การยึดทรัพย์

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทย เมื่อล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญของรัฐบาล ในการเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก โดยมีการรายงานว่านโยบาย นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการปราบปรามสแกมเมอร์และนอมินีข้ามชาติ

จากการติดตามสถานการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดปราบปราม พบว่าสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์และคดีการหลอกลวงผ่านระบบโซเชียล รวมถึงปัญหาการใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นนอมินีทำธุรกิจผิดกฎหมายนั้น มีกราฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 60% ถือเป็นการตอกย้ำว่ายุทธการ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นทำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขขึ้นมาเพื่อรายงานผลงานเท่านั้น แต่เป็นการลงพื้นที่ตรวจจริง จับจริง และยึดทรัพย์จริงตามนโยบายที่ตั้งไว้

รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการขั้นเด็ดขาดสำหรับกลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายนอมินีที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบังคับใช้กฎหมายยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบอย่างเข้มงวด
  • การดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีการอะลุ่มอล่วย
  • มาตรการเนรเทศกลุ่มผู้กระทำผิดข้ามชาติออกนอกประเทศ
  • การสั่งห้ามเข้าประเทศสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

รัฐบาลยังย้ำอีกว่า หลังจากนี้จะไม่มีการออกไปตักเตือนใครอีกแล้ว แต่หากพบการกระทำผิดที่ไหน เจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการจับกุมทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากการฉ้อโกงข้ามชาติมากยิ่งขึ้น การที่ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจใส่ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูผลงานในระยะยาวกันต่อไป ว่าสถานการณ์เหล่านี้จะหมดไปจากสังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะความร่วมมือของคนไทยทุกคนคือพลังสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ชี้ช่วง 3 เดือนเห็นผล คดีลดลง 60%

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี ชวนให้กำลังใจ

“วรชัย” งง เรียกภาษี “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ทั้งที่เคยถูกยึดเงินขายหุ้นไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท สงสัยเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหน ชวนกินข้าวหน้าเรือนจำให้กำลังใจเสาร์นี้

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลฎีกาพิพากษากลับให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทกรณีขายหุ้นว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตนรู้สึกงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเงิน 7 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้น ถูกยึดไปจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท แล้วยังต้องมาเสียภาษีอีก 1.7 หมื่นล้านบาทอีก เลยสงสัยว่าเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหนไปเข้ากระเป๋าใคร และการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกรณีอื่นๆ กรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯก็ถูกคสช.ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนถูกกระทำเช่นนี้เลย นี่คือความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ ฉะนั้นในวันเสาร์นี้ ขอเชิญพี่น้องที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยรวมตัวแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ หน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อทานอาหารพร้อมกับนายทักษิณในเรือนจำ ขอเชิญประชาชนมากันให้มากที่สุดในวันเสาร์นี้ และเพื่อขอคืนความยุติธรรมให้กับนายทักษิณ ที่ถูกกระทำมาตลอดกว่า 18 ปี

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนให้กำลังใจ

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป โดยนายวรชัยได้ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนของเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เงินจากการขายหุ้นของนายทักษิณได้ถูกยึดไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ: ทำไมต้องเสียภาษีอีก?

คำถามสำคัญที่นายวรชัยและอีกหลายคนตั้งขึ้นก็คือ เหตุใดนายทักษิณจึงยังต้องถูกเรียกเก็บภาษีอีก ทั้งๆ ที่เงินจากการขายหุ้นจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทได้ถูกยึดไปแล้ว ข้อสงสัยนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการทางกฎหมายและการเงินที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้อย่างละเอียด

นอกจากนี้ นายวรชัยยังได้กล่าวถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว โดยเน้นย้ำว่า ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนใดที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่นายทักษิณ นายวรชัยได้เชิญชวนประชาชนที่รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยให้รวมตัวกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อร่วมรับประทานอาหารและส่งกำลังใจให้นายทักษิณที่อยู่ในเรือนจำ การรวมตัวครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่ยังคงฝังรากลึกในประเทศไทย การออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนจึงเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะเห็นสังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นธรรมและความเสมอภาคอย่างแท้จริง

  • การถูกเรียกเก็บภาษีของนายทักษิณ: ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน?
  • การรวมตัวให้กำลังใจ: พลังของประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรม
  • มองอนาคต: สังคมไทยจะก้าวไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร?

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน

ดังนั้น การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนความเป็นธรรม จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่าประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม มาร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่มา – “วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนพลพรรคให้กำลังใจหน้าเรือนจำ

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องซีเกมส์เต็มสูบ เจรจาจัดเปตอง

“ธรรมนัส” สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสมาคมเปตอง แก้ปัญหาถูกแบน ย้ำหากผิดจริง ดำเนินคดี-ยึดทรัพย์ เร่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ 

วันที่ 25 กันยายน ที่โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกำกับด้านกีฬา เป็นประธานในการติดตามความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

จากกรณีที่ สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติ สั่งลงโทษห้ามส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากปัญหาคุณสมบัติของนายกสมาคมฯ ทำให้ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ แต่งตั้ง “คณะกรรมการกลาง” ขึ้นมาเพื่อให้เป็นฝ่ายจัดการแข่งขันเปตองซีเกมส์ แต่จากปัญหาที่สมาคมกีฬาเปตองฯ ยังไม่หยุดการทำงาน จึงทำให้สหพันธ์เปตองโลก สั่งแบน ห้ามแข่งจัดแข่งซีเกมส์

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาจัดเปตอง

เร่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรณีของสมาคมกีฬาเปตองฯ ที่ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติลงโทษแบนนั้น วันนี้ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย มอบหมายให้นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายหิมาลัย ผิวพรรณ มอบหมายให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วน ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย , นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการกลาง ประสานเจรจากับสหพันธ์เปตองโลกเพื่อให้มีจัดแข่งซีเกมส์ พร้อมทั้งให้ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมาคมกีฬาเปตอง ในเรื่องที่โดนสหพันธ์โลกแบน

หากไม่ผิด คืนความเป็นธรรม

“หากผลการตรวจสอบออกมาว่าไม่มีความผิด ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เกี่ยวข้อง แต่ถ้าพบว่ามีความผิดจริง ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการยึดทรัพย์จากนี้ จะมีการเตรียมทำหนังสือเร่งด่วน โดยให้ กกท.ชี้แจงสหพันธ์เปตองนานาชาติ ผ่านคณะกรรมการโอลิมปิกฯ เพื่อมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้กีฬาเปตองสามารถแข่งขันได้ในศึกซีเกมส์” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เตรียมพร้อมซีเกมส์เต็มที่

ร้อยเอก ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ด้วยว่าสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่าง 9-20 ธ.ค.นี้ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อม พิธีเปิด-ปิด การประชาสัมพันธ์ การถ่ายทอดสด รวมถึงการจัดหาอาสาสมัคร ตนได้มอบนโยบายไปให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แล้วว่า ให้หามืออาชีพมาช่วยดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการแข่งขัน และมองว่านี่คือการแข่งขันรายการสำคัญ ที่จะสะท้อนภาพประเทศไทยไปสู่สายตานานาชาติ รวมถึงได้กำชับให้มีการตรวจสอบที่ชัดเจนในเรื่องของการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา และในที่ประชุมครั้งนี้ ตนก็ได้ร่วมพูดคุยกับสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหา และหาแนวทางการแก้ไขด้วย

เจรจาให้รับรองกีฬาเปตอง

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาจัดเปตอง

“ส่วนประเด็นเรื่องปัญหากีฬาเปตองในซีเกมส์นั้น ผมพร้อมจะผลักดันให้การแข่งขันนั้นจัดขึ้นตามโปรแกรมเดิม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มอบหมายให้มีการตั้งคณะทำงาน 1 ชุดที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบ ขึ้นตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น หากพบว่ามีการกระทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หรือหากพบว่าไม่มีการกระทำผิด ก็ต้องให้ความยุติธรรมต่อไป ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายให้คณะทำงานอีกชุด ทำหน้าที่ในนามตัวแทนรัฐบาลไทย นำโดยประธานโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, นายชัยภักดิ์ และ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการกลางเปตอง เดินทางไปเจรจากับ สหพันธ์เปตองนานาชาติ เพื่อขอให้อนุมัติและรับรองให้มีการแข่งขันเปตองในซีเกมส์“ ร้อยเอก ธรรมนัส

การสั่งการของ “ธรรมนัส” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ดำเนินไปอย่างราบรื่น และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาเปตองฯ อย่างไรก็ตาม การเจรจากับสหพันธ์เปตองนานาชาติยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กีฬาเปตองสามารถกลับมาจัดการแข่งขันในซีเกมส์ได้ตามที่ตั้งใจไว้ การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการกีฬาอีกด้วย

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาสหพันธ์โลกขอไฟเขียวจัดเปตอง

Scroll to top