การลงคะแนนเสียง

“ชัชชาติ” ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่เช้า ดีใจฝนไม่ตก ชวนคน กทม.

บรรยากาศวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่ออดีตผู้ว่าฯ ขวัญใจคนกรุงฯ อย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่เช้า ดีใจฝนไม่ตก ชวนคน กทม. ออกมาให้มากที่สุด เผยลุ้นคะแนนผ่านจอทีวี ซึ่งถือเป็นภาพที่คุ้นตาของชาวเมืองหลวงในเช้าวันนี้

“ชัชชาติ” ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่เช้า ดีใจฝนไม่ตก ชวนคน กทม. ออกมาให้มากที่สุด เผยลุ้นคะแนนผ่านจอทีวี

การเดินทางมาถึงคูหาเลือกตั้งด้วยจักรยานคู่ใจของนายชัชชาติ สร้างสีสันและความสนใจให้กับประชาชนที่มาต่อคิวรอใช้สิทธิ โดยเจ้าตัวได้กล่าวทักทายสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้ม พร้อมเปิดเผยว่ารู้สึกโชคดีมากที่สภาพอากาศเป็นใจและฝนไม่ตกในช่วงเช้า จึงอยากถือโอกาสนี้เป็นกระบอกเสียงเชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครให้รีบออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงหากช่วงบ่ายมีฝนตกลงมา

ความคาดหวังต่อพลังเสียงคน กทม.

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายชัชชาติได้เน้นย้ำถึงพลังของระบอบประชาธิปไตยว่า:

  • อยากเห็นผู้ออกมาใช้สิทธิสูงถึง 80%
  • วันเลือกตั้งคือวันที่ประชาชนมีอำนาจและมีตัวตนชัดเจนที่สุด
  • คะแนนเสียงของทุกคนมีค่าในการสร้างประวัติศาสตร์และกำหนดอนาคตเมือง

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการ “ชัชชาติ” ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่เช้า ดีใจฝนไม่ตก ชวนคน กทม. ออกมาให้มากที่สุด เผยลุ้นคะแนนผ่านจอทีวี เขายังได้เตือนพี่น้องประชาชนด้วยความห่วงใย โดยเฉพาะเรื่องการกากบาทบัตรเลือกตั้งให้ถูกสี ทั้งสีเขียวสำหรับผู้ว่าฯ กทม. และสีชมพูสำหรับ สก. ซึ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะหากพลาดแล้วจะไม่สามารถขอเปลี่ยนบัตรใหม่ได้

สำหรับการรอฟังผลคะแนน ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่ไม่มีทีมศูนย์รวมคะแนนกลาง ดังนั้นเจ้าตัวจึงวางแผนจะเฝ้าติดตามตัวเลขผลคะแนนผ่านหน้าจอโทรทัศน์ที่สเตเดียมวันร่วมกับทีมงาน ซึ่งบรรยากาศโดยรวมถือว่ามีความตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความคาดหวัง

ในมุมมองของผู้เขียน การที่บุคคลสาธารณะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งตั้งแต่เช้าตรู่ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของเสียงตนเอง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คนกรุงฯ ออกมาทำหน้าที่ของตนเองเพื่อแสดงพลังในการพัฒนาเมืองของเราให้ดียิ่งขึ้นไป ขอให้ทุกคนเดินทางไปใช้สิทธิอย่างปลอดภัย และอย่าลืมตรวจสอบเลขลำดับและบัตรเลือกตั้งให้ดีก่อนหย่อนบัตรลงหีบนะครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่เช้า ดีใจฝนไม่ตก ชวนคน กทม. ออกมาให้มากที่สุด เผยลุ้นคะแนนผ่านจอทีวี

คดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ยังไม่คืบ ศาลรัฐธรรมนูญยังรอพยาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ คดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ยังไม่คืบ ศาลรัฐธรรมนูญยังรอพยาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

คดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ยังไม่คืบ ศาลรัฐธรรมนูญยังรอพยาน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อช่วงต้นปี 2569 โดยมีการใช้บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสแท่งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาล เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อหลักการลงคะแนนที่เป็นความลับ ตามรัฐธรรมนูญมาตราหลายมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่าเรื่องนี้ผิดหรือถูกกันแน่

ทำไมคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ยังไม่คืบ ศาลรัฐธรรมนูญยังรอพยาน ถึงสำคัญ?

ความกังวลหลักของสังคมคือสิทธิในการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง หากระบบบาร์โค้ดทำให้สืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนนได้ จริงอย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย ก็อาจจะถือว่าขัดต่อหลักการพื้นฐานทางการเมืองได้เลยทีเดียว สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการหารือและตัดสินใจว่าจะต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมให้รอบด้านก่อนครับ

สาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการพิจารณายังคงดำเนินอยู่คือ:

  • ต้องการความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดสามารถยืนยันตัวตนได้จริงหรือไม่
  • การรวบรวมถ้อยคำจากพยานในหลายภาคส่วนเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
  • การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การวินิจฉัยมีความถูกต้องแม่นยำและเป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

แน่นอนว่าการที่ คดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ยังไม่คืบ ศาลรัฐธรรมนูญยังรอพยาน อยู่นั้น อาจทำให้ประชาชนรู้สึกอึดอัดใจ แต่ในมุมมองของนักกฎหมาย หลายคนมองว่านี่คือขั้นตอนปกติของการพิจารณาคดีที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องใช้อาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย หากลัดขั้นตอนไปอาจส่งผลเสียต่อรูปคดีในระยะยาวได้

เราคงต้องลุ้นและติดตามกันต่อไปครับว่า บทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับการจัดการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่ เพราะไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสที่ประชาชนต้องตรวจสอบได้ครับ เพื่อนๆ ล่ะมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง อย่าลืมคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ!

ที่มา – คดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ยังไม่คืบ ศาลรัฐธรรมนูญ ยังรอความเห็นจากพยาน

“เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ”

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตบรรยากาศการเมืองสุดคึกคักที่เขตจตุจักร เมื่อ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมลงพื้นที่ลุยตลาด 3 แห่งรวด เพื่อเดินหน้าขอคะแนนเสียงอย่างเต็มกำลัง โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือว่าได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวจตุจักรเป็นอย่างมากเลยครับ

“เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ”

การลงพื้นที่ครั้งนี้นายณัฐพงษ์ หรือ “เท้ง” ไม่ได้มาตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับนายอภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย อดีต สก. ขวัญใจคนจตุจักร ซึ่งการที่เขาเลือกมาลงพื้นที่ครั้งนี้ภายใต้ธีม “เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ” ก็เพื่อตอกย้ำให้ประชาชนเห็นถึงความพร้อมในการส่งผู้สมัครเข้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในนาม ดร.โจ ซึ่งเป็นตัวแทนที่พรรคประชาชนมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้จริง

ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง: เลือก สก. และผู้ว่าฯ ให้ครบ

สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ทีมงานพรรคประชาชนเน้นย้ำกับชาวบ้าน คือกติกาการเลือกตั้งที่หลายคนอาจจะสับสน แต่ถ้าจำง่ายๆ ก็คือ “กา 2 ใบ” โดย“เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ” เป็นแคมเปญหลักที่ต้องการสื่อสารให้ชัดว่า:

  • บัตรใบสีชมพู: เลือก สก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร)
  • บัตรใบสีเขียว: เลือกผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งในครั้งนี้คือ ดร.โจ เบอร์ 10 นั่นเองครับ

ทางด้านนายอภิวัฒน์ หรือ “อดีต สก. อภิวัฒน์” ได้กล่าวว่า ตนเองทำงานหนักในพื้นที่จตุจักรมานานกว่า 7 ปี มีความเข้าใจปัญหาในทุกซอกทุกมุมของเขตนี้เป็นอย่างดี การกลับมาลงสมัครครั้งนี้จึงมั่นใจว่าสามารถ “สานงานต่อได้ทันที” โดยไม่ต้องใช้เวลาเสียเปล่าในการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ชาวบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดการลงพื้นที่ตลาดเช้าเสนานิคม ตลาดศรีเสนา และตลาดบางเขน

ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่แบบ “เคาะประตูบ้าน” และการลงตลาดของหัวหน้าพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงพลังที่ชัดเจนว่าทางพรรคไม่ได้มองข้ามการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุง และนี่คือโค้งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายต่างเร่งเครื่องกันอย่างหนัก เพื่อคว้าความไว้วางใจจากประชาชนให้มากที่สุดครับ

ที่มา – “เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ เบอร์ 10” นั่งผู้ว่าฯ

กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจสำหรับกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเอกสารชี้แจงข่าวกรณีคลิปวิดีโอที่ปรากฏภาพกรรมการ กกต. เข้าไปเก็บกระดาษหรือโพยรายชื่อจากผู้สมัคร โดย กกต. ได้ออกมายืนยันผ่านข้อมูลเชิงลึกว่าการกระทำของกรรมการ กกต. นั้น เป็นไปตามมติเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและไม่ใช่ความผิดทางกฎหมายแต่อย่างใด กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

เปิดมุมมอง กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

ทางสำนักงาน กกต. ได้อธิบายรายละเอียดสำคัญแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก โดยประเด็นที่คนให้ความสนใจมากที่สุดคือเรื่องของข้อกฎหมาย ซึ่งทาง กกต. ระบุว่าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 ไว้อย่างชัดเจนว่า:

  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ห้ามเฉพาะการนำเข้าหรือใช้เครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงเท่านั้น
  • ไม่มีบทบัญญัติข้อใดที่ห้ามการนำกระดาษจดรายชื่อหรือโพยเข้าในคูหาโดยตรง
  • ผู้สมัครย่อมมีสิทธิส่วนบุคคลในการนำเอกสารเข้าสู่พื้นที่ แต่ กกต. ในฐานะผู้จัดงานมีความจำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

เจาะลึกกรณี พ.ต.อ.มนัส และอำนาจการจัดการในวันเลือก สว.

นอกจากประเด็นเรื่องโพยแล้ว ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบันทึกการรายงานเหตุการณ์ที่พาดพิงถึง พ.ต.อ.มนัส นครศรี ซึ่งทางสำนักงาน กกต. ได้ทำการตรวจสอบจากบันทึกและกล้องวงจรปิดทั้งหมดแล้ว ไม่พบหลักฐานการแจ้งเหตุในเวลาที่มีการกล่าวอ้าง แต่พบรายงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งถือว่ามีความล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริง ดังนั้น กกต. จึงต้องยึดถือพยานหลักฐานทางราชการเป็นหลักในการพิจารณา

ในส่วนของมาตรการที่ ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ดำเนินการเก็บโพยนั้น กกต. ชี้แจงว่าเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพื่อระงับยับยั้งสิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง นี่คือหัวใจสำคัญที่ปรากฏในการที่ กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย ผ่านคำตัดสินของศาลฯ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบมาตรฐานที่วางไว้

บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การเลือกตั้งระดับประเทศนั้นมีความละเอียดอ่อนสูงมาก การทำงานของคณะกรรมการต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและระเบียบที่ประกาศไว้ ความโปร่งใสจึงเป็นดั่งหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคับประคองเพื่อให้การได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนเป็นไปอย่างภาคภูมิใจ สำหรับใครที่ต้องการติดตามความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบผู้สมัครด้านอื่นๆ เพิ่มเติม คงต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจาก กกต. อีกครั้งในอนาคต

ที่มา – กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน

ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางองค์กรเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ ANFREL ได้ออกมาเปิดเผยรายงานสรุปผลการสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและถือเป็นบทเรียนสำคัญให้เราต้องหันมามองกระบวนการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กันอย่างจริงจังครับ

หากจะพูดถึง ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ เพราะรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในหลายจุด แม้ว่าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิจะสูงถึง 71.4% และคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างน่าชื่นชม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับอนาคตของประเทศ แต่ปัญหาเรื่องความโปร่งใสและระบบการจัดการกลับยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นโต

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและทิศทางการแก้ปัญหา

ทาง ANFREL ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่เป็นเหมือนมะเร็งร้าย แม้อำนาจตามกฎหมายจะอยู่ในมือ กกต. แต่กลับไม่มีกลไกที่ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น กกต. ยังมีการฟ้องร้องประชาชนที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์แทนที่จะรับฟังเสียงสะท้อนเพื่อนำไปปรับปรุง ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับองค์กรอิสระ

ประเด็นที่ทางคณะผู้สังเกตการณ์ให้ความสำคัญมีดังนี้:

  • การเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงคะแนนที่ยังไม่ครบถ้วน
  • รูปแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่สร้างความสับสนและขาดมาตรฐานสากล
  • ความล่าช้าและไม่ชัดเจนในการประกาศผลคะแนนในบางเขต
  • การตอบสนองต่อข้อร้องเรียนที่ทำได้ไม่ดีพอ

ข้อเสนอแนะเพื่อการเลือกตั้งที่ดีขึ้นในอนาคต

แม้บทสรุปที่ว่า ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน จะฟังดูหดหู่ แต่ ANFREL ก็ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ เช่น การปรับปรุงการสื่อสาร การพัฒนาการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และการแก้ไขกฎหมายเพื่อไม่ให้มีการฟ้องปิดปากประชาชน การเลือกตั้งไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครชนะ แต่ต้องวัดกันที่ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการทั้งหมดด้วย ตัวผู้เขียนเองมองว่า หาก กกต. ไม่ปรับปรุงเรื่องความโปร่งใสและการสื่อสาร ความศรัทธาในระบบเลือกตั้งคงจะกู้คืนมาได้ยากครับ

ที่มา – “ANFREL”เปิดผลติดตามการเลือกตั้งสส.ในไทย ผิดหวังกกต.สื่อสารไม่ชัดเจน จับทุจริตไม่ได้

เพื่อไทย โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย

ในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคเพื่อไทยได้ตัดสินใจโหวตหนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลายคนตั้งคำถามถึงการตัดสินใจนี้ แต่จริงๆ แล้ว มันคือ เพื่อไทย โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง เรามาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

เพื่อไทย โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย

นายธงธรรม เวชยชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2569 โดยยืนยันชัดเจนว่า การโหวตหนุนอนุทินไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนเป็นอันดับ 1 ทำให้มีความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วม และทุกอย่างเป็นไปตามกลไกที่ถูกต้อง

หลายคนพยายามโยนความผิดให้พรรคเพื่อไทย โดยอ้างถึงการโหวตในอดีต เช่น ‘ข้าโหวต 4 เดือน เอ็งโหวต 4 ปี’ หรือรวบรวม digital footprint ของ ส.ส. แต่ธงธรรมชี้ว่า สิ่งสำคัญกว่ากลไกคือ ผลลัพธ์ต่อประชาชน การร่วมรัฐบาลครั้งนี้ช่วยให้พรรคเพื่อไทยนำนโยบายที่หาเสียงไว้มาบรรจุในรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลจริง ไม่ใช่แค่สัญญาในกระดาษ

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยโหวตหนุนอนุทิน

  • พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนอันดับ 1: มีความชอบธรรมจากประชาชนในการนำรัฐบาล
  • กลไกประชาธิปไตย: การรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ไม่ใช่การต่อต้านเพื่อให้เกิด deadlock
  • ผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน: เพื่อไทยจะได้มีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย เช่น ลดค่าครองชีพ สวัสดิการสุขภาพ และเศรษฐกิจฐานราก
  • ความมั่นคงของรัฐบาล: รัฐบาลที่มั่นคงจะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังของชาติได้ดีกว่า

การตัดสินใจนี้ไม่ใช่การทรยศต่อฐานเสียง แต่เป็นการเลือกทางที่สร้างสรรค์ พรรคเพื่อไทยยึดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยมองถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราจะเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลร่วมหลายพรรคเป็นเรื่องปกติ เพื่อให้เกิดความสมดุลและความก้าวหน้า

นอกจากนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังมีประสบการณ์ในการบริหารงานรัฐบาลมาก่อน โดยเฉพาะในกระทรวงสาธารณสุขที่เคยรับมือวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโหวตหนุนจึงเป็นการให้โอกาสคนที่มีวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน

สำหรับพรรคเพื่อไทย การเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ลดหนี้สินเกษตรกร และปฏิรูประบบยุติธรรม ซึ่งเป็นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เราจะได้เห็นผลลัพธ์จริงๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

สุดท้ายแล้ว เพื่อไทย โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย ที่ช่วยให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปได้ หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการนโยบายรัฐบาลชุดใหม่และการผลักดันของพรรคเพื่อไทย สามารถติดตามข่าวสารจากเราได้ทุกวัน เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – เพื่อไทย โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวสุพรรณบุรีและคนที่สนใจข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือกรณี ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ กกต.สุพรรณบุรี ได้ตรวจพบความผิดปกติในการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ตามคำสั่งของ กกต. ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีภาพและคลิปวิดีโอจากโซเชียลมีเดียแพร่กระจาย แสดงให้เห็นว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. ในบางหน่วยทำการนับคะแนนไม่โปร่งใส ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ตรวจสอบเครื่องหมายลงคะแนนชัดเจน และยังขีดคะแนนในลักษณะที่มองเห็นยากอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในความถูกต้องของผลการนับคะแนนครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต.สุพรรณบุรีจึงรีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และเสนอต่อ กกต.กลาง ซึ่งมีคำสั่งที่ 306/2569 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สั่งให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี

หน่วยเลือกตั้งที่ได้รับผลกระทบจากการนับคะแนนใหม่

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขต)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เขต 1 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า เขต 2 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)

การนับคะแนนใหม่ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยในบางหน่วย เช่น หน่วยที่ 11 เขต 1 และหน่วยที่ 4 เขต 2 แต่สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 กลับพบว่าผลคะแนนแตกต่างจากครั้งแรกอย่างชัดเจน จน กกต.สุพรรณบุรีเชื่อได้ว่า กปน. เหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี จึงสั่งตั้งสำนวนสืบสวนทันที และมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะระดับท้องถิ่นอย่างสุพรรณบุรี ยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข กปน. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนับคะแนน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน หากเกิดข้อครหาเช่นนี้ขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น ภาพและคลิปที่แพร่กระจายกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การตรวจสอบครั้งนี้

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของ กกต. ยังทำงานได้ แม้จะช้าแต่ชัวร์ และหวังว่าจะมีบทลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมืองสุพรรณบุรี คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันนะครับ และอย่าลืมติดตามอัปเดตผลการสอบสวนต่อไป!

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

ที่มา – ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วนเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

กกต.ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง โทษจำคุก

กกต.ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ฝ่าฝืนโทษหนักถึงจำคุก

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่าน โดยเฉพาะในวันเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศย้ำข้อห้ามสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ที่ลงคะแนนแล้ว ซึ่งหากฝ่าฝืนอาจโดนโทษจำคุกได้เลย

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นที่โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. กกต. จึงขอเตือนประชาชนให้ทราบกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง หากไม่ปฏิบัติตาม มาดูรายละเอียดกันเลย

ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ข้อห้ามหลักที่ กกต. ย้ำคือ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ด้วยอุปกรณ์ใดๆ หลังจากลงคะแนนแล้ว เช่น มือถือ แท็บเล็ต หรือกล้องถ่ายรูป รวมถึงห้ามนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วไปแสดงให้ผู้อื่นดู เพื่อให้รู้ว่าลงคะแนนใคร เหตุผลสำคัญคือเพื่อรักษาความลับของการลงคะแนน ป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่บังคับ หรือการแทรกแซงจากภายนอก หากฝ่าฝืน ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง จะมีความผิดตามกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษสำหรับการห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและข้อห้ามอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกกต. ย้ำให้ทราบดังนี้

  • ต่อต้านกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.): กปน. ถือเป็นเจ้าพนักงาน หากใครต่อสู้ ขัดขวาง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ โทษหนักขึ้นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับ 40,000 บาท
  • ใช้บัตรปลอมหรือนำบัตรออกจากหน่วย: ห้ามใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าพนักงาน ห้ามนำบัตรออกจากที่เลือกตั้ง ห้ามทำเครื่องหมายสังเกตบนบัตร โทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
  • ทำลายบัตรเลือกตั้ง: หากจงใจทำให้บัตรชำรุด เสียหาย หรือแก้ไขบัตรเสียให้ใช้ได้ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

กฎเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง ในอดีตเคยมีกรณีผู้ลงคะแนนโพสต์ภาพบัตรลงโซเชียลมีเดียเพื่อขายสิทธิ์ ส่งผลให้การเลือกตั้งถูกแทรกแซง สร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตย การที่ กกต. ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้า

เหตุผลที่ต้องมีกฎห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ทำไมถึงห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง? ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะการลงคะแนนต้องเป็นความลับส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ถ้าถ่ายภาพได้ กลุ่มผลประโยชน์อาจใช้เป็นเครื่องมือกดดัน เช่น นายทุนสั่งลูกน้องถ่ายภาพเพื่อพิสูจน์ว่าลงคะแนนให้ใคร หรือแม้แต่เพื่อนฝูงท้าทายกันเอง สุดท้ายนำไปสู่การทุจริต ลองนึกภาพถ้าทุกคนถ่ายภาพโพสต์ออนไลน์ การเลือกตั้งจะไม่โปร่งใสอีกต่อไป กฎนี้ช่วยรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสิทธิเลือกตั้งของทุกคน

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายยิ่งขึ้น การบังคับใช้กฎ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ยิ่งจำเป็น กกต. มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง และมีกล้องวงจรปิดในหน่วยเลือกตั้ง หากถูกจับได้ โทษรออยู่แน่นอน

ข้อแนะนำสำหรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ผู้มีสิทธิควร:

  • ลงคะแนนให้เรียบร้อย แล้วหย่อนบัตรทันที ไม่ถ่ายภาพเด็ดขาด
  • ปฏิบัติตามคำสั่ง กปน. อย่างเคร่งครัด
  • ไม่นำบัตรออกจากบูธ และไม่ทำเครื่องหมายแปลกๆ
  • ถ้ามีข้อสงสัย ถาม กปน. ได้เลย

การเลือกตั้งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน หากเราทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามกฎ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น

สุดท้ายนี้ การย้ำกฎห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งจากกกต. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส อย่าเสี่ยงโทษหนักเลยดีกว่า แนะนำให้แชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัวทราบ เพื่อให้ทุกคนไปใช้สิทธิอย่างถูกต้อง สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา – กกต.ย้ำข้อห้าม ไม่ให้ใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภา นั่นคือ นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี่แหละครับ! หลังจากเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านไป กกต. กำลังจะประกาศรับรองผล แต่ยังมีประเด็นค้างคาเพียบ จน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกรัฐสภา (สว.) ออกมาแสดงความเห็นแบบแซ่บๆ ว่า อย่ารีบร้อนนักเลย ไม่งั้นอาจดูเหมือนก้าวก่ายงาน กกต. ไปแล้วนะ

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

ย้อนเหตุการณ์วันที่ 24 ก.พ. 2567 ที่รัฐสภา นันทนาได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ถึงกรณีที่ กกต. เตรียมรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ภายในสิ้นเดือน ก.พ. แต่จนบัดนี้ กกต. ยังไม่เคลียร์ข้อสงสัยสำคัญให้สังคมฟังเลย เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงๆ เป็นเท่าไหร่? กระบวนการลงคะแนนมีปัญหาอะไรบ้าง? โดยเฉพาะบัตรเขย่งที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ถ้าเร่งรับรองตอนนี้ มันขัดใจประชาชนชัดๆ เลยครับ

ที่หนักกว่านั้นคือคำพูดของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์แน่นอน นันทนาเลยแคลงใจหนักมาก! เธอบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันเหมือนเข้าไปแทรกแซง แกว่งก่ายการทำงานของ กกต. โดยตรง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องรอให้ กกต. ตรวจสอบทุกประเด็นให้กระจ่างก่อนสิ ไม่ใช่รีบเร่งให้ประกาศรับรองแบบหักคอ ถ้าทำจริง อาจโดนมองว่ารับคำสั่ง ไม่เป็นกลางเอาได้นะ

ทำไมนันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ ถึงขนาดนี้

นันทนาแนะนำชัดๆ ว่า กกต. ควรใช้เวลาให้เต็มที่ โดยมีกฎหมายให้เวลา 60 วันนับจากวันเลือกตั้งในการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส สุจริต และยุติธรรม อย่ารีบรับรอง ส.ส. ทั้งที่ยังมีปมปัญหาค้างคา มันจะทำให้สังคมไทยไม่ไว้ใจได้ยังไงล่ะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องรอผลพิจารณาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่กำลังดูคำร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง และวันที่ 27 ก.พ. กกต. ต้องชี้แจงเพิ่มด้วย ถ้าคนยังสงสัยอยู่ แต่รีบรับรอง มันอาจถูกตีความว่าเอื้อพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองชัดๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มาดูประเด็นหลักๆ ที่ยังค้างคากันครับ

  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง: ตัวเลขจริงๆ คือเท่าไหร่? ยังไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้ประชาชน
  • ปัญหาการลงคะแนน: มีจุดบอดหลายแห่ง ต้องตรวจสอบให้ละเอียด
  • บัตรเขย่งหรือบัตรเปล่า: ไม่มีสรุปชัด อาจกระทบผลรวมคะแนน
  • การร้องเรียนจากผู้สมัคร: หลายพรรคยังไม่ยอมรับผล ต้องรอศาลตัดสิน

นันทนากล่าวเน้นย้ำว่า “กกต. ควรเร่งชี้แจง สื่อสารกับประชาชนในทุกประเด็นข้อสงสัยต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงควรรอผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน… การตรวจสอบผลการเลือกตั้งก่อนประกาศรับรอง กกต. มีเวลา 60 วัน… ควรใช้เวลาที่ได้รับตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้หมดข้อสงสัย ไม่มีปัญหา” คำพูดนี้สะท้อนความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทยจริงๆ ครับ

จากมุมมองของผมเองนะครับ เรื่อง นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่จะมั่นคงจริง ต้องเริ่มจากฐานที่แข็งแรง ไม่ใช่รีบร้อนแบบนี้ สงกรานต์ปีนี้ ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ทัน ก็ช่างมันเถอะครับ อย่าให้เสียชื่อวันหยุดสงกรานต์ที่แสนสนุกไปเลย

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่ออนาคตของชาติ คุณล่ะครับคิดเห็นยังไงกับประเด็นนี้? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดกันด้านล่างเลยนะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “นันทนา” แคลงใจ “พิพัฒน์” เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ก่อนสงกรานต์ ชี้ ส่อก้าวก่ายงาน กกต.

Scroll to top