การศึกษาไทย

ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

ข่าวดีสำหรับผู้ปกครองและน้องๆ นักเรียนทั่วประเทศครับ! ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเยาวชนไทยในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้ดียิ่งขึ้น

เจาะลึกมติ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกนมให้เด็กดื่มเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานด้านสุขภาพที่สำคัญ การขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักเรียนชั้น ม.1 ถึง ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาส จะช่วยให้เด็กๆ กว่า 6.6 ล้านคนได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนในช่วงวัยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

ทำไมต้องขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3?

การผลักดันนโยบาย ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส ในครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ห่างไกล
  • เสริมสร้างสุขภาพ: ให้นักเรียนได้รับโปรตีนและวิตามินจากนมโคสดแท้ 100% เพื่อพัฒนาการทางร่างกายและสมอง
  • ช่วยเกษตรกรโคนม: เป็นการกระตุ้นการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศ ช่วยลดปัญหาน้ำนมล้นตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับแล้ว ภาคเกษตรกรรมไทยก็ยังได้อานิสงส์ไปด้วยครับ เพราะการเพิ่มปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบกว่า 87 ตันต่อวัน จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนมมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปีการศึกษา 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเริ่มจัดส่งนมให้กับเด็กกลุ่มใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยมีการปรับจำนวนวันการจัดส่งนมให้เหมาะสมกับระยะเวลาการเรียนการสอนที่เหลืออยู่ เพื่อให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

โดยส่วนตัวผมมองว่า นโยบายนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก เพราะการลงทุนกับสุขภาพของเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ เมื่อเด็กมีสุขภาพร่างกายและสมองที่แข็งแรง พวกเขาจะสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อย่างเต็มศักยภาพครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส-ครอบคลุมนักเรียน 6.6 ล้านคน

ก.ศึกษาธิการ-ก.แรงงาน จับมือปฏิรูป ปูทางเด็กไทยสู่ตลาดแรงงานชั้นสูง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะเยาวชนไทยครับ เมื่อรัฐบาลได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ก.ศึกษาธิการ-ก.แรงงาน จับมือปฏิรูป ปูทางเด็กไทยสู่ตลาดแรงงานชั้นสูง เพื่อให้การเรียนไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่เป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคงในอนาคต

ก.ศึกษาธิการ-ก.แรงงาน จับมือปฏิรูป ปูทางเด็กไทยสู่ตลาดแรงงานชั้นสูง

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพการเรียนแบบเดิมๆ ที่เรียนจบแล้วค่อยเริ่มหางานทำ แต่ปัจจุบันโลกหมุนเร็วขึ้นมากครับ รัฐบาลจึงเล็งเห็นว่าเราต้องเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการศึกษาไทยครั้งใหญ่ โดยเน้นการวางเส้นทางอาชีพและทักษะตั้งแต่ยังอยู่ในห้องเรียน เพื่อให้เด็กไทยจบไปแล้วมีงานรองรับทันทีตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน ก.ศึกษาธิการ-ก.แรงงาน จับมือปฏิรูป ปูทางเด็กไทยสู่ตลาดแรงงานชั้นสูง

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ตัวหนังสือ แต่เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงผ่าน 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ครับ:

  • เรียนตรงทักษะ: ดึงภาคเอกชนมาร่วมออกแบบหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดงาน
  • ติดตามเด็กหลุดระบบ: เชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อช่วยเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับมาเรียนหรือฝึกอาชีพใหม่
  • ฝึกงานอย่างปลอดภัย: เน้นสร้างประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ
  • ปราบปรามแรงงานเด็กผิดกฎหมาย: เพื่อสร้างมาตรฐานสังคมที่ดี
  • ยกระดับบุคลากรต่างชาติ: ปรับลดขั้นตอนใบอนุญาตทำงาน (E-Work Permit) เพื่อดึงคนเก่งมาสอนทักษะใหม่ๆ
  • เรียนรู้เพื่อมีรายได้: ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง

รัฐบาลย้ำชัดเจนครับว่า เป้าหมายของการศึกษาไม่ใช่แค่ปริญญาบัตร แต่คือการสร้างอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดี การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสองกระทรวงนี้จะช่วยแก้ปัญหาคลาสสิกอย่าง ‘แรงงานไม่ตรงสาย’ และช่วยให้เด็กไทยพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับโลกการทำงาน จะช่วยให้เยาวชนไทยมีความมั่นใจและก้าวสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเต็มภาคภูมิ หากใครกำลังมองหาแนวทางการพัฒนาทักษะ ลองติดตามข่าวสารจากทางกระทรวงทั้งสองแห่งนี้ดูนะครับ แล้วคุณจะพบโอกาสดีๆ อีกมากมายในการต่อยอดอนาคต

ที่มา – ก.ศึกษาธิการ-ก.แรงงาน จับมือปฏิรูป ปูทางเด็กไทยสู่ตลาดแรงงานชั้นสูง

ประเสริฐ มอบรางวัลครูถิรคุณ ยกย่อง 2 ครูผู้เสียสละ

ประเสริฐ มอบรางวัลครูถิรคุณ ยกย่อง 2 ครูผู้เสียสละ

กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและปลุกพลังใจให้กับคนไทยทั่วประเทศ เมื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางไปมอบรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง “ประเสริฐ” มอบรางวัลครูถิรคุณแก่ 2 ครู รร.บ้านโนนเหลื่อมฯ ยก เป็นต้นแบบ ครูผู้เสียสละ ให้กับคุณครูผู้กล้าหาญสองท่าน คือ นางสาวสิริกาญจน์ กังชอนนอก และนางสาวชุสิตา ธุระสุข ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยอยู่ที่โรงเรียนบ้านโนนเหลื่อม อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

เปิดวีรกรรมความกล้าหาญที่ควรบันทึกไว้

เหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่เด็กนักเรียนตัวน้อยกำลังเรียนหนังสือตามปกติ ได้มีผู้บุกรุกเข้ามาในบริเวณโรงเรียน ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก แต่ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นครูและจิตวิญญาณของผู้ปกป้อง ครูทั้งสองท่านได้ตัดสินใจเข้าขัดขวาง และยื้อประตูห้องเรียนไว้จนสุดกำลัง เพื่อผลักดันผู้บุกรุกออกไปให้พ้นจากเขตโรงเรียน จนสามารถปกป้องลูกศิษย์ทุกคนให้ปลอดภัยได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งการกระทำนี้คือที่มาของการที่ “ประเสริฐ” มอบรางวัลครูถิรคุณแก่ 2 ครู รร.บ้านโนนเหลื่อมฯ ยก เป็นต้นแบบ ครูผู้เสียสละ ให้แก่บุคลากรทางการศึกษาไทย

ภายในงานพิธีมอบรางวัล รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมและยกย่องว่าการกระทำของครูทั้งสองท่านไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่ แต่เป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้

  • สติปัญญา: การตัดสินใจในสถานการณ์คับขันได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
  • ความกล้าหาญ: การเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น
  • อุดมการณ์: ความรักในวิชาชีพที่ยอมสละแม้ความปลอดภัยของตนเอง

นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ยังย้ำชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงนโยบายที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพร้อมจะสนับสนุนและผลักดันให้เกิดต้นแบบที่ดีเช่นนี้ต่อไป เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนครูทั่วประเทศมั่นใจในการทำความดี

ท้ายที่สุด การที่ “ประเสริฐ” มอบรางวัลครูถิรคุณแก่ 2 ครู รร.บ้านโนนเหลื่อมฯ ยก เป็นต้นแบบ ครูผู้เสียสละ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการเชิดชูเกียรติส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรทางการศึกษาที่ทุ่มเททำงานหนักทั่วประเทศ เรื่องราวนี้เตือนใจเราทุกคนว่า “ครู” คือเรือจ้างที่ไม่ได้แค่สอนหนังสือ แต่ยังเป็นผู้คุ้มครองดูแลชีวิตและอนาคตของเด็กไทยทุกคนอย่างแท้จริง เราขอสดุดีในความกล้าหาญของครูทั้งสองท่านและหวังว่าเรื่องราวจะเป็นแรงส่งต่อความดีให้สังคมไทยต่อไปครับ

ที่มา – “ประเสริฐ” มอบรางวัลครูถิรคุณแก่ 2 ครู รร.บ้านโนนเหลื่อมฯ ยก เป็นต้นแบบ ครูผู้เสียสละ

ศธ.ยุคใหม่ ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ทั้งกระทรวง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาประกาศทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของศธ.ยุคใหม่ ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ทั้งกระทรวง โดยงานนี้ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 ระบบการทำงานภายในกระทรวงจะต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบอย่างแน่นอน

ศธ.ยุคใหม่ ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ทั้งกระทรวง

การเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานแบบ Paperless ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลิกใช้กระดาษเท่านั้น แต่คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้มีความโปร่งใส รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนบริหารจัดการ ซึ่งโครงการ ศธ.ยุคใหม่ ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ทั้งกระทรวง นี้ จะมีการเชื่อมโยงระบบ (API) ระหว่างหน่วยงานในกระทรวงและหน่วยงานภายนอก เพื่อให้การรับส่งข้อมูลเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ โดยยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) ตามมาตรฐานสากลอีกด้วย

ก้าวต่อไปของกระทรวงศึกษาธิการในยุคดิจิทัล

นอกเหนือจากการทำระบบ e-Office แล้ว กระทรวงฯ ยังให้ความสำคัญกับการเตรียม AI Framework เพื่อให้เด็กไทยทุกช่วงวัยสามารถใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย รวมถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้:

  • การเปลี่ยนอุปกรณ์การเรียนทางไกล (DLTV) จากทีวีรุ่นเก่าสู่สมาร์ททีวีที่ทันสมัยในโรงเรียนชายขอบ
  • การทบทวนระบบการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่าง O-NET ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • การสนับสนุนการเรียนทักษะอาชีพ (ทวิศึกษา) เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้กับผู้เรียนหลังจบหลักสูตร
  • การบูรณาการความร่วมมือกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อแบ่งปันทรัพยากรการเรียนการสอน

ความพยายามในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้ทรัพยากรมนุษย์ของไทยก้าวหน้าทันโลก โดยเฉพาะการที่หน่วยงานภาครัฐตื่นตัวเรื่องการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่าง ศธ.ยุคใหม่ ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ทั้งกระทรวง นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิรูปการทำงานให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

เราในฐานะประชาชนคนไทยต่างก็คาดหวังว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลดีต่อบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนทั่วประเทศ ให้เข้าถึงทรัพยากรได้สะดวกขึ้น และลดภาระงานเอกสารที่ยุ่งยาก เพื่อให้ครูและนักเรียนมีเวลาทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนและการเรียนรู้อย่างเต็มที่ที่สุด นี่คือความหวังใหม่ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง สำหรับอนาคตการศึกษาไทยที่ไร้ขีดจำกัด หากทำได้จริงตามกรอบเวลา เชื่อว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของราชการไทยไปในทิศทางที่สดใสกว่าเดิมแน่นอน

ที่มา – ศธ.ยุคใหม่ ปักหมุด 1 ม.ค. 70 ดีเดย์ “e-Office” ไร้กระดาษ 100% ทั้งกระทรวง

เยาวชนไทยสุดเจ๋ง ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คว้าอันดับ 4 ของโลก

เชื่อเลยว่าวินาทีนี้ไม่มีใครไม่พูดถึงความสามารถของเด็กไทย เมื่อทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศอีกครั้งด้วยการคว้าอันดับ 4 ของโลกจากเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติอย่าง World RoboCup Rescue 2026 ณ เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ ครับ

เยาวชนไทยสุดเจ๋ง ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คว้าอันดับ 4 ของโลกมาครอง

เส้นทางสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะทีม iRAP Robot ต้องเจอกับโจทย์ที่หินสุดๆ ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ที่ต้องปรับจูนตลอดเวลา และความตื่นเต้นกดดันจากคู่แข่งทั่วโลกถึง 23 ทีม แต่ด้วยการเตรียมตัวที่ดีและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอันชาญฉลาด ของนักศึกษาทั้ง 14 คน ร่วมกับคณะอาจารย์จาก มจพ. ทำให้พวกเขาสามารถฟันฝ่าด่านทดสอบต่างๆ จนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างสง่างาม

ความโดดเด่นของหุ่นยนต์กู้ภัยสายเลือดไทย

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ แม้กติกาจะอนุญาตให้ใช้หุ่นยนต์สำเร็จรูปได้ แต่ทีม เยาวชนไทยสุดเจ๋ง ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คว้าอันดับ 4 ของโลกมาครอง เลือกที่จะสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาด้วยฝีมือตัวเองทั้งหมด ทั้งการออกแบบโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า รวมถึงซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่ใช้ควบคุมหุ่นยนต์ นี่คือจุดแข็งที่ทำให้นวัตกรรมของไทยโดดเด่นและแสดงให้เห็นถึงทักษะด้านวิศวกรรมฝีมือระดับมืออาชีพ

  • ทีมงานจาก มจพ. ประกอบด้วยนักศึกษาตัวท็อป 14 คน และอาจารย์ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน
  • การบริหารจัดการเวลาและการแก้ปัญหาหน้างานเป็นเลิศ แม้มีเวลาเตรียมตัวระหว่างแมตช์ไม่ถึง 20 นาที
  • ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำอย่าง BGRIM, การบินไทย และ UNISON ผสานพลังร่วมกับ KH Academy

แม้ปีนี้ทีมจะคว้ารางวัลอันดับ 4 มาครอง ซึ่งถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากแล้วเมื่อเทียบกับประสบการณ์ของทีมคู่แข่งที่ล้วนเป็นอดีตแชมป์โลก แต่ไฟในใจของน้องๆ ยังคงลุกโชนครับ โดยอาจารย์ที่ปรึกษาได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปีหน้าพวกเขามุ่งมั่นจะกลับไปทวงแชมป์โลกเพื่อชื่อเสียงของ มจพ. และประเทศไทยอย่างแน่นอน นี่แหละครับคือหัวใจของนักสู้ที่แท้จริง

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนร่วมส่งกำลังใจให้ทีม เยาวชนไทยสุดเจ๋ง ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คว้าอันดับ 4 ของโลกมาครอง ในก้าวต่อไปของพวกเขา เพราะการสนับสนุนนวัตกรรมเยาวชนในวันนี้ คือรากฐานสำคัญที่จะพาประเทศไทยก้าวสู่เทคโนโลยีระดับโลกในอนาคตครับ

ที่มา – เยาวชนไทยสุดเจ๋ง ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย “iRAP Robot” มจพ. คว้าอันดับ 4 ของโลกมาครอง

พว. เปิดโมเดล สร้างครูก่อนสร้างเด็ก ชู GPAS 5 Steps ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว. เปิดโมเดล สร้างครูก่อนสร้างเด็ก ชู GPAS 5 Steps ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โลกการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้ออกมาเปิดเผยแนวคิดใหม่ในการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยชูโมเดล สร้างครูก่อนสร้างเด็ก เพื่อหวังเปลี่ยนบทบาทครูจากการเป็นผู้สอนแบบบรรยาย ให้กลายเป็น ‘นักออกแบบการเรียนรู้’ อย่างแท้จริง โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps เป็นแกนหลักสำคัญ

เปลี่ยนโฉมห้องเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบัน พว. ได้ย้ำชัดเจนว่า การจะสร้างเด็กให้มีคุณภาพนั้น ต้องเริ่มจากการพัฒนาครูผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญในห้องเรียน หลักการ สร้างครูก่อนสร้างเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องของทฤษฎี แต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของครูให้มาใช้เครื่องมือ GPAS 5 Steps เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างงานได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะมุ่งเน้นการท่องจำเพื่อหวังผลเพียงคะแนนสอบ

  • G (Gathering): รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • P (Processing): ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลให้เกิดความคิดรวบยอด
  • A (Applying): นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติ
  • S (Self-Regulating): กำกับตนเองและประเมินผลการเรียนรู้
  • S (Step/Sharing/Social): การสร้างงานและแบ่งปันองค์ความรู้สู่สังคม

นอกจากนี้ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การนำโมเดลนี้มาปรับใช้ยังช่วยให้ครูและเด็กไทยสามารถ สร้างครูก่อนสร้างเด็ก โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นเครื่องมือเสริม โดยต้องอาศัยวิจารณญาณและการใช้อย่างรู้เท่าทัน มิเช่นนั้น AI อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการคิดของเด็กได้โดยไม่รู้ตัว

นำร่องกาญจนบุรีสู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ

ปัจจุบันโครงการนี้ได้เริ่มนำร่องที่จังหวัดกาญจนบุรี ผ่านโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม และโรงเรียนอื่นๆ ในเครือข่าย เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งมั่นใจได้ว่าเมื่อครูเก่งและมีความพร้อมในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เด็กไทยจะสามารถก้าวทันโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

หากเราต้องการเห็นอนาคตประเทศที่ดีขึ้น การเริ่มปรับโครงสร้างความคิดของครูตั้งแต่วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะครูคือคนเดียวที่จะวาดอนาคตให้ผู้เรียนเติบโตไปเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นนักคิด และเป็นผู้สร้างนวัตกรรมให้กับสังคมต่อไปในอนาคต

ที่มา – พว. เปิดโมเดล “สร้างครูก่อนสร้างเด็ก” ชู GPAS 5 Steps ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

สว. จี้ อว. แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยลาออก เหตุรายได้ไม่เป็นธรรม

ปัญหาเรื่องความมั่นคงและความเป็นธรรมในอาชีพเป็นประเด็นร้อนที่หลายหน่วยงานให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา เมื่อล่าสุดได้มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทางวุฒิสภา เกี่ยวกับประเด็น สว. จี้ อว. แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยลาออก เหตุรายได้ไม่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของไทย แต่กลับต้องเผชิญกับภาวะสมองไหลเนื่องจากปัญหาค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน

สว. จี้ อว. แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยลาออก เหตุรายได้ไม่เป็นธรรม

ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางสภาได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น แม้จะมีมติ ครม. เกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าจ้างไว้ตั้งแต่ปี 2542 แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 26 ปี หลายมหาวิทยาลัยยังคงไม่สามารถดำเนินการได้จริง นำไปสู่ความกังวลว่าการสว. จี้ อว. แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยลาออก เหตุรายได้ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้และสวัสดิการของบุคลากรให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

แนวทางการแก้ปัญหาและวิสัยทัศน์ของกระทรวง อว.

ทางด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ชี้แจงและรับปากว่าจะเร่งดำเนินการ โดยนำเสนอแนวทางการจัดการค่าจ้าง 3 ทางเลือกให้กับสภามหาวิทยาลัยเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ดังนี้:

  • การจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนตามระเบียบ แต่ปรับลดสวัสดิการลง
  • การจ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวน เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปสมทบเป็นกองทุนสวัสดิการ
  • การจ่ายค่าจ้างสูงกว่าเกณฑ์ โดยใช้รายได้จากการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยมาช่วยสมทบ

นอกจากนี้ กระทรวงยังมีแผนในการสร้างมาตรฐานกลาง เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจไว้ที่สภามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว โดยมุ่งเน้นการUpskill และ Reskill บุคลากร เพื่อเปิดช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้แก่มหาวิทยาลัยผ่านการบริการวิชาการและการจดสิทธิบัตร ซึ่งจะช่วยให้มีงบประมาณมาดูแลบุคลากรอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานภาครัฐจะให้ความสำคัญกับบุคลากรในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง เพราะหากคนทำงานไม่มีขวัญและกำลังใจที่ดี ผลกระทบย่อมตกไปอยู่ที่คุณภาพการเรียนการสอนของนิสิตนักศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมีการปรับฐานเงินเดือนและสวัสดิการให้เป็นธรรม คาดว่าปัญหาพนักงานลาออกจะลดน้อยลงอย่างแน่นอน

ที่มา – สว. จี้ อว. แก้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยลาออก เหตุรายได้ไม่เป็นธรรม

“ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย

“ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ซึ่งได้ดำเนินงานมาอย่างยาวนานจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 โดยถือว่า “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานเยาวชนทั่วประเทศ

ในพิธีดังกล่าว มีทั้งผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษามาร่วมแสดงพลังกันอย่างคับคั่ง ทั้งที่หอประชุมคุรุสภาและผ่านระบบออนไลน์ งานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการทบทวนความสำเร็จที่ผ่านมา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าหน่วยงานนี้เป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งในการดูแลนักเรียนกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

วิสัยทัศน์และการพัฒนาในอนาคต

ท่านรัฐมนตรีประเสริฐได้กล่าวชื่นชมในความมุ่งมั่นของเหล่าข้าราชการครูที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ แม้จะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่การพัฒนาทักษะชีวิต คุณธรรม และจริยธรรมให้กับเด็กไทยถือเป็นเป้าหมายสูงสุด เพื่อให้เด็กๆ เติบโตมาเป็นพลเมืองที่มีภูมิต้านทานต่อโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการที่ “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย นั้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในนโยบายการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ทางด้านเลขาธิการ กพฐ. ก็ได้เสริมถึงแนวทางการทำงานว่า สพฐ. พร้อมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรที่เน้น:

  • การคิดวิเคราะห์ เพื่อการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด
  • การปลูกฝังคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
  • การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่

นอกจากนี้ ในงานยังมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์กว่า 300 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การทำงานของ สพฐ. ตลอดสองทศวรรษกว่าที่ผ่านมาได้กลายเป็นแบบอย่างขององค์กรที่ปรับตัวเพื่อคนรุ่นใหม่เสมอมา

บทสรุปของงานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขปีที่ผ่านไป แต่คือการยืนยันว่าการศึกษาคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของชาติ และการที่ “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย คือพลังใจสำคัญให้บุคลากรทุกคนมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป นี่เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองว่า ในอนาคตระบบการศึกษาไทยจะก้าวเข้าสู่ระดับสากลได้เข้มแข็งเพียงใด หากทุกภาคส่วนยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ความฝันของเด็กไทยในการเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ที่มา – “ประเสริฐ” ชื่นชม สพฐ. ครบรอบ 23 ปี เสาหลักการศึกษาไทย

กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์

ในโลกที่การศึกษากลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ กสศ. หรือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านแนวคิด กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับเด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านมุมมองต่องบประมาณด้านการศึกษาให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

เจาะลึก กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์

ปัญหาที่ผ่านมาของการศึกษาไทยมักติดหล่มอยู่กับความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย การเปลี่ยนรัฐบาลหรือตัวบุคคลบ่อยครั้งทำให้ทิศทางการพัฒนาหยุดชะงัก การสร้างกลไกเชิงสถาบันที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น และนี่คือเหตุผลที่ กสศ. นำเสนอนวัตกรรมทั้ง 8 ประการเพื่อเข้ามาอุดรอยรั่วและขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยไปข้างหน้า

ทำความเข้าใจกับการปฏิรูปการศึกษาในแบบฉบับ กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือที่ทดลองใช้จริงและได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง โดยเน้นที่:

  • ระบบข้อมูลรายบุคคล: เพื่อให้มองเห็นเด็กที่หลุดออกจากระบบและเข้าถึงความช่วยเหลือได้ตรงจุด
  • หลักประกันโอกาสทางการศึกษา: ใช้ระบบเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
  • Thailand Zero Dropout: ดึงเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษากลับสู่การเรียนรู้
  • โรงเรียนพัฒนาตนเอง: สร้างกระบวนการเรียนรู้จากพื้นที่จริง
  • โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น: พัฒนาคนในชุมชนให้กลับไปเป็นครูผู้เข้าใจบริบทเด็ก
  • การศึกษาที่ยืดหยุ่น: ปรับรูปแบบเวลาและสถานที่ให้เข้าถึงเด็กทุกกลุ่ม
  • All for Education: สร้างภาคีร่วมลงทุนจากทุกภาคส่วนในสังคม
  • การวิจัยเชิงประจักษ์: ใช้หลักฐานทางวิชาการชี้นำทิศทางนโยบายเพื่ออนาคต

การให้ความสำคัญกับ 8 นวัตกรรมนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงทุกภาคส่วนว่า การลงทุนกับการศึกษานั้นไม่ใช่เพียงรายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ให้ผลตอบแทนมหาศาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เราทุกคนในฐานะคนในสังคมสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนี้ได้ เริ่มต้นจากการตระหนักรู้และช่วยกันผลักดันให้การศึกษาของไทยก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคงและไร้ความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองให้ไกลกว่างบประมาณก้อนหนึ่ง และสร้างระบบที่ให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตตามศักยภาพของตนเองอย่างภาคภูมิใจ

ที่มา – กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่ “การลงทุนทุนมนุษย์”

Scroll to top