การลงทุนภาคเอกชน

ไทยคือดาวรุ่งแห่งปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ มุมมองจากเอกนิติ

ไทยคือดาวรุ่งแห่งปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ มุมมองจากเอกนิติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเผยข้อมูลล่าสุดที่ชี้ชัดว่า ไทยคือดาวรุ่งแห่งปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นข่าวดีในท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก โดยรัฐบาลกำลังเร่งมือประคองเศรษฐกิจให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ศักยภาพที่แท้จริง

หากเราพิจารณาจากตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ที่เติบโต 1.9% แม้จะชะลอตัวลงบ้างจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงาน แต่ในอีกมุมหนึ่งเรากลับเห็นสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งมาก นั่นคือการลงทุนภาคเอกชนที่พุ่งสูงถึง 13.4% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปีเลยทีเดียว

โอกาสทองเมื่อไทยคือดาวรุ่งแห่งปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่

ทำไมต่างชาติถึงมองว่า ไทยคือดาวรุ่งแห่งปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่? คำตอบอยู่ที่การปรับตัวของภาคธุรกิจไทยที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, AI, พลังงานสะอาด และการแปรรูปเกษตร ซึ่งล้วนเป็นเทรนด์หลักของโลกในปัจจุบัน

  • การปรับตัวด้านพลังงาน: รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดมูลค่า 2 แสนล้านบาท เพื่อลดการพึ่งพาฟอสซิลและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
  • ดึงดูดการลงทุน: โครงการ Thailand Fast Pass จาก BOI ประสบความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริงกว่า 2.55 แสนล้านบาท
  • ห่วงโซ่อุปทานโลก: ไทยกำลังขยับขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นายเอกนิติยังย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่เฝ้ามองตัวเลข แต่กำลังวางรากฐานเพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนรถไฟแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเปราะบางและสร้างความยั่งยืนให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการพยายามก้าวข้ามผ่านวิกฤตปากท้องในระยะสั้น ไปสู่การสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิม การที่ไทยถูกจัดลำดับให้เป็นดาวรุ่งจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการเลือกทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะมีความท้าทาย แต่การที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เริ่มติดเครื่องได้แล้ว ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจสำหรับทุกคนที่กำลังมองหาโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกับประเทศครับ

ที่มา – “เอกนิติ” มั่นใจต่างชาติจัดลำดับให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศ “ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่”

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานล่าสุดที่ สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความท้าทายท่ามกลางปัจจัยลบจากภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

แม้ว่าจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 จะดูชะลอตัวลง แต่หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่าเศรษฐกิจไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในภาคการลงทุนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่คอยพยุงให้ตัวเลขไม่ติดลบ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาสเลยทีเดียว

ปัจจัยบวกที่น่าจับตามองในครึ่งปีหลัง

นอกจากเรื่องตัวเลข สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% แล้ว เรายังเห็นสัญญาณบวกจากภาคการท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนลดลงบ้าง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวกลับสูงขึ้นถึง 53,000 บาทต่อทริป นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นแรงหนุนสำคัญให้ภาคการส่งออกเติบโตได้ดี

  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% เน้นเครื่องจักรและซอฟต์แวร์
  • ภาคการส่งออกสินค้าขยายตัว 14.1% ตามวัฏจักรเทคโนโลยีโลก
  • รายได้เฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ช่วยประคองภาคบริการ
  • คาดการณ์ว่าไตรมาส 3 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีและปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของกลุ่ม SME ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่ภาครัฐต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างแม่นยำและตรงจุดเพื่อประคองกำลังซื้อในประเทศให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ทวีความรุนแรงขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวได้ตามคาดการณ์ เชื่อมั่นว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 2.2% นั้นเป็นไปได้ โดยต้องอาศัยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมสำหรับภาคธุรกิจและประชาชนต่อไป

ที่มา – สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

คมนาคม ดันที่ดิน รฟท. ย่านศิริราช 22 ไร่ ปั้นศูนย์สุขภาพ

เชื่อว่าหลายคนที่ผ่านไปแถวโรงพยาบาลศิริราชคงจะสังเกตเห็นพื้นที่บ้านพักพนักงานการรถไฟย่านสถานีธนบุรีกันอยู่บ่อยๆ ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากครับ เมื่อกระทรวงคมนาคมเตรียมเดินหน้าโครงการใหญ่ เพื่อยกระดับให้พื้นที่นี้กลายเป็นแลนด์มาร์คด้านสาธารณสุขแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ผ่านโครงการที่เรียกว่า คมนาคม ดันที่ดิน รฟท. ย่านศิริราช 22 ไร่ ปั้นศูนย์สุขภาพ ตั้งเป้าเปิดประมูลสิ้นปี 2569 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้เกิดมูลค่าสูงสุด

โครงการ คมนาคม ดันที่ดิน รฟท. ย่านศิริราช 22 ไร่ ปั้นศูนย์สุขภาพ มีที่มาอย่างไร?

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริเวณย่านศิริราช โดยมีแผนแม่บทที่จะนำพื้นที่ 22 ไร่มาพัฒนาเป็นโครงการ Medical Wellness Hub แบบครบวงจร ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลศิริราชโดยตรง เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

รายละเอียดโครงการและการลงทุน

สำหรับการดำเนินการในโครงการ คมนาคม ดันที่ดิน รฟท. ย่านศิริราช 22 ไร่ ปั้นศูนย์สุขภาพ ตั้งเป้าเปิดประมูลสิ้นปี 2569 นี้ มีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้ครับ:

  • รูปแบบโครงการ: มุ่งเน้นการเป็นศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง เช่น ศูนย์มะเร็ง และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ
  • กลุ่มเป้าหมาย: รองรับทั้งประชาชนทั่วไป และการดูแลคุณภาพชีวิตพนักงานการรถไฟกว่า 318 ครัวเรือนในพื้นที่
  • ทำเลทอง: ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราชและห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพียง 400 เมตร ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมาก
  • การลงทุน: กำลังพิจารณาให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน หรือการเช่าพื้นที่เพื่อบริหารจัดการโดยโรงพยาบาลศิริราช

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักพัฒนา โครงการนี้ยังเป็นการต่อยอดแนวคิด TOD (Transit Oriented Development) ที่เน้นการผสมผสานระบบขนส่งมวลชนเข้ากับแหล่งงานและบริการทางการแพทย์อย่างลงตัว แม้สภาวะเศรษฐกิจจะมีความท้าทาย แต่ด้วยทำเลที่มีศักยภาพสูงและเทรนด์เรื่องสุขภาพที่กำลังมาแรง เชื่อได้ว่าภาคเอกชนจะให้ความสนใจอย่างแน่นอนครับ

ทางกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าว่าจะต้องเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปี 2569 และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3-4 ปี ซึ่งนี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับประชาชนที่จะได้รับบริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้นกว่าเดิม เพื่อนๆ คิดว่าโครงการนี้จะช่วยเปลี่ยนโฉมย่านศิริราชไปในทิศทางไหนบ้างครับ? สำหรับผมแล้ว นี่คือการเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาสมบัติของชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

ที่มา – คมนาคม ดันที่ดิน รฟท. ย่านศิริราช 22 ไร่ ปั้นศูนย์สุขภาพ ตั้งเป้าเปิดประมูลสิ้นปี 2569

มิติใหม่ระบบราง เปิดทางเอกชนปั้นรถไฟท่องเที่ยวระดับโลก

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้ยินข่าวว่าประเทศไทยกำลังจะมีก้าวสำคัญในการยกระดับการเดินทางด้วยรถไฟ นี่คือ มิติใหม่ระบบราง ที่ทางกระทรวงคมนาคมภายใต้การนำของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เปิดไฟเขียวให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการปั้นรถไฟท่องเที่ยวระดับลักชูรีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกครับ

มิติใหม่ระบบราง พร้อมพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย

การเปิดโอกาสให้กลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการรวมเอาความเชี่ยวชาญด้านบริการระดับห้าดาว มาผสานกับศักยภาพของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งโครงการ มิติใหม่ระบบราง นี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำรถไฟสวยๆ มาวิ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามที่จะดึงนักท่องเที่ยวที่มีกำลังจ่ายสูง ให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่ไม่มีใครเหมือน

เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวด้วยรถไฟหรู

นอกจากนี้ การขับเคลื่อน มิติใหม่ระบบราง ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนตลอดเส้นทางที่รถไฟผ่าน โดยมีการวางแผนเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในเมืองหลักและเมืองรองเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านโครงการ “Siamese Train” ที่เน้นงานฝีมือประณีตและเทคโนโลยีที่ทันสมัย นี่คือสิ่งที่การท่องเที่ยวไทยต้องการอย่างแท้จริงครับ

  • ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง
  • สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น
  • ยกระดับมาตรฐานการขนส่งทางรางของไทยสู่สากล
  • บูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ

ด้วยความพร้อมของเทคโนโลยีจากยุโรปที่ทางไมเนอร์ฯ จะนำเข้ามาสนับสนุน รวมถึงความมุ่งมั่นของช่างฝีมือชาวไทย เรามั่นใจว่าในอนาคตอันใกล้ ขบวนรถไฟไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นรถไฟท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างแน่นอน นี่ถือเป็นโอกาสทองที่ภาคเอกชนและภาครัฐจะได้จับมือกันสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ยั่งยืนครับ

หากโครงการนี้สำเร็จตามเป้าหมาย รับรองว่าเสน่ห์ของการเดินทางผ่านระบบทางรางจะไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งอีกต่อไป แต่จะเป็นประสบการณ์แห่งความสุขที่จะจารึกอยู่ในใจของนักท่องเที่ยวไปอีกนานแสนนาน มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับก้าวนี้ของกระทรวงคมนาคมกันนะครับ

ที่มา – มิติใหม่ระบบราง “พิพัฒน์” เปิดทางเอกชนปั้นรถไฟท่องเที่ยวระดับโลก กระจายรายได้สู่ชุมชน

คอบอลเตรียมกินแห้ว รมว.กีฬาแย้มลิขสิทธิ์บอลโลกไม่คืบ

สวัสดีครับแฟนบอลชาวไทยทุกคน เชื่อว่าหลายคนกำลังตั้งตารอคอยมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อมีข่าวว่า คอบอลเตรียมกินแห้ว รมว.กีฬาแย้มลิขสิทธิ์บอลโลกไม่คืบ เอกชนยังกบดานเงียบ ทำให้แฟนบอลหลายคนเริ่มนั่งไม่ติดที่กันแล้วครับ

คอบอลเตรียมกินแห้ว รมว.กีฬาแย้มลิขสิทธิ์บอลโลกไม่คืบ เอกชนยังกบดานเงียบ

เหตุการณ์ล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. ว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เคยมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุน กลับยังไม่มีรายไหนติดต่อเข้ามาหาทางกระทรวงฯ อย่างเป็นทางการเลยครับ

ทำไมภาคเอกชนยังนิ่งเฉยในดีลลิขสิทธิ์บอลโลก?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีบริษัทไหนกล้าขยับตัว? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ ‘ความคุ้มค่าในการลงทุน’ ครับ เพราะราคาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในปัจจุบันนั้นพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้ภาคเอกชนต้องคิดหนักว่าลงทุนไปแล้วจะสร้างรายได้กลับมาคุ้มทุนหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องของการทำธุรกิจและการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ของทางเอกชนเอง รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้น แต่อุปสรรคหลักจริงๆ คือเรื่องเม็ดเงินมหาศาลที่ต้องใช้ครับ

หากเราวิเคราะห์ถึงความท้าทายนี้ จะพบประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ราคาลิขสิทธิ์: ในยุคปัจจุบันค่าตอบแทนที่ FIFA เรียกเก็บอยู่ในระดับที่สูงกว่ากำลังซื้อของตลาดทีวีดิจิทัลไทย
  • โมเดลรายได้: ช่องทางการดึงเม็ดเงินโฆษณาอาจมีความซับซ้อนและแข่งขันสูง
  • ความเสี่ยง: การลงทุนในระยะสั้นที่อาจไม่สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม ในฐานะแฟนบอลคนหนึ่ง เรายังคงหวังว่าจะมีทางออกแบบ Win-Win ที่ทำให้คนไทยได้ดูบอลโลกติดจอกันเหมือนเดิม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่มันคือความสุขของมวลชนที่รวมใจคนไทยเข้าไว้ด้วยกัน หากไม่มีการขยับตัวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เร็วๆ นี้เราอาจจะต้องมองหาทางเลือกอื่นในการรับชม หรืออาจจะต้องเตรียมทำใจกับความเงียบเหงาที่กำลังจะมาถึงนี้ครับ

ที่มา – คอบอลเตรียมกินแห้ว รมว.กีฬาแย้มลิขสิทธิ์บอลโลกไม่คืบ เอกชนยังกบดานเงียบ

“สรรเพชญ” สั่งรื้อที่ดินเจ้าคุณปู่ 3.9 หมื่นไร่ พลิกโฉม รฟท. 3.6 แสนล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกคมนาคม! วันนี้มีข่าวเด็ดที่กำลังจะพลิกโฉมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาฯ เลยนะครับ นั่นคือ “สรรเพชญ” สั่งรื้อที่ดินเจ้าคุณปู่ 3.9 หมื่นไร่ พลิกโฉมสินทรัพย์ รฟท. 3.6 แสนล้าน นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท (SRTA) บริษัทลูกของ รฟท. ไปเร่งปฏิรูปทรัพย์สินเก่าแก่ที่ค้างคามานาน เปลี่ยนจากที่ดินนอนไม่หลับให้กลายเป็น “สินทรัพย์เศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้มหาศาล สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ?

“สรรเพชญ” สั่งรื้อที่ดินเจ้าคุณปู่ 3.9 หมื่นไร่ พลิกโฉมสินทรัพย์ รฟท. 3.6 แสนล้าน

มาดูรายละเอียดกันหน่อยครับ ปัจจุบัน SRTA ได้รับสัญญาเช่าที่ดินและทรัพย์สินจาก รฟท. มากกว่า 12,000 สัญญาเลยทีเดียว ครอบคลุมพื้นที่เชิงพาณิชย์ สถานีรถไฟ และของเกี่ยวข้อง แต่ที่ช็อกสุดคือกว่า 92% สัญญาหมดอายุแล้ว! นี่คือโอกาสทองในการจัดระเบียบใหม่ ปรับโครงสร้างให้ทันสมัย SRTA กำลังเร่งสร้างระบบฐานข้อมูลดิจิทัลสำหรับสัญญา รายได้ และการบริหาร เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพทั่วประเทศ ลดปัญหาสัญญาค้างเก่าๆ ที่คารังมานาน ส่งผลให้เก็บค่าเช่าได้ดีขึ้นเยอะ

เป้าหมายหลักคือเปลี่ยนที่ดินรฟท. จากของนอนไม่หลับ สู่เครื่องมือฟื้นฟูฐานะการเงินที่แท้จริง โดยเฉพาะที่ดิน Non-core หรือไม่เกี่ยวกับเดินรถ กว่า 39,000 ไร่ มูลค่า 360,000 ล้านบาท แต่ใช้ประโยชน์ได้แค่ 9% เท่านั้น ศักยภาพยังเหลือเฟือมาก!

เป้าหมายรายได้ปี 2569 จากนโยบาย “สรรเพชญ” สั่งรื้อที่ดินเจ้าคุณปู่

ปีงบ 2569 จะเป็นปีแจ้งเกิดของ SRTA ในการบริหารเต็มตัว ตั้งเป้านำส่งรายได้ให้ รฟท. รวม 3,335 ล้านบาท แบ่งเป็นจากสัญญาเช่าเดิม 2,068 ล้านบาท และจากเช่าช่วง พัฒนาใหม่ 1,266 ล้านบาท นี่คือก้าวกระโดดจากโมเดลเก่าๆ สู่การพัฒนาอสังหาเชิงรุก สุดท้ายยังปักหมุดยกระดับผลตอบแทนทรัพย์สินจาก 1% เป็น 3-4% ภายในรัฐบาลชุดนี้ เก่งมาก!

ลุยพัฒนา 10 แปลงศักยภาพกว่า 1,200 ไร่ ดึงเอกชนร่วม

กระทรวงคมนาคมสั่ง SRTA เร่งพัฒนาพื้นที่เด่น 10 แปลง รวมกว่า 1,200 ไร่ ทั้งกรุงเทพฯ และภูมิภาค ในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น มิกซ์ยูส อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม และ Transit-Oriented Development (TOD) ที่เชื่อมระบบรางกับเศรษฐกิจเมือง

  • บางซื่อ (แปลง E): ศึกษาพัฒนาอาคารกระทรวงคมนาคมใหม่ + มิกซ์ยูส แนว Smart City ตอนนี้มูลค่าโครงการรวม 9 แปลง 223,000 ล้านบาท ระยะ 14 ปี จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่!
  • นิคมรถไฟ กม.11 (แปลง G): เอกชนเริ่มสนใจเข้าร่วมลงทุน
  • อื่นๆ เช่น มักกะสัน RCA กลาสเฮาส์รัชดา หาดใหญ่ แม่น้ำ 160 ไร่ สนามกอล์ฟหัวหิน ท่านุ่น 100 ไร่

ไฮไลต์คือปรับโมเดลใหม่ รัฐไม่ต้องใช้งบสร้าง แต่ SRTA พัฒนาแล้วกระทรวงเป็น “ผู้เช่า” ลดภาระงบประมาณ สร้างรายได้ยั่งยืน แถมเปิดประมูลโปร่งใส ปี 69 เริ่มโครงการโรงแรมมักกะสัน พื้นที่กลาง-เล็กก่อน แปลงใหญ่ตามมาในปีถัดไป มุ่งสร้างรายได้ จ้างงาน เศรษฐกิจพื้นที่ ไม่ใช่แค่กำไรระยะสั้น

ด้านนางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานบอร์ด SRTA เผยแผนปี 69 ทำสัญญาที่ดินศักยภาพ เช่น มักกะสัน 1 ไร่เป็นโรงแรม เปิดประมูลแล้ว RCA และรัชดากำลังเจรจา ปี 70 ผลัก 10 แปลงใหญ่ นำร่องพหลโยธินร่วม บขส. เป็นศูนย์ขนส่ง แปลง E บางซื่อ และอื่นๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

นโยบาย “สรรเพชญ” สั่งรื้อที่ดินเจ้าคุณปู่ 3.9 หมื่นไร่ พลิกโฉมสินทรัพย์ รฟท. 3.6 แสนล้าน นี้คือก้าวสำคัญที่จะทำให้ รฟท. พ้นวิกฤต กลายเป็นผู้เล่นหลักอสังหาฯ ไทย สร้าง Smart City รอบสถานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง คุณคิดว่าปี 69 จะเห็นผลลัพธ์เจ๋งๆ แน่ไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามบล็อกเพื่อข่าวอัปเดตคมนาคมสุดฮอตนะครับ!

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งรื้อที่ดินเจ้าคุณปู่ 3.9 หมื่นไร่ พลิกโฉมสินทรัพย์ รฟท. 3.6 แสนล้าน

ลดพึ่งส่งออก! เน้น ศก.ภายในประเทศ ตามพรรคประชาชน

รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอประเทศไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาการส่งออก เพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน เชื่อมโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอในเวที The Standard Economic Forum 2025 ให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายใน โดยนายวีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ของจีดีพีเท่านั้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

สร้างสังคมสูงวัยที่มีความสุข

ทั้งนี้ เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hi-tech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

ยกระดับ SME ตอบโจทย์สังคมสูงวัย เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

ร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม นายวีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม

นายวีระยุทธ กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็ง-จุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้ การลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ประเทศไทยจะสามารถลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

Scroll to top