การสร้างงาน

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในฐานะประชาชน เราต่างเฝ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่ง หรือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี และหันมาวางคนให้ตรงกับงาน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญหาก เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือคนเก่งที่ลงไปขับเคลื่อนรายได้ในพื้นที่จริง จะถือเป็นก้าวย่างที่น่าชื่นชม โดยมีประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใสในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง
  • การตรวจสอบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย
  • การมอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ในจังหวัด
  • ดัชนีชี้วัดผลงานที่ชัดเจนและจับต้องได้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเตือนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของคนในสังคมที่อยากเห็นระบบราชการไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้การโยกย้ายเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้ ผลลัพธ์จากการทำงานคือสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – เพื่อไทย ดักคอ “อนุทิน” แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี แนะวางคนให้ตรงงาน

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

“ไชยา พรหมา” มั่นใจฐานเสียง หลังลงพื้นที่ปราศรัยรายตำบล ชี้ 33 ปี ก่อตั้ง จ.หนองบัวลำภู รายได้ประชากรต่ำ เล็งนำนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้การเกษตร ลดหนี้สิน ตั้งธนาคารประชาชน

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู เขต 2 หมายเลข 7 พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จ.หนองบัวลำภู เป็นจังหวัดมา 33 ปี แต่ระดับความยากจนของรายได้ประชากรต่อหัวยังอยู่ท้าย ๆ ของประเทศ คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยังมีความยากจนและไม่ได้รับการเหลียวแล พรรคการเมืองแทบจะทุกพรรคมาสัญญากับคนอีสาน เมื่อได้อำนาจแล้ว ก็มักลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ เหมือนคนอีสานถูกหลอก แต่วันนี้ การที่ตนเองมาสังกัดพรรคกล้าธรรม ไม่เสนอนโยบายขายฝัน แต่ทำนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องภาคการเกษตร เป็นปัญหาใหญ่ของชาวอีสานไม่ว่าเรื่องสิทธิที่ทำกิน การสร้างงานสร้างอาชีพ การพัฒนาระบบชลประทาน การลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคการเกษตรด้วยการจัดตั้งธนาคารประชาชน ซึ่งพรรคกล้าธรรม มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพราะถือว่า เกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะต้องได้รับการดูแลก่อน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิต

“รัฐบาลที่ผ่านมามักให้ความสนใจภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ มีนโยบายผ่อนปรนช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ภาคการเกษตรกลับไม่ได้รับการเหลียวแล เสียงคนจนอาจจะไม่ดังพอ แต่พรรคกล้าธรรมพร้อมรับฟังเสียงของคนจนซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและอยู่ที่ภาคอีสาน”

นายไชยา กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่ได้พบปะและปราศรัยในพื้นที่แล้ว ประชาชนเข้าใจและเห็นใจถึงเหตุผลในการย้ายพรรค เพราะพรรคกล้าธรรมให้โอกาสในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า และประชาชนพร้อมให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็น สส.หนองบัวลำภู เขต 2 อีกครั้งหนึ่ง

“จากการพบปะประชาชนและทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่ โดยการปราศรัยย่อยเป็นรายตำบล ประชาชนตอบรับและเข้าใจถึงเหตุผลของการย้ายพรรค เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อย่างจริงจังภายใต้แนวคิด ทำมากกว่าพูด”

“ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ นายไชยา พรหมา แสดงความมั่นใจในฐานเสียงของตนในเขต 2 หนองบัวลำภูอย่างเต็มที่ โดยอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ รวมถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

ปัจจัยที่ทำให้ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู

  • การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง: นายไชยาและทีมงานได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านในทุกตำบล
  • นโยบายที่ตรงจุด: พรรคกล้าธรรมนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่
  • ความเข้าใจในพื้นที่: ด้วยประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มายาวนาน นายไชยาเข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายไชยายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

การแก้ไขปัญหาการเกษตรและปากท้องของประชาชน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อตัวเขาและพรรคกล้าธรรมว่าจะสามารถนำพาหนองบัวลำภูไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ประชาชนจะได้อะไร หาก “ไชยา” ได้รับเลือก?

ประชาชนในเขต 2 หนองบัวลำภูจะได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากนายไชยา พรหมา ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนของพวกเขาอีกครั้ง การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและการแก้ไขปัญหาปากท้อง จะเป็นวาระสำคัญที่นายไชยาจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง การสนับสนุน “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู จึงเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของจังหวัดหนองบัวลำภู

การที่ “ไชยา” มั่นใจฐานเสียง เขต 2 หนองบัวลำภู นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ หากได้รับโอกาสอีกครั้ง

ที่มา – “ไชยา” มั่นใจฐานเสียงเขต 2 หนองบัวลำภู เล็งนำนโยบายกล้าธรรม แก้การเกษตร

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025 หนุนสินค้าไทย

นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” หนุนสินค้าไทย สร้างรายได้ชุมชน – 7 จังหวัดได้รับผลกระทบชายแดน ย้ำ OTOP เปรียบดั่งแบรนด์สินค้าไทยแสดงศักยภาพให้ทั่วโลกประจักษ์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP CITY 2025” โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทูตานุทูต คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้รับชมการแสดงชุดพิเศษ “OTOP.…Happiness Festival” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเทศกาลแห่งการให้และการแบ่งปันในช่วงปีใหม่ ผ่านสีสัน เสียงดนตรี และการแสดงร่วมสมัย ผสานการแสดงจากวงโยธวาทิตจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สร้างความประทับใจและปลุกพลังแห่งความสุข

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า เป็นเวลาหลายปีติดต่อกันที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับงาน OTOP ทั้งในฐานะผู้เปิดงาน หรือแม้แต่ในฐานะลูกค้า โดยของประดับที่บ้านถือเป็นที่เชิดหน้าชูตา เมื่อผู้มาเยือนต่างถามว่าได้มาจากที่ใด ซึ่งของต่างๆ ล้วนมาจากงาน OTOP ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มามีส่วนร่วมในงาน “OTOP CITY 2025” ในวันนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์มาตลอด เนื่องจากสินค้า OTOP ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสมือนแบรนด์หลักแบรนด์หนึ่งของประเทศไทยแล้ว แค่เพียงเอ่ยคำว่า “OTOP” ผู้คนจะนึกถึงความเป็นไทย คุณภาพ ความประณีต และรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต จนก่อให้เกิดความประทับใจ ซึ่งคุณค่าดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือชิ้นงานเชิงศิลปะเท่านั้น หากแต่สะท้อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ที่คนไทยสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แบรนด์ OTOP

เมื่อแบรนด์ได้รับการยอมรับและติดตลาดแล้ว ความท้าทายที่สำคัญต่อไปคือการรักษาคุณภาพ การคงไว้ซึ่งความประทับใจของผู้บริโภค และท้ายที่สุดคือการสร้างความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ หรือเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นเต้นและติดตามผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์สำคัญของการเป็น “แชมเปียน” และเป็นความท้าทายของการรักษาความเป็นผู้นำ ซึ่งเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้า OTOP คือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนสมาชิกในชุมชน อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทย ทั้งนี้ ขอให้กรมการพัฒนาชุมชน และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตระหนักถึงความท้าทายของการรักษาแชมป์ไว้ เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คิดโจทย์ใหม่อยู่ตลอดเวลา และไม่ย่ำอยู่กับที่ จึงจะสามารถรักษาความเป็นแชมป์ของสินค้า OTOP ไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยและความตึงเครียดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ หรือสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เรายังมีงาน OTOP City ซึ่งถือเป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ออกมาร่วมกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน

“การซื้อสินค้า OTOP ไม่ได้เป็นเพียงการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง เป็นการช่วยอุดหนุนสินค้าของประชาชนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และสระแก้ว โดยทั้ง 7 จังหวัดนี้ ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ดังนั้น การจัดงาน OTOP City ในวันนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพื้นที่พิเศษให้กับผู้ผลิตจากจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ดังนั้น ขอเชิญชวนทุกคนใช้โอกาสนี้ ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจ ช่วยเหลือประชาชนของเราด้วยกัน เพราะแทบไม่มีโอกาสใดที่จะสามารถรวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศมาให้ทุกคนได้เลือกชม เลือกซื้อ และนำไปใช้ประโยชน์

เนื่องจากสัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี จึงขอใช้โอกาสอันเป็นมงคลนี้ อวยพรปีใหม่ล่วงหน้าให้ปีพุทธศักราช 2569 ที่กำลังจะมาถึง เป็นปีที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และมีความผาสุกโดยทั่วหน้ากัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด นายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมบูธส่วนจัดแสดงของหน่วยงานภาคี พร้อมพูดคุยกับผู้ผลิตผู้ประกอบการที่นำสินค้ามาแสดงและจำหน่าย ก่อนจะเดินทางกลับ

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025

งาน OTOP City 2025 เป็นงานที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นโอกาสในการสนับสนุนสินค้าไทย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การจัดงาน OTOP City 2025 ไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย

ทำไมต้องสนับสนุนงาน OTOP City 2025?

  • เป็นการสนับสนุนสินค้าไทย คุณภาพดี มีเอกลักษณ์
  • เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนต่างๆ
  • เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
  • เป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาไทย
  • เป็นการให้กำลังใจเพื่อนร่วมชาติ

งาน OTOP City 2025 จึงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนสินค้าไทย และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายอีกด้วย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าไทย ในงาน OTOP City 2025 กันนะคะ

ที่มา – นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” ชวนคนไทยรวมพลังอุดหนุนสินค้าช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ

Scroll to top