การสนับสนุนเกษตรกร

ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

ข่าวดีสำหรับผู้ปกครองและน้องๆ นักเรียนทั่วประเทศครับ! ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเยาวชนไทยในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้ดียิ่งขึ้น

เจาะลึกมติ ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกนมให้เด็กดื่มเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานด้านสุขภาพที่สำคัญ การขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักเรียนชั้น ม.1 ถึง ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาส จะช่วยให้เด็กๆ กว่า 6.6 ล้านคนได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนในช่วงวัยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

ทำไมต้องขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3?

การผลักดันนโยบาย ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส ในครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ห่างไกล
  • เสริมสร้างสุขภาพ: ให้นักเรียนได้รับโปรตีนและวิตามินจากนมโคสดแท้ 100% เพื่อพัฒนาการทางร่างกายและสมอง
  • ช่วยเกษตรกรโคนม: เป็นการกระตุ้นการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศ ช่วยลดปัญหาน้ำนมล้นตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับแล้ว ภาคเกษตรกรรมไทยก็ยังได้อานิสงส์ไปด้วยครับ เพราะการเพิ่มปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบกว่า 87 ตันต่อวัน จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนมมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปีการศึกษา 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเริ่มจัดส่งนมให้กับเด็กกลุ่มใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยมีการปรับจำนวนวันการจัดส่งนมให้เหมาะสมกับระยะเวลาการเรียนการสอนที่เหลืออยู่ เพื่อให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

โดยส่วนตัวผมมองว่า นโยบายนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก เพราะการลงทุนกับสุขภาพของเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ เมื่อเด็กมีสุขภาพร่างกายและสมองที่แข็งแรง พวกเขาจะสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อย่างเต็มศักยภาพครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวขยายโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 รร.ขยายโอกาส-ครอบคลุมนักเรียน 6.6 ล้านคน

ดันอุตสาหกรรมกุ้งไทยวาระแห่งชาติ กระตุ้นยอดส่งออก

เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์ในภาคการเกษตรกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์ราคาและการส่งออกกุ้ง ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติ เพื่อวางรากฐานระยะยาวตั้งแต่ปี 2569-2570 กันเลยทีเดียวครับ

เหตุผลที่ต้อง ดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนครั้งนี้ มาจากการที่ยอดส่งออกชะลอตัวและปัญหาการถูกระงับการนำเข้ากุ้งชั่วคราวจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทางภาครัฐจึงเร่งเครื่องประสานงานเพื่อแก้ปัญหาประเด็นสุขอนามัยพืช (SPS) ให้กลับมาค้าขายได้ปกติโดยเร็วที่สุดครับ

มาตรการช่วยเกษตรกรและเป้าหมายการขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยทางกรมการค้าภายในได้เสนอขออนุมัติงบประมาณกว่า 25 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการกระจายผลผลิตและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรไทย โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้:

  • เร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตกุ้งทะเลในทุกมิติ
  • นำเทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้ในฟาร์มเพื่อลดต้นทุน
  • ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
  • หาช่องทางระบายผลผลิตกุ้งส่วนเกินเข้าสู่ตลาดในประเทศ

การดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างการผลิตที่เข้มแข็ง โดยตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านเข้ามาดูแลการวิเคราะห์ตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรไม่ต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำเพียงลำพังอีกต่อไป

ผมมองว่าการที่ภาครัฐหันมาบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนแบบนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องความยั่งยืนของเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศอีกด้วย มาร่วมลุ้นและติดตามกันว่าแผนงานนี้จะช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมารุ่งเรืองได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าหากทำได้จริง กุ้งไทยจะต้องกลับไปครองใจนักบริโภคทั่วโลกได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ดัน “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” วาระแห่งชาติ ชงงบระบายผลผลิต บรรเทาพิษส่งออกชะลอตัว

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลใจกันอยู่ นั่นคือปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ครอบคลุมทั่วประเทศทุกปี ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญที่ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อผลักดันกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่แก้ปลายเหตุแบบซ้ำซาก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ที่รัฐสภาเลยนะครับ

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภาคประชาชนรวมตัวกันกว่า 100 หน่วยงาน มีผู้สนับสนุนลงชื่อหลักแสนราย บุกยื่นหนังสือถึงนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 พวกเขากังวลว่าสถานการณ์มลพิษอากาศมันรุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรแบบดั้งเดิม และมลพิษข้ามพรมแดนจากเพื่อนบ้าน

ตัวแทนเครือข่ายอากาศสะอาดย้ำว่าที่ผ่านมาพวกเขาผลักดันประเด็นนี้มานาน แต่ยังไม่คลายกังวลกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างพิจารณา เพราะบางมาตราเปิดช่องล่าช้า ไม่แก้ที่ต้นเหตุ และอาจกลายเป็น "ฉบับฟอกเขียว" ที่ดูดีแต่ไม่ได้ผลจริง พวกเขาขอให้สภาและกรรมาธิการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ดันกฎหมายที่มีประสิทธิภาพแท้ๆ

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ พิมพ์ภัทรา รับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ประชาชนเรียกร้องอะไรบ้างใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

  • แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ดับไฟปลายเหตุ
  • บังคับใช้ทันที ไม่มีช่องโหว่ล่าช้า
  • มีกลไกตรวจสอบและลงโทษที่ชัดเจน
  • สนับสนุนประชาชนและเกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม
ตัวแทนภาคประชาชนหารือ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ท่าทีรัฐบาลหลัง พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นางสาวพิมพ์ภัทรา รับเรื่องทันทีและยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญสูงสุด โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัดว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" และผลักดัน พ.ร.บ.นี้เป็นวาระเร่งด่วน รัฐบาลสนับสนุนร่างที่ค้างอยู่ ไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อความต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้ที่ฝุ่น PM2.5 รุนแรงมาก

แนวทางหลักคือตั้ง "คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด" มีนายกฯ เป็นประธาน สั่งการข้ามกระทรวงได้จริง จัดการเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรม มีมาตรการเศรษฐกิจ เช่น ให้ incentives เกษตรกร อย่างเครื่องจักรกลเกษตร ส่งเสริมเกษตรสีเขียว ลดต้นทุนไปในตัว พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องกัน แต่เน้นต่างกระทรวง เช่น จัดการมลพิษข้ามแดนผ่าน ASEAN ใช้การค้าที่ยั่งยืนเป็นเครื่องมือ และเร่งพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์ในเกษตรและขนส่ง

พิมพ์ภัทรา ชี้แจงหลังรับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นอกจากนี้ ยังสมดุลระหว่างบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กับช่วยเหลือเยียวยาผู้กระทบ ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ พบนายกลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือหมอกควันข้ามแดน ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ MOU ใหม่ และสนับสนุนผ่านธนาคารสีเขียว สุดยอดเลยใช่มั้ยครับ

ในมุมมองผมนะ กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถ้าผ่านและใช้ได้จริง จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ช่วยให้เราหายใจโล่งอก ลดวันหยุดเรียน หยุดงานจากฝุ่นได้เยอะ คุณภาพชีวิตดีขึ้นแน่นอน แต่ต้องติดตามต่อว่าการพิจารณาจะเป็นยังไง ภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญ ลุ้นกันต่อไปครับ!

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อกดดันให้เกิดอากาศสะอาดเร็วๆ นะครับ

ที่มา – “พิมพ์ภัทรา” รับหนังสือภาคประชาชน ร้องดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ใช้ได้จริง

เลาฟั้ง โอดมะม่วงราคาถูกกว่าถุงห่อมะม่วง รัฐช่วยน้อย

เลาฟั้ง โอดมะม่วงราคาถูกกว่าถุงห่อมะม่วง สร้างความฮือฮาในการประชุมสภาฯ เมื่อ สส.เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล จากพรรคประชาชน ยื่นญัตติขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำที่กำลังวิกฤตหนัก เกษตรกรไทยกำลังเดือดร้อนหนักจากราคาสินค้าที่ถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง หอมหัวใหญ่ หรือกะหล่ำปลี

เลาฟั้ง โอดมะม่วงราคาถูกกว่าถุงห่อมะม่วง

วันที่ 22 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเลาฟั้ง ได้อภิปรายเปิดญัตติอย่างดุเดือด โดยชี้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดตกต่ำต่อเนื่อง สาเหตุไม่ได้มาจากตลาดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการกำกับดูแลของรัฐที่ล้มเหลว มาตรฐานสินค้าไม่ชัดเจน ปริมาณนำเข้าล้นตลาด และสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนน้ำมัน ปุ๋ยพุ่งสูง

เลาฟั้ง โอดมะม่วงราคาถูกกว่าถุงห่อมะม่วง โดยยกตัวอย่างสุดสะเทือนใจว่าปัจจุบันถุงห่อมะม่วงราคา 2-2.5 บาทต่อใบ แต่ตัวมะม่วงลูกละไม่ถึง 1 บาท ชาวสวนต้องตัดต้นทิ้งเพราะขาดทุนยับเยิน จากการลงพื้นที่ทั่วไทย เลาฟั้งพบว่าเกษตรกรทุกกลุ่มกำลังเผชิญวิกฤตหนัก แต่มาตรการช่วยเหลือจากรัฐกลับน้อยนิด ไม่ทันการณ์

ผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตเกษตรกร

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่กระทบคุณภาพชีวิตจริงๆ เช่น ครอบครัวชาวสวนมะม่วงที่ลูกสอบติดมหาวิทยาลัยปีที่แล้ว แต่ต้องพักเรียนเพราะไม่มีเงินค่าเทอม ปีนี้ยังขาดทุนต่อ ต้องพักปีที่ 2 ลูกหลานเกษตรกรขาดโอกาสการศึกษา ขณะที่ลูกหลานนักการเมืองเรียนโรงเรียนดีๆ

มาตรการรัฐช่วยน้อยเกินไป

เลาฟั้ง ซัดรัฐบาลหนักว่า โครงการรับซื้อมะม่วงพิษณุโลก 30 ตัน ราคากิโลละ 1.5 บาท ใช้งบ 45,000 บาท แต่ผลผลิตทั้งจังหวัด 50,000 ตัน ขาดทุนรวม 450 ล้านบาท การช่วยเหลือจึงแค่ 0.0001% เท่านั้น ยังไม่นับพืชอื่นๆ ที่เจอปัญหาเดียวกัน

  • ต้นทุนเพาะปลูกพุ่งสูงจากราคาน้ำมัน ปุ๋ย แต่รัฐช่วยฉาบฉวย รายละไม่เกิน 2,100 บาท ทั้งที่จริงเกิน 20,000 บาท
  • โครงสร้างพื้นฐานอย่างชลประทานขาดแคลน เกษตรกรต้องซื้อเครื่องสูบน้ำเอง
  • การนำเข้าพืชผักพุ่งตั้งแต่ 2563 สวนทางส่งออก ล้งต่างชาติครองตลาดไม่แก้ไข
  • สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติม ต่างประเทศอุดหนุนน้ำมัน ปุ๋ยให้เกษตรกร แต่ไทยไม่ทำ

ข้อเสนอ 3 ระยะแก้วิกฤต

เลาฟั้ง เสนอแนวทางชัดเจน

  • ระยะสั้น: ช่วยเงินเลี้ยงชีพและต้นทุนฤดูกาลหน้าให้เกษตรกร
  • ระยะกลาง: เพิ่มทางเลือก ลดต้นทุน พัฒนาเทคโนโลยีเกษตร อุดหนุนการเพาะปลูก
  • ระยะยาว: ออกแบบโครงสร้างให้เกษตรกรมีกำไร เหมือนนานาประเทศ

ปัญหานี้สะท้อนว่ารัฐบาลทอดทิ้งเกษตรกรผู้ผลิตอาหารให้ชาติ สภาฯ ควรเร่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาทางออกจริงจัง เลาฟั้ง โอดมะม่วงราคาถูกกว่าถุงห่อมะม่วง จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ทุกคนต้องตื่นตัว

คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตเกษตรกรไทย? มีประสบการณ์เดือดร้อนจากราคาตกต่ำบ้างไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐใส่ใจมากขึ้น!

ที่มา – “เลาฟั้ง” โอดมะม่วงราคาถูกกว่าถุงห่อมะม่วง ซัดมาตรการรัฐช่วยน้อยไป ไม่ทันวิกฤต

“วีระยุทธ” แนะ 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง ส.ส.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นวิกฤตนี้

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมัน โดยชี้ว่าน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กอย่างไรเดอร์ คนขับรถ เกษตรกร และชาวประมง ที่พึ่งพาน้ำมันในการทำมาหากินประจำวัน ด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 60% จากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในภูมิภาคนี้จึงกระทบตรงจุด

วีระยุทธย้ำว่าภาวะผู้นำในวิกฤตต้องเหนือชั้น ด้วยความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และความเห็นใจประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

แนวทางที่ 1: เปลี่ยนจากจัดการแบบปิด เป็นโปร่งใส เปิดรับฟังและลงโทษผิด

ศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ ถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบปิด พูดคุยเฉพาะธุรกิจใหญ่ เช่น วันที่ 15 มี.ค. เรียกบริษัทน้ำมันใหญ่สอบถามสต็อก แล้วแถลงว่าไม่ขาดแคลน แต่ละเลยกลุ่มปั๊มเล็ก เกษตรกร ขนส่ง จนต้องรวมตัวประท้วงเอง

รัฐควรเดินเข้าไปรับฟังปัญหาจากกลุ่มกระจัดกระจายอย่างไรเดอร์ ชาวประมง โดยตรง นอกจากนี้ต้องเปิดข้อมูลสถานะปั๊มน้ำมันแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่บอกมีสำรอง 100 วัน แต่บอกว่าปั๊มไหนเหลือน้ำมันบ้าง ปัจจุบันข้อมูลกระจัดกระจายในเฟซบุ๊กสำนักงานพลังงานจังหวัด หรือแอป Fuel Now ที่ยังไม่พร้อมใช้ ประชาชนเลยหันไปใช้เพจอย่าง pumpradar.com เอง

พรรคประชาชนเรียกร้องให้เปิดรับฟังรอบด้าน เปิดข้อมูลสาธารณะ และลงโทษผู้โก่งราคา เพื่อสร้างความโปร่งใส

แนวทางที่ 2: เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นอุดหนุนขั้นบันไดและช่วยเปราะบาง

การประกาศตรึงราคา 15 วันล่วงหน้า สร้างความโกลาหลเพราะคนแห่ซื้อเก็ง ผู้ค้าขายช้า วีระยุทธเสนออุดหนุนแบบขั้นบันได เช่น กำหนดกรอบราคาน้ำมันโลกแล้วอุดหนุนตามระดับ เพื่อให้ราคาปรับตัวสมดุล ไม่กระชากแรง

นอกจากนี้ ใช้การอุดหนุนเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกร ชาวประมง ขนส่ง โดยประสานฐานข้อมูลหลายหน่วยงาน รวมถึงลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นที่ได้กำไรเกิน รัฐต้องสื่อสารชัดเจนว่าใช้นโยบายอะไร ใครได้ประโยชน์ เพื่อสร้างความเข้าใจ

แนวทางที่ 3: เปลี่ยนโครงการธงเขียว เป็นดูแลซัพพลายเชนและแจกคูปองเกษตรกร

ภาคเกษตรเดือดร้อนหนักเพราะนำเข้าปุ๋ย 1 ใน 3 จากตะวันออกกลาง โครงการปุ๋ยธงเขียว (หรือธงเขียวพลัส) ช่วยได้แค่น้อยนิด 97,000 กระสอบ จากความต้องการ 5.6 ล้านตันต่อปี หรือแค่ 0.1%

เสนอให้รัฐมอนิเตอร์ซัพพลายเชนปุ๋ยตั้งแต่นำเข้า-จำหน่าย ป้องกันกักตุนโก่งราคา และแจกคูปองปุ๋ยตามฐานข้อมูลเกษตรกร ปรับตามพืช ไร่ และฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยกว้างขวางและควบคุมงบได้

สรุป “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร เพื่อโปร่งใส เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น สิ่งสำคัญคือรัฐต้องเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤต

หากคุณกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ หรือผู้ประกอบการ ส่งเสียงมาที่พรรคประชาชนได้เลย เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ถึงรัฐบาล!

ที่มา – “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

“เดชรัต” ชี้วิกฤตราคามะพร้าวจากโครงสร้างตลาดไม่เป็นธรรม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องวิกฤตราคามะพร้าวที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมที่ราคาตกต่ำสุดๆ เหลือแค่ 3-5 บาทต่อผล ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนไปไกล นายเดชรัต สุขกำเนิด จากศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) พรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงว่า “เดชรัต” ชี้วิกฤตราคามะพร้าว มาจากโครงสร้างตลาดที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่แค่ผลผลิตล้นตลาดอย่างเดียว แต่มีปัจจัยลึกๆ อย่างโครงสร้างตลาดที่เอาเปรียบเกษตรกร ล้งรับซื้อที่ไม่โปร่งใส และการขาดการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

“เดชรัต” ชี้วิกฤตราคามะพร้าว มาจากโครงสร้างตลาดที่ไม่เป็นธรรม

มะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ผลผลิตปีละ 550 ล้านผล ส่วนใหญ่ปลูกในภาคกลาง แต่ทุกปีช่วงไตรมาส 3-4 ผลผลิตออกพร้อมกัน ราคาพุ่งลงเหวทันที เกษตรกรขาดทุนย่อยยับ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เดชรัต ชี้วิกฤตราคามะพร้าวมาจากตลาดที่ไม่สมดุล เกษตรกรอำนาจต่อรองต่ำ ล้งใหญ่กดราคาเอาเปรียบ แถมยังมีล้งเถื่อนที่ไม่จดทะเบียน ทุนต่างชาติใช้นอมินีซื้อที่ดินอีก

ดูข้อมูลส่งออกสิครับ ตลาดหลักคือจีน กว่า 80% ของการส่งออก ปี 2566 ส่งออก 416,000 ตัน มูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท แต่ปี 2567-2568 เอลนีโญทำให้ผลผลิตจีนลด ส่งออกไทยเพิ่มแต่ราคาต่อหน่วยร่วง 22.8% มูลค่าลด 15.2% ที่ตลาดซินฟาตี้ ปักกิ่ง ราคาลด 40% ส่งผลราคาส่งออกไทยลด 60% และหน้าสวนลด 83%! โหดร้ายขนาดไหน

สัดส่วนที่เกษตรกรได้รับน้อยลงเมื่อราคาตก

น่าสนใจคือ เมื่อราคาส่งออกเกิน 30 บาท/กก. เกษตรกรได้ส่วนแบ่ง 63.1% แต่ต่ำกว่า 20 บาท/กก. ได้แค่ 22.1% แสดงถึงโครงสร้างที่เอาเปรียบชัดๆ ผลผลิตปี 2568 เพิ่ม 55.3% แต่ความต้องการเพิ่มแค่ 10% ทำให้อำนาจต่อรองยิ่งน้อย

รัฐบาลทำอะไรบ้าง? มี Fruit Board เฝ้าระวัง สสก. สำรวจพื้นที่ รับซื้อ 5 บาท/ผลผ่านสหกรณ์ ตรวจล้งนอมินี แต่ยังไม่พอ ราคาก.พ. 2569 ยัง 3.20 บาท/ผล ลดจาก 5.75 บาท เพราะรับซื้อน้อยเกินไป ผลผลิตวันละล้านกว่าลูก

ข้อเสนอแนะจากเดชรัตเพื่อแก้วิกฤตราคามะพร้าว

เดชรัตเสนอมาตรการจริงจัง 4 ข้อ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา:

  • ดูดซับผลผลิตส่วนเกิน 20 ล้านผล แบ่งไตรมาส ใช้ 200 ล้านบาท แปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวแช่แข็ง เข้มข้น วันละ 100,000 ผล จากผลผลิตเฉลี่ย 1.7 ล้านผล
  • ใช้ พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ 2542 ประกาศมะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้าควบคุม จดทะเบียนล้ง บังคับใบเสร็จมาตรฐาน รายงานรับซื้อ-ส่งออก กระดานราคาสาธารณะ
  • สนับสนุน SMEs นำน้ำมะพร้าวแปรรูปไปใช้ในคาเฟ่ เบเกอรี่ สินเชื่อ 6 เดือน สนับสนุน 3 บาท/ลิตร (1 บาท/ผล)
  • กำหนดราคาเป้าหมาย 7.5 บาท/ผล ในไตรมาส 3/2569

มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ลดการเอาเปรียบจากล้งเถื่อน และเพิ่มมูลค่าผลผลิตไทยในตลาดโลก

วิกฤตราคามะพร้าวนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่ารัฐต้องเข้าแทรกแซงโครงสร้างตลาดให้เป็นธรรม อย่าปล่อยให้ทุนใหญ่ครอง คุณคิดว่ามาตรการไหนสำคัญที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนเกษตรกรรับรู้ด้วยนะครับ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการเร็วขึ้น!

ที่มา – “เดชรัต” ชี้วิกฤตราคามะพร้าว มาจากโครงสร้างตลาดที่ไม่เป็นธรรม แนะใช้กฎหมายคุมล้งเถื่อน

“จตุพร” นำทัพ อ้อนเลือก “วิไลพร” เข้าสภา

“จตุพร” นำทัพโอกาสใหม่บุกกาฬสินธุ์ อ้อนชาวกมลาไสย เลือก “วิไลพร” เข้าสภาแก้ปัญหา ชูแช่แข็งหนี้–ไฟฟรี–แก้จนทั้งระบบ

วันที่ 5 ม.ค. 2569 ที่ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ พรรคโอกาสใหม่ นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมนายประภาส ยงคะวิสัย แม่ทัพภาคอีสาน ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงช่วยนางวิไลพร นิพัฒน์ ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์ เขต 5 เบอร์ 4 โดยเสนอชุดนโยบายแก้ปัญหาปากท้องและความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

นายจตุพร ย้ำความเชื่อมั่นในทีมบุคลากรของพรรค พร้อมชูนโยบายที่ตอบโจทย์ชาวอีสาน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาระบบน้ำให้น้ำถึงไร่นา และมีประปาครบทุกครัวเรือน การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และการลดภาระเกษตรกรผ่านการเปิด “ร้านค้าธงเขียว” จำหน่ายปุ๋ยและอุปกรณ์การเกษตรราคาถูก ควบคู่กับนโยบายแช่แข็งหนี้และการสร้างงานรองรับนักศึกษาจบใหม่

ด้านนายประภาส ชูนโยบายภายใต้สโลแกน “มีเรา ไม่มีมืด” เดินหน้าผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟให้ครอบครัวยากจน เพื่อให้ใช้ไฟฟ้าฟรีตลอดชีวิต ควบคู่กับนโยบายดูแลตั้งแต่ในครรภ์ “ท้องปุ๊บ ดื่มนมปั๊บ” เพื่อลดภาระครอบครัว พร้อมมาตรการลดต้นทุนเกษตรกร อาทิ “1 หมู่บ้าน 1 รถเกี่ยวข้าว” และนโยบายแช่แข็งหนี้นาน 10 ปี นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการผลักดันการแข่งขันเจ็ตสกีระดับโลก ที่เขื่อนลำปาว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้พื้นที่

ขณะที่นางวิไลพร ขอบคุณประชาชนที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมขอโอกาสเข้ามาทำงานรับใช้พื้นที่ ยืนยันด้วยประสบการณ์ ในฐานะอดีตรองนายก อบจ.กาฬสินธุ์ จะนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้น และเชิญชวนประชาชนเปิดใจให้โอกาสพรรคโอกาสใหม่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงกาฬสินธุ์อย่างยั่งยืน

“จตุพร” นำทัพโอกาสใหม่ อ้อนชาวกมลาไสย เลือก “วิไลพร” เข้าสภา

การลงพื้นที่ของนายจตุพรในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคโอกาสใหม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่นางวิไลพร นิพัฒน์ เป็นผู้สมัคร การปราศรัยในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างตรงจุด

ทำไมต้องเลือก “วิไลพร” เข้าสภา?

คำถามนี้ดังก้องอยู่ในใจของชาวกมลาไสย และเป็นสิ่งที่นางวิไลพรต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอมีความพร้อมและศักยภาพที่จะเป็นปากเสียงแทนพวกเขาในสภา ด้วยประสบการณ์การทำงานในระดับท้องถิ่น ทำให้นางวิไลพรเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

นโยบายที่พรรคโอกาสใหม่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการแช่แข็งหนี้, การให้ไฟฟ้าฟรี, หรือการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ล้วนเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่นโยบายเหล่านี้จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเกิดผลเป็นรูปธรรม

พรรคโอกาสใหม่ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยมีนโยบายที่ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่การลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การสร้างงานสร้างรายได้ ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของชาวกมลาไสยที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตของตนเอง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาพวกเขาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ การตัดสินใจเลือก “วิไลพร” เข้าสภา จึงเป็นการตัดสินใจที่จะส่งผลต่อชีวิตของพวกเขาในระยะยาว

การสนับสนุน “วิไลพร” เข้าสภา ไม่ใช่แค่การเลือกคนๆ หนึ่ง แต่เป็นการเลือกอนาคต เลือกโอกาส และเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงกาฬสินธุ์ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การปราศรัยของนายจตุพรในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำความมั่นใจให้กับชาวกมลาไสยว่า พรรคโอกาสใหม่พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิม

มาร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้กาฬสินธุ์ ด้วยการสนับสนุน “วิไลพร” เข้าสภา

ที่มา – “จตุพร” นำทัพโอกาสใหม่ อ้อนชาวกมลาไสย เลือก “วิไลพร” เข้าสภา

ครม.อนุมัติ ช่วยเกษตรกรนาปี/นาปรัง 2568 ไร่ละ 1,000

ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ทั้งนาปีการผลิต 2568/69 และนาปรังปี 2568 โดยช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 61,697.06 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 51,232.50 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 10,464.56 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่:

  • โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 45,398.81 ล้านบาท
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท
  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69: วงเงินรวม 642 ล้านบาท

ชดเชยราคาข้าวนาปรังด้วย

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกนาปรังด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. อนุมัติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ในกรณีให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร เฉพาะสินค้าข้าว
  2. เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปีปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีวงเงิน 7,286.77 ล้านบาท และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส.

เกษตรกรนาปี-นาปรัง ได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พันบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้:

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีกลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท

โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีกลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

มาตรการช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้เกษตรกรมีกำลังใจในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป

ที่มา – ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

Scroll to top