีเจตนาร้ายชัดเจน

เบน สมิธ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เขาไม่เคยกระทำผิดทางอาญาใดๆ และไม่ใช่ผู้ต้องหาหรืออาชญากรตามที่ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะคดีในประเทศนิวซีแลนด์ที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สอบสวนและสรุปแล้วว่าไม่ใช่ความผิดทางอาญา สำหรับข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุด เช่น การมีส่วนในฟอกเงินหรือคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา เบน สมิธ ชี้แจงว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ Tiantian Ventures หรือบุคคลในภาพถ่ายที่สื่อนำเสนอ

การโจมตีที่ไร้หลักฐานและละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังวิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวที่ไม่ใช่เชิงสืบสวน แต่เป็นการโจมตีต่อเนื่องโดยปราศจากหลักฐานจริง สื่อดังกล่าวยังนำเอกสารส่วนบุคคลอย่างหนังสือเดินทางของเบน สมิธ ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูล เบน สมิธ ระบุว่าการกระทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางการเมืองที่ใช้กลวิธีสกปรก โดยมีเขาและธุรกิจในไทยเป็นเครื่องมือ

เบน สมิธ เน้นย้ำว่าเขาภูมิใจในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสุจริตในประเทศไทย ปฏิบัติตามกฎหมายทุกประเทศที่พำนัก และทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ เขาขอร้องให้สื่อและประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนนำเสนอ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข่าวเท็จ

  • ยืนยันไม่เคยผิดกฎหมาย: ไม่มีคดีอาญาใดๆ ในประวัติ
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเท็จ: ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ คอลเซ็นเตอร์ ล้วนไร้มูล
  • ปกป้องสิทธิ์: จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อรักษาชื่อเสียง

ในส่วนของการดำเนินการ เบน สมิธ ได้เริ่มฟ้องร้องทางกฎหมายต่อนักข่าวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้ศาลตัดสินความยุติธรรม นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้องค์กรอย่าง ICIJ และ OCCRP ตรวจสอบกลไกเบื้องหลังการโจมตี เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้วงการสื่อ

ท้ายที่สุด เบน สมิธ ขอความเป็นธรรมจากประชาชน หน่วยงานรัฐ และสื่อมวลชน หากยังมีการคุกคามต่อไป เขาสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีเพิ่มเติมเพื่อปกป้องครอบครัวและธุรกิจ

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้สื่อเพื่อทำลายชื่อเสียงในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้ประกอบการอย่างเบน สมิธ ต้องเผชิญ ความโปร่งใสและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจประเด็นนี้ ลองติดตามพัฒนาการเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจากข่าวเท็จ

ที่มา – “เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

Scroll to top