การลงทุนต่างประเทศ

“เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ปมปราบแก๊งคอลฯ

“เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ปมปราบแก๊งคอลฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยล่าสุด ซึ่งทางด้าน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะ “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในหลายประเด็นสำคัญที่ควรจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

จากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ระบุว่า แม้การเจรจาเรื่องเม็ดเงินลงทุนหรือความร่วมมือด้าน AI จะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปคือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ซึ่งหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาวได้มากกว่าเพียงแค่การดึงเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว

ความพร้อมจากฝั่งจีน กับคำถามถึงรัฐบาลไทย

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในเรื่องการจัดการกับปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์และทุนสีเทา โดยทางพรรคประชาชนได้มีการหารือกับสถานทูตจีนอย่างเป็นทางการแล้ว และยืนยันว่าฝั่งจีนมีความพร้อมเต็มที่ในการร่วมมือสามฝ่าย (ไทย-จีน-เมียนมา) เพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งให้สถานทูตจีนเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่ความชัดเจนจากฝ่ายรัฐบาลไทยที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญที่น่าติดตามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในประเด็นแก๊งคอลเซนเตอร์นั้น มีสรุปสั้นๆ ดังนี้:

  • มีการส่งข้อมูลเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์และทุนสีเทาให้สถานทูตจีนแล้ว
  • ประเทศจีนยืนยันความพร้อมร่วมมือจัดการปัญหาแบบถอนรากถอนโคน
  • กระบวนการที่เหลือขึ้นอยู่กับความจริงใจและการส่งเจ้าหน้าที่ไทยเข้าร่วมทำงานกับทางรัฐบาลจีน
  • ประชาชนยังคงรอฟังคำตอบว่ารัฐบาลได้ใช้โอกาสนี้เจรจาเรื่องปัญหาความเดือดร้อนอื่นหรือไม่

การมุ่งเน้นเพียงแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยละเลยประเด็นปัญหาที่กัดกินสังคมอย่างแก๊งคอลเซนเตอร์ อาจทำให้โอกาสทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ควรได้ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่า การที่ผู้นำประเทศมีวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของประชาชน คือสิ่งที่คนไทยทุกคนรอคอย ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลจะได้รับความเชื่อมั่น ต้องไม่ใช่แค่การเชิญชวนให้คนมาลงทุน แต่ต้องเป็นการโชว์ศักยภาพในการจัดการปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนไทยอย่างจริงจังเสียก่อน

ที่มา – “เท้ง” ชี้นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส เผยส่งข้อมูลปราบแก๊งคอลฯ ให้สถานทูตจีนแล้ว เหลือความชัดเจนจากไทย

“ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย

ในยุคที่โลกแห่งเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเดินหน้า ล่าสุด “ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมในบ้านเราให้ก้าวสู่อนาคตอย่างเต็มตัว

“ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ได้ออกมาการันตีถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในการลงพื้นที่โรดโชว์เมืองเฉิงตุและฉงชิ่ง เพื่อกู้สถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักลงทุนจากฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับสูงของจีน เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทยเพื่อให้เรากลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอาเซียน

เป้าหมายระดับโลกจากใจนักธุรกิจไทย

ทำไมต้องเป็นฉงชิ่งและเสฉวน? คำตอบคือสองพื้นที่นี้คือหัวใจของอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ การที่ “ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสร้าง Ecosystem ที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมการบิน อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีล้ำสมัย ให้เข้ามาเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทยจากการผลิตทั่วไปไปสู่สินค้ามูลค่าสูง

ข้อได้เปรียบที่ไทยควรเร่งคว้าโอกาส:

  • ศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน: ไทยมีความพร้อมในด้านการเชื่อมต่อและการขนส่งที่เหนือกว่าคู่แข่ง
  • นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุน: การลดหย่อนภาษีและการอำนวยความสะดวกเรื่องกฎหมายคือหัวใจสำคัญ
  • ความเชื่อมั่นระดับผู้นำ: ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายกฯ อนุทิน และนักลงทุนระดับสูงของจีน ช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างมาก

หากมองย้อนกลับไป เราจะเห็นว่าประเทศไทยเสียโอกาสให้เวียดนามไปพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทวงคืนแชมป์ ฐานการผลิตแห่งอนาคต การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นความหวังใหม่ของคนไทยทั้งประเทศ ในการสร้างงานและสร้างรายได้จากการเป็นฐานผลิตสินค้าไฮเทคระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

ในมุมของผู้ประกอบการ เราเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถทำให้นักลงทุนจีนเชื่อใจในระบบกฎหมายและธรรมาภิบาลไทยได้สำเร็จ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยกระจุกตัวอยู่แต่ในจีน จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ไทยแน่นอน และนี่คือโอกาสทองที่ประเทศไทยห้ามพลาดเด็ดขาด

ที่มา – “ศุภชัย” ชูวิสัยทัศน์ “นายกฯ อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่น ดึงทุนไฮเทคจีนพลิกเกมเศรษฐกิจไทย

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษบนเวทีหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย หรือ JFCCT โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์สำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความท้าทายในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง

ท่านนายกรัฐมนตรีได้เผยว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุน โดยมองว่าการจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมในการปรับตัวและการสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ผ่าน 4 แนวทางหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับปรุงกฎระเบียบ: มุ่งเน้นความสะดวกในการทำธุรกิจด้วยระบบดิจิทัลและกลไก Thailand FastPass ที่สนับสนุนโครงการลงทุนมูลค่ากว่า 223,000 ล้านบาท
  • อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า, และพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาบุคลากร: ยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ทันต่อโลกยุค AI ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก: ผลักดัน FTA และบทบาทของไทยในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียน 700 ล้านคน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนี้ นายกฯ เชื่อมั่นว่าการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคธุรกิจต่างชาติจะทำให้ไทยก้าวสู่มาตรฐาน OECD ได้สำเร็จ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไทยจะเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

แม้โลกจะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญมาก หากเราสามารถเดินหน้าแผนการทั้งหมดนี้ได้จริง จะเป็นตัวจุดชนวนให้ประเทศไทยก้าวกระโดดขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างสง่างาม นี่คือสัญญาณบวกที่ภาคเอกชนและนักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้ารอคอย และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทยครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

อนุทิน หารือ ปธน.ฝรั่งเศส ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง ไทย-ฝรั่งเศส

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเยือนกรุงปารีส และเข้าหารือกับ เอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเริ่มต้นก้าวสำคัญในการขยายความสัมพันธ์สู่ระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นหัวข้อหลักในเรื่อง อนุทิน หารือ ปธน.ฝรั่งเศส ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง ไทย-ฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ

อนุทิน หารือ ปธน.ฝรั่งเศส ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง ไทย-ฝรั่งเศส

การพบปะกันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การกระชับมิตรภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ เรามาดูประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจากการหารือครั้งนี้กันครับ

การผลักดันเศรษฐกิจสู่อนาคต

ประเด็นแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ พลังงานทางเลือก อุตสาหกรรมอวกาศและการบิน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และ Data Center ซึ่งบริษัทเอกชนชั้นนำของฝรั่งเศสมีความพร้อมและเชี่ยวชาญอย่างมาก ทั้งนี้การดำเนินงานตามหัวข้อ อนุทิน หารือ ปธน.ฝรั่งเศส ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง ไทย-ฝรั่งเศส จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ร่วมทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึง Thailand-EU FTA ซึ่งรัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้สรุปการเจรจาให้ได้ภายในปีนี้ โดยฝรั่งเศสพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ความร่วมมือด้านความมั่นคงและไซเบอร์

ในด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศจะยกระดับความร่วมมือโดยเฉพาะด้านไซเบอร์ เพื่อรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังระบาดหนัก ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลไทยที่ต้องการปราบปรามภัยออนไลน์อย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงสถานการณ์ความมั่นคงในระดับภูมิภาค ทั้งเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา และเมียนมาร์ โดยยึดหลักกฎหมายสากลและอธิปไตยเป็นที่ตั้ง

  • การลงนามแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ปี 2026-2028
  • การเพิ่มมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยไซเบอร์
  • การสรุปเจรจาการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป

สรุปแล้ว การเดินทางไปเยือนครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวสู่เวทีโลกด้วยความมั่นใจ การตัดสินใจเดินหน้าความสัมพันธ์ระดับยุทธศาสตร์กับฝรั่งเศส ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมแกร่งด้านเศรษฐกิจ แต่ยังยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในยุคดิจิทัลให้กับประชาชนไทยได้อีกด้วยครับ

ที่มา – “อนุทิน” หารือ ปธน.ฝรั่งเศส ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง ไทย-ฝรั่งเศส

อนุทิน ปลื้มมูดี้ส์ ไทยน่าลงทุน บีโอไอ 9 แสนล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกเศรษฐกิจ! วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตกันแบบสดๆ ร้อนๆ กับเรื่องที่กำลังเป็นกระแสอนุทิน ปลื้มมูดี้ส์ ให้มุมมองบวกต่อประเทศไทยว่าเป็นประเทศน่าลงทุนสุดๆ พร้อมชี้แจงว่าบีโอไออนุมัติโครงการลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท! นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่กำลังไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างความหวังให้กับเศรษฐกิจไทยในยุคนี้เลยทีเดียว

อนุทิน ปลื้มมูดี้ส์

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 (หรือ 2569 ในข่าว?) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีอย่างยิ่ง หลังจากบริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลกอย่างมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกรายงานที่ยกย่องประเทศไทยว่าเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มี ‘กันชน’ เศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุด สามารถรับมือความผันผวนได้ดี มูดี้ส์ไม่ได้มองแค่ตัวเลขเศรษฐกิจเท่านั้นนะครับ แต่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวก ความโปร่งใส การทำงานรวดเร็ว และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้มูดี้ส์เคยปรับมุมมองจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ นี่คือก้าวสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ инвестор ทั่วโลก

อนุทิน ปลื้มมูดี้ส์ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คำพูดนะครับ แต่มีหลักฐานชัดเจนจากบีโอไอที่เพิ่งอนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวมกว่า 900,000 ล้านบาท! ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แสดงว่านักลงทุนเชื่อมั่นในไทยจริงๆ ถ้าไม่มั่นใจ เขาคงไม่เอาเงินก้อนโตมาลงทุนหรอกครับ นี่เป็นผลจากการวางรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชุมชนนานาชาติ

อนุทิน ปลื้มมูดี้ส์ ชี้ทิศทางลงทุนต่างชาติ

นายกฯ อนุทินยังเน้นย้ำว่าทุกคนมีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลคนเดียว แต่เป็นผลจากความร่วมมือของคนไทยทุกคน เขาฝากขอบคุณประชาชนและขอให้ช่วยกันเชียร์ประเทศไทย แทนที่จะตำหนิแบบมีอคติ เพราะความจริงที่เกิดขึ้น เช่น คะแนนจากมูดี้ส์ ไม่สามารถวิ่งเต้นได้ ต้องมาจากความโปร่งใสและตรงไปตรงมาเท่านั้น นักลงทุนที่เคยกังวลเรื่องไฟฟ้าสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลพร้อมรับมือ โดยจะดำเนินการแบบเฟสๆ เพิ่มไฟฟ้าสีเขียวตามแผน

โดยเฉพาะการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ที่กำลังบูม จะทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ 5T ที่รองนายกฯ และ รมว.คลัง วางไว้ ได้แก่:

  • Targeted: กำหนดเป้าหมายชัดเจน
  • Transition: เปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • Transform: แปลงโครงสร้างให้ทันสมัย
  • Transparency: ความโปร่งใสทุกขั้นตอน
  • Together: ร่วมมือกันทุกภาคส่วน

นี่คือแผนที่ชัดเจนในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะภาคเทคโนโลยีอย่างดาต้าเซนเตอร์ที่ต้องการพลังงานมหาศาล แต่ไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นฮับข้อมูลอาเซียน

จากมุมมองของผมในฐานะนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ อนุทิน ปลื้มมูดี้ส์ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตยั่งยืน ไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ สำหรับ FDI โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฮเทคและพลังงานหมุนเวียน หากรัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง นักลงทุนรายย่อยอย่างเราก็มีโอกาสได้ส่วนแบ่งจากความเจริญนี้แน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? ถ้าสนใจการลงทุนในไทยหรืออยากอัปเดตข่าวเศรษฐกิจ ลองติดตามบล็อกเราไว้ หรือแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ! อย่าลืมเชียร์ไทยให้ก้าวหน้าไปด้วยกันนะ

ที่มา – “อนุทิน” ปลื้มมูดี้ส์ ให้มุมมองบวกไทยเป็นประเทศน่าลงทุน ชี้บีโอไออนุมัติลงทุน 9 แสนล้าน

นายกฯ ปลื้ม! ไทยกลับมาบนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ แถลงถึงการเดินทางไปร่วมประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ว่า การไปร่วมประชุมนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก มีโอกาสพบกับผู้นำเกือบทุกประเทศ มีการหารือทุกรูปแบบ เราได้ไปเปิดตลาดและชักชวนให้มาลงทุน ซึ่งทุกประเทศให้การตอบรับอย่างดี

นายกรัฐมนตรีบอกอย่างภูมิใจด้วยว่า ภารกิจครั้งนี้คือการนำประเทศไทยกลับมาอยู่บนเวทีโลกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประเทศก็กลับเข้ามาอยู่ในนายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้งหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยังได้คุยกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ โดยขอให้เปิดรับแรงงานไทยเพิ่มขึ้น จะได้ไม่ต้องมาเป็นผีน้อย ซึ่งท่านก็ยินดีที่จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงาน และบอกว่าที่ผ่านมาเกิดความผิดพลาดเรื่องการสื่อสาร ทำให้คนไทยติด ตม.ที่เกาหลีจำนวนมาก

นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

ส่วนปัญหาเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีบอกว่า หลายประเทศสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของทุกประเทศ โดยไทยจะเสนอตัวในการจัดการประชุมในเรื่องนี้ สำหรับความกังวลในเรื่องการถ่วงดุลอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ได้พูดคุยกับโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง ก็เป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะจีนที่เขาเคยกังวลจนนักท่องเที่ยวไม่มาไทย ตอนนี้ก็ทำความเข้าใจแล้ว เขาก็จะไปแจ้งและให้คนของเขากลับมาเที่ยวอีกครั้ง

ทั้งนี้ก่อนจบการแถลง นายกฯได้ขอบคุณกองทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยดูแลไม่ให้ประชาชนบริเวณชายแดนทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน เพื่อให้ความสงบในภูมิภาคกลับมาโดยเร็ว พร้อมขออภัยต่อการสื่อสารที่ผิดพลาดไปก่อนหน้านี้ ยืนยันจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียขึ้นอย่างเด็ดขาด สำหรับเรื่องการเปิดด่านชายแดน ถ้ายังเป็นรัฐบาลอยู่จะต้องถามประชาชนก่อน เราจะไม่เปิดจนกว่าภัยความมั่นคงจะลดลงจนเราจะมั่นใจได้

ทำไมนายกฯ ถึงชื่นใจที่ไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง

การที่นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก หลังจากที่ผ่านมาอาจมีประเด็นที่ทำให้ประเทศไทยถูกมองข้ามไป การกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  • การประชุมเอเปคเป็นโอกาสสำคัญ: การเข้าร่วมการประชุมเอเปคและการได้พบปะผู้นำจากประเทศต่างๆ เป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์และดึงดูดการลงทุน
  • การแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในเกาหลีใต้: การหารือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานไทยที่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อความเป็นอยู่ของคนไทยในต่างแดน
  • การจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ: การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาระดับโลก
  • การสร้างความเข้าใจกับประเทศมหาอำนาจ: การพูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯ และจีน เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขความกังวล เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่นายกฯ ชื่นใจไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานหนักต่อไป รัฐบาลและประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าลงทุน และมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกต่อไป

การที่ประเทศไทยกลับมาได้รับความสนใจจากนานาชาติอีกครั้ง ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราควรร่วมมือกันใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – นายกฯ ชื่นใจไทยกลัับมาอยู่บนจอเรด้าหฺโลกอีกครั้ง เผยเคลียร์ 2 ชาติหหาอำนาจแล้วเข้าใจดี

ศุภจี เปิดใจ 2 เหตุผลมาทำงานการเมือง

“ศุภจี” เปิดใจถึงสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะเข้ามาทำงานการเมืองเลย เผย “อนุทิน” ให้เวลาตัดสินใจเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

วันที่ 12 กันยายน 2568 นางสาวมัณฑนี สุรกาญจน์กุล เลขานุการบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติรับทราบการลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568 เนื่องจากมีภารกิจอื่นที่ต้องอุทิศตนให้กับการทำงานเต็มเวลา และได้แต่งตั้งนายชนินทธ์ โทณวณิก ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแทน

นางศุภจีกล่าวถึงการลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่า มี 2 เหตุผลหลักในการตัดสินใจครั้งนี้ เหตุผลแรกคือ เธอคิดว่าประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลาย และต้องการคนเข้ามาช่วยดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม “เราคิดว่านี่เป็นโอกาสในการทำงานที่หลากหลาย ตอนที่อยู่ IBM 7 ปี สุดท้ายทำงานที่นิวยอร์ก ก็เห็นการตัดสินใจในระดับมหภาค ติดต่อกับต่างชาติ พอมาอยู่ไทยคม ก็ทำธุรกิจระหว่างประเทศ เราก็คิดว่าประสบการณ์เหล่านี้น่าจะมีโอกาสผลักดันด้านต่างประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ เพราะการสนใจแค่ลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างรายได้ด้วย หน้าที่ของเราคือการช่วยดูแลเรื่องการเปิดตลาดต่างประเทศ และค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่” นางศุภจีกล่าว

เธอกล่าวเสริมว่า ไม่ว่าจะทำงานที่ใด สิ่งสำคัญคือการมองหาศักยภาพของบริษัทที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้

นางศุภจีกล่าวต่อว่า “บางคนอาจจะบอกว่าไม่เคยมีประสบการณ์ในระดับประเทศเลย ทำงานแต่ในภาคเอกชนจะเข้าใจปัญหาหรือไม่ ก็ต้องยอมรับ แต่เรามองจากภาพรวมของภาคเอกชน เราเคยเป็นกรรมการธนาคารที่ดูแลเศรษฐกิจมหภาค และเป็นกรรมการบริษัทที่ดูแลการผลิตและการลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น เราคิดว่าน่าจะนำเอาสองส่วนนี้มาผสมผสานกัน ทั้งความสามารถในการติดต่อกับต่างประเทศและการดูแลแบรนด์ในประเทศ อนาคตก็ต้องไปดูแลในด้านอื่นๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ดี นี่คือการตัดสินใจข้อแรก”

ศุภจี เปิดใจ 2 เหตุผลมาทำงานการเมือง

ส่วนการตัดสินใจข้อที่สอง นางศุภจีกล่าวว่า เธอทราบดีว่าภารกิจนี้มีระยะเวลาไม่นาน มีเวลาเพียง 4 เดือนในการทำหน้าที่ตรงนี้ ดังนั้นจึงต้องหยิบจับสิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนมาดำเนินการก่อน เพื่อให้เห็นผลโดยเร็ว และสร้างรากฐานให้คนอื่นๆ ได้สานต่อ จากนั้นก็จะมีการเลือกตั้งและดูแลรัฐบาลใหม่ต่อไป “ประมาณ 7-8 เดือน ตัดสินใจง่ายมาก หลังจากจบภารกิจก็จะกลับมาหางานใหม่” เธอกล่าว

ศุภจี เปิดใจถึงเหตุผลที่ไม่เคยคิดทำงานการเมือง

ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวอีกว่า การเข้ามาทำงานทางการเมืองไม่เคยอยู่ในความคิดของเธอเลย “ไม่เคยสนใจ แต่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โทรศัพท์มาชักชวนและให้เวลาตัดสินใจแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น” เธอจึงนำเรื่องนี้ไปหารือกับครอบครัวและทางดุสิตธานี เมื่อครอบครัวและดุสิตธานีเห็นชอบ เธอก็ตัดสินใจตอบตกลง

นางศุภจียังได้กล่าวถึงแนวทางการทำงานในตำแหน่งใหม่นี้ โดยจะมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการและทีมเศรษฐกิจหลักของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เธอยังทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง 100% ก่อนลงมือทำ แต่ขอให้ทำ 100% ในสิ่งที่รู้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะลุยงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ในบทบาทใหม่นี้อย่างแท้จริง

การตัดสินใจของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของเธอ การที่ผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนก้าวเข้าสู่การเมือง ย่อมนำมาซึ่งมุมมองและแนวทางการทำงานที่แตกต่างออกไป และเป็นที่น่าจับตามองว่า ประสบการณ์และความสามารถของเธอจะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางใด

และนี่คือเรื่องราวของ “ศุภจี” ที่เปิดใจถึง 2 เหตุผลมาทำงานการเมือง ท่ามกลางความท้าทายมากมายที่รออยู่

ที่มา – “ศุภจี” เปิดใจ 2 เหตุผลมาทำงานการเมือง เผย “อนุทิน” ให้เวลาตัดสินใจแค่ครึ่งชั่วโมง

Scroll to top