การยุบสภา

อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน

อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยนายอนุทินได้ยืนยันความชัดเจนว่า ประเด็นเรื่อง อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน นั้นไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด

จุดยืนของภูมิใจไทย: จากเอเจนท์สู่ผู้สร้างจิตสำนึก

นายกรัฐมนตรีได้อธิบายอย่างเป็นกันเองว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “เอเจนท์” หรือตัวแทนจำหน่ายตามที่ถูกกล่าวหา แต่พรรคถือว่าเป็น “Manufacturer” หรือผู้ผลิตที่สร้างจิตสำนึกให้คนไทยมีความรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นไทย การที่ใครจะมานิยามหรือบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความแตกแยกนั้น นายอนุทินมองว่า “เอาที่สบายใจ” เพราะความจงรักภักดีคือหัวใจของชาติ ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง

ทำไมประเด็นการเมืองนี้ถึงสำคัญ?

  • การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบสีน้ำเงิน
  • ความเป็นอิสระของพรรคภูมิใจไทยในการดำเนินนโยบาย
  • การยุติข้อถกเถียงเรื่องบุญคุณทางการเมือง

ในประเด็นเรื่องบุญคุณทางการเมืองที่พรรคประชาชนพยายามหยิบยกขึ้นมา นายอนุทินได้ย้ำชัดว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ติดค้างบุญคุณใคร และการที่ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่านั้น ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ พรรคประชาชนไม่ได้โหวตสนับสนุนท่านเลยแม้แต่คะแนนเดียว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องติดค้างหรือตอบแทนบุญคุณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท้ายที่สุด การเมืองไทยควรเดินหน้าไปสู่การสร้างสรรค์มากกว่าการสาดโคลนใส่กันด้วยวาทกรรม การที่ อนุทิน สวนกลับ เท้ง ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน ครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคการเมืองควรเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์เพื่อด้อยค่ากันทางการเมือง ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

ที่มา – “อนุทิน” สวนกลับ “เท้ง” ภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์สีน้ำเงิน แต่เป็นผู้สร้างจิตสำนึกรักสถาบันฯ

จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทุ่มรณรงค์ประชามติ

“จาตุรนต์” ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อ้างพรรคมียุทธศาสตร์อยู่แล้ว ขอทุ่มภารกิจรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เคยผลักดัน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตลอดช่วงที่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่ด้วยความยินดีและเป็นเกียรติ แต่เมื่อยุทธศาสตร์พรรคและยุทธศาสตร์การเลือกตั้งคืบหน้าไปมากแล้ว ขณะที่การยุบสภาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน การปรับยุทธศาสตร์ในเวลาจำกัดอาจไม่เป็นผลดี จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้แกนนำที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมานานแล้ว ได้ขับเคลื่อนงานต่อเนื่อง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้มีส่วนร่วมผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด และเห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศชาติ จึงขอทุ่มเทให้ภารกิจรณรงค์ “ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง ทราบว่าทางพรรคกำลังจะตั้งคณะกรรมการรณรงค์ในการออกเสียงประชามติในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตั้งใจจะไปร่วมงานในส่วนนั้นต่อไป

ในหนังสือลาออกจากตำแหน่งยังระบุว่า การมอบให้ตนมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเปรียบเสมือน “การเปลี่ยนม้ากลางศึก” อาจไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่พรรคกำหนดไว้แล้ว ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เลือกตั้ง จึงเห็นว่าหากให้แกนนำพรรคที่ทำงานร่วมกันมาใกล้ชิดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรค มาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะเหมาะสมกว่า

สำคัญอีกประการหนึ่ง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ส่งคำขอไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จัดให้มีการลงประชามติ โดยมีคำถามว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนี้คงจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง การจัดทำประชามติในครั้งนี้จะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่เป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญอย่างมากต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า เมื่อตนได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและดำเนินการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด จึงเห็นว่าผมมีความจำเป็นในการมีส่วนร่วมชี้แจงและรณรงค์ให้การจัดทำประชามตินี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของพรรคนอกจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง “อาจจะทำให้ผมมีเวลาในการทำงานให้กับพรรคน้อยลงในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นี้เป็นต้นไป”

ท้ายหนังสือมีหมายเหตุว่า เนื่องจากในสัปดาห์นี้พรรคจะมีกิจกรรมสำคัญเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อการสื่อสารและประชาสัมพันธ์งานการเมืองของพรรค ผมจึงยังจะไม่เปิดเผยหรือชี้แจงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งฯ ของผมต่อสาธารณชนจนกว่าการจัดกิจกรรมสำคัญของพรรคในสัปดาห์นี้จะผ่านพ้นไปก่อน

ทำไมจาตุรนต์ลาออกจากตำแหน่ง ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย?

การลาออกของนายจาตุรนต์ ฉายแสง จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย สร้างความสนใจในวงการการเมืองอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาและทรัพยากรทั้งหมดให้กับการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาผลักดันมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ยังมองว่า การที่พรรคมียุทธศาสตร์ที่วางไว้แล้ว การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในช่วงเวลาใกล้ยุบสภา อาจไม่เป็นผลดีเท่าที่ควร การลาออกจึงเป็นการเปิดทางให้ทีมงานเดิมที่ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิด สามารถสานต่อยุทธศาสตร์ของพรรคได้อย่างราบรื่น

การตัดสินใจครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนายจาตุรนต์ในการผลักดันประเด็นรัฐธรรมนูญ และความใส่ใจในความเป็นเอกภาพของพรรคเพื่อไทย

โดยสรุปแล้ว การลาออกของ จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้เขาสามารถโฟกัสกับการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างเต็มที่ และเพื่อให้การดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การสนับสนุนประชามติครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเขา

ที่มา – “จาตุรนต์” ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ขอไปทุ่มเทภารกิจรณรงค์ประชามติ

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

“บวรศักดิ์” เตือน “วันนอร์” ควรตีความญัตติซักฟอกอย่างที่เคยทำ ยืนยันแม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า ความจริงประธานสภาฯก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางสภาฯ เป็นประธานสภาฯมาตั้งแต่ปี 2540 และเป็นประธานสภาฯมาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่าญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้ นั่นคือ ทางปฏิบัติที่ทำกันมา เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ 176 ว่าเมื่อประธานสภาได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ

ญัตติมีผลหลังตรวจสอบถูกต้อง

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวรรคสองกำหนดไว้ว่า เมื่อประธานสภาฯตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้น ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

ย้ำเขียน รธน. มาตรานี้กับมือ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงคนเป็นเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี 2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17 ถึง 18 ธ.ค.38 เรื่อง สปก. 4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค.38 หนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น. เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้ ตนจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า

บรรจุญัตติแล้ว ยุบสภาไม่ได้

“เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจอันเป็นการตรวจสอบรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลสภาด้วยการยุบสภาบทบัญญัติมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง และในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 วรรคสอง

แนะอ่านรธน.ให้ครบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ การห้ามยุบสภาเพราะการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจดังกล่าว จะเริ่มเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ถ้าพิจารณาแต่ตัวหนังสือของมาตรา 151 ที่ใช้คำว่า เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็อาจจะบอกว่า ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจก็ห้ามยุบสภาแล้ว ยื่นปั๊บก็ห้ามยุบปุ๊บ ไม่ต้องดูอย่างอื่น นี่เป็นการตีความที่ง่ายแบบตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย คนไม่ต้องเรียนกฎหมายก็พูดได้ ดูจะง่ายเกินไป แต่ต้องอ่านให้จบวรรค เขาบอกว่าห้ามยุบสภา เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือ การลงมติไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ว่า จะเริ่มห้ามยุบได้ต่อเมื่อญัตตินั้นถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ บรรจุระเบียบวาระและแจ้งให้นายกฯทราบตามข้อบังคับการประชุม

จวกเลือกบังคับเฉพาะส่วน

นายบวรศักดิ์ ระบุว่า ที่ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาว่าด้วยการเปิดประชุมสภา ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง เขียนเรื่องการถอนญัตติ ซึ่งการถอนญัตติไม่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ซึ่งการถอนญัตติจะถอนได้หรือไม่ได้ ต้องย้อนไปข้อบังคับการประชุมสภาเท่านั้น เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ฉะนั้น ที่พูดว่าต้องดูรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องดูข้อบังคับ จึงไม่ถูกต้อง เพราะการถอนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำได้หรือไม่ ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 62 ซึ่งบอกว่า “การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมกันเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรองกระทำได้เฉพาะก่อนที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้วจะถอนชื่อได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมของที่ประชุม” ดังนั้น เมื่อต้องไปดูข้อบังคับการประชุม ก็ต้องเอาข้อ 62 มาใช้ ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง จะเอาเฉพาะข้อ 62 มาใช้ข้อเดียว แต่ไม่นำข้อบังคับการประชุม ข้อ 176 มาใช้ด้วยก็ดูจะประหลาด เพราะเลือกใช้เฉพาะข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ โดยมาบอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่า

ให้ประธานสภาตรวจสอบญัตติ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อบังคับข้อ 176 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 ส่วนที่ 1 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจบัญญัติว่า “เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งให้ผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และวรรคสองระบุว่า เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เหตุที่ข้อ 176 เขียนแบบนี้ เพราะในอดีตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นนั้นมีความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์หลายประการ

ถามรู้ได้อย่างไรญัตติสมบูรณ์

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าพอยื่นปั๊บ ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย แสดงให้เห็นว่าลำพังการยื่นญัตติตามมาตรา 151 วรรคสองแต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่รู้เลยว่า ญัตติดังกล่าวมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ซึ่งข้อบังคับข้อ 176 จึงบังคับประธานสภาฯให้ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีข้อบกพร่องก็บังคับประธานสภาฯทำ 2 เรื่องคือ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกฯทราบ เพื่อบอกนายกฯว่าบัดนี้อำนาจยุบสภาหมดแล้ว และให้เตรียมตัวมารับการอภิปราย ดังนั้น วันนี้เมื่อมีการยื่นตามมาตรา 151 วรรคสอง เฉยๆ โดยแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ถ้าประธานสภาฯแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบ คนที่เสนอประธานสภาฯ ฝ่ายกฎหมายหรือใครก็แล้วแต่ก็ทำให้ประธานสภาฯทำผิดข้อบังคับ เพราะญัตติดังกล่าวอาจมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และไม่อาจสามารถบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนได้

ใช้เวลา 7 วันตรวจสอบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งให้เวลา 7 วัน เมื่อตรวจสอบแล้วจึงจะแจ้งให้นายกฯทราบ และนับตั้งแต่วันที่แจ้งให้นายกฯทราบ ข้อห้ามที่จะยุบสภาจะเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ใช่นับเวลาที่ฝ่ายค้านยื่น ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบ ถ้าตีความตามมาตรา 151 วรรคสอง โดยไม่ดูข้อบังคับหมวด 9 ส่วนที่ 1 ข้อ 175 และข้อ 176 ที่เขียนเอาไว้ ต่อไปก็จะอาศัยการยื่นญัตติไม่สมบูรณ์ ทำให้อำนาจยุบสภาของรัฐบาลเสื่อมสูญไปทันที ญัตติยื่นจำนวนคนไม่ครบ มีคนบอกว่าตัวเองยังไม่ได้ลงชื่อ แล้วนับแล้วว่าเวลานั้นเป็นเวลาห้ามยุบสภา รับรองระบบรัฐสภาปั่นป่วนแน่

แนะให้ยึดสิ่งที่ทำมาตลอด

“ฉะนั้น ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำมาโดยตลอดจนรัฐบาลแพทองธารนั้น ต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่าฝ่ายกฎหมายเสนอว่าไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้ว บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว และแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไรเพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้น ผมว่าตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ” นายบวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

ทำไมต้องตรวจสอบญัตติก่อนถึงยุบสภาได้?

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเน้นย้ำว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติซักฟอก รัฐบาลก็ยังสามารถยุบสภาได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำการตรวจสอบญัตติให้ถูกต้องตามข้อบังคับเสียก่อน เรื่องนี้สร้างความสนใจและก่อให้เกิดคำถามมากมายในสังคม

การที่นายบวรศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายคนหันมาพิจารณาข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น การตีความรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม การตรวจสอบญัตติก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่มองข้ามไม่ได้

ประเด็นที่นายบวรศักดิ์กล่าวถึงคือ ความสมดุลระหว่างอำนาจในการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารประเทศของรัฐบาล การตรวจสอบญัตติซักฟอกอย่างรอบคอบเป็นเหมือนการรักษาสมดุลนี้ไว้ เพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การออกมาให้ความเห็นของนายบวรศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายและการตีความที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจในข้อบังคับต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างมีเหตุผล และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้

ดังนั้น บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยืนยัน แม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องตรวจสอบญัตติก่อน

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

“ไอติม” เชื่อรัฐบาลจะจัดการเลือกตั้งปีหน้าตามแผนเดิม! มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มองการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาเนื้อหาและเหตุผลอย่างรอบคอบ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อดีต สว. ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ผ่านการทำประชามติก่อนว่า ตนคิดว่าทุกฝ่ายในรัฐสภาเห็นตรงกันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และถือเป็นสิทธิของประชาชน ตนจึงมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามถึงการวิเคราะห์ความเหมาะสมของสถานการณ์การเมืองและบริบทของประเทศไทยในขณะนี้ หากจะมีการเลือกตั้งปีหน้า นายพริษฐ์เชื่อว่า รัฐบาลยังคงมีแผนที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลาเดิม และไม่มีท่าทีว่าจะไม่ดำเนินการ เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันเชื่อว่าจะไม่มีการยุบสภาฯ ในปลายปีนี้ใช่หรือไม่ เนื่องจากมีข่าวพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ตอบว่า เงื่อนไขการยุบสภาฯ ควบคู่กับการทำประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 31 มกราคม คือเป้าหมายที่เราจะมุ่งหน้าไป คิดว่าประชาชนก็คงไม่อยากเห็นการใช้อาวุธเรื่องยุบสภาฯ เป็นเครื่องมือในการหนีการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง การลงมติจะออกมาในรูปแบบใด นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องดูสาเหตุและเนื้อหาของการยื่นอภิปราย และขออย่าไปจำกัดแค่พรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะเราก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านให้สมดุล

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

อนาคตการเมืองไทย: “ไอติม” มองการเลือกตั้งปีหน้า

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับการเมืองไทยในอนาคต เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างสมดุล เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปในทิศทางที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่จากมุมมองของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เรายังมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ การเลือกตั้งปีหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

การที่ “ไอติม” ออกมาแสดงความมั่นใจว่าการเลือกตั้งปีหน้าจะเกิดขึ้นตามแผนเดิม เป็นสัญญาณที่อาจทำให้หลายฝ่ายคลายความกังวลใจลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

จับตาการเมืองไทย: เลือกตั้งครั้งหน้ามีความหมายอย่างไร?

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองและประชาชนทุกคนจะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เราจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ไอติม” เชื่อรัฐบาลเดินตามแผนเดิม เลือกตั้งปีหน้า มั่นใจการแก้ รธน. ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ภูมิใจไทยมั่นใจ!

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา เหตุอะไรก็เกิดขึ้นได้ หวังสิ่งที่ทำมีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ภท. ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี สะท้อนอะไรทางการเมืองหรือไม่ ว่า อย่างน้อยเป็นนิมิตหมายที่ดีว่านโยบายหรือการทำงานของพรรค ภท. ได้รับความเชื่อมั่นในสายตาของพี่น้องประชาชนใน จ.กาญจนบุรี หวังว่าสิ่งที่เราทำให้พี่น้องประชาชนไม่ได้มีผลเฉพาะพี่น้องใน จ.กาญจนบุรีเท่านั้น แต่มีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การชนะพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการเลือกตั้งซ่อม สส. 2 เขตที่ผ่านมา ทั้ง จ.ศรีสะเกษและกาญจนบุรี ทำให้กระแสพรรค ภท.ดีกว่าพรรค พท.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามทำงานให้มากที่สุด ให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า ตอนนี้พร้อมเลือกตั้งแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พร้อมมาตั้งแต่ถอนตัวมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อเดือน มิ.ย.แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องพร้อม เพราะ 31 ม.ค.69 นั่นคือช้าที่สุด อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็มีหลายๆ เรื่อง เมื่อถามอีกว่า จะมีการยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบ และรีบขึ้นรถยนต์เดินทางออกจากทำเนียบฯไปประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ กอ.รมน. เขตดุสิต

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจหลังผลการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าชัยชนะมาได้ โดยนายอนุทินกล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี และหวังว่าผลงานของพรรคจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแค่ในจังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีกำหนดการอย่างช้าที่สุดในวันที่ 31 มกราคม 2569 ก็ตาม

ความหมายของการ “ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี” ต่อพรรคภูมิใจไทย

ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดกาญจนบุรีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นใจให้กับพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ชัยชนะในครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและพร้อมที่จะท้าทายในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องพิจารณาหลังจากชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี:

  • การรักษาและการขยายฐานเสียง: พรรคควรให้ความสำคัญกับการรักษาฐานเสียงเดิมและพยายามขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นๆ
  • การพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย: พรรคควรทบทวนและปรับปรุงนโยบายของตนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ: พรรคควรทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การ ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นโอกาสที่ดีที่พรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม

การชนะเลือกตั้งกาญจนบุรีครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานอย่างหนักต่อไปเพื่อรักษาความนิยมและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้

ที่มา – “อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

“บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง ล่าสุด “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งเป็นการชี้แจงที่สร้างความชัดเจนให้กับประชาชนและนักการเมืองหลายคน

“บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาถึงแนวนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตนาเพียงสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ได้แถลงไว้เท่านั้น แต่รัฐบาลไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วยตนเอง การชี้แจงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลจากฝ่ายค้านและประชาชนที่หวั่นเกรงว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจในการร่างกฎหมายสูงสุดนี้

นายบวรศักดิ์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสองพรรคใหญ่ จะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน หมวดเหล่านี้กำหนดรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างการปกครองไทย หากมีการแก้ไขอาจขัดต่อมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้กระบวนการทั้งหมดเสี่ยงต่อการถูกศาลตีความว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยืนยันนี้ช่วยคลายข้อครหาที่ว่ารัฐบาลอาจพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของชาติ

รายละเอียดการลงประชามติและการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ รัฐบาลวางแผนจัดทำประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการยุบสภา เพื่อประหยัดงบประมาณถึง 6,000 ล้านบาท โดยประชาชนจะได้รับบัตรลงคะแนนถึง 4 ใบ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายเรื่อง ประเด็นแรกคือการลงประชามติว่าประชาชนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประเด็นที่สองคือเห็นชอบกับวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญตามร่างที่รัฐสภาออกแบบหรือไม่

ที่สำคัญกว่านั้น รัฐบาลยังเตรียมประชามติเรื่องที่สาม เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อน นายบวรศักดิ์ย้ำว่ารัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรตัดสินใจเองในเรื่องนี้ แต่ต้องขอฉันทามติจากประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย การนำเรื่องนี้มาลงประชามติแสดงถึงความโปร่งใสและให้เกียรติต่อประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ในส่วนของข้อครหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่รัฐบาลรักษาการชุดก่อนหน้าได้อนุมัติไว้เกือบ 10 ตำแหน่ง โดยไม่มีเจตนาดึงกลับมาเพื่อใส่บุคคลจากพรรคของตนเอง การยืนยันนี้ช่วยลดความกังวลว่าการเมืองจะแทรกแซงระบบราชการ นอกจากนี้ ยังย้ำว่านายกรัฐมนตรีจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีที่เป็นประเด็นสาธารณะ เช่น คดีฮั้วสว. และที่ดินเขากระโดง โดยปล่อยให้ดำเนินไปตามหลักกฎหมายที่ถูกต้อง

การชี้แจงของนายบวรศักดิ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนในประเด็นรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความสมดุลระหว่างอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมาเคยมีข้อถกเถียงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญหลายครั้ง การยืนยันว่า “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2 จึงเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น

  • ประเด็นหลัก: รัฐบาลสนับสนุนแต่ไม่ร่างเอง
  • การไม่แตะหมวด 1-2: รักษาโครงสร้างการปกครอง
  • ประชามติ 4 ใบ: เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • ไม่แทรกแซง: ราชการและยุติธรรมต้องโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากฝ่ายตรงข้ามที่อาจมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเห็นว่าการลงประชามติพร้อมเลือกตั้งจะช่วยเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ก็อาจนำไปสู่ความสับสนหากข้อมูลไม่ชัดเจนพอ ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเคารพเสียงของประชาชน หากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยไทยได้อย่างมาก

คุณคิดอย่างไรกับแผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยันรัฐบาลไม่ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เชื่อ 2 พรรคใหญ่ไม่แตะหมวด 1-2

พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที

พรรคเพื่อไทยดิ้นเฮือกสุดท้าย ยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาชนเลือก “ชัยเกษม” ยุบพรรคทันทีไม่ต้องรอ 4 เดือน 

วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคจะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในการโหวตที่รัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) และได้ยื่นข้อเสนอสุดท้ายว่า หากนายชัยเกษมได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาทันที หลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น

นายสรวงศ์ปฏิเสธว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อป้องกันไม่ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นทางออกที่พรรคเห็นว่าดีที่สุดสำหรับประเทศเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน โดยระบุว่า ไม่มีอะไรที่สายไปอย่างแน่นอน เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้จะมีรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันแล้ว

พร้อมกันนี้ นายสรวงศ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ถูกฟ้องร้องจากการยื่นทูลเกล้ายุบสภาว่า ทุกคนในพรรคต่างให้กำลังใจ และยืนยันว่าอำนาจในการยุบสภาเป็นของฝ่ายบริหาร ซึ่งนายภูมิธรรมปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่มีอยู่แล้ว.

พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุ เมื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อพรรคประชาชน (ปชช.) โดยข้อเสนอดังกล่าวมีใจความสำคัญอยู่ที่การเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และหากนายชัยเกษมได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการยุบสภาทันที

เหตุผลเบื้องหลังข้อเสนอ “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ

นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังข้อเสนอนี้ โดยยืนยันว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อกีดกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จากการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ และต้องการคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังกล่าวอีกว่า แม้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเชื่อมั่นว่าข้อเสนอของตนยังคงเป็นประโยชน์และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศได้

ท่าทีของพรรคประชาชนต่อข้อเสนอ “ชัยเกษม”

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย แต่การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้ จะมีผลอย่างยิ่งต่อทิศทางการเมืองของประเทศไทยในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอ พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหาทางออกให้กับประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

ข้อเสนอ พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกหนึ่งที่สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดในปัจจุบันได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราต้องติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศของเรา หาก พท. ยื่นข้อเสนอ ปชช. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที สำเร็จ จะส่งผลอย่างไรต่อการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – พท.ยื่นข้อเสนอปชน. เลือก “ชัยเกษม” ยุบสภาฯ ทันที

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงยุบสภา

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” เร่งแจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ ลั่นถ้าขัดรธน.ต้องยืดอกรับผิดชอบ ชี้ ควรเห็นแก่ปชช. ก่อนห่วงฐานอำนาจ ย้ำ อย่ายื้อเวลาทำประเทศเสียหาย

วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาฯ ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีถูกตีกลับว่า นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องเร่งออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกระบวนการต่างๆ รัฐบาลควรต้องตระหนักให้ดีและรอบคอบที่สุดในข้อกฎหมาย หากสุ่มเสี่ยงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้นายธนกร มองว่า ควรใช้ระบบสภา ในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีก็ควรจะต้องแก้ให้ตรงจุดคือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแทนเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำผิดอะไร

“ปัญหาที่สำคัญของประเทศขณะนี้ค่อนข้างหนักหน่วง เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หนี้สิน และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ภาษีทรัมป์ก็รออยู่ รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังต้องรีบดำเนินการแก้ไข การที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเดินเกมแบบนี้ถือเป็นการยื้อเวลาเพราะหวงอำนาจ คิดถึงแต่การเมืองแต่ไม่นึกถึงเลยว่า พี่น้องประชาชนและประเทศจะเสียหาย เสียโอกาสแค่ไหน สุดท้ายจะเกิดประโยชน์อะไร หากมุ่งแต่เอาชนะคะคานกันทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นชัยชนะบนซากปรักหักพัง” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

จากกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาที่ถูกตีกลับ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายของกระบวนการต่างๆ นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การเร่งรีบดำเนินการโดยไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

ความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด หากกระบวนการยุบสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว การหลีกเลี่ยงหรือละเลยความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดน้อยลง

นอกจากนี้ นายธนกรยังได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาหนี้สิน รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เรื่องการเมือง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่แท้จริงของประชาชน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การยุบสภาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกปกติไม่สามารถทำได้ การใช้ระบบสภาในการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก การตัดสินใจที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหายอย่างไม่คาดฝัน

ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภาให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง การหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือการปกปิดข้อมูล จะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ

การเมืองควรเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

“กัณวีร์” หนุน “อนุทิน” บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล

“กัณวีร์ สืบแสง” มาแสดงความยินดี “อนุทิน” ยกเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ บอก ยกมือให้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล ขอคุย กก.บห. “เป็นธรรม” ก่อน ชี้ หากเข้าร่วม จะช่วยแก้ปัญหา แก้รัฐธรรมนูญ-ชายแดนไทยกัมพูชา

วันที่ 29 ส.ค. 2566 นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เดินทางมาให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยมีการจับมือทักทาย พร้อมระบุว่า วันนี้ตนเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยต้องการเดินหน้า และสิ่งที่ดีที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน เป็นผู้นำรัฐบาล ก่อนที่นายอนุทินจะกล่าวว่า นี่คือผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาชายแดน

จากนั้น นายกัณวีร์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาแสดงความยินดี และต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยก็หมดไป ซึ่งตนเห็นว่าวันนี้มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ประเทศไทยจะมีฝ่ายบริหารที่มีความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา พร้อมยืนยันว่า พรรคเป็นธรรมพร้อมสนับสนุนเต็มที่

อีกทั้ง ยังได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ว่าเราจะต้องเห็นชอบกับการสนับสนุนนายอนุทินในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การสนับสนุนครั้งนี้ จะถือเป็นการร่วมรัฐบาลไปเลยหรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า ไหนๆ ก็ยกมือให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูง แต่ก็ต้องคุยกับกรรมการบริหารพรรคเป็นธรรมก่อน ว่าเราจะสามารถไปช่วยเหลือตรงไหนได้บ้าง โดยตนมองว่า หากพรรคเป็นธรรมไปเข้าร่วม ซึ่งก็จะร่วมแก้ไขปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ และยุบสภาคืออำนาจให้ประชาชน ตรงกับจุดยืนของเราใช่หรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า ตรงจุดยืนของตน และพรรคร่วมฝ่ายค้าน และที่ผ่านมาเราพูดคุยกันตลอด ว่าประเทศต้องการการเดินหน้า แต่รัฐธรรมนูญทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้

อีกทั้ง ตนก็ได้ยินข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4-6 เดือน ออกเสียงประชามติ และตั้ง สสร.

“กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ได้ออกมาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมทั้งเปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้สูงที่พรรคเป็นธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล

ความเป็นไปได้ในการร่วมรัฐบาลของพรรคเป็นธรรม

การออกมาแสดงความยินดีของนายกัณวีร์ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทย ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยนายกัณวีร์ระบุว่า พรรคเป็นธรรมพร้อมที่จะสนับสนุนนายอนุทินอย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้

อย่างไรก็ตาม นายกัณวีร์ยังกล่าวว่า การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น จะต้องมีการหารือกับกรรมการบริหารพรรคเป็นธรรมก่อน เพื่อพิจารณาถึงแนวทางในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ

ประเด็นสำคัญที่พรรคเป็นธรรมให้ความสนใจคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งนายกัณวีร์มองว่า หากพรรคเป็นธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาล จะสามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

การที่นายกัณวีร์ระบุว่า “กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคเป็นธรรมและพรรคภูมิใจไทย และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจมีพรรคเป็นธรรมเป็นส่วนหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ การที่พรรคเป็นธรรมให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าพรรคเป็นธรรมมีจุดยืนที่ชัดเจนและพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ

หากพรรคเป็นธรรมตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลจริง จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างไรบ้าง คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ การเมืองไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

โดยสรุปแล้ว การที่ “กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล นั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองพรรค และโอกาสที่พรรคเป็นธรรมจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับการหารือภายในพรรคเป็นธรรม และการตกลงในรายละเอียดต่างๆ กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ต่อไป

การที่นายกัณวีร์ สืบแสง ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการเมืองไทยชัดเจนยิ่งขึ้น และสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของหลายฝ่ายที่มีต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

“กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาล และจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล

Scroll to top