การละเมิดอธิปไตย

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

เหตุการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเกิดข่าวใหญ่ที่ทำเอาทั่วโลกต้องจับตามอง เมื่อหลายประเทศในภูมิภาคออกมาเคลื่อนไหวอย่างแข็งกร้าวเพื่อประณามการกระทำของอิหร่าน ซึ่งได้เปิดฉากโจมตีคูเวตและบาห์เรนระลอกใหม่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน แต่ยังนำมาซึ่งความสูญเสียที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคนและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย นับเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของภูมิภาค

จากการรายงานเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตได้ออกมาแถลงการณ์ประณามการกระทำนี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าอิหร่านได้พุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนและสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคณะผู้แทนทางการทูต ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ก้าวร้าวและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน การที่ ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านต่างรับไม่ได้กับการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพและความสงบสุขในภูมิภาค

เสียงสะท้อนจากนานาชาติและความกังวลต่อเสถียรภาพ

นอกจากคูเวตแล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้เรียกการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำเยี่ยงผู้ก่อการร้าย พร้อมแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาติพันธมิตร ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียเองก็ได้ประณามการละเมิดอธิปไตยของบาห์เรนและคูเวตอย่างรุนแรงที่สุดเช่นกัน ในส่วนของกาตาร์ จอร์แดน รวมถึงเลบานอน ต่างก็ออกมาประณามในทิศทางเดียวกันว่านี่คือการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ทั้งหมดนี้ย้ำเตือนให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังจับตาดูเหตุการณ์ ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่ อย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบที่อาจตามมานั้นกว้างไกลกว่าแค่ระดับทวิภาคี

  • ซาอุดีอาระเบียประณามการละเมิดอธิปไตยของเพื่อนบ้าน
  • ยูเออีชี้ว่านี่คือการกระทำแบบก่อการร้ายโดยอิหร่าน
  • นานาชาติกังวลต่อการโจมตีสถานที่ทางทูตและพลเรือน

ท้ายที่สุด การที่ ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่ ได้สะท้อนถึงจุดยืนที่หนักแน่นของนานาชาติในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงส่วนภูมิภาค เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้นหรือการเผชิญหน้ากันด้วยวิธีทางการทูตเพื่อหาทางออกในอนาคต นี่คือบทเรียนสำคัญว่าความขัดแย้งไม่เคยสร้างผลดีให้กับใครและมักทิ้งบาดแผลให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์เสมอ

ที่มา – ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา ซ้ำซาก การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

วันที่ 13 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ข้อความประณามการกระทำของกัมพูชา ที่ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา (Joint Declaration) ซ้ำ โดยระบุว่า

1. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 กัมพูชาได้ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลง (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ด้วยการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ในเขตแดนไทยที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จนเป็นเหตุให้หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร

2. เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่ในเวลาเพียงสองวันต่อมา ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิด Joint Declaration อีกครั้ง ด้วยการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยยิงปืนเข้ามาฝั่งไทยบริเวณชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ทหารไทยต้องดำเนินการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลังและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

3. ประเทศไทยขอประณามเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิด Joint Declaration แล้ว การลอบวางทุ่นระเบิดเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคี ซึ่งไทยได้มีหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาไปยังญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ และได้ขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐภาคีอนุสัญญาฯ ทราบแล้ว พร้อมทั้งมีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติในเรื่องนี้ด้วย ในขณะที่เหตุการณ์ปะทะกันที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย

4. ประเทศไทยเคารพและดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกติกาสากล และเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยจัดให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตาม Joint Declaration มาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและปูทางไปสู่สันติภาพที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์ แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเป็นผู้ละเมิด Joint Declaration และพยายามสร้างสถานการณ์และข้อมูลเท็จ การกระทำเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาที่จะบรรลุสันติภาพร่วมกัน

5. ประเทศไทยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งสอง และขอเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ ตรวจสอบเหตุการณ์ข้างต้นอย่างโปร่งใส ยุติการกระทำยั่วยุ และหันกลับสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ เพื่อลดความตึงเครียดและมิให้เกิดความสูญเสียในอนาคต

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

ทำไมไทยถึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

การที่ประเทศไทยออกมาประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง เป็นผลมาจากการกระทำหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงและความไว้ใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตแดนไทยไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย การยิงปืนยั่วยุตามแนวชายแดนยิ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ประเทศไทยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการละเมิด “Joint Declaration” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มุ่งหวังที่จะสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ การที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ไทยต้องออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การลอบวางทุ่นระเบิดยังเป็นการละเมิด “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี การที่กัมพูชาซึ่งเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว กลับกระทำการที่ขัดต่อพันธกรณีของตนเอง ทำให้ไทยต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การประณามอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของไทยต่อการกระทำของกัมพูชา ความสัมพันธ์ที่เคยราบรื่นอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากยิ่งขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตามข้อตกลง และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ประเทศไทยออกมา ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ และยิงปืนยั่วยุอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ หวังว่ากัมพูชาจะรับฟังและดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

การกระทำของกัมพูชาที่ ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ นั้น ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

ดังนั้นทั้งสองประเทศควรกลับมาเจรจาอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ที่มา – ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบ ปิดด่านชายแดนกัมพูชา

การประชุมผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่มีภัยคุกคามประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเสริมความมั่นคงชายแดน ยึดหลักป้องกันตนเองจากการคุกคาม

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีการประชุมคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีการเชิญคณะผู้บัญชาการทางทหารชุดใหม่เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่สำคัญ 3 ประการดังนี้:

  1. เห็นชอบให้คงสภาพปัจจุบันในการปิดจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือจนกว่าจะประเมินได้ว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอีกต่อไป มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สินของชาติ
  2. เห็นว่าปัจจุบันกัมพูชายังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้มีการจัดทำรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีข้อสรุปให้สร้างรั้วในพื้นที่เส้นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันแล้ว สำหรับในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้มาตรการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งให้พิจารณาการสร้างเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน
  3. ที่ประชุมได้วางแนวทางการดำเนินการต่อการละเมิดอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE – Rules of Engagement) เมื่อมีการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Act) หรือเจตนาที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Intent) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการสอดแนมหรือการเตรียมการเพื่อโจมตี ซึ่งตามกฎการใช้กำลัง สามารถใช้เป็นเหตุเริ่มต้นการป้องกันตนเองได้ โดยที่ประชุมได้วางมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติต่อสถานการณ์ต่างๆ ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว

เหตุผลในการปิดด่านชายแดนและการสร้างรั้ว

การตัดสินใจปิดด่านชายแดนกัมพูชาและการสร้างรั้วชายแดนเป็นมาตรการที่สะท้อนถึงความกังวลอย่างจริงจังต่อสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน แม้ว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะมีสัมพันธ์ทางการทูต แต่การป้องกันผลประโยชน์ของชาติต้องมาเป็นอันดับแรก การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การดำเนินการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว การใช้มาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับควบคู่กันไปจะช่วยให้กองทัพมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในมาตรการที่รัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอยู่

การที่ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการดูแลรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

อนาคตและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปิดด่านชายแดน แต่ประเทศไทยยังคงมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีกับกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันจะเป็นหนทางนำไปสู่ความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและการค้าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา เป็นมาตรการชั่วคราวที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถกลับมามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมั่นคงได้ในอนาคต

ที่มา – ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่เป็นภัยคุกคามประเทศไทย

Scroll to top