การลงทุนในไทย

นายกฯ ยันไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย พลังงานพอ

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังจับตาเศรษฐกิจเอเชีย นายกรัฐมนตรีไทยได้ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับสื่อต่างประเทศ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องวิกฤตพลังงาน แต่ไทยยังมีพลังงานเพียงพอที่จะรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง

ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย นายกฯ ตอบสื่อต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 12.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบคำถามจากสื่อต่างประเทศที่ถามถึงประเด็นที่นายกฯ เคยกล่าวไว้ว่าประเทศไทยจะไม่เป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน นายกฯ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “เรายังโอเคอยู่ครับ เราไม่ได้ป่วย”

คำตอบนี้สะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย ที่แม้จะมีปัญหาพลังงานบ้าง แต่รัฐบาลได้บริหารจัดการให้มีพลังงานเพียงพอ ไม่เพียงแค่อุตสาหกรรมเดิม แต่ยังรองรับการขยายตัวใหม่ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังมาแรง

นักลงทุนต่างชาต้ายังเชื่อมั่นในไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย

เมื่อสื่อถามต่อว่านายกฯ มีข้อความอะไรถึงนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า “พวกเขาทั้งหมดยังคงมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยครับ โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไป” และเมื่อถูกย้ำถึงวิกฤตพลังงาน นายกฯ ยังชี้แจงว่า “ใช่ครับ แต่เรามีพลังงานเพียงพอที่จะรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และยังมีศักยภาพที่ดียิ่งกว่าสำหรับนักลงทุนด้วย”

ประเด็นนี้สำคัญมากในยุคที่นักลงทุนกำลังมองหาที่ตั้งฐานผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยมีข้อได้เปรียบหลายประการที่ทำให้ ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย จริงๆ

  • โครงสร้างพื้นฐานครบครัน: เช่น ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง, สนามบินสุวรรณภูมิที่ขยายแล้ว, และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม EEC (Eastern Economic Corridor)
  • พลังงานมั่นคง: มีสัญญา LNG ระยะยาว, โครงการโซลาร์ฟาร์ม, ลมทะเล และนิวเคลียร์ขนาดเล็กในอนาคต รองรับโรงงานใหญ่ๆ ได้สบาย
  • แรงงานคุณภาพ: ไทยมีวิศวกรและช่างฝีมือจำนวนมาก พร้อม upskill สำหรับอุตสาหกรรม 4.0
  • นโยบายดึงดูด: BOI ให้สิทธิประโยชน์ภาษี, Visa ยาวสำหรับนักลงทุน, และ Thailand 4.0 ที่มุ่ง Innovation

จากตัวเลขล่าสุด การลงทุนต่างชาติในไทยปี 2568 สูงขึ้น 15% โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ ที่มองไทยเป็นฮับ EV และเซมิคอนดักเตอร์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนเชื่อมั่นจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

วิกฤตพลังงานไทย จริงหรือแค่ข่าวลือ?

แม้จะมีข่าวขาดแคลนก๊าซบางช่วงจากปัญหาโลก เช่น สงครามยูเครนที่กระทบ supply chain แต่รัฐบาลไทยได้กระจายความเสี่ยง โดยเพิ่ม import จากหลายแหล่ง และเร่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คาดว่าภายใน 2570 ไทยจะมี RE 30% ของพลังงานทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานถูกลงและยั่งยืน

เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน ไทยมีอัตราการเติบโต GDP สูงกว่าเวียดนามในบางภาคส่วน และโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าอินโดนีเซีย ทำให้ไทยยังเป็นจุดหมายอันดับต้นๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การตอบโต้ของนายกฯ ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่น แต่ยังเป็น strategic communication ที่ดี แสดง leadership ในยามวิกฤต สะท้อนว่าไทยพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

สุดท้าย คุณคิดว่าไทยจะก้าวข้ามวิกฤตพลังงานได้อย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวเศรษฐกิจไทยจากเราเพื่ออัพเดทล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ ตอบสื่อต่างประเทศ ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย ยันมีพลังงานเพียงพอรองรับภาคอุตสาหกรรม

วิโรจน์ลั่น! เลือกตั้งหน้ามีนายกฯ ณัฐพงษ์แก้ฟอกเงิน

“วิโรจน์” ฉายภาพสแกมเมอร์ 101 หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกเงินให้ทุนเทากัมพูชา ชง 5 ทางแก้ บอกหลังเลือกตั้งปีหน้ามี “นายกฯ ณัฐพงษ์” ถือธงนำแก้วิกฤตฟอกเงินในเวทีโลก

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “รีชาร์จประชาชน” ที่อาคารอนาคตใหม่ ภายใต้แนวคิด “วาระประเทศไทย ความมั่นคงใหม่-เศรษฐกิจใหม่-บริหารประเทศแบบใหม่ ไทยทันโลก” โดยในการเสวนาหัวข้อ “เอาจริง! มาตรการจัดการทุนเทายึดประเทศ” นำโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้วิเคราะห์ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และทุนเทาข้ามชาติอย่างเจาะลึก

นายวิโรจน์ได้นำเสนอภาพปัญหาภายใต้หัวข้อ “สแกมเมอร์ 101 จากเงินที่รอคุณยายสู่ความวอดวายระดับประเทศ” โดยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาและปัญหาฟอกเงินในไทย โดยระบุว่ากัมพูชามีเครือข่ายสแกมเมอร์เกือบ 60 แห่ง มูลค่าเงินต่อปีสูงถึง 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4-6 แสนล้านบาท) ขณะที่ไทยสูญเงินจากการหลอกลวงของสแกมเมอร์ถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี และไทยคือแหล่งฟอกเงินจากบัญชีม้าที่เชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ผ่านการใช้นอมินีซื้อธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้รายวัน เช่น ร้านอาหาร ผับบาร์ เพื่อผสมเงินสีเทากับเงินถูกกฎหมายให้สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสรรพากร

รองหัวหน้าพรรคประชาชนบอกด้วยว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่การหลอกเงินแต่ทำให้ธุรกิจสุจริตในไทยต้องปิดตัวลง ธุรกิจบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Call Center) ตัวจริงพังทลาย มีการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ เกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ การพนันออนไลน์ และทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลงกำลังซื้อลดลงและประเทศเสี่ยงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ประเทศสีเทา ซึ่งจะทำลายภาคการเงินการธนาคารและการลงทุนในที่สุด โดยเปรียบเทียบว่า “ถ้าเปรียบกัมพูชาคือโจรที่ออกไปปล้นเงิน เราคือคู่สมรสของโจรที่มีหน้าที่ซ่อนเงินให้โจร”

นายวิโรจน์ได้เสนอ 5 แนวทางในการแก้ไขวิกฤตทุนเทายึดประเทศอย่างจริงจัง โดยบอกว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์ เร่งรัดให้มีการออกกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ให้เสร็จสิ้น โดยกำชับให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ว่า กสทช. และ ก.ต.ล. ต้องร่วมรับผิดร่วมจ่ายความเสียหายกับประชาชน หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน นอกจากนี้ กสทช. ต้องทำงานร่วมกับ ธปท. เพื่อ ล็อกเลขบัตรประชาชนบัญชีม้า ไม่ให้สามารถซื้อซิมใหม่ได้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมสรรพากร ต้องร่วมมือกันปราบปรามนอมินีและธุรกิจศูนย์เหรียญที่ไม่เสียภาษีอย่างจริงจัง 

นอกจากนี้ บช.สอท., บก.ปอท., ปปง. และ ป.ป.ช. ต้องร่วมมือกับต่างประเทศขยายผลจับกุมตัวการใหญ่ให้ได้ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงยังไม่เปิดเผยรายชื่อบริษัทและตัวการที่สหรัฐฯ และสิงคโปร์ได้เปิดเผยไปแล้ว และ ก.ล.ต., ปปง., คปภ. กรมการปกครอง ต้องออกกฎให้กลุ่มการลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้รับผลประโยชน์ และที่มาของเงินในทุกช่องทาง ที่สำคัญไทยต้องแสดงความมุ่งมั่นในการจัดการปัญหานี้ โดยเฉพาะในเวทีอาเซียน และร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ กระทรวงการต่างประเทศควรผลักดันให้กัมพูชาอยู่ในประเทศสีเทา ในขณะที่ไทยต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนเอง

นายวิโรจน์ยังได้กล่าวถึงการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลก ในเดือนตุลาคม ปี 2569 และแสดงความหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคประชาชนจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรีของเราจะชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และจะถือธงนำประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ ว่าประเทศไทยของเราจะเป็นแกนนำที่พร้อมให้ความร่วมมือกับโลกทำลายกระบวนการสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สิ้นซาก

วิโรจน์ชี้ เลือกตั้งครั้งหน้ามีนายกฯ ชื่อ ณัฐพงษ์แก้ฟอกเงิน

ความหวังใหม่: นายกฯ ณัฐพงษ์กับการแก้ปัญหาฟอกเงิน

การที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาแสดงความมั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาฟอกเงิน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังกัดกินประเทศไทยอยู่ในขณะนี้

ปัญหาการฟอกเงินไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ แต่มันยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยในวงกว้าง การที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินทำให้ธุรกิจสุจริตต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขัน และยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น การมีผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า การที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาฟอกเงินในประเทศไทย

คุณคิดว่านโยบายของพรรคประชาชนที่นายวิโรจน์นำเสนอ จะสามารถแก้ไขปัญหาฟอกเงินในประเทศไทยได้อย่างไร? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน!

ที่มา – “วิโรจน์” โวเลือกตั้งปีหน้ามีนายกฯชื่อ “ณัฐพงษ์” ถือธงนำแก้ “ฟอกเงิน” ในเวทีโลก

Scroll to top