การสอบสวนคดีพิเศษ

กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี

กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีรายงานข่าวว่าทางคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยประเด็นสำคัญคือการที่ กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่มีต่อ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ หรือ ทนายเก่ง สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ว่ามีส่วนพัวพันกับธุรกิจนอมินีให้กับชาวต่างชาติจริงหรือไม่

รายละเอียดกรณี กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี

สำหรับที่มาของเรื่องนี้ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ ได้เปิดเผยว่าทาง กมธ.ฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการถือหุ้นและเป็นกรรมการในบริษัทนิติบุคคลกว่า 30 แห่ง โดยไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การถือครองที่ดินและอาคารชุดมูลค่ามหาศาลกว่า 100 ล้านบาทร่วมกับชาวต่างชาติ พฤติกรรมเช่นนี้หากเป็นจริงถือว่าผิดกฎหมายนอมินีอย่างชัดเจนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทาง กมธ.ตำรวจ จึงต้องดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบ ดังนี้:

  • เชิญอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาให้ข้อมูลเชิงลึก
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทนิติบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง
  • ประเมินว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายและควรรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่
  • ติดตามนโยบายรัฐบาลในการกวาดล้างขบวนการนอมินีให้สิ้นซาก

นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากข้อความถึงพรรคประชาชนและผู้ที่ถูกพาดพิงว่า ควรออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่นเดียวกับที่พรรคเคยตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้รับความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมืองไทย ไม่ควรนิ่งเฉยต่อกระแสข่าวที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง

บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน การตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินของนักการเมืองต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตาม ความมั่นคงของประเทศและอธิปไตยเหนือที่ดินถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่มีใครควรนำไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน หากการตรวจสอบ กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ดีเอสไอ ให้ข้อมูลปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวนอมินี ในครั้งนี้มีความคืบหน้าอย่างไร เราจะรีบนำเสนอข้อมูลมาให้ทุกท่านได้ติดตามต่อไปครับ

ที่มา – กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ “ดีเอสไอ” ให้ข้อมูลปมข่าว สส.ภูเก็ต พรรคส้ม เอี่ยวนอมินี

ศาล รธน.ปัดตกคำร้องขอให้ดีเอสไอเรียก 308 สส. มาสอบสวนประเด็น พ.ร.บ.รับราชการทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ เมื่อทางศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติออกมาอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่มีคนยื่นคำร้องให้ตรวจสอบการกระทำของ สส. จำนวน 308 คน ซึ่งคำถามหลักที่ทุกคนสงสัยคือ ศาล รธน.ปัดตกคำร้องขอให้ดีเอสไอเรียก 308 สส. มาสอบสวนประเด็น พ.ร.บ.รับราชการทหาร นั้นมีรายละเอียดอย่างไร วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายครับ

ศาล รธน.ปัดตกคำร้องขอให้ดีเอสไอเรียก 308 สส. มาสอบสวนประเด็น พ.ร.บ.รับราชการทหาร

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้ร้องชื่อนางสาวณัฐธิดา นิโครธางกูร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 โดยขอให้ตรวจสอบการกระทำของ สส. 308 คน ในสองประเด็นหลัก คือการที่ สส. มีมติไม่อนุญาตให้ DSI เรียก สส. ไปรับทราบข้อกล่าวหา และการเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร ให้การเป็นทหารเป็นเพียง “ความสมัครใจ” แทนการเป็นหน้าที่ของชายไทย โดยผู้ร้องอ้างว่าการกระทำเหล่านี้อาจเข้าข่ายการล้มล้างการปกครองฯ

เหตุผลที่ศาล รธน.ปัดตกคำร้องขอให้ดีเอสไอเรียก 308 สส. มาสอบสวนประเด็น พ.ร.บ.รับราชการทหาร

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมและอภิปรายกันอย่างละเอียดแล้ว ศาลมีมติเอกฉันท์ว่าไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลสำคัญดังนี้ครับ:

  • หลักฐานไม่เพียงพอ: ศาลมองว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำเสนอยังไม่มีน้ำหนักหรือพยานหลักฐานมากพอที่จะบ่งชี้ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49
  • การทำหน้าที่ตามกฎหมาย: ในมุมมองของศาล การดำเนินการของ สส. ในสภาถือเป็นสิทธิและการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนทางกฎหมายและระเบียบของรัฐสภา
  • ไม่มีความผิดปกติ: ไม่ปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

สรุปสั้นๆ คือศาลเห็นว่าเรื่องนี้ยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะก้าวล่วงไปถึงการวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองครับ การตัดสินในครั้งนี้ถือเป็นการยืนยันถึงอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนนโยบายและการเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านช่องทางรัฐสภา ซึ่งเป็นกระบวนการปกติในระบอบประชาธิปไตยครับ

หากถามถึงมุมมองต่อเรื่องนี้ ต้องบอกว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการใช้สิทธิทางกฎหมายทุกอย่างต้องมีเหตุผลและพยานหลักฐานที่หนักแน่นจริงๆ ก่อนที่จะนำไปสู่การยื่นฟ้องหรือร้องเรียนในระดับศาลรัฐธรรมนูญ หวังว่าเพื่อนๆ จะเข้าใจเหตุการณ์นี้มากขึ้นนะครับ การที่ศาลตัดสินเช่นนี้ช่วยลดความสับสนในสังคมและทำให้กระบวนการทำงานของสภาสามารถดำเนินต่อไปได้ตามกรอบปกติครับ

ที่มา – ศาล รธน.ปัดตกคำร้องขอให้ดีเอสไอเรียก 308 สส. มาสอบสวนประเด็น พ.ร.บ.รับราชการทหาร

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

“รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดี Forex ที่มีชื่อของ สส. คนดังเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าให้การต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะพยาน โดยท่านรัฐมนตรีย้ำชัดว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นอยู่ในสำนวนการสืบสวน ซึ่งทาง DSI ยังไม่ได้มีการสรุปผลหรือรายงานความคืบหน้าเรื่องคำให้การแต่อย่างใด

รายละเอียดความคืบหน้าและท่าทีของรัฐมนตรี

นอกจากประเด็นที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน แล้ว ยังมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการทำงานของเจ้าหน้าที่ DSI ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยสถานการณ์ในปัจจุบันมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • DSI กำลังดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
  • การเรียกพยานบุคคลเข้าให้ข้อมูลทำเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมของสำนวนคดี
  • รัฐมนตรียังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เนื่องจากเป็นความลับทางคดีความ
  • การแจ้งข้อกล่าวหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะทำงานของ DSI มีพยานหลักฐานเพียงพอ

ในปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้ามาให้ข้อมูลกับ DSI แล้วมากกว่า 100 รายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคดีนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก การที่ “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน นั้น เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ในฐานะมุมมองของคนติดตามข่าว ต้องบอกว่าความกระจ่างของคดีนี้เป็นสิ่งที่สังคมรอคอย เพราะความมั่นใจในระบบยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราคงต้องรอให้ทาง DSI ทำหน้าที่สรุปสำนวนให้ชัดเจนก่อนจะมีการตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คงต้องจับตาดูกันว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่ความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังไว้หรือไม่

ที่มา – “รุทธพล” ชี้ “ภาวุธ” ให้ปากคำปมคดีฟอเร็กซ์ อยู่ในสำนวน โยนดีเอสไอพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ นายภัทรพงษ์ ศุภักษร หรือที่รู้จักกันในนาม “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 3 ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกมองว่าอาจมีความไม่โปร่งใส

สาเหตุหลักที่ทำให้ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากกรรมการ กกต. ทั้ง 3 ท่านนี้ ได้รับการคัดเลือกมาจากมติของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งในปัจจุบัน สว. กลุ่มดังกล่าวเองก็กำลังตกเป็นเป้าหมายในกระบวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกตั้งเสียเอง ทำให้สังคมเกิดคำถามตัวโตๆ ว่าจะเป็นการตรวจสอบที่ปราศจากอคติได้อย่างไร

เปิดเบื้องหลังความไม่ชอบมาพากลในคดี สว.

นอกจากประเด็นเรื่องความเป็นกลางแล้ว ทนายอั๋นยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับกระแสข่าวการ “ตัดตอน” สำนวนคดี โดยระบุว่ามีความพยายามลดจำนวน สว. ที่จะถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่มีการสรุปสำนวนผู้กระทำผิด 229 คน แต่กลับมีแนวโน้มว่าจะเหลือเพียงจำนวนน้อยเพื่อลดผลกระทบทางการเมือง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ทนายอั๋นยืนยันว่าจะไม่ยอมเด็ดขาด

  • การขู่แฉคลิปเด็ด: ทนายอั๋นเตรียมเผยแพร่คลิปซีรีส์วงจรปิดวันเลือกตั้ง สว. เพื่อแฉพฤติการณ์ “ดึงเชง” ส่งโพยรายชื่อใหม่
  • เส้นทางการเงิน: ข้อมูลจาก DSI ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเงินจากระดับรองประธานวุฒิสภา
  • ความกดดันภายใน: มี สว. บางส่วนติดต่อเข้ามาหาทนายอั๋นเพราะไม่พอใจที่ถูก “ทิ้ง” หรือถูกตัดชื่อออกเพื่อสังเวยคดี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อตาสับปะรดของประชาชน

การที่ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงหรือเลือกปฏิบัติ ผลกระทบที่ตามมาคือความเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการปกครอง ทนายอั๋นยังย้ำชัดว่า ตนเองในฐานะนักต่อสู้ที่เป็นอิสระ พร้อมจะเดินหน้าตรวจสอบไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ดินเขากระโดง เพื่อทวงคืนความถูกต้องกลับมาให้สังคม

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีท่าทีอย่างไร และหลักฐานเด็ดที่ทนายอั๋นถืออยู่ในมือ จะสามารถสั่นคลอนเก้าอี้ของใครต่อใครได้บ้าง นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของกฎหมายบ้านเมืองที่ต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม

ที่มา – “ทนายอั๋น” บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท คดีฟอกเงิน

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท กับพวกในคดีฟอกเงินที่พัวพันกับเว็บหนังเถื่อนและพนันออนไลน์ นับเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับความเสียหายมหาศาลกว่า 4,500 ล้านบาท วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบละเอียดว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท คดีฟอกเงิน: พื้นหลังของคดี

คดีนี้เริ่มจากศาลอาญาอนุมัติหมายจับนายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมพวก รวม 11 ราย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินจากกิจกรรมเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์และพนันออนไลน์ ศาลเห็นว่าความผิดมีโทษจำคุกเกิน 3 ปี และผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี จึงออกหมายจับทันที

DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 8 จุดทั่วกรุงเทพฯ ลำปาง ตาก พิษณุโลก สมุทรปราการ และชลบุรี เมื่อ 26 ม.ค. 2569 จับกุมได้ 4 รายจาก 7 รายที่หมายจับ ส่วนนายแทนไทและอีก 6 รายยังหลบหนีอยู่

ทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ในคดีนี้

  • กระเป๋าแบรนด์ดังอย่าง Goyard และ Louis Vuitton
  • หุ่นยนต์ Ironman
  • ตุ๊กตาอาร์ททอยราคาแพง
  • บัญชีธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ฟอกเงิน

ล่าสุดเมื่อ 9 เม.ย. 2569 DSI สรุปสำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 ส่งให้อัยการแล้ว รวม 39 แฟ้ม 12,816 แผ่น ข้อหาหลักคือร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันกระทำผิด

เครือข่ายนี้ทำเว็บดูหนังออนไลน์ รายการทีวี ถ่ายทอดฟุตบอลต่างประเทศฟรี แต่แฝงลิงก์ VIP ชำระเงินเข้าถึงเนื้อหาพิเศษรวมสื่อลามก และโฆษณาพนันออนไลน์ผ่านแบนเนอร์หรือ redirect URL เงินหมุนเวียนกว่า 10,000 ล้านบาท ใช้บัญชีม้ารับโอน แปลงเป็นสินทรัพย์ปกปิดแหล่งกำเนิด

ความเสียหายหลักมาจากละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ รายการต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต นำไปใช้ค้าขาย สร้างรายได้มหาศาลแต่ทำลายอุตสาหกรรมบันเทิง

การขยายผลและแผนติดตามผู้ต้องหา

DSI กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สืบเส้นทางการเงิน พบการแบ่งหน้าที่ชัดเจนแบบเครือข่ายอาชญากรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI กำชับเร่งจับผู้หลบหนี โดยเฉพาะนายแทนไทที่อาจหนีต่างประเทศ ร่วมมือหน่วยงานใน-นอก เพื่อบังคับใช้กฎหมายเต็มที่

คดีนี้สะท้อนปัญหาเว็บเถื่อนที่แพร่หลายในไทย ไม่เพียงละเมิดลิขสิทธิ์แต่ยังล่อลวงเข้าพนันออนไลน์ สร้างความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและสังคม ผู้ประกอบการถูกแย่งรายได้ ขณะประชาชนเสี่ยงติดพนัน

จากข้อมูลนี้ เห็นชัดว่า DSI ทำงานจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ หากคุณเจอเว็บต้องสงสัย รายงานเจ้าหน้าที่ได้เลย

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเทคโนโลยีเพิ่มเติมกับเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ “แทนไท” กับพวก คดีฟอกเงิน พัวพันเว็บหนังเถื่อน-พนันออนไลน์

รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล”

กรณีรมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย ล่าสุด พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาปฏิเสธความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของคดีนี้ โดยยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่จะดำเนินการเอง ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง

รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 20 มีนาคม 2567 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตรงกับช่วงที่นักข่าวสอบถามพล.ต.ท.รุทธพลเกี่ยวกับการที่นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีบุกรุกที่ดินทำเลี้ยงสัตว์บริเวณหาดสวนยา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นลูกสาว ได้ขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาออกไป

รายละเอียดคดีบุกรุกที่ดินเลี้ยงสัตว์ จ.อุบลราชธานี

คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดย DSI ได้รับแจ้งเบาะแสและดำเนินการสอบสวนมานาน พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเพราะเป็นป่าไม้และที่ดิน สปปช. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร) ทำให้คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด นายวีรศักดิ์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว ได้ให้การต่อ DSI แล้ว ขณะที่ลูกสาวขอเลื่อนเพราะเหตุผลส่วนตัว

  • สถานที่: หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
  • ข้อหาหลัก: บุกรุกที่ดินทำเลี้ยงสัตว์ของรัฐ
  • ผู้เกี่ยวข้องหลัก: นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • หน่วยงานสอบสวน: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

คำตอบจากรมว.ยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำชัดว่า “ยังไม่ทราบรายละเอียด” และ DSI เป็นผู้เรียกตัวเอง เมื่อถูกถามถึงการเลื่อนของน.ส.สุดาวรรณ ก็ตอบว่าไม่ทราบเช่นกัน นอกจากนี้ยังยืนยันว่า DSI ไม่ได้แจ้งให้กระทรวงยุติธรรมทราบเบื้องต้น เพราะเป็นกระบวนการสอบสวนปกติ เมื่อนักข่าวย้ำว่านายวีรศักดิ์มองว่าเป็นประเด็นการเมือง รมว.ยุติธรรมโต้ว่า “ไม่น่าจะใช่ เพราะเป็นเรื่องคดีที่ DSI ดำเนินการอยู่แล้ว” คำตอบนี้ช่วยคลายความสงสัยว่าคดีนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่

ตระกูลหวังศุภกิจโกศลถือเป็นตระกูลนักการเมืองชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี นายวีรศักดิ์เคยเป็น ส.ส.อุบลราชธานี สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา (ชท.) และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ขณะที่น.ส.สุดาวรรณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรค ทำให้คดีนี้กระทบภาพลักษณ์ทั้งสองพรรค

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ คดีบุกรุกที่ดินเป็นปัญหาคลาสสิกในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่มักเกิดข้อพิพาทระหว่างเอกชนและรัฐ DSI จึงเข้ามารับผิดชอบเพราะเป็นคดีพิเศษ กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่ามีการบุกรุกจริง อาจนำไปสู่การยึดคืนที่ดินและลงโทษตามกฎหมาย ป่าไม้ พ.ร.บ.ป่าไม้ หรือ สปก.

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ DSI ดำเนินคดีกับนักการเมืองข้ามพรรค แสดงถึงความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทยในยุคนี้ หากคุณเป็นคนอุบลราชธานี คงคุ้นเคยกับพื้นที่หาดสวนยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรกรรมสำคัญ

สรุปแล้ว กรณีรมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์นี้เน้นย้ำว่ากฎหมายต้องมาก่อนการเมือง ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมยึดหลักนี้อย่างเคร่งครัด ในอนาคต คาดว่าจะมีพัฒนาการเพิ่มเติมจาก DSI

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? มันเป็นเรื่องกฎหมายล้วนๆ หรือมีสีสันทางการเมืองซ่อนอยู่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองไทยแบบอัพเดท!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเรียกพ่อลูก “หวังศุภกิจโกศล” คดีรุกที่เลี้ยงสัตว์

“ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.

“ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองและสังคมไทย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์มูลค่าพันล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับนักการเมืองชื่อดัง สร้างความฮือฮาให้กับประชาชนทั่วไป

“ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้

ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำทีมผู้บริหารระดับสูง ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยมี น.ส.รวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดี ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าร่วม

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ระบุว่า คดีนี้มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เริ่มจากเบาะแสที่ประชาชนแจ้งมา ซึ่งตรงกับฐานข้อมูลคดีพิเศษที่ DSI กำลังสอบสวนอยู่แล้ว ทำให้เกิดการขยายผลครั้งใหญ่

รายละเอียดการเชื่อมโยงเว็บพนันและฟอกเงิน

เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์นี้มีมูลค่าการทำธุรกรรมสูงถึงพันล้านบาท โดยมีการโอนเงินไปมาระหว่างบัญชีต่างๆ รวมถึงโอนเงินจำนวน 39 ล้านบาทไปยังนักการเมืองรายหนึ่ง ซึ่งก็คือ สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ทำให้ DSI ขออนุมัติขยายคดีพิเศษเลขที่ 150/2568 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

ก่อนหน้านี้ ในคดีเก่า ปี 2566 DSI ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 36 ราย แจ้งข้อกล่าวหาและศาลตัดสินลงโทษบางส่วนแล้ว ล่าสุดเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2568 พนักงานสอบสวนยื่นขอหมายจับ 27 หมายต่อศาล ศาลอนุมัติ 25 หมาย และออกหมายเรียก 2 ราย รวมถึง สส.ชนนพัฒฐ์ ที่ต้องมารายงานตัววันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ DSI

  • ยึดทรัพย์สินมูลค่า 168 ล้านบาท
  • ดำเนินคดีฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
  • เชื่อมโยงเส้นทางการเงินเว็บพนันออนไลน์
  • ปฏิบัติการบูรณาการตั้งแต่ปี 2566

นายกมลสิษฐ์ จาก ปปง. ยืนยันว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลต่อไป โดยทรัพย์สินที่ยึดไว้จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย ร.ต.อ.เขมชาติ เผยว่าคดีนี้เชื่อมโยงกับคดีเดิม ทำให้เกิดการตรวจค้นและจับกุมจำนวนมาก

DSI ชี้ว่า สส.ชนนพัฒฐ์ น่าจะยังอยู่ในประเทศไทย หากได้รับเลือกเป็น สส. อาจมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่ในช่วงนี้ยังดำเนินการตามปกติได้ จนกว่าจะเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ผลกระทบและความสำคัญของคดี

เว็บพนันออนไลน์เป็นปัญหาเรื้อรังในไทย สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับไม่ถ้วน ทั้งด้านการเงิน สุขภาพจิต และสังคม โดยเฉพาะการฟอกเงินที่ทำให้เงินสกปรกไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ การที่ DSI และ ปปง. บูรณาการปราบปราม แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส

คดีนี้ไม่เพียงทลายเครือข่ายใหญ่ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจนักการเมืองให้ยึดมั่นจริยธรรม หากพบเบาะแสเพิ่มเติม ประชาชนสามารถแจ้ง DSI ได้ทันที

ในมุมมองของผู้เขียน คดี “ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หวังว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเว็บพนันอย่างยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้!

ที่มา – “ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้

ไขปมร้อน คุกวีไอพี รมว.ยธ. สอบเส้นเงิน

“พล.ต.ท.รุทธพล” ย้ำปมร้อนคุกวีไอพี สั่ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ – เลขานุการ” ออกราชการแล้ว ไม่มีคนตำแหน่งสูงกว่านี้ รู้แล้วห้องรับรองก่อสร้างปรับปรุงเมื่อไหร่ ชี้ สอบเส้นทางเงินไปเยอะแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงความคืบหน้าเรื่อง ปมร้อนคุกวีไอพี ว่า เบื้องต้นอย่างที่ทราบได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อน 2 ราย คือ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งรายละเอียดทางคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นได้เร่งสอบ รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบคู่ขนาน โดยบ่ายวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จะขอสรุปรายงานขึ้นมาอีกครั้งว่าทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมีใครบ้าง แต่เชื่อว่าจะตามจำนวนที่ได้นำเรียนเบื้องต้น เพียงแต่เรื่องนี้ต้องใช้พยานหลักฐานด้วย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มีตำแหน่งใหญ่กว่านี้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า “ไม่มี ยืนยันได้” จากนั้นเผยต่อถึงรายละเอียดการก่อสร้างห้องรับรองดังกล่าว ว่า เราทราบแล้วว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ ปรับปรุงเมื่อไหร่ รายละเอียดอยู่ในการสืบสวนของดีเอสไอและคณะกรรมการ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งนี่คือประเด็น ถ้าสรุปได้แล้วจะชี้แจงให้ทราบว่าห้องนี้ปรับปรุงเมื่อไหร่ เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ เมื่อถามย้ำว่าก่อนรัฐบาลนี้นานหรือไม่ รมว.ยุติธรรม ตอบว่า เดี๋ยวอยู่ในรายละเอียด ขอสรุปอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าวันที่ 28 พ.ย. จะมีการเปิดตัวละครเพิ่มเติมจะมีทนาย หรือคนนอกอีกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดเรื่องยังไม่ทราบ ขอรับทราบจากทางคณะกรรมการ และดีเอสไอ ก่อน เมื่อถามว่า มีการเรียกร้องให้เปิดเส้นทางการเงินว่าโอนให้ใครบ้าง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ทำมาค่อนข้างเยอะแล้ว เมื่อถามย้ำว่า คุกวีไอพี มีที่อื่นหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถาม และเดินขึ้นตึกบัญชาการทันที

ไขปมร้อนคุกวีไอพี รมว.ยธ. สอบเส้นเงิน

จากกรณี ปมร้อนคุกวีไอพี ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และใครคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้บ้าง การสอบสวนหาความจริงในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีปมร้อนคุกวีไอพี

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดี ปมร้อนคุกวีไอพี โดยได้สั่งให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำ ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมทั้งเร่งให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นทำการสอบสวนอย่างละเอียด นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังได้เข้ามาสอบคู่ขนานในเรื่องนี้อีกด้วย

การสอบสวนในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงเส้นทางการเงินที่อาจมีการโอนให้แก่บุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินการไปค่อนข้างเยอะแล้ว และจะมีการสรุปรายงานผลการสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะยืนยันว่าไม่มีตำแหน่งที่ใหญ่กว่านี้เกี่ยวข้องกับ ปมร้อนคุกวีไอพี แต่สังคมก็ยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการดำเนินการต่างๆ ภายในเรือนจำ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการก่อสร้างและปรับปรุงห้องรับรองพิเศษภายในเรือนจำ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าทราบแล้วว่ามีการก่อสร้างเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ และปรับปรุงเมื่อไหร่ แต่ขอให้รอการสรุปผลการสอบสวนอีกครั้งก่อนที่จะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด

เรื่องราว ปมร้อนคุกวีไอพี ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างใกล้ชิด การเปิดเผยความจริงและการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่มีอำนาจในการควบคุมและลงโทษ การมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใสจะช่วยป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบได้

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ที่มา – ปมร้อนคุกวีไอพี รมว.ยธ. รู้แล้วห้องรับรองก่อสร้างปรับปรุงเมื่อไหร่ สอบเส้นเงินเยอะแล้ว

รมว.ยุติธรรม สั่งสอบ คดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษ

รมว.ยุติธรรมลั่น “รับไม่ได้” สั่งดีเอสไอลุยตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ พบเจ้าหน้าที่เอี่ยว 6–7 ราย กล้องวงจรปิดถูกลบไปแล้วแต่กู้คืนได้บางส่วน สั่งจัดระเบียบนักโทษ VIP ทุกเรือนจำ

วันที่ 21 พ.ย. 2568 วันนี้ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดโครงการเวทีสาธารณะ “เห็นคุณค่าทุกชีวิต เดินหน้ากับร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. ….” หลังพิธีเปิดงาน ผู้สื่อข่าวสอบถามรัฐมนตรีฯ ถึงกรณีกรมราชทัณฑ์มีคำสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ภายหลังพบพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขังชาวจีน พล.ต.ท.รุทธพลระบุว่า ตั้งแต่รับราชการจนเกษียณไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน และยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง เพราะเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรมของประเทศ พร้อมเชื่อว่าประชาชนก็ไม่อาจยอมรับเรื่องนี้เช่นกัน

ยันดำเนินคดีอาญาและวินัยทุกคน

รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ตนได้รับรายงานเบื้องต้นด้วยวาจาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์จะสั่งตรวจค้นและโยกย้ายผู้บัญชาการเรือนจำทันที โดยรายละเอียดที่ได้รับรายงานก็เป็นไปตามที่เป็นข่าว พร้อมสั่งการให้อธิบดีและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจัดทำรายงานสรุป เพื่อนำเสนอในการประชุมช่วงบ่ายวันนี้ที่กระทรวงยุติธรรม  ยืนยันกระทรวงจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ทั้งพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง พร้อมเร่งรัดดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัยกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่มีปล่อยผ่าน และหากจำเป็นจะตรวจสอบย้อนหลังการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการเรือนจำคนดังกล่าวอย่างครอบคลุม

ปรนเปรอกามนักโทษ เรื่องจริง

ในส่วนของข้อมูลที่ปรากฏในข่าว ทั้งเรื่อง “ห้องใต้บันได”, ถุงยางอนามัย และการนำหญิงสาวเข้าไปให้บริการผู้ต้องขังชาวจีน รัฐมนตรีระบุว่า จากรายงานเบื้องต้นเป็นเรื่องจริง แต่ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานให้ละเอียดอีกครั้ง เพื่อแก้ไขในส่วนที่จำเป็น และจะใช้โอกาสนี้ปรับปรุงระบบเรือนจำของไทยทั้งระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

สอบสวนนางแบบจีน

ต่อมา พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรม รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนางแบบหญิงต่างชาติเข้าไปในเขตราชทัณฑ์ โดยระบุว่าคณะกรรมการได้สอบสวนไปแล้วบางส่วน ทั้งในประเด็นการเข้าพื้นที่ของนางแบบ และบทบาทของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาร่วมสืบสวน พร้อมประสาน ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด ยืนยันต้องให้ความกระจ่างในทุกมิติ โดยในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) เวลา 09.00 น. จะลงพื้นที่ตรวจสอบเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยตนเอง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน โดยจะคัดกรองสอบผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

จีนเทาในเรือนจำกรุงเทพ 200 คน

ส่วนผู้ต้องขังกลุ่ม “จีนเทา” ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีราว 200 คน โดยพบว่ามี 2 รายเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ รู้ตัวทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยข้อมูล อยู่ระหว่างพิจารณาคดีในชั้นศาล  สำหรับเจ้าหน้าที่ในเรือนจำพบว่ามีผู้เกี่ยวข้อง 6–7 คน ตั้งแต่ด่านประตูจนถึงจุดที่เกิดเหตุ โดยจุดเกิดเหตุไม่ใช่ห้องทำงานผู้บัญชาการเรือนจำ แต่เป็นห้องของผู้คุมที่ถูกดัดแปลงคล้ายห้องรับรอง ส่วนห้อง ผบ. อยู่ชั้นบน ซึ่งพรุ่งนี้จะเข้าไปตรวจสอบให้ชัดเจน

ย้ายผู้ต้องขังวีไอพีแล้ว

พล.ต.ท.รุทธพล  กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีของนางแบบสาวชาวจีน พบว่าเดินทางเข้ามา โดยใช้เส้นทางปกติ เป็นส่วนอาคารของเจ้าหน้าที่ โดยเหตุเกิดช่วงกลางวัน และการสอบปากคำนางแบบชาวจีนทั้งสองคนแล้ว เบื้องต้นสอบปากคำและตรวจสอบพาสปอร์ต โดยให้การแค่ว่า มาพบเจ้าหน้าที่ที่อยู่จุดนั้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเต็มใจมา รวมถึงเรื่องค่าตอบแทนของนางแบบชาวจีนทั้งสองคน ทั้งคู่ยังปฏิเสธอยู่ ส่วนผู้ต้องขังชาวจีนทั้งสองคนถูกย้ายเรือนจำไปแล้ว เป็นเรือนจำใกล้เคียงแต่ขอไม่เปิดเผย

กล้องวงจรปิดถูกลบ

ด้านกล้องวงจรปิดพบว่าถูกลบในวันเกิดเหตุ แต่สามารถกู้คืนบางส่วน พบภาพผู้ต้องขังเดินในพื้นที่ต้องห้าม พร้อมมีพยานหลักฐานอื่นประกอบ  เมื่อถามถึงมาตรการจัดระเบียบนักโทษวีไอพี รมว.ยุติธรรมระบุว่า ได้สั่งให้ตรวจทั้งระบบทุกเรือนจำ เพราะหากปล่อยให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก จะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อหน่วยงาน

รมว.ยุติธรรมลั่น “รับไม่ได้” สั่งดีเอสไอลุยตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ

จากกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ ทางกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาแสดงความไม่พอใจและสั่งการให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกมิติ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ความคืบหน้าคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ

ล่าสุด รมว.ยุติธรรมได้สั่งการให้ดีเอสไอเข้ามาร่วมสืบสวนคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ พร้อมทั้งประสาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังมีการสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดทางให้การสอบสวนเป็นไปอย่างราบรื่น

การตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตรวจสอบย้อนหลังการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการเรือนจำคนดังกล่าวอย่างครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการละเลยหรือปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ รมว.ยุติธรรมยังได้สั่งการให้มีการจัดระเบียบนักโทษ VIP ในทุกเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์หรือการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะเดียวกันอีก

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบย้อนหลังการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการเรือนจำ
  • จัดระเบียบนักโทษ VIP ในทุกเรือนจำ

การดำเนินการอย่างจริงจังและรวดเร็วของกระทรวงยุติธรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษากระบวนการยุติธรรมของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

คดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ต้องทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติงานและความโปร่งใสในการบริหารจัดการเรือนจำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนอีกต่อไป

ที่มา – รมว.ยุติธรรมลั่น “รับไม่ได้” สั่งดีเอสไอลุยตรวจสอบคดีนางแบบจีนบำเรอกามนักโทษเรือนจำ

Scroll to top