การศึกษา

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตกัน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กชวนทุกคนจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2569 ว่ากฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วจะได้ไปต่อหรือถูกปัดตกกันแน่ โดยเฉพาะกฎหมายที่พรรคประชาชนเคยเสนอเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของประชาชน

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายไหนจะรอด?

ทำไม “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” ถึงสำคัญ? เพราะกฎหมายเหล่านี้ถ้าครบกำหนด 60 วันตามรัฐธรรมนูญ (ครบ 14 พ.ค. 2569) แล้วไม่ได้รับรอง ก็จะล้มหายตายจากไปหมดเลยนะครับ มันจะกระทบปัญหาหลายอย่างที่เรากำลังเจออยู่ เช่น ค่าโทรศัพท์แพง อากาศสกปรก สิทธิแรงงานน้อยนิด ฯลฯ มาดูกันว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่ต้องลุ้น

8 กฎหมายสำคัญที่ “พริษฐ์” ชวนจับตา

  1. พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า กฎหมายนี้จะช่วยแก้ปัญหาค่าโทรศัพท์มือถือที่แพงขึ้นทุกปี อินเทอร์เน็ตช้าแบบจงใจ และค่าบริการ GP สูงลิ่ว เพราะตลาดถูกผูกขาดโดยไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง ถ้ากฎหมายนี้ไปต่อ ผู้บริโภคอย่างเราจะได้ประโยชน์เต็มๆ ลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยครับ
  2. พ.ร.บ.อากาศสะอาด / พ.ร.บ. PRTR ใครๆ ก็รู้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้ป่วยกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษแบบไม่ยั้ง กฎหมายนี้จะบังคับให้โรงงานรายงานและลดการปล่อยสารพิษ ถ้าไม่ผ่าน เราจะหายใจอากาศสะอาดได้ยากขึ้นไปอีก
  3. พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กระบวนการขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ช้าเหยียด แถมยังเปิดช่องสินบนเจ้าหน้าที่ กฎหมายนี้จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ลดคอร์รัปชัน เหมาะกับนักลงทุนและธุรกิจ SME มากๆ
  4. พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับใหม่) ปัญหาหนี้สินท่วมตัว แต่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้เพราะต้องรอฟ้องล้มละลายก่อน กฎหมายนี้ช่วยให้เจรจากับเจ้าหนี้ทุกคนพร้อมกัน ลดโอกาสล้มละลายจริง ช่วยชีวิตผู้ประกอบการและครอบครัวได้ไม่น้อย
  5. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แรงงานไทยลาได้น้อย พักผ่อนไม่พอ OT น้อยกว่ามาตรฐานสากล สัญญาจ้างเอาเปรียบเต็มๆ กฎหมายนี้จะยกระดับสิทธิให้เทียบเท่านานาชาติ ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น
  6. พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ด้านการศึกษา โครงสร้างบุคลากรการศึกษาถูกบิดเบี้ยว ลดการมีส่วนร่วมของครู ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะคืนอำนาจให้ครูและบุคลากร สร้างระบบการศึกษาที่ดีขึ้นให้ลูกหลาน
  7. พ.ร.บ.คืนความเป็นธรรมเรื่องที่ดิน ชาวบ้านทำกินที่ดินมานานแต่ไม่มีเอกสาร โดนฟ้องคดีเพียบ กฎหมายนี้ช่วยให้มีสิทธิ์ชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดข้อพิพาทที่ดินที่เกิดขึ้นทุกวัน
  8. พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ศาลทหารตัดสินคดีพลเรือนไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะคดีทุจริตหรือซ้อมทรมาน กฎหมายนี้จะทำให้ยุติธรรมเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ

หากครม. ปัดตก พรรคประชาชนพร้อมสู้ต่อ

นายพริษฐ์ย้ำชัด ถ้ากฎหมายที่พรรคเห็นว่าสำคัญไม่ได้รับรองใน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” วันพรุ่งนี้ พรรคจะใช้กลไกวิปฝ่ายค้านซักถามเหตุผลจากสำนักเลขาฯ ครม. แล้วชงให้ทบทวนในการประชุม 12 พ.ค. ซึ่งยังทันกรอบ 60 วัน เรียกว่ารอผลได้เลยครับ

ในมุมมองผม การ “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” แบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีคนที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ถ้ากฎหมายเหล่านี้ไปต่อได้ จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มาก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยั่งยืนให้สังคมไทย คุณล่ะคิดว่ากฎหมายไหนสำคัญที่สุด? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ จับตาด้วยนะครับ จะได้กดดันครม. ให้รับรองกฎหมายดีๆ เหล่านี้!

ที่มา – “พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายฉบับไหน “ไปต่อ” หรือ ถูก “ปัดตก”

“ยศชนัน” ควงภริยา-ลูก เที่ยว Futurium ชมพิพิธภัณฑ์ไทยยอดเยี่ยม

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยศชนัน ควงภริยา-ลูก เที่ยว Futurium กันอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว! นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พาครอบครัวทั้งภรรยาและลูกๆ ไปสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำที่ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือ Futurium คลองห้า ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คการเรียนรู้ทันสมัยที่สุดในอาเซียน ใครที่กำลังหาที่เที่ยวครอบครัวที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ ต้องไม่พลาดที่นี่เลยนะ

ยศชนัน ควงภริยา-ลูก เที่ยว Futurium สุดประทับใจ

วันที่ 2 พฤษภาคม ที่ Futurium นายยศชนันและครอบครัวใช้เวลากว่าครึ่งวันสำรวจโซนต่างๆ ผ่านระบบ Interactive สุดไฮเทค โดยเฉพาะโซน Innovation World ที่ช่วยสร้างกรอบความคิดให้เด็กๆ เข้าใจการใช้นวัตกรรมแก้ปัญหาชีวิตจริง เรียกได้ว่า ยศชนัน ควงภริยา-ลูก เที่ยว Futurium แล้วติดใจเต็มๆ

7 โซนไฮไลต์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

มี 7 โซนเด็ดที่ต้องไปโดน มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง:

  • นวัตกรรมการคมนาคมขนส่ง: เรียนรู้เมืองอัจฉริยะและการเดินทางแห่งอนาคต ไม่มีติดขัดอีกต่อไป
  • นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ: ลองควบคุมหุ่นยนต์แขนกล หรือจำลองเป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์สุดแม่นยำ สนุกมาก!
  • นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ: ห้องจำลองพายุ ไฟไหม้ ฝึกเอาตัวรอดแบบมือโปร
  • นวัตกรรมพลังงานทางเลือก: สำรวจพลังงานสะอาดเพื่อโลกยั่งยืน
  • นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ: จากเพาะปลูกแม่นยำ ปศุสัตว์ไฮเทค ถึงบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
  • นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและนาโน: เทคโนโลยีจิ๋วที่อยู่รอบตัว อธิบายง่ายๆ เข้าใจทันที
  • นวัตกรรมอวกาศและการบิน: เดินบนพื้นผิวดวงจันทร์ วางแผนชีวิตบนดาวอื่น ตื่นเต้นสุดๆ

แต่ที่ฮอตฮิตสุดคือโซน Job World สำหรับเด็กอายุ 9-18 ปี Workshop ยาว 1.30 ชม. ทดลอง 27 อาชีพในฝันจาก 9 ศูนย์ เช่น วิศวกรเกษตรอัจฉริยะ เชฟอาหารรักษ์โลก นักจัดการภัยพิบัติ วิศวกรหุ่นยนต์ หรือนักคิดค้นยา ช่วยให้เด็กเห็นว่าวิทยาศาสตร์นำไปสู่職業ในอนาคตได้จริงๆ

ยศชนันและครอบครัวที่ Futurium

นายยศชนันแชร์ความรู้สึกว่า “เคยไปเกาหลีใต้มา แต่ของไทยเรายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน Futurium ทำให้วิทยาศาสตร์สนุก เข้าใจง่าย โดยเฉพาะ Job World ที่ชี้ทางให้เด็กเห็นอาชีพอนาคต ผมเชื่อว่าจะจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยก้าวสู่เวทีโลก” สุดยอดเลยครับ!

นอกจากนี้ยังมีโอกาสแลกเปลี่ยนไอเดียกับทีมจากกระทรวงอว. เช่น ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ดนุพร ปุณณกันต์ และเพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ เพื่อพัฒนาให้ Futurium เข้าถึงทุกวัยมากขึ้น

ภาพกิจกรรมที่ Futurium
ภาพครอบครัวยศชนัน
โซน Job World Futurium
นวัตกรรมที่ Futurium

Futurium ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมดา แต่เป็นสถานที่ที่ผสมผสานเทคโนโลยี การเรียนรู้ และความสนุกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้แรงบันดาลใจด้าน STEM (Science, Technology, Engineering, Math) โดยเฉพาะในยุคที่อาชีพอนาคตต้องการทักษะเหล่านี้ โซน Job World ช่วยให้เด็กฝึกทักษะจริง เห็นภาพอาชีพชัดเจน ไม่ใช่แค่ทฤษฎีแห้งๆ ถ้าคุณมีลูกวัยเรียน รับรองว่ามาแล้วเด็กจะตื่นเต้น อยากเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้นแน่นอน

ในมุมมองผม Futurium คือความภูมิใจของไทยที่เทียบชั้นพิพิธภัณฑ์ชั้นนำโลก สร้างทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูงให้ชาติ ยศชนัน ควงภริยา-ลูก เที่ยว Futurium เป็นตัวอย่างที่ดีว่าผู้ใหญ่ชั้นนำยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบนี้

เชิญชวนทุกครอบครัวรีบพาลูกหลานไปเที่ยว Futurium วันนี้เลย! จองตั๋วออนไลน์ง่ายๆ รับรองไม่ผิดหวัง ได้ทั้งสนุก ได้ทั้งความรู้ อนาคตเด็กไทยสดใสแน่นอน

ที่มา – “ยศชนัน” ควงภริยา-ลูก เที่ยว Futurium ชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของไทยยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร

“เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัวชิงนายกพัทยา

ข่าวการเมืองท้องถิ่นเมืองพัทยาสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนและนักการเมืองในพื้นที่ โดยเอิงได้โพสต์แจ้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ระบุเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ไม่สามารถทุ่มเททำงานได้เต็มที่

“เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

ในข้อความที่เอิง นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก “เอิง – นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ” ระบุชัดเจนว่า “เอิงขอใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบค่ะ ก่อนอื่น เอิงขอแจ้งทุกท่านว่า เอิงได้ถอนตัวจากการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่” นอกจากนี้ เอิงยังแสดงความขอบคุณต่อประชาชนเมืองพัทยาและทีมงานทุกคนที่ให้การสนับสนุน พูดคุย แนะนำ ติชม และสะท้อนปัญหาต่างๆ ตลอดมา

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เอิงเคยประกาศความตั้งใจชิงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาอย่างชัดเจน โดยมีพรรคประชาชนหนุนหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อช่วยหาเสียงให้เอิง พร้อมเปิดแคมเปญหลัก “พัทยาเพื่อทุกคน” เอิงตั้งเป้าจะเป็นนายกเมืองพัทยาผู้หญิงคนแรกที่เป็นตัวแทนของทุกคน ไม่ยึดติดกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เน้นกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทุกชุมชน ไม่จำกัดเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว โดยวางวิสัยทัศน์ให้พัทยาเป็นเมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน

ประวัติและวิสัยทัศน์ของเอิง นิศามาศ

นางสาวนิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือเอิง เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่น จบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบูรพา มีประสบการณ์หลากหลายในวงการต่างๆ ดังนี้

  • งานในแวดวงโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดแข็งของพัทยา
  • การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • งานนิติบัญญัติในฐานะเลขานุการกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร
  • เลขานุการกรรมาธิการปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร

ด้วย背景ที่แข็งแกร่ง เอิงเคยได้รับการตอบรับดีจากประชาชนในพื้นที่ ที่ชื่นชอบแนวคิดกระจายโอกาสและพัฒนาที่ยั่งยืน แต่สุดท้ายเหตุผลส่วนตัวทำให้ต้องถอนตัว สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้สนับสนุน

ผลกระทบจากการถอนตัวของเอิง นิศามาศ

การประกาศ “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน ส่งผลให้พรรคประชาชนต้องปรับแผนด่วนในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของนักการเมืองท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก พัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของไทย กำลังเผชิญปัญหาหลายประการ เช่น การจัดการขยะ การจราจร และการกระจายรายได้ให้ชุมชนรอบนอก หากไม่มีเอิง ผู้สมัครอื่นๆ อาจได้เปรียบในแง่การหาเสียง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของเอิงแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และไม่เห็นแก่ตัว หากเธอไม่มั่นใจว่าจะทำงานเต็มที่ ก็เลือกถอนตัวเพื่อเปิดทางให้บุคคลอื่นที่พร้อมกว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้ยังคงน่าติดตาม เพราะพัทยาต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูหลังโควิด การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ หรือการพัฒนาชุมชนยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของเอิง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองท้องถิ่นจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับไทย-จีน พัฒนานวัตกรรม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีสุดๆ จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ มช. นะครับ เพิ่งเปิดตัว ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย-จีน ในด้านพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจในยุทธศาสตร์สากลของ มช. เลยล่ะ

พิธีเปิดศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน

ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มช. ได้จัดพิธีเปิดศูนย์นี้ ณ เขตฉาวหยาง เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมระหว่างไทยกับจีนให้แนบแน่นยั่งยืน ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง จะช่วยสร้างเครือข่ายที่แข็งแรง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้แบบไร้พรมแดน

ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน พัฒนาทุนมนุษย์ นวัตกรรม

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. เผยวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า การเปิดศูนย์นี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ มช. ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเอเชีย ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Chelove International Education Group Co.,Ltd. โดยตั้งเป้าดึงดูดนักศึกษาจีนและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนกว่า 1,000 คน ภายใน 5 ปี! นี่คือการยกระดับหลักสูตร ทักษะ และวิจัยให้ตรงใจทั้งสองประเทศเลยครับ

วิสัยทัศน์และเป้าหมายของศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง

ศูนย์นี้ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นฮับสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนทุกอย่าง ตั้งแต่การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงภาษา ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างไทย-จีน สอดคล้องกับนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ที่เน้นแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่

อธิการบดี มช. กล่าวในพิธีเปิดศูนย์ประสานงานที่ปักกิ่ง

มาดูประโยชน์ที่ทุกคนจะได้รับกันครับ:

  • พัฒนาทุนมนุษย์: หลักสูตรนานาชาติคุณภาพสูง รองรับนักศึกษาจีนที่มีศักยภาพ
  • นวัตกรรมและวิจัย: โครงการร่วมมือ สร้างสรรค์นวัตกรรมขับเคลื่อนภูมิภาค
  • แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม: กิจกรรมภาษาและศิลปะ สร้างมิตรภาพไทย-จีน แนวคิด “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
  • เครือข่ายกว้าง: เชื่อมโยงสถาบันชั้นนำจีนและไทย

แขกผู้มีเกียรติในพิธีเปิดศูนย์ มช. ปักกิ่ง

พิธีเปิดได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ปักกิ่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และพันธมิตรจีนชั้นนำ สะท้อนความสัมพันธ์อันดีงาม ทำให้ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง กลายเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ทันที

ทำไมศูนย์นี้ถึงสำคัญต่ออนาคตไทย-จีน

ในยุคที่เอเชียกำลังเป็นศูนย์กลางโลก การมีศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน พัฒนาทุนมนุษย์ นวัตกรรม จะช่วยให้เรามีบุคลากรคุณภาพสูง นวัตกรรมล้ำสมัย และเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน นักวิจัย หรือนักธุรกิจ ลองนึกภาพการเรียนรู้ข้ามชาติที่ไร้ขีดจำกัดสิครับ

ภาพบรรยากาศศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง พัฒนาความร่วมมือไทยจีน

ก้าวนี้ของ มช. ไม่เพียงยกระดับตัวมหาวิทยาลัย แต่ยังผลักดันให้ภูมิภาคเอเชียเป็นผู้นำการเรียนรู้โลกได้เลย ในมุมมองผม นี่คืออนาคตที่สดใส หากเราร่วมมือกันต่อไป

สนใจอยากเข้าร่วมหรือรู้ข้อมูลเพิ่มเติม? ติดต่อ มช. หรือศูนย์ประสานงานที่ปักกิ่งได้เลยครับ อย่าพลาดโอกาสดีๆ นี้!

ที่มา – ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน พัฒนาทุนมนุษย์ นวัตกรรม

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหา“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ ที่ น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเตือนอย่างจริงจังในวันที่ 14 เมษายน 2567 เธอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมทั้งหมด เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กหลุดระบบ และประชาชนเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

จากประสบการณ์ในพื้นที่ลำปางและทั่วประเทศ น.ส.เพ็ญภัค เน้นย้ำว่า ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว หรือรายได้หลังเกษียณ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และตัวเลขนี้น่าจะพุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการเตรียมการ จะเกิดวิกฤตใหญ่แน่นอน

ปัญหาสังคมสูงวัยที่เพ็ญภัคชี้ให้เห็น

ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุในไทยยังขาดความครบวงจร ไม่มีการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันที่เพียงพอ สุขภาพจิตถูกละเลย และการดูแลแบบประคับประคองในชุมชนก็ยังไม่ทั่วถึง น.ส.เพ็ญภัค เสนอให้พัฒนาระบบดูแลระยะยาวที่ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดี สามารถอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพาโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชราที่มีจำนวนจำกัด

เด็กหลุดระบบการศึกษา สัญญาณเตือนอนาคตชาติ

อีกปัญหาใหญ่ที่“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ คือ เด็กและเยาวชนนับแสนคนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุหลักมาจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและ鄉村 รวมถึงการขาดระบบช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง สถิติจากกระทรวงศึกษาฯ ชี้ว่ามีเด็กหลุดระบบกว่า 300,000 คนต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานในอนาคต ทำให้ประเทศขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ส.ส.เพ็ญภัค จึงจี้ให้ปฏิรูปกฎหมายการศึกษา สร้างความเสมอภาค ลดช่องว่างระหว่างพื้นที่ และพัฒนาโปรแกรมช่วยเหลือเด็กเสี่ยงอย่างเร่งด่วน

กลุ่มเปราะบางตกหล่นจากสวัสดิการ

นอกจากนี้ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนยากลำบาก ยังจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ เนื่องจากฐานข้อมูลรัฐยังไม่เชื่อมโยง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพไม่พอ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรง น.ส.เพ็ญภัค ชี้ว่าต้องสร้างระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและทั่วถึงทุกคน

ข้อเสนอปฏิรูปสวัสดิการจาก “เพ็ญภัค”

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ส.ส.เพ็ญภัค มีข้อเสนอชัดเจน ดังนี้

  • กระจายอำนาจสวัสดิการให้ท้องถิ่น จัดการให้เหมาะกับบริบทแต่ละพื้นที่
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชุมชน ภาคประชาสังคม ในการออกแบบนโยบาย
  • สร้างระบบสวัสดิการครบวงจรสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ป้องกันจนถึงดูแลระยะยาว
  • ปฏิรูปการศึกษา ลดเด็กหลุดระบบด้วยงบประมาณและกฎหมายใหม่
  • พัฒนาฐานข้อมูลกลาง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่แค่เยียวยาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างระบบที่ยั่งยืน ให้คนไทยทุกวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอของ“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ นี้เป็น roadmap ที่ชาญฉลาด หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยพลิกโฉมสังคมไทยได้ ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตจะยิ่งลำบาก คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ!

ที่มา – “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางจากวิกฤตน้ำมัน

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร ปัญหานี้กำลังเป็นที่กังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมใหม่ที่กำลังจะมาถึง ครอบครัวเกษตรกรจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบากจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ปุ๋ยแพง และผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ ส่งผลให้รายได้ครอบครัวลดฮวบ เด็กๆ ในครัวเรือนเหล่านี้อาจต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ถึงวิกฤตน้ำมันที่กำลังซ้ำเติมครอบครัวเกษตรกร โดยชี้ว่าปีนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าทุกปี ปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดแคลน ปุ๋ยเคมีราคาแพง และราคาขายผลผลิตที่ดิ่งลงสู่พื้นดิน ทำให้ครัวเรือนเกษตรกรจำนวนมากขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ทุกปี เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของรายได้ ซึ่งนำไปสู่กับดักความจนข้ามรุ่น แต่ปีนี้ยิ่งหนักหน่วงเพราะเป็นดับเบิลวิกฤต สถิติล่าสุดระบุว่า เด็กและเยาวชนในครัวเรือนภาคเกษตรมีจำนวนเกือบ 8 ล้านคน คิดเป็น 39.2% ของเด็กทั้งประเทศ และมีอัตราความยากจนสูงเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วไป ครอบครัวเหล่านี้มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ มาก

ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนในภาคเกษตร

จากบทเรียนวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พบว่าเด็กในครอบครัวยากจนต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน เช่น โภชนาการไม่เพียงพอ การเรียนรู้ถดถอย ความมั่นคงในชีวิตสั่นคลอน และการหลุดรอดจากระบบการศึกษา ปัจจุบัน วิกฤตน้ำมันกำลังเข้ามาเพิ่มแรงกดดัน ทำให้เด็กจำนวนมากอาจไม่ได้กลับไปเรียนในเทอมใหม่ สังคมไทยที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุและแก่ก่อนรวย จะยิ่งขาดแคลนทุนมนุษย์คุณภาพหากไม่แก้ไขปัญหานี้ทันที

ข้อเสนอแนะเร่งด่วนจากสส.ปชน.

น.ส.ณัฐยา เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการลดแรงกระแทกโดยด่วน เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากผลกระทบ โดยมีข้อเสนอหลักดังนี้

  • กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา เร่งสำรวจผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาทุกระดับ แม้ช่วงปิดเทอม เพื่อเฝ้าระวังและช่วยเหลือทันที
  • กระทรวงมหาดไทย สำรวจครัวเรือนเปราะบางในท้องถิ่น เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงศึกษาฯ เพื่อช่วยเหลือเฉพาะจุด
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้ฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบางวางแผนเชิงรุก เป็นเจ้าภาพเชื่อมโยงทุกกระทรวง ลดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังจัดทำ dashboard รับแจ้งข้อมูลจากอาสาส้มกว่า 4,500 คน เพื่อติดตามสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการศึกษาของเด็กๆ โดยตรง

ปัญหา สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องอนาคตของชาติ หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ กับดักความจนจะยิ่งลึกซึ้ง และสังคมไทยจะเผชิญความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงยิ่งขึ้น การลงทุนในเด็กทุกคนคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

คุณคิดว่ารัฐบาลควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร

“ดุสิตโพล” ชี้ ชาวบ้านคาดหวังนโยบายพรรคใหม่

“ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ นี่คือสิ่งที่ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,586 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ในช่วงวันที่ 13-16 มกราคม 2569

ผลสำรวจพบว่า พรรคประชาชนมีความได้เปรียบในด้านนโยบายถึง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง (ร้อยละ 38.14), ด้านการศึกษา (ร้อยละ 43.93), ด้านการเกษตร (ร้อยละ 35.82) และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (ร้อยละ 39.89) ในขณะที่พรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบในด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ (ร้อยละ 35.63)

หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเลือกพรรคประชาชน (ร้อยละ 34.11) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 18.37) และจะเลือก สส. เขตจากพรรคประชาชน (ร้อยละ 33.14) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 19.49) บุคคลที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปคือ ณัฐพงษ์ (จากพรรคประชาชน) ด้วยคะแนนร้อยละ 34.34

“ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า พรรคประชาชนมีนโยบายที่โดดเด่นใน 4 จาก 5 นโยบายหลัก และยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ กลยุทธ์การหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ในการช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้ และความสามารถในการเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้ง

ผลสำรวจดุสิตโพล

ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้อธิบายว่า ในการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศในหลากหลายมิติ ที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการบริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร หรือการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

ทำไมชาวบ้านถึง “คาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่”?

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า มากกว่าร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความคาดหวังดังกล่าว นอกจากนี้ ทิศทางในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็สอดคล้องกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังคงมองหา “ของใหม่” ทั้งในแง่ของตัวบุคคลและพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อน

หากพรรคการเมืองใหม่ได้รับโอกาสในการบริหารประเทศในครั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การทำหน้าที่ของพวกเขาเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้จริงหรือไม่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงของประชาชน และความหวังว่าพรรคการเมืองใหม่จะสามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้จริง อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งความไว้วางใจของประชาชนนั้น ต้องอาศัยการพิสูจน์ผลงานในระยะยาว ว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นมีความสามารถในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ดุสิตโพล” ชี้ชาวบ้านคาดหวังนโยบาย พร้อมให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่

ศธ. จับมือ UNESCO ยกระดับการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ UNESCO ยกระดับ การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง พร้อมเปิดเวทีแข่งขันไอเดียเยาวชน พัฒนาครูและนักเรียนด้านดิจิทัลและ AI มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือความร่วมมือกับ นางสาวซูฮย็อน คิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกกรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ณ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับการจัดการการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม (Greening Education) และพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาไทย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ศธ. ให้ความสำคัญกับการการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสถานศึกษาอาชีวะสีเขียว (Green TVET) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันมีศูนย์การเรียนรู้และสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการถึง 433 แห่ง และได้จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รองรับแล้ว

ศธ. จับมือ UNESCO ยกระดับการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมเกิดผลอย่างแท้จริง ศธ. และ UNESCO มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขัน (Competition) เพื่อระดมไอเดียด้านสิ่งแวดล้อม (Green ideas) จากนักเรียนและเยาวชนโดยตรง เปิดโอกาสให้พวกเขาได้คิดและเสนอแนวทางปฏิบัติด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นการรับนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เยาวชนรู้สึกเป็นเจ้าของและตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ศธ. ยังได้เตรียมเสนอโครงการส่งข้าราชการไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงานยูเนสโก ทั้งที่กรุงเทพฯ และปารีส เพื่อให้บุคลากรไทยได้เรียนรู้ระบบงานระดับสากลและนำกลับมาพัฒนาประเทศ รวมถึงหารือความร่วมมือในการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลและ AI (AI Competency) ให้กับครูและนักเรียน เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยี และความร่วมมือด้าน Ocean Literacy เพื่อสร้างความรู้เรื่องทรัพยากรทางทะเลแก่เยาวชน

นางสาวซูฮย็อน คิม กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของไทย โดยเฉพาะโมเดล Green TVET ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง พร้อมยินดีสนับสนุนไทยผ่านโครงการ Global Skills Academy เพื่อพัฒนาทักษะครูด้าน AI และตอบรับข้อเสนอโครงการ Secondment ที่จะเปิดรับบุคลากรไทยไปร่วมงานเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติ

ความร่วมมือด้านการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

นางสาวคิมยังเน้นย้ำถึงวาระสำคัญในปี 2026 ที่ความสัมพันธ์ไทย-ยูเนสโก จะครบรอบ 65 ปี โดยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนับสนุนงานของยูเนสโกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ประเทศไทยมีเมืองสมาชิกใหม่ในเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning Cities) ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทที่เข้มแข็งของไทยในการศึกษาโลก

โครงการความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคตของเยาวชนไทย ให้พวกเขามีความรู้ ความสามารถ และจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน การสนับสนุนและผลักดันโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ศธ. จับมือยูเนสโก ยกระดับการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม ดันอาชีวะสีเขียว 433 แห่ง

นายกฯสิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” นายกฯคนใหม่

“อนุทิน” โพสต์ภาพส่วนตัวนั่งคุยโทรศัพท์ เผย “ลอเรน หว่อง” นายกฯ สิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ ไทยคนใหม่ ยันรัฐบาลไทยเดินหน้าความร่วมมือทุกด้านร่วมกัน

วันที่ 12 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อค่ำวันที่ 11 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพขณะนั่งคุยโทรศัพท์มือถือ ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมข้อความว่า นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีในโอกาสที่ตนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย

นายอนุทินระบุว่า ได้ยืนยันกับผู้นำสิงคโปร์ว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่จะร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือในมิติใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ฟินเทค ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการศึกษา

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศยังได้หารือถึงการพบปะอย่างเป็นทางการในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทย–สิงคโปร์ให้ก้าวหน้าและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

นายกฯ สิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ ไทยคนใหม่

การที่นายกฯ สิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ ไทยคนใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ที่มีมายาวนาน และยังแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังของสิงคโปร์ต่อรัฐบาลไทยชุดใหม่ในการที่จะสานต่อและพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

ความร่วมมือที่นายอนุทินได้กล่าวถึง เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ฟินเทค ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการศึกษา ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ความสำคัญของการที่นายกฯสิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ ไทยคนใหม่

  • แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ
  • เป็นสัญญาณที่ดีต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมือง
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ยังเป็นการปูทางไปสู่การพบปะอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้นำทั้งสองได้หารือในรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือในด้านต่างๆ และกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย–สิงคโปร์ในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่นายกฯ สิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ ไทยคนใหม่

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินได้ยืนยันความพร้อมของรัฐบาลไทยในการร่วมมือกับสิงคโปร์ ยังเป็นการส่งสัญญาณบวกไปยังประชาคมโลก ว่าประเทศไทยพร้อมที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค และร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและความท้าทายระดับโลก

ในภาพรวมแล้ว การที่นายกฯ สิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ ไทยคนใหม่ ถือเป็นข่าวดีและเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอนาคตที่สดใสสำหรับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ประเทศไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยาวนานอยู่แล้ว การที่ผู้นำทั้งสองได้พูดคุยกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ย่อมเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์นี้ หวังว่าการพบปะอย่างเป็นทางการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

ที่มา – นายกฯ สิงคโปร์ โทรยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ ไทยคนใหม่

Scroll to top