การรับฟังความคิดเห็น

ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างองค์กรภาครัฐกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดทางคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของข้าราชการไทย โดยระบุว่า ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคนในระบบราชการและงบประมาณแผ่นดินโดยตรง

ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะเป้าหมายหลักคือการปรับลดขนาดองค์กรจากเดิมที่มีข้าราชการรวมกันกว่า 3 ล้านคน ให้กระชับขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และนำงบประมาณที่ประหยัดได้มาปรับฐานเงินเดือนและสวัสดิการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดคนเก่งรุ่นใหม่เข้ามาทำงานราชการนั่นเอง โดยคุณปกรณ์ได้ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างโปร่งใสที่สุด

มาตรการคุมอัตรากำลังและอนาคตข้าราชการไทย

สำหรับประเด็นที่ว่า ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไล่ปลดใครออกกะทันหัน แต่เน้นไปที่การ:

  • ยุบเลิกตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
  • ตรวจสอบตำแหน่งที่ไม่จำเป็นเพื่อลดภาระงบประมาณ
  • รักษาสมดุลระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคลกับการคลังของประเทศ

ในปัจจุบัน รัฐบาลกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่ข้าราชการหรือผู้สนใจจะได้ร่วมเสนอแนะแนวทาง เพื่อให้มาตรการนี้ออกมาตอบโจทย์การบริหารงานในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

หากถามถึงมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่คือสัญญาณการปรับตัวที่จำเป็นมากในโลกปัจจุบันครับ แม้องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกยังต้องลดขนาดเพื่อความคล่องตัว การที่ภาครัฐหันมาปรับโครงสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้ จะช่วยให้การบริหารงานมีความยืดหยุ่นขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ดีที่สุดคือการสร้างความชัดเจนให้กับบุคลากรที่จะได้รับผลกระทบ รวมถึงการรักษาระดับคุณภาพการบริการประชาชนให้คงเดิมในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้

หากคุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการนี้ อย่าลืมเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ได้เลยครับ เสียงสะท้อนของคุณมีค่าสำหรับการพัฒนาระบบราชการไทยให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “ปกรณ์” เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการคมนาคมขนส่งไทย เมื่อคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงผลการศึกษาโครงการขนาดใหญ่อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่า เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง กลายเป็นการตอกย้ำว่าโครงการที่เคยเป็นความหวังในการยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้อาจต้องพับแผนไปในที่สุด

เหตุผลที่ เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง

จากการศึกษาอย่างเข้มข้นตลอด 90 วันที่ผ่านมา คณะกรรมการพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจหลายประการครับ ประการแรกคือเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สาเหตุที่ เอกนิติ ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง เพราะตัวเลขผลตอบแทนที่เคยคาดการณ์ไว้อาจกลายเป็นติดลบ เนื่องด้วยสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน อีกทั้งคู่แข่งในเส้นทางเดินเรือหลักของโลกก็มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การที่จะดึงดูดสายเรือให้ย้ายเส้นทางมานั้นจึงเป็นเรื่องที่มีโอกาสน้อยมาก

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

นอกจากประเด็นเรื่องกำไรที่แลดูจะจับต้องได้ยากแล้ว เรื่องของสิ่งแวดล้อมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ไปต่อได้ลำบาก ข้อสรุปยังชี้ชัดว่าการดำเนินโครงการจะส่งผลกระทบสูงต่อระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง และทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งขาดการบูรณาการแผนงานที่ชัดเจน อีกทั้งกระแสคัดค้านจากภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ก็เป็นเสียงสะท้อนที่สำคัญยิ่ง ทำให้เห็นว่าความยั่งยืนของพื้นที่ควรมาก่อนการลงทุนในลักษณะนี้

  • ความเสี่ยงทางการเงินจากการค้าโลกที่ลดลง
  • คู่แข่งทางธุรกิจและพันธมิตรเดินเรือที่มีอยู่เดิม
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่สามารถจัดการได้ครอบคลุม
  • เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่มีความกังวลสูง

แล้วจากนี้ประเทศไทยจะไปต่อทางไหน? ทางคณะกรรมการได้เสนอทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่า นั่นคือการเน้นพัฒนาท่าเรือระนองให้เต็มศักยภาพควบคู่ไปกับการเชื่อมต่อโครงข่ายทางราง (Missing Link) เพื่อระบายสินค้าขึ้นเหนือไปยังจีนและเชื่อมโยงกับท่าเรือฝั่งตะวันออกแทน ซึ่งถือเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยง

บทเรียนครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า การขับเคลื่อนโครงการระดับชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขความหวังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองรอบด้านทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่จึงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบเพื่ออนาคตของชาติที่ยั่งยืนกว่าครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจไทย กับการประชุมที่มีการ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานแทน เพื่อขับเคลื่อนแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เดินหน้าตามกำหนดการ

รายละเอียดและทิศทางงบประมาณปี 2570

สาระสำคัญของการประชุมในวันนี้ คือการที่สำนักงบประมาณเตรียมเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ ครม. เห็นชอบข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ก่อนจะส่งพิมพ์เป็นเล่มเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สภาฯ ต่อไป สำหรับรายละเอียดของ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน มีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายจ่ายประจำอยู่ที่ 2,786,367 ล้านบาท คิดเป็น 73.6% ของวงเงินรวม
  • รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 789,171 ล้านบาท
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีสัดส่วน 4% ของงบรวม
  • เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลลดลงจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 788,000 ล้านบาท

การดำเนินการตามวาระ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทั้งนี้ยังมีการพ่วงพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 เข้ามาเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ปัจจุบันให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในระยะยาว หากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบในขั้นตอนต่อไป เราน่าจะได้เห็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่ส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เราต้องเฝ้าระวังการปรับลดสัดส่วนงบลงทุนที่กระชับขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายตัวทาง GDP ของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา – จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

รัฐบาล โต้ ปชป. ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ สำหรับโครงการ TH-AI Passport ที่ล่าสุดทางฝั่งรัฐบาลต้องออกมาโต้กลับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ชัดเจนกันไปเลยว่า สถานะของโครงการนี้ไปถึงไหนแล้ว หลังจากที่มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดทำ TOR ที่หลายคนมองว่ายังปรับแก้ได้อยู่ แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าเมื่อสัญญามีผลผูกพันแล้ว เราต้องเดินหน้าต่อเพื่อประชาชน

รัฐบาล โต้ ปชป. ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้ว

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้บ่อยครั้ง คำตอบก็คือความเข้าใจในกระบวนการกฎหมายครับ การโครงการ TH-AI Passport นั้นได้ผ่านการลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าธุรกรรมทางภาครัฐนี้มีผลผูกพันตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ ดังนั้น การจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข TOR จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและไม่สอดคล้องกับระเบียบการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบัน

บริหารสัญญาอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด?

สิ่งที่เราต้องโฟกัสในตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทเรื่องทีโออาร์ แต่คือการบริหารสัญญาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยรัฐบาลมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนคือ:

  • แก้สัญญาในสาระสำคัญไม่ได้ แต่ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้
  • คู่สัญญาต้องเห็นชอบร่วมกัน
  • ประโยชน์ของประชาชนต้องห้ามลดลง แต่ต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้น

รัฐบาลยืนยันว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ไม่ใช่การฟอกขาว แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม เพื่อนำข้อแนะนำไปพัฒนาโครงการ TH-AI Passport ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะมัวแต่ถกเถียงเรื่องขั้นตอนที่ผ่านไปแล้ว เราควรหันมาช่วยกันจับตาดูว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างไรบ้างต่างหาก

สุดท้ายนี้ การก้าวไปข้างหน้าของประเทศต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกัน รัฐบาลเองก็พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ หากท่านคิดว่าโครงการนี้ควรปรับปรุงจุดไหนเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกหรือคุ้มค่าขึ้น สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ของภาครัฐได้เลยครับ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือผลประโยชน์ที่คนไทยทุกคนจะได้รับนั่นเอง

ที่มา – รัฐบาล โต้ ปชป. ปม TH-AI Passport ย้ำสัญญามีผลผูกพันแล้ว ไม่ใช่ย้อนถกเถียงเรื่องทีโออาร์

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวชุมพรและระนองที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่าผลเสียมากกว่าผลดีมากนัก

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

จากรายงานของ กสม. วันที่ 15 พ.ค. 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ย้ำถึงผลการตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งประกอบด้วยท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรม กสม. ส่งหนังสือข้อเสนอแนะไปยังนายกฯ และ ครม. เมื่อ 26 ก.พ. 2569 และ ครม. มีมติรับทราบเมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดยมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นหลัก ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสม

ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือ?

สศช. ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว พบว่าโครงการนี้สนับสนุนสินค้าระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้แค่ 18% เท่านั้น การพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวหรือสนามบินก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญ โครงการไม่ช่วยประหยัดเวลาขนส่งจากมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกา ค่าขนส่งยังสูงกว่า ไม่แข่งขันกับสิงคโปร์ได้ และรายได้จากตู้คอนเทนเนอร์ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โครงการจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก เช่น:

  • ตะกอนจากท่าเรือกระทบปะการัง หญ้าทะเล และแหล่งอาหารสัตว์น้ำ
  • กระทบแหล่งมรดกโลกทะเลอันดามัน
  • รถไฟและทางหลวงผ่านพื้นที่อนุรักษ์ ลุ่มน้ำชั้น 1A-2 ป่าชายเลน อุทยาน ชุ่มน้ำ
  • บุกรุกป่า เกษตร สูญเสียคาร์บอน เปลี่ยนกระแสน้ำ คุณภาพน้ำ น้ำใต้ดิน

ด้านการประมง ชุมพรมีเรือ 3,500 ลำ ประมงพื้นบ้าน 270 ลำ จับสัตว์น้ำ 110,000 ตัน มูลค่า 3,900 ล้านบาท เป็นแหล่งวงจรชีวิตปลาทู ระนองมีเรือพื้นบ้าน 2,000 ลำ ชาวเลมอแกนสูญเสียวิถีชีวิต เกษตรกรเสียแหล่งน้ำ ที่ดิน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสียหาย

การรับฟังความเห็นไม่ครบถ้วน

เวทีรับฟังทำแบบรายโครงการ ประชาชนเข้าไม่ครบ เนื้อหาไม่ชัด ไม่ให้แสดงความเห็นจริงจัง ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รัฐต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิประชาชน SDGs และ ICESCR

กสม. เสนอให้ สศช. จัดเวทีรับฟังภาพรวมพัฒนาจังหวัด ให้ประชาชนทุกกลุ่มกำหนดอนาคต รัฐต้องศึกษาผลกระทบครบมิติ คำนวณคุ้มค่าทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต

กสม. ขอบคุณ ครม. และนายกฯ ที่ตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยรองนายกฯ และ รมว.คลังเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ

โครงการแลนด์บริดจ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาต้องสมดุล เศรษฐกิจต้องไม่แลกกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิประชาชน คุณคิดว่าควรไปต่อหรือหยุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อให้เสียงเราดังถึงผู้กำหนดนโยบาย!

ที่มา – กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

“อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่จากวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมาก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เรียบร้อยแล้วนะครับ โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ที่หลายคนรอคอย เพราะจะเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวนแบบนี้

อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เพื่อประเมินผลกระทบรอบด้าน

ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 ลงวันที่ 5 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เซ็นตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือให้ทุกอย่างรอบคอบ คิดถึงผลกระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความมั่นคง เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

ใครเป็นประธานและกรรมการบ้าง?

คณะกรรมการชุดนี้รวมหัวกะทิจากทุกภาคส่วนเลยครับ

  • ประธาน: นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • รองประธาน: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ
  • รัฐมนตรีจากกระทรวงต่าง ๆ เช่น การต่างประเทศ คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน อุตสาหกรรม
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • เลขาธิการกฤษฎีกา, BOI, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล, สภาความมั่นคง
  • ตัวแทนภาคเอกชน: ประธานสภาอุตสาหกรรม, หอการค้า, หอการค้าภาคใต้ทั้งสองฝั่ง
  • ผู้แทนประชาชนในพื้นที่ ไม่เกิน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านขนส่งโลจิสติกส์
  • เลขานุการ: จาก สศช. และสำนักงานนโยบายการขนส่ง

เห็นมั้ยครับ รวบรวมทุกฝ่ายแบบครบครัน ไม่ปล่อยให้ใครตกหล่น

หน้าที่หลัก 5 ข้อที่ต้องทำ

คณะกรรมการมีภารกิจชัดเจน 5 ด้าน เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้าอย่างมั่นใจ

  1. ประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบทุกมิติ สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อเสนอ ครม.
  2. รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน รวบรวมไอเดียดี ๆ
  3. ตั้งอนุกรรมการหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยงาน
  4. เชิญหน่วยงาน 专家 มาชี้แจงข้อมูล
  5. ทำหน้าที่อื่นที่นายกฯ มอบหมาย และเบิกเบี้ยประชุมจากงบ สศช.

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ยังเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับไทยเลยครับ ปกติสินค้าจากอินเดียหรือตะวันออกกลางต้องลัดผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเสี่ยงต่อความขัดแย้ง แต่ถ้ามีแลนด์บริดจ์ จะสร้างเส้นทางใหม่ผ่านภาคใต้ สร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง รถไฟความเร็วสูง และระบบโลจิสติกส์ครบวงจร คาดว่าจะลดเวลาขนส่งจาก 10-15 วันเหลือแค่ 2-3 วัน!

แต่ก็ต้องระวังผลกระทบนะครับ เช่น ผลต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง สังคมชุมชนท้องถิ่น และงบประมาณมหาศาล การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี รับฟังทุกเสียง ทำให้โครงการยั่งยืน

ในมุมมองผม โครงการนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้ไทยเป็นฮับโลจิสติกส์อาเซียนตัวจริง สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนใต้ และแข่งขันกับจีนได้สบาย อย่าลืมติดตามความคืบหน้าครับ ถ้ามีอัพเดทใหม่จะมาบอกต่อ!

คุณคิดยังไงกับโครงการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ

ที่มา – “อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ แล้ว เป้าหมายประเมินผลกระทบ รับฟังทุกฝ่าย

รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้าเสรีโซลาร์

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 อย่างคึกคัก เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 ที่สำนักงานใหญ่พรรค เขตพญาไท โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เป็นประธานในที่ประชุม แกนนำ ส.ส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานและปรับโครงสร้างบริหารพรรคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร”

ที่ประชุมใหญ่ของ รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” มีมติเห็นชอบเลือก พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) แทนตำแหน่งที่ว่าง ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่มีความพร้อมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น นำโดย:

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค – หัวหน้าพรรค
  • นายชัชวาลล์ คงอุดม – เลขาธิการพรรค
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี – รองหัวหน้าพรรค
  • นายนราพัฒน์ แก้วทอง – รองหัวหน้าพรรค
  • และกรรมการบริหารคนอื่นๆ

โครงสร้างทีมบริหารชุดนี้จะช่วยให้พรรคขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล

นโยบายเด่น: ร่าง พ.ร.บ. เสรีโซลาร์ ลดต้นทุนพลังงานสะอาด

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของพรรคในการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง 2 ฉบับหลัก ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. เสรีโซลาร์ และ ร่าง พ.ร.บ. ปฏิรูปเครดิตบูโร โดยเฉพาะกฎหมายเสรีโซลาร์ที่มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือน พรรคมีแผนประสานงานกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และ SME D Bank เพื่อให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประชาชนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน

ปัจจุบัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์มีต้นทุนสูงเฉลี่ย 180,000 บาทต่อหลังคาบ้าน ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก แต่ด้วยนโยบาย รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” จะช่วยทลายข้อจำกัดเหล่านี้ ลดต้นทุนลงเหลือไม่ถึง 100,000 บาท ช่วยให้ครอบครัวประหยัดค่าไฟฟ้าได้ในระยะยาว คาดว่าจะลดค่าไฟได้ถึง 50-70% ต่อเดือน นอกจากนี้ กฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็วๆ นี้

ปฏิรูปเครดิตบูโร สร้างความเป็นธรรมทางการเงิน

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ. ปฏิรูปเครดิตบูโร ซึ่งจะปรับปรุงระบบข้อมูลเครดิตให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ปัจจุบัน ระบบเครดิตบูโรของไทยถูกวิจารณ์ว่าทำให้ประชาชนจำนวนมากติดบัญชีดำ (blacklist) จากหนี้สินเล็กน้อย ส่งผลให้กู้สินเชื่อใหม่ได้ยาก พรรค รทสช. มุ่งแก้ปัญหานี้ โดยกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ลดระยะเวลาการลงโทษ และเปิดโอกาสให้ประชาชนแก้ไขข้อมูลได้ง่ายขึ้น สิ่งนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อพัฒนาชีวิตได้ดีขึ้น

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เน้นย้ำว่า การทำงานของ รทสช. ในรัฐบาลไม่ใช่การแสวงหาตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เน้นผลักดันสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน นอกจากนี้ พรรคยังเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่ เพื่อสื่อสารนโยบายให้รวดเร็วและเข้าถึงประชาชน โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (รักษาการโฆษก), นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร (เคนโด้), นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ และทีมงาน

นโยบายเหล่านี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ให้ความสำคัญกับปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนจริงๆ ในยุคที่ราคาพลังงานและหนี้สินเป็นภาระหนัก การมีกฎหมายเสรีโซลาร์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ขณะที่ปฏิรูปเครดิตบูโรจะเปิดโอกาสทางการเงินใหม่ๆ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง

หากคุณเป็นเจ้าของบ้านที่กำลังกังวลเรื่องค่าไฟแพง หรือมีปัญหาเครดิตบูโร ติดตามความคืบหน้านโยบาย รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” ต่อไป เพราะนี่คือก้าวสำคัญสู่ชีวิตที่ดีขึ้น สนับสนุนและแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะครับ

ที่มา – รทสช. ประชุมใหญ่เสริมทัพ กก.บห. ลั่นเดินหน้า “เสรีโซลาร์-ปฏิรูปเครดิตบูโร”

เคาะแล้ว! ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น.

บอร์ดควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไฟเขียว ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. นำร่อง 6 เดือน พร้อมขยายเวลาดื่มในร้านถึงตีหนึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาล

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีมติเห็นชอบมาตรการผ่อนปรนการจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อตอบสนองต่อข้อเสนอจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ มาตรการสำคัญคือการอนุญาตให้ ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. ซึ่งจะดำเนินการเป็นระยะเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นจะมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม เพื่อพิจารณาว่าจะขยายมาตรการนี้ต่อไปหรือไม่

ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น.

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลดีผลเสียที่อาจเกิดขึ้น รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนควบคู่กันไป การผ่อนปรนเวลาขายสุรา 14.00-17.00 น. จึงเป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายทั้งสองด้าน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเกี่ยวกับการขยายเวลาให้นั่งดื่มในร้านอาหารและสถานบันเทิง โดยอนุญาตให้นั่งดื่มได้ถึง 01.00 น. หรือหลังเที่ยงคืนไปอีก 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ยังคงไว้ที่ 24.00 น. (เที่ยงคืน) เช่นเดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เหตุผลว่า การตัดสินใจครั้งนี้พิจารณาจากสถิติอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเมาแล้วขับ ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงเวลา 02.00-03.00 น. การอนุญาตให้นั่งต่อได้อีก 1 ชั่วโมงจึงเป็นการผ่อนคลายที่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน

มาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนของพื้นที่โซนนิ่งสำหรับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ยังคงเป็นไปตามประกาศของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนี้ มาตรการปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. จะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 15 วัน ก่อนที่จะมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

  • การประเมินผลกระทบ: หลังจาก 6 เดือน จะมีการประเมินผลกระทบอย่างละเอียด
  • ระยะเวลาการอนุญาตให้นั่งดื่ม: ขยายเวลาให้นั่งดื่มถึง 01.00 น.
  • พื้นที่โซนนิ่ง: ยังคงเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รัฐบาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ การรักษาสุขภาพ และมิติทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม นี่คือโอกาสที่ดีในการวางแผนโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงเวลาใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การผ่อนปรนนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – เคาะแล้ว ปลดล็อกขายสุรา 14.00-17.00 น. นำร่อง 6 เดือน นั่งดื่มหลังเที่ยงคืนได้ 1 ชม.

Scroll to top