การสร้างสันติภาพ

โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลไทย ในการต้อนรับการมาเยือนของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ที่กำลังเดินทางมายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงเปิดบ้านต้อนรับในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย นั้นมีเหตุผลซ่อนอยู่อย่างไร

โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย

ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทย แต่ทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลไม่ได้มีความกังวลในประเด็นนี้แต่อย่างใด เหตุผลสำคัญคือความเป็นเพื่อนบ้านที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน หากเมียนมามีความสงบสุข ย่อมส่งผลดีต่อประชาชนไทยในเขตแนวชายแดนอย่างแน่นอน โดยการเดินทางมาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเบงกอล (BIMSTEC) ซึ่งเป็นเวทีที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

เหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการหารือระดับสูง

รัฐบาลไทยมองว่าการที่ โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย เพราะเรามีวาระเร่งด่วนที่ต้องเจรจามากมาย โดยประเด็นหลักที่นายกรัฐมนตรีไทยจะหารือกับผู้นำเมียนมา ได้แก่:

  • การสร้างสันติภาพในเมียนมา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยตามแนวชายแดน
  • การปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดและแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ
  • การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหา PM 2.5 และสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ ยังมีการขอความร่วมมือด้านวิชาการจากฝั่งเมียนมาในการจัดการแก้ไขปัญหามลพิษจากการเผาป่า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยมาอย่างยาวนาน รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าการสร้างช่องทางสื่อสารและทูตการทูตเชิงรุก คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเลือกที่จะปิดกั้นหรือหันหลังให้กัน

การย้ำชัดจากโฆษกรัฐบาลว่า โฆษกรัฐบาลยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง มิน อ่อง หล่าย จ่อเยือนไทย สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการเมืองระหว่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win Solution) การมองข้ามความคิดเห็นเชิงลบจากบุคคลภายนอกที่ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ชายแดน ถือเป็นความกล้าหาญทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยหวังว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำสันติภาพและความสงบสุขมาสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการหารือจะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในประเด็นต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนคนไทยรอคอยหรือไม่ ในฐานะเพื่อนบ้านเราทำได้เพียงร่วมลุ้นให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยครับ

ที่มา – “โฆษกรัฐบาล” ยันไม่กังวลภาพลักษณ์ หลัง “มิน อ่อง หล่าย” จ่อเยือนไทย

ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อนางศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างดุเดือดเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเธอตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในการเลือกปฏิบัติที่มีต่อกลุ่มเยาวชนและผู้เห็นต่างทางการเมือง การที่รัฐเลือกให้โอกาสกลุ่มบุคคลที่เคยก่อเหตุร้ายแรง อาทิ คดีก่อการร้าย กบฏ หรือการปิดสนามบิน แต่กลับเมินเฉยต่อเยาวชนที่แสดงออกผ่านการโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวีต หรือกดไลก์ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ทำไมเราถึงยอมรับการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติไม่ได้?

ในการอภิปราย ศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า การนิรโทษกรรมควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนในสังคมกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ใช่การเลือกช่วยบางกลุ่มแล้วทิ้งอีกกลุ่มไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีจากความคิดเห็นและการเรียกร้องทางการเมือง การออกกฎหมายที่ปิดประตูใส่เยาวชนเหล่านี้ไม่ใช่การสร้างสันติสุข แต่มันคือ ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ว่าเป็นการกระทำที่อำมหิตและไม่ส่งผลให้เกิดความปรองดองที่แท้จริง

  • คดีเยาวชนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ถูกละเลยในการนิรโทษกรรม
  • มีการเปรียบเทียบระหว่างผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ได้รับโอกาส กับเยาวชนที่แสดงออกบนโลกโซเชียล
  • ความล้มเหลวของมาตรา 11 ในร่างกฎหมายที่ถูกวุฒิสภากีดกันการคุ้มครองเยาวชน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า หากรัฐต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง เหตุใดจึงเลือกปฏิบัติเช่นนี้? การนิรโทษกรรมที่แท้จริงต้องครอบคลุมทุกคน เพื่อให้คนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 หรือ 110 สามารถกลับมาเรียนหนังสือหรือทำงานได้อย่างคนปกติ ไม่ใช่การถูกตีตราและทำลายอนาคตเพียงเพราะได้ออกมาพูดความจริงที่รัฐไม่พอใจ

ในท้ายที่สุด สังคมไทยต้องตั้งคำถามว่า เรากำลังสร้างสันติสุขหรือสร้างความขัดแย้งใหม่กันแน่? การที่ ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ถือเป็นการตอกย้ำว่า ความยุติธรรมต้องเท่าเทียมกันทุกคน หากเรายังไม่กล้าโอบรับอนาคตของชาติอย่างเยาวชนไว้ในกระบวนการยุติธรรม สังคมก็ไม่มีทางเดินทางไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ความปรองดองที่ไร้ความยุติธรรมย่อมไม่มีวันจีรังยั่งยืน หากเรายังคงเลือกปฏิบัติเพียงเพราะต้องการรักษาฐานอำนาจบางอย่างไว้เท่านั้น เราทุกคนควรกลับมาทบทวนว่าสังคมที่สันติสุขควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ความจริงใจในการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการเปิดใจยอมรับความต่าง ไม่ใช่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเอาชนะกัน

ที่มา – “ศศินันท์” ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

“อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ สร้างสันติภาพ

ข่าวการเมืองล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส “อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่ ทำให้หลายคนสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในบริบทของปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ วันที่ 25 มีนาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าไปคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กโพสต์ของนายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นการยืนยันการตอบรับของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักในชื่อ “วันนอร์” ในการมารับตำแหน่งสำคัญนี้

อนุทิน วันนอร์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ สร้างสันติภาพ

ในคอมเมนต์ของนายกฯ อนุทิน ระบุชัดเจนว่า “ขอบพระคุณพรรคประชาชาติที่มาทำงานเพื่อชาติ และประชาชนด้วยกัน ผมได้กราบเรียนเชิญอาจารย์วันนอร์ (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ขอให้ท่านได้มาช่วยดูแลพี่น้องมุสลิม และการสร้างความสงบสุข และสันติภาพในพื้นที่ต่าง ๆ ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และท่านได้กรุณาตอบรับแล้วครับ” ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรัง

“อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่

การประกาศนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชายแดนใต้ นายวันนอร์เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะพรรคประชาชาติที่เน้นนโยบายสนับสนุนชาวมุสลิมและการพัฒนาภาคใต้ การที่ท่านตอบรับนั่งในตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ จะช่วยให้รัฐบาลมีมุมมองจากคนในพื้นที่มากขึ้น ทำให้การดำเนินนโยบายสร้างสันติภาพมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการแต่งตั้งวันนอร์ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษา

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยะลา ปัตตานี นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลไทยมาอย่างยาวนาน การนำนายวันนอร์มาร่วมทีมจึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะท่านมีความเข้าใจวัฒนธรรม ศาสนา และปัญหาท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ พรรคประชาชาติยังมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้การร่วมมือครั้งนี้เป็นการประสานพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างลงตัว

  • เสริมสร้างความเชื่อมั่น: ชาวมุสลิมในพื้นที่จะรู้สึกว่ารัฐบาลใส่ใจมากขึ้น
  • ใช้ความเชี่ยวชาญท้องถิ่น: นายวันนอร์รู้จักปัญหาจากภายใน ช่วยเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม
  • เร่งรัดโครงการสันติภาพ: คาดว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม
  • ลดช่องว่างระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่น: สร้างการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา

นายซูการ์โน มะทา ได้ตอบกลับคอมเมนต์ของนายกฯ อนุทิน ว่า “ผมต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีให้โอกาสกับประชาชาติครับ” ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาลอนุทินในการจัดการปัญหาใต้ โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านมา มีการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง หากคณะที่ปรึกษานี้ทำงานได้ผล อาจนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน ลดเหตุการณ์รุนแรง และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้พื้นที่นี้

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลงานจริงในอนาคต เพราะสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับการแต่งตั้งครั้งนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่

ปชช. จี้รัฐบาล หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพ จี้ “อนุทิน” ยกหูฟ้อง “ทรัมป์-อันวาร์” แนะทำหนังสือถึงสหรัฐฯ ระงับความร่วมมือกัมพูชา

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ ข้อเสนอเร่งด่วนกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ และหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บาดเจ็บ 2 นาย โดยหนึ่งในนั้นมีอาการข้อเท้าขวาขาด ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศจะยกเลิกข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยานนั้น พรรคประชาชนขอเสนอมาตรการการทูตเชิงรุกที่จะสร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศไทยในสถานการณ์อันสำคัญเร่งด่วนนี้

1. นายอนุทิน ต้องคุยโทรศัพท์สายตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียทันที ในฐานะสักขีพยานข้อตกลงสันติภาพ โดยยืนยันจุดยืนของไทยว่า ไทยต้องการรักษาข้อตกลงฯ ให้คงอยู่เพื่อการธำรงสันติภาพระหว่างสองประเทศ และปฏิบัติตามข้อตกลงฯ มาโดยตลอด แต่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงฯ ไทยเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ และรัฐบาลไทยขอสงวนสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังมีพฤติการณ์ที่บ่อนทำลายสันติภาพ

2. การดำเนินมาตรการเชิงรุกของไทย จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะโทรศัพท์ไปหาผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย เพื่อชิงความได้เปรียบในการอธิบายจุดยืนและรายละเอียดของสถานการณ์ นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องย้ำว่า ไทยรักษาข้อตกลง ส่วนกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าไทยเป็นฝ่ายที่ถูกต้องในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ และมีความชอบธรรมหากต้องยกระดับปฏิบัติการในอนาคต

3. ไทยยังควรทำหนังสืออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณาระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่ากัมพูชาจะกลับมายึดมั่นในข้อตกลงสันติภาพ ไม่อย่างนั้นความร่วมมือทางการทหารกับกัมพูชาจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ทุ่นระเบิดที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และทำลายการสร้างสันติภาพอย่างที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการ

สุดท้าย 4. รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการไม่ให้รัฐบาลกัมพูชามีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยอีกต่อไป คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองกัมพูชาที่หล่อเลี้ยงด้วยทุนเทาสแกมเมอร์ในกัมพูชาและขบวนการฟอกเงินในประเทศไทย ซึ่งประชาคมโลกพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ และได้ดำเนินการล้ำหน้าไทยไปแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่เคยจริงจังในการสืบหาต้นตอและขยายผลการอายัดทรัพย์เครือข่ายทุนเทา นอกจากจัดอีเวนท์และตั้งคณะกรรมการ รัฐบาลต้องรีบตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และตั้งผู้แทนพิเศษของไทย (Special Envoy) ที่จะทำหน้าที่ประสานกับรัฐบาลนานาชาติในการจัดการสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงิน มุ่งเน้นการสาวถึงต้นตอขบวนการ ไม่ใช่จับคนตัวเล็กตัวน้อย

พรรคประชาชนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลดำเนินการทางการทูตเชิงรุกอย่างถึงที่สุด จะทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบในเวทีโลก และสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของรัฐบาลกัมพูชาได้ รวมถึงมีความชอบธรรมเพียงพอที่จะอธิบายต่อประชาคมโลก หากจำเป็นต้องยกระดับมาตรการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองในอนาคต

หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งใช้มาตรการทางการทูตนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ก็ตาม

การใช้มาตรการทางการทูตเชิงรุกอย่างที่พรรคประชาชนเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการทำหนังสือถึงสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาและการฟอกเงินก็เป็นอีกมาตรการที่สำคัญ เพราะการจัดการกับต้นตอของปัญหา จะช่วยลดโอกาสที่กัมพูชาจะกลับมาก่อเหตุเช่นนี้อีกในอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้ในระยะยาว

ที่มา – ปชน. เรียกร้องรัฐบาลใช้การทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

Scroll to top