การล่วงละเมิดทางเพศ

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย อ้างป้องกันตัว ก่อนปฏิเสธทุกข้อหา เรื่องราวสะเทือนขวัญในจังหวัดชลบุรีกำลังเป็นที่สนใจของสังคม เมื่อตำรวจ สภ.หนองขาม ออกหมายเรียกผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาหนัก 6 ประการ หลังจากที่มีเด็กชายผู้เสียหายกว่า 10 รายออกมาให้ปากคำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานกว่า 1 ปี แต่เพิ่งมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อน

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

จากรายงานล่าสุดของผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่ สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี ได้พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชายกว่า 10 ราย เข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง ก่อนเข้าสอบปากคำกับ พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผู้กำกับการ สภ.หนองขาม โดยผู้ต้องหาคือ นายกิตติ อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นหนุ่ม LGBTQ

ผู้ปกครองรายหนึ่งชื่อนางสาวสา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ได้ร้องทุกข์แทนลูกชายวัย 13 ปี (นามสมมติ เด็กชายเอ) ว่าถูกนายกิตติล่วงละเมิดทางเพศ หลังเกิดเหตุได้พาเด็กไปตรวจร่างกายและแจ้งความ แต่คดีเงียบไปนานนับปี จนกระทั่งบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เข้ามาช่วยเหลือ

รายละเอียด 6 ข้อกล่าวหาหนักในคดีแจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

พ.ต.อ.คมกริช ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยข้อกล่าวหาประกอบด้วย

  • พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง เพื่อหากำไรหรือการอนาจาร
  • พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กจะยินยอม
  • กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ regard การยินยอมของเด็ก
  • กระทำอนาจารต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โดยไม่ regard การยินยอม
  • ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ถึงขั้นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
  • ข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำหรือยอมรับ โดยทำให้กลัวอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน

ข้อหาเหล่านี้มีโทษหนักมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา อาจถูกปรับหรือจำคุกยาวนาน หรือในบางคดีอาจถึงขั้นประหารชีวิต

ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ก่อนหน้ายอมรับอ้างป้องกันตัว

นายกิตติให้การปฏิเสธทุกข้อหา เจ้าหน้าที่จึงไม่เชื่อและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนวันที่ 26 เมษายน บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทีมกรมกิจการเด็กและเยาวชน และตำรวจ ลงพื้นที่เยี่ยมเด็กผู้เสียหายทั้ง 10 ราย และเชิญนายกิตติมาพูดคุย

ในที่เกิดเหตุ ชาวบ้านที่ทราบเรื่องต่างโกรธแค้น พยายามรุมทำร้ายผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ต้องห้ามปราม นายกิตติยอมรับในเบื้องต้นว่าทำจริง โดยอ้างว่าเด็กกลุ่มนี้เคยทำร้ายตนก่อนขณะเดินกลับหมู่บ้าน จึงเป็นการป้องกันตัว แต่ตำรวจไม่ยอมรับข้ออ้างนี้เพราะหลักฐานชัดเจน

บุ๋ม ปนัดดา เปิดเผยว่า ทราบเรื่องตั้งแต่ปลายปี 2567 แต่คดีไม่คืบหน้า จึงลงพื้นที่เอง พบเด็กถูกกระทำมากกว่า 10 รายในหมู่บ้านเดียวกัน สะท้อนปัญหาการล่วงละเมิดเด็กที่มักถูกปกปิด

เหตุการณ์แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตื่นตัวกับปัญหาการคุ้มครองเด็ก เด็กคืออนาคตของชาติ หากถูกกระทำจิตใจและร่างกายจะบอบช้ำไปตลอดชีวิต ผู้ปกครองควรสอนลูกให้รู้จักปกป้องตัวเอง รายงานเหตุร้ายทันที และสังคมต้องไม่นิ่งเฉย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นเยียวยาผู้เสียหายและป้องปรามผู้กระทำผิด การอ้างป้องกันตัวไม่ใช่ข้อแก้ตัวได้สำหรับการล่วงละเมิดเด็ก หากคุณเป็นพยานหรือมีข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในสังคม

ที่มา – แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย อ้างป้องกันตัว ก่อนปฏิเสธ

อังกฤษจับกุม! ลวงละเมิดอดีตภรรยา 13 ปี

ตำรวจอังกฤษได้ทำการอังกฤษจับกุมอดีตสามีและชายอีก 5 คน ในข้อหาที่น่าตกใจ นั่นคือการให้ยาเพื่อล่วงละเมิดทางเพศอดีตภรรยาของเขาเป็นเวลานานถึง 13 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการสืบสวนที่ยาวนาน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมหลักฐานและนำไปสู่การจับกุมครั้งสำคัญนี้ รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ระบุว่า นายฟิลิป ยัง ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในสวินดอน แต่ปัจจุบันอยู่ในเอนฟิลด์ พร้อมกับพวกอีก 5 คน ถูกจับกุมและตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศอดีตภรรยาของนายยังเป็นเวลา 13 ปี

อังกฤษจับกุม สามีกับชายอีก 5 คน ลวงละเมิดอดีตภรรยา นาน 13 ปี

นายยัง วัย 49 ปี เผชิญข้อหาล่วงละเมิดทางเพศถึง 56 กระทง รวมถึงข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและการใช้สารบางอย่างเพื่อให้เหยื่อมึนงงหรือหมดสติเพื่อทำการล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ เขายังถูกตั้งข้อหาแอบถ่าย ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก และครอบครองสื่อลามกที่มีลักษณะรุนแรง

ผู้ต้องหาอีก 5 คนก็ถูกตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดนางโจแอน ยัง วัย 48 ปี ที่ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชน ชายทั้ง 6 คนมีกำหนดขึ้นศาลแขวงสวินดอนในวันอังคาร (23 ธันวาคม)

ตำรวจอังกฤษระบุว่า นายยังเป็นชาวอังกฤษผิวขาวและถูกควบคุมตัวเพื่อรอการพิจารณาคดี ส่วนผู้ต้องหาอีก 5 คน ได้แก่

  • นายนอร์แมน แมคโซนี อายุ 47 ปี จากวูด เอนด์ โคลส เมืองชาร์นบรูก เป็นชาวอังกฤษผิวดำ ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา 1 กระทง และครอบครองสื่อลามกที่มีลักษณะรุนแรง
  • นายดีน แฮมิลตัน อายุ 47 ปี ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็นชาวอังกฤษผิวขาว ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา 1 กระทง ล่วงละเมิดทางเพศโดยการล่วงล้ำ 1 กระทง และกระทำการอนาจารโดยการสัมผัส 2 กระทง
  • นายคอนเนอร์ แซนเดอร์สัน ดอยล์ อายุ 31 ปี จากถนนครอฟตัน เมืองสวินดอน เป็นชาวอังกฤษผิวขาว ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศโดยการล่วงล้ำ และกระทำการอนาจารโดยการสัมผัส
  • นายริชาร์ด วิลกินส์ อายุ 61 ปี จากย่านแทตเตอร์แชลล์ เมืองสวินดอน เป็นชาวอังกฤษผิวขาว ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา 1 กระทง และกระทำการอนาจารโดยการสัมผัส
  • นายโมฮัมเหม็ด ฮัสซัน อายุ 37 ปี จากโทรุน เวย์ เมืองสวินดอน เป็นชายชาวอังกฤษเชื้อสายเอเชีย ถูกตั้งข้อหากระทำการอนาจารโดยการสัมผัส

ความคืบหน้าคดี อังกฤษจับกุม

นายจอฟฟ์ สมิธ ผู้กำกับการสืบสวนจากสำนักงานตำรวจเทศมณฑลวิลต์เชอร์ กล่าวว่า การตั้งข้อหาในครั้งนี้เป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญในคดีที่ซับซ้อนและครอบคลุมพื้นที่กว้าง โดยขณะนี้นายยังอยู่ในการดูแลและได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ การอังกฤษจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ความรุนแรงทางเพศเป็นปัญหาที่สังคมต้องร่วมมือกันแก้ไข การให้ความรู้ สร้างความตระหนัก และสนับสนุนเหยื่อเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

ที่มา – อังกฤษจับกุม สามีกับชายอีก 5 คน ลวงละเมิดอดีตภรรยา นาน 13 ปี

รวบแอดมินกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็ก พบหลักฐาน 2,000 ไฟล์

ตำรวจแถลงการจับกุมแอดมินกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็ก พบหลักฐานกว่า 2,000 ไฟล์ พร้อมสารภาพทำรายได้เฉลี่ย 40,000-60,000 บาทต่อเดือน

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการแถลงข่าวการจับกุมแอดมินกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็ก โดยพบหลักฐานเป็นจำนวนมาก

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวว่า สืบเนื่องจากตำรวจชุดสืบสวน TICAC ตรวจพบการลักลอบเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กในกลุ่มไลน์ชื่อ “กลุ่มลับคลิปเด็ด VIP” โดยมีการเรียกเก็บค่าสมาชิก 300 บาท พบว่ามีการเผยแพร่คลิปและภาพลามกอนาจารเด็กจำนวนมาก

พ.ต.อ.ธีรนนท์ แมนมงคล ผกก.กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท. พร้อมชุดสืบสวน ได้สืบสวนจนทราบว่าผู้ดูแลกลุ่มลับดังกล่าวคือนายพงศกร อายุ 33 ปี ทำหน้าที่โฆษณาชักชวนสมาชิก และรับผลประโยชน์จากการเก็บเงินค่าสมาชิก พักอาศัยอยู่ใน จ.ปทุมธานี จึงรวบรวมหลักฐานขอหมายค้น

พล.ต.ต.ทรงกลด กล่าวว่า ได้นำกำลังเข้าค้นบ้านพักใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จับกุมนายพงศกร พร้อมยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ภายในพบสื่อลามกอนาจารเด็กกว่า 2,000 ไฟล์ พบกลุ่มลับที่นายพงศกรเป็นเจ้าของ 14 กลุ่ม มีสมาชิกรวม 6,288 บัญชี และกลุ่มลับที่ใช้เผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กรวม 197 กลุ่ม มีสมาชิกรวมกว่า 60,000 บัญชี

นายพงศกรรับสารภาพว่าทำกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็กมานานกว่า 2 ปี โดยเริ่มต้นจากการร่วมโปรโมทกลุ่มของผู้อื่น ก่อนมาเปิดกลุ่มเองจนมีทั้งหมด 14 กลุ่ม ทำรายได้เฉลี่ยประมาณ 40,000-60,000 บาทต่อเดือน

เบื้องต้นดำเนินคดีในความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกฯ”, “ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กฯ” และ “เพื่อประสงค์แห่งการค้าฯ”

รวบแอดมินกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็ก พบหลักฐาน 2,000 ไฟล์

ความสำคัญของการปราบปรามกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็ก

การจับกุมกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศบนโลกออนไลน์ การปล่อยให้กลุ่มเหล่านี้ลอยนวลจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็ก อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน

การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่มีโทษทางกฎหมายหนัก การซื้อขายและแลกเปลี่ยนสื่อเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายชีวิตของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อ แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กอย่างต่อเนื่อง หากพบเห็นการกระทำดังกล่าว ควรแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินการตามกฎหมายและหยุดยั้งวงจรนี้ได้

ปัจจุบัน มีช่องทางมากมายที่เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงสื่อลามกอนาจารได้โดยง่าย ผู้ปกครองจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด สอนให้พวกเขารู้จักการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย และตระหนักถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและการเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้

การปราบปรามกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็กเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ไม่ใช่แค่เพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น การร่วมมือกันเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน จะช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปกป้องเด็กจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์

ที่มา – รวบแอดมินกลุ่มลับขายคลิปอนาจารเด็ก พบหลักฐานกว่า 2,000 ไฟล์

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” แอนดรูว์ จ่อให้ย้าย

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษ ทรงเริ่มกระบวนการคิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์, เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และคำนำหน้าอื่นๆ ของเจ้าชายแอนดรูว์แล้ว จากปมฉาวที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเริ่มกระบวนการเพื่อริบพระอิสริยยศของเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชา และได้แจ้งให้พระองค์ย้ายออกจากคฤหาสน์ “รอยัล ลอดจ์” ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์แล้ว สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าชายแอนดรูว์ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาและความเชื่อมโยงกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน

เจ้าชายแอนดรูว์ พระชนมายุ 65 พรรษา ต้องเผชิญข้อครหาอีกครั้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพระองค์กับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินคนดังผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีค้าประเวณีผู้ล่วงลับ หลังจากมีการเผยแพร่หนังสือบันทึกความทรงจำหลังการเสียชีวิตของ เวอร์จิเนีย จุฟเฟรย์ ผู้กล่าวหาพระองค์ว่าล่วงละเมิดทางเพศ ในชื่อเรื่อง “Nobody’s Girl”

น.ส.จุฟเฟรย์ ระบุในบันทึกความทรงจำว่า เจ้าชายแอนดรูว์ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะที่เธอยังเป็นวัยรุ่น โดยเธอจบชีวิตตัวเองเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะมีอายุ 41 ปี ส่วนเจ้าชายแอนดรูว์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อพระองค์ และอ้างว่าไม่เคยพบกับจุฟเฟรย์มาก่อน

ล่าสุด สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ว่า “ในวันนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการ เพื่อถอดถอนคำนำหน้า (Style), พระอิสริยยศ (Titles) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (Honours) ของเจ้าชายแอนดรูว์” ซึ่งเป็นผลมาจากกรณีอื้อฉาวที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์

“เจ้าชายแอนดรูว์จะถูกเรียกขานในนาม แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน วินด์เซอร์ นับตั้งแต่นี้ไป ส่วนสัญญาเช่าที่ประทับ รอยัล ลอดจ์ ที่ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่พระองค์ในการเข้าประทับที่นั่นจนถึงวันนี้นั้น ขณะนี้ได้มีการแจ้งอย่างเป็นทางการให้ยกเลิกสัญญาเช่าแล้ว และพระองค์จะย้ายไปยังที่ประทับส่วนพระองค์แห่งอื่น”

“การตำหนิเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าพระองค์จะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่มีต่อพระองค์ก็ตาม” แถลงการณ์ของสำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุ สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของราชวงศ์ในการรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือ

ด้านสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น อ้างว่าได้ข้อมูลมาว่า เจ้าชายแอนดรูว์จะย้ายไปประทับที่อสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์อังกฤษ ไม่ใช่ของ Crown Estate (สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ที่จัดการทรัพย์สินและที่ดินของราชวงศ์ โดยการย้ายที่ประทับนี้จะได้รับเงินทุนส่วนตัวจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ และจะเกิดขึ้นทันทีที่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้คาดกันว่า การที่สำนักพระราชวังดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากแม้จะรับทราบว่าเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อพระองค์ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์ทรงตัดสินใจผิดพลาดอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประกาศเรื่องการถอดยศดังกล่าว แต่เจ้าชายแอนดรูว์จะยังคงเป็น รัชทายาทลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์อังกฤษ สถานะดังกล่าวสามารถถูกถอดถอนได้ด้วยการออกกฎหมาย แต่จะต้องได้รับความยินยอมจากประเทศในเครือจักรภพทั่วโลกซึ่งจะต้องใช้เวลา โดยกระบวนการนี้ถูกใช้ครั้งล่าสุดตอนสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ทรงสละราชสมบัติในปี 2479

CNN เข้าใจว่า แทนที่จะถอดถอนพระอิสริยยศ ดยุกแห่งยอร์ก ของเจ้าชายแอนดรูว์อย่างเป็นทางการ ผ่านพระราชบัญญัติของรัฐสภา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์จะทรงส่งพระราชโองการ (royal warrants) เพื่อถอดถอนฐานันดรศักดิ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ที่เกี่ยวข้องกับยศ ดยุคแห่งยอร์ก, เอิร์ลแห่งอินเวอร์เนส และ บารอนแห่งคิลลีลีห์ แทน

ทั้งนี้ เจ้าชายแอนดรูว์เคยดำรงพระอิสริยยศดังกล่าว และครองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดลำดับที่ 1 ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์รอยัลวิกตอเรียน (GCVO) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์อันทรงเกียรติสูงสุดของอังกฤษ (Order of the Garter) ซึ่งการถอดถอนพระอิสริยยศของพระองค์ได้มีผลทันที

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุเสริมในแถลงการณ์ว่า “องค์พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีทรงปรารถนาที่จะแสดงความชัดเจนว่า พระองค์ยังคงมีความคิดคำนึงและความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ต่อเหยื่อและผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทุกรูปแบบ”

ด้านเจ้าหญิงเบียทริซ และ เจ้าหญิงยูจีนี พระธิดาของเจ้าชายแอนดรูว์ จะยังคงรักษาพระอิสริยยศของพระองค์ไว้ เนื่องจากทรงเป็นพระธิดาของโอรสของพระประมุข ซึ่งเป็นไปตามกฎที่กำหนดไว้โดยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ในปี 2460

ส่วน ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตพระชายาของเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งอาศัยอยู่กับพระองค์ที่ รอยัล ลอดจ์ มาเป็นเวลา 20 ปี ก็จะย้ายออกเช่นกัน และเป็นที่เข้าใจกันว่าเธอกำลังดำเนินการจัดเตรียมที่อยู่ใหม่ด้วยตัวเอง

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์

สถานการณ์คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์นี้ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายในราชวงศ์อังกฤษ และความพยายามที่จะรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสถาบัน

ผลกระทบจากการถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์

การคิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงทางตำแหน่ง แต่ยังส่งผลกระทบต่อบทบาทและหน้าที่ต่างๆ ที่เจ้าชายแอนดรูว์เคยมี นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความรู้สึกและความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อราชวงศ์อีกด้วย

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์
  • การเปลี่ยนแปลงบทบาทและหน้าที่ของเจ้าชายแอนดรูว์
  • ผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และการให้ความสำคัญกับความถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ จ่อให้ย้ายออกจากคฤหาสน์

Scroll to top