การลงพื้นที่

เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

บรรยากาศสุดอบอุ่นเมื่อเกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับคนในพื้นที่ยโสธรเป็นอย่างมาก เมื่อกลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจาก 9 จังหวัดภาคอีสาน รวมตัวกันกว่า 1,000 คน เพื่อต้อนรับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันอย่างใกล้ชิดว่า “อ.เชน” การเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจงานทั่วไป แต่เป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เข้าถึงหัวใจของเกษตรกรอย่างแท้จริง จนเกิดเป็นกระแสข่าวเกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น เพราะชาวบ้านต่างรับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลชุดนี้

ความตั้งใจจริงที่เปลี่ยนจากการรอคอยเป็นการลงพื้นที่

นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่เริ่มต้นจากการเปิดใจเข้าหากัน นายยศชนันได้ร่วมล้อมวงสนทนาพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรอย่างเป็นกันเอง พร้อมกล่าวขออภัยที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนต้องลำบากเดินทางไปรอพบท่านที่ทำเนียบรัฐบาลถึง 2 ครั้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหา แต่ต้องการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ใน “โครงการแก้จนทั้งระบบ” เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นผ่านกลไกสวัสดิการที่ทั่วถึงและรวดเร็ว

ประเด็นน่าสนใจที่ทีมงานได้เจาะลึกมาแบ่งปันกัน มีดังนี้:

  • การนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนภาคการเกษตร 5 ด้าน เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
  • การจัดตั้งคณะกรรมการย่อยที่มีตัวแทนเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง
  • การเร่งรัดแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและที่ทำกินที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐ

ความสำเร็จจากการที่เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างภาครัฐและประชาชน หากรัฐบาลยังคงรักษาความสม่ำเสมอในการลงพื้นที่รับฟังปัญหาเช่นนี้ เชื่อได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนในภาคอีสานจะถูกแก้ไขได้ตรงจุดและเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน เราหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงแค่นโยบายบนแผ่นกระดาษ แต่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีความมั่นคงในอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ

ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีเพื่อติดตามประเด็นร้อนแรงที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่อง ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าขยะที่ชาวบ้านกังวล และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่อ่าวปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับฟังปัญหาจากชาวบ้าน แต่ยังเป็นการนำทีมคณะกรรมาธิการมาเพื่อร่วมวางแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า ปัญหาโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ยามูนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังขาดการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง ทำให้เกิดเป็นข้อกังวลอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะเปิดเวทีรับฟังและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกับคนในพื้นที่ต่อไป

แนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

สำหรับประเด็นอ่าวปัตตานี ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของจังหวัด พบว่าระบบนิเวศได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในอดีต ทำให้สันดอนทรายและการไหลเวียนของน้ำเปลี่ยนไป ชาวประมงท้องถิ่นสะท้อนว่าสัตว์น้ำจับได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การที่ ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ จึงเป็นข้อเสนอแนะเชิงวิชาการและวิถีชาวบ้านที่น่าสนใจ เพื่อให้น้ำทะเลหนุนเข้าสู่ระบบนิเวศอ่าวได้ดีขึ้น

ข้อเสนอในการฟื้นฟูพื้นที่อ่าวปัตตานี มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การเปิดปากอ่าวให้กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำทะเล
  • การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
  • การให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลต่อสภาอย่างโปร่งใส
  • การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาพื้นที่อ่าวปัตตานี

เรื่องราวของ ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ เป็นบทพิสูจน์ว่า การจัดการปัญหาขยะและการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่สามารถใช้วิธีการแบบบนลงล่างเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อให้ได้ทางออกที่ยั่งยืนที่สุด เชื่อว่าการตั้งคณะทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ จะช่วยคลี่คลายความกังวลใจของชาวบ้าน และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทะเลปัตตานีได้อีกครั้ง หากมีการติดตามงานอย่างใกล้ชิดและจริงจัง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ลุยชายแดนใต้ รับฟังปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวให้น้ำทะเลหนุน ฟื้นระบบนิเวศ

“พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมือง เมื่อ “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน หลังจากที่พรรคประชาชนได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมองว่าอาจเป็นการสร้างอิทธิพลหรือเข้าข่าย “ระบอบสีน้ำเงิน” เพื่อครอบงำพื้นที่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากมุมมองของฝ่ายรัฐบาลกันครับ

“พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาทำหน้าที่ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในจังหวัดภูเก็ตนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือการสร้างอิทธิพล แต่เป็นการลงมือแก้ไขปัญหาโครงสร้างผู้มีอิทธิพลที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าจัดการปัญหาอย่างจริงจังและเป็นระบบ

ผลงานเชิงประจักษ์ของการแก้ปัญหาในภูเก็ต

รัฐบาลยืนยันว่าการทำงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีผลงานที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา โดยผลการดำเนินงานล่าสุดที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ตรวจสอบพบนอมินีต่างชาติจำนวน 10 บริษัทที่ทำผิดกฎหมาย
  • ดำเนินการยึดอายัดที่ดินจำนวนรวมกว่า 56 แปลง มูลค่ากว่า 231 ล้านบาท
  • ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติผู้กระทำความผิดถึง 12 รายจาก 13 หมายจับ
  • บูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยอย่างเข้มข้น

ด้วยตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน เพราะเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลคือการคืนความยุติธรรมและความโปร่งใสให้กับประชาชนชาวภูเก็ต ไม่ใช่การเข้ามาเพื่อยึดครองพื้นที่หรือวางตัวคนของพรรคการเมืองแต่อย่างใด

ในส่วนของกรณีการโยกย้ายข้าราชการ สภารัฐบาลได้ให้เหตุผลว่าเป็นการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหามาเฟียและกลุ่มอิทธิพลมืดในพื้นที่ หากพรรคประชาชนหรือภาคประชาชนมีเบาะแสเกี่ยวกับส่วยหรือการทุจริต รัฐบาลพร้อมรับฟังและดำเนินการตรวจสอบโดยไม่ละเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม

ท้ายที่สุด การทำงานของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจจริง แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งการเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏต่อสังคมคือการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายที่ทำได้อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าประชาชนชาวภูเก็ตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบายทุกอย่าง

ที่มา – “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ตกันอยู่ใช่ไหมครับ ล่าสุดท่าน ผบ.ตร. ออกมาให้สัมภาษณ์เองว่า ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความสุขและความปลอดภัยให้กับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวทุกคน โดยงานนี้ท่านไม่ได้ทำแค่เพียงพูด แต่เน้นย้ำถึงการลงมือปฏิบัติจริงด้วยความจริงจัง

สถานการณ์ล่าสุด ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น

เหตุการณ์ความไม่สงบหรือกลุ่มอิทธิพลมืดที่แฝงตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตเป็นเรื่องที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ครับ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เผยว่าได้ส่งทีมงานมือดีลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายหลักคือการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลที่ทำตัวเหนือกฎหมาย สำหรับใครที่กังวลว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบเงียบๆ หรือเป็นการทำงานเพียงแค่ไฟไหม้ฟาง บอกเลยว่ารอบนี้เอาจริงกว่าเดิมมากครับ

มาตรการเด็ดขาดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นอกจากจะมีคำสั่งให้ ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น แล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับหลายฝ่าย ดังนี้ครับ:

  • ส่ง พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าคุมบังเหียนศูนย์ปราบปรามผู้ร้ายข้ามชาติ
  • รวบรวมข้อมูลทุกช่องทางที่มีการร้องเรียนเข้ามาอย่างละเอียด
  • ติดตามพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ

ในส่วนของคำถามที่ว่า จะมีการออกหมายจับข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลมืดเหล่านี้หรือไม่ ท่าน ผบ.ตร. ตอบแบบทิ้งท้ายไว้ว่าต้องรอผลการขยายผลจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้จะทำไปตามหลักฐาน ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกอย่างแน่นอนครับ

หากถามถึงมุมมองส่วนตัว ผมมองว่าความจริงจังในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับจังหวัดภูเก็ต เพราะเมื่อภาพลักษณ์ความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยกลับมา ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวก็จะเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เราคงต้องคอยติดตามดูผลงานของทางตำรวจกันต่อไปว่า การกวาดล้างครั้งนี้จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้กลุ่มอิทธิพลทั้งหลายคงต้องอยู่กันไม่เป็นสุขแน่นอนครับ!

ที่มา – ผบ.ตร. ยืนยัน เดินหน้าสางผู้มีอิทธิพล จ.ภูเก็ต เข้มข้น

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

ในวงการเศรษฐกิจและการคมนาคมของไทยกำลังมีข่าวร้อนที่ทุกคนจับตามอง นั่นคือ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่า โครงการยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนี้ จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อสานต่อให้เกิดความเป็นจริง รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่ารัฐไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเอง แต่จะให้สิทธิสัมปทานที่ดินแก่เอกชนที่เข้ามาลงทุนเท่านั้น

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Land Bridge ถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยมีแนวคิดหลักในการสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล คือฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ และฝั่งอ่าวไทยทางภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งทางบก รถไฟ และโลจิสติกส์ ทำให้สินค้าสามารถลัดผ่านประเทศไทย แทนที่จะต้องอ้อมช่องแคบมาลัคก้าหรือเสี่ยงปัญหาความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงโอกาสจากวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซว่า นี่คือโอกาสทองของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฮับการขนส่งระดับโลก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เรือสินค้าต้องถ่ายลำสินค้าอยู่แล้วกว่า 90% ของการขนส่งคอนเทนเนอร์ทั่วโลก

ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนกังวลคือภาระงบประมาณของรัฐ แต่ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยชี้แจงว่ารัฐไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด รัฐให้แค่สัมปทานที่ดินและสิทธิ์ในการดำเนินโครงการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สำรวจข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนายพิพัฒน์จะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองในเดือนพฤษภาคมนี้

สำหรับการประมูล จะเปิดกว้างทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยให้โอกาสเท่าเทียมกัน เริ่มลงทุนได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากได้มติครม. แล้ว

เคลียร์ประเด็นวิจารณ์เรื่องเวลาและสิ่งแวดล้อม

หลายคนตั้งคำถามว่า การขนถ่ายสินค้าที่แลนด์บริดจ์จะเสียเวลาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบโต้ว่า จากข้อมูลจริง การขนส่งคอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายลำสินค้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ขนตรงจากต้นทางถึงปลายทาง 100% หากถ่ายลำที่ไทย ก็ไม่ต่างจากถ่ายที่สิงคโปร์ แต่ไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มจากการดึงดูดสินค้ามาใช้บริการมากขึ้น

ส่วนผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ก็จำเป็นต้องทำอย่างแน่นอน นายพิพัฒน์ยอมรับว่ามีปัญหาจากการต่อต้านของชาวบ้านและ NGO แต่จะลงพื้นที่เจรจา ชี้แจงข้อมูลจริง โดยข้อมูลที่ต่อต้านอาจมาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • ประโยชน์หลักของโครงการแลนด์บริดจ์:
  • ลดระยะทางและเวลาขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • สร้างรายได้จากการให้บริการท่าเรือและถ่ายลำสินค้า
  • พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง
  • เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสินค้าส่งออก
  • ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอเชีย

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green) โดยจะเน้นเทคโนโลยีสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนในการขนส่ง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์นี้คือก้าวกระโดดสู่อนาคต หากรัฐบาลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดี จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์และเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน โดยตั้งใจจะครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างทันท่วงที

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.สัญจร ว่า ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยเดิมทีจะเริ่มจากภาคเหนือไปยังภาคใต้ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้รวม “หาดใหญ่” เข้าไปด้วย นายกฯ จึงตอบกลับแบบขำ ๆ ว่า “First come, first served” หรือจังหวัดไหนพร้อมก่อนก็ไปก่อน จังหวัดใดที่เตรียมพร้อมดี ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

แนวทางใหม่ของ “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่าการประชุม ครม.สัญจร ในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ประชุมแบบขอไปที แต่ต้องลงพื้นที่อย่างจริงจัง หากสังเกตจากที่ผ่านมา การประชุมแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะไม่ใช่ประชุมแบบพิธีการหรือทำตามมอบหมายเท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ได้น้ำได้เนื้อ” เยอะ มีการลงพื้นที่ร่วมกัน ทำกิจกรรมรวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดภาคเหนือว่าจะเป็นเชียงใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พื้นที่ไหนพร้อมก็ไปก่อน โดยให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาและกำหนด

  • ประโยชน์ของครม.สัญจร: แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้รวดเร็ว
  • เน้นลงพื้นที่จริง: ไม่ใช่ประชุมพิธี แต่ลงมือทำจริง
  • ครอบคลุมทุกภาค: จากเหนือจรดใต้ รวมหาดใหญ่
  • บูรณาการทีม: ไม่ต่างคนต่างทำ สร้างความร่วมมือ

นโยบายนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน การปัดฝุ่นครม.สัญจรจึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดโครงการ基础设施และบรรเทาสาธารณภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน คุณคิดอย่างไรกับแผน “ครม.สัญจร” นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ชายแดนใต้ 17 เม.ย. ขู่ย้ายขรก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีข้าราชการ “เกียร์ว่าง” อยู่ หากใครไม่ขยันทำงาน ไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะโดนย้ายให้ดูเป็นตัวอย่างเลยทีเดียว

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย.

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่าการเดินทางไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ไปให้กำลังใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการไปรับฟังปัญหาจากหน้างานจริงๆ เพื่อกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและบังคับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม รัฐบาลชุดนี้มาจากคะแนนเสียงประชาชน มีเสถียรภาพเต็มตัว 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 4 เดือนแบบเมื่อก่อน

ปัญหาหลักที่นายกฯ กังวลคือความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ใช้อาวุธลอบสังหาร ลอบโจมตีคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายกฯ ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ กอ.รมน. ให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด อาวุธและกำลังของเราต้องใช้ปราบคนที่ไม่หวังดีกับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง

ขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่าง ไม่ต้องรอ KPI

จุดเด่นของแถลงครั้งนี้คือคำขู่สุดแซ่บ! “งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายกฯ บอกชัด ไม่ต้องวัด KPI อะไรหรอก ผมประเมินเองได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้กำลังใจ “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่เพิ่งโดนคนร้ายยิงถล่มรถ แต่นายกฯ ย้ำว่าไม่ได้ไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ไปเพื่อทุกคนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้

  • สร้างความมั่นใจ: แสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาชายแดนใต้จริงจัง
  • เร่งรัดการทำงาน: กำชับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงให้เพิ่มประสิทธิภาพ จับกุมผู้ร้ายให้ได้
  • ปรับโครงสร้าง: ย้ายขรก.ที่ไม่ทำงาน เพื่อให้เครื่องจักรรัฐบาลหมุนเร็วขึ้น
  • กำหนดนโยบายชัด: จากการรับฟังหน้างาน จะออกแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา (บางส่วน) ยังคงเป็นบาดแผลเก่าของชาติ มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว การที่นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจริงจังกับการแก้ไข ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ผู้เขียนมองว่าถ้าการลงพื้นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง เช่น จับผู้ร้ายได้มากขึ้น หรือขรก.ทำงานเกียร์ 5 จริง คงช่วยลดความรุนแรงได้เยอะ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ยังรอคอยการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ปราบปรามอย่างเดียว รัฐบาลต้องบาลานซ์ทั้งหมด

คุณคิดยังไงกับการลงพื้นที่ครั้งนี้? คิดว่านายกฯ จะย้ายใครบ้างมั้ย? Comment มาคุยกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมแสดงผลงานจริงจัง หวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพในชายแดนใต้เร็ววัน

ที่มา – นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ หวังสร้างความมั่นใจ ปชช. ขู่ย้าย ขรก.เกียร์ว่าง

“วันนอร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา

“วันนอร์” ให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา อ.รามัน โว “ยะลาโมเดล” ช่วยเร่งระบายน้ำลดความสูญเสีย

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ และคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลาในพื้นที่ ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา ณ โรงเรียนบ้านโต๊ะปาแก๊ะ โดยมีประชาชนกว่า 300 คน มารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค

นายจรูญศักดิ์ หมาดเท่ง นายอำเภอรามัน รายงานสถานการณ์ว่า อุทกภัยครั้งนี้เกิดจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 3,000 คน ใน 16 ตำบล 50 หมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในปีนี้สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

ด้านนายซูการ์โน มะทา สส.ในพื้นที่ กล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำในปีนี้จะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ด้วยการบริหารจัดการน้ำตามรูปแบบ “ยะลาโมเดล” ซึ่งเป็นโครงการที่ประธานรัฐสภามีดำริให้จัดทำขึ้นตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรีและคลองที่ขุดลอกไว้ได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความสูญเสียได้

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวขออภัยที่ลงพื้นที่ได้ล่าช้า เนื่องจากติดภารกิจเยือนรัฐกาตาร์ แต่ได้ติดตามสถานการณ์มาตลอด พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต 3 ราย ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ประธานรัฐสภายืนยันว่าได้พยายามแก้ไขปัญหาอุทกภัยใน จ.ยะลา อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มวางแผนกับหน่วยงานราชการตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่า แม้ปัญหาฝนฟ้าจะควบคุมไม่ได้ แต่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าที่ดี เพื่อลดความเสียหายให้ต่ำที่สุด

“วันนอร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา

สถานการณ์น้ำท่วมยะลาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีแผนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เช่น “ยะลาโมเดล” สามารถช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้เป็นอย่างมาก

ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมยะลา

อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดยะลาส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัย การดำรงชีวิต และทรัพย์สิน หลายครอบครัวต้องประสบกับความยากลำบากในการปรับตัวและฟื้นฟูชีวิตหลังน้ำลด การช่วยเหลือจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ความสำคัญของ “ยะลาโมเดล”

“ยะลาโมเดล” เป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เน้นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย การขุดลอกคลอง การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากภัยพิบัติ เป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ยะลาโมเดล” ที่ช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น

  • การมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค: เป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้นที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารและของใช้จำเป็น
  • การสนับสนุนด้านที่พักอาศัย: จัดหาที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย
  • การดูแลสุขภาพและความปลอดภัย: จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาและให้คำแนะนำด้านสุขภาพ
  • การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน: เร่งซ่อมแซมถนน สะพาน และระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหาย

บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมยะลา

เหตุการณ์น้ำท่วมยะลาครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม การให้ความรู้แก่ประชาชน และการมีแผนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากอุทกภัยในอนาคต นอกจากนี้ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการภัยพิบัติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สังคมสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาทรและความสามัคคีของคนในสังคม ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการก้าวข้ามผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้

ที่มา – “วันนอร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมยะลา โวเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าด้วย “ยะลาโมเดล”

นายกฯ ขอโทษ! เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

“อนุทิน” ยอมรับบกพร่อง ขอโทษประชาชนพร้อมยกทัพทีมเศรษฐกิจบุกหาดใหญ่วันพรุ่งนี้ เตรียมปล่อยสินเชื่อฟื้นฟู-ซ่อมแซมทรัพย์สิน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย. 68) จะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกครั้ง พร้อมทีมเศรษฐกิจและผู้บริหารสถาบันการเงินชุดใหญ่ลงพื้นที่ด้วย ซึ่งคณะที่จะร่วมลงพื้นที่จะได้เห็นเหตุการณ์จริงและเตรียมการให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยประกอบด้วย

นายอนุทินกล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้เห็นภาพหน้างาน และสามารถนำกลับมาทำงานได้ด้วยความเข้าใจและรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ ส่วนเงินเยียวยา 9,000 บาท ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.ภายในสัปดาห์หน้าจะถึงมือประชาชนหลังจากรัฐบาลอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว และยังมีเรื่องของการซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริงครัวเรือนละไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งจะระดมคนลงพื้นที่ไปเร่งสำรวจ

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะให้สินเชื่อเพื่อฟื้นตัวรายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี และกระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

เมื่อถามถึงสาเหตุปัญหาที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติ นายอนุทินยอมรับว่า รัฐบาลมีความบกพร่องยอมรับเป็นความผิดของนายกฯ ที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยได้ ตอนลงพื้นที่เจอใครก็บอกขอโทษ

เมื่อถามต่อว่า ได้มีการสรุปถึงสาเหตุปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้มองไปข้างหน้าเรื่องที่มาของปัญหาอย่างไร รัฐบาลก็มีความบกพร่องก็ยอมรับ เมื่อมีคนเสียชีวิตสูญเสียบาดเจ็บมันก็เป็นความผิดของนายกฯ ทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคตได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ต้นตอมีหลายอย่าง เรื่องของการเตือนภัยจะต้องมีการยกระดับ เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ ซึ่งต้องมาแก้กฎหมายอีก ซึ่งได้สั่งให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการในเรื่องนี้ ที่สำคัญตัวเมืองหาดใหญ่เป็นแอ่ง กระทะก็ต้องแก้ไข ซึ่งต้องมาดูเพราะรายละเอียดเยอะ

นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้กับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

มาตรการช่วยเหลือ: ปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

รัฐบาลเตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สินเชื่อเพื่อฟื้นตัว: รายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน
  • สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน: ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายกฯ ขอโทษประชาชน: ยอมรับความบกพร่อง

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอโทษประชาชนต่อความบกพร่องของรัฐบาลที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยได้ ท่านยอมรับว่าเมื่อมีคนเสียชีวิต สูญเสีย หรือบาดเจ็บ ถือเป็นความผิดของนายกรัฐมนตรี และนี่คือเหตุผลที่ต้องลงพื้นที่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและพลิกฟื้นสถานการณ์ให้เร็วที่สุด

แนวทางการป้องกันในอนาคต: ยกระดับการเตือนภัยและแก้ไขผังเมือง

เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยซ้ำรอยในอนาคต รัฐบาลมีแนวทางในการยกระดับการเตือนภัย โดยเมื่อมีการเตือนภัยแล้ว ประชาชนจะต้องออกจากบ้านทันที ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาแก้ไขผังเมืองของอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแอ่งกระทะ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมขัง

การที่รัฐบาลออกมาปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินและแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความมั่นคง

ที่มา – นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

Scroll to top