การสอบสวน

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก เมื่อล่าสุดกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่าทหารของพวกเขาเป็นผู้ยิงปืนใส่รถยนต์ของเด็กหญิงฮินด์ ราจับ วัยเพียง 5 ขวบ ในฉนวนกาซา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เด็กน้อยและญาติรวม 6 ชีวิตต้องเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้า โดยทางการอิสราเอลได้สั่งให้มีการสอบสวนคดีอาญาในเหตุการณ์นี้แล้ว

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2567 สังคมโลกต่างจับตามองกรณีที่ อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ โดยในตอนแรกทางกองทัพปฏิเสธว่าไม่มีกำลังพลอยู่ในพื้นที่ แต่หลักฐานและความกดดันจากนานาชาติทำให้ความจริงปรากฏขึ้น เด็กหญิงฮินด์ได้พยายามโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์นานหลายชั่วโมง แม้จะมีการประสานงานขอเส้นทางปลอดภัยสำหรับรถกู้ชีพแล้ว แต่รถคันดังกล่าวกลับถูกโจมตีจนทำให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิตไปพร้อมกับเด็กน้อยในรถ

เปิดปมเหตุการณ์ทหารยิงรถในกาซา

ข้อเท็จจริงที่น่าสลดใจคือ ด.ญ.ฮินด์ ราจับ ยังมีชีวิตอยู่หลังจากรถถูกกราดยิงในตอนแรก และเธอยังคงสื่อสารผ่านโทรศัพท์ได้ แต่ความล่าช้าและการประสานงานที่ผิดพลาดทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อของความขัดแย้งในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์อื่นที่ IDF สั่งสอบสวนทางอาญาเพิ่มเติม เช่น กรณีการยิงใส่ขบวนรถกู้ชีพและรถของสหประชาชาติในเมืองราฟาห์เมื่อปี 2568 ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย โดยมีคลิปวิดีโอจากกล้องของเจ้าหน้าที่กู้ชีพเป็นหลักฐานมัดตัว

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทางการ อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ และเริ่มดำเนินการทางกฎหมาย หลายฝ่ายยังคงตั้งข้อสงสัยถึงความจริงจังในการลงโทษผู้กระทำความผิด กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่าการสอบสวนภายในของกองทัพอิสราเอลมักจบลงด้วยการลงโทษที่เบาเกินควร หรือไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริง โดยเฉพาะในกรณีการสังหารพนักงานองค์กรช่วยเหลือระดับโลกที่ IDF ปฏิเสธการสอบสวนคดีอาญาโดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ

  • การยอมรับของ IDF เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
  • เหตุการณ์นี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์จนได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
  • การสอบสวนยังคงครอบคลุมไปถึงการยิงใส่รถกู้ชีพและรถดับเพลิงในหลายพื้นที่

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความผิดพลาดทางการทหาร แต่เป็นเครื่องสะท้อนถึงวิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรงเกินกว่าจะเพิกเฉย การทวงคืนความยุติธรรมให้กับเด็กหญิงวัย 5 ขวบไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวผู้สูญเสีย แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่โลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า ผลสรุปของการสอบสวนครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือเป็นเพียงแค่การแสดงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

ที่มา – อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการไทยอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในกรณีทุจริตการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยล่าสุด โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบกว่า 5,200 ราย

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ในเมื่อคดีนี้มีมูลความผิดฐานฟอกเงินชัดเจน การตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้มข้นขึ้น นายพิทักษ์เดช เดชเดชะ ในฐานะประธาน กมธ.ปปง. สภาผู้แทนราษฎร จึงเตรียมเดินหน้าขุดคุ้ยเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อดูว่ามีใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังการแก้คะแนนสอบในครั้งนี้

เหตุผลที่ต้องดันเรื่องเข้า กมธ.ปปง.

ปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายกังวลคือการตรวจสอบกันเองภายในกระทรวงมหาดไทย อาจนำไปสู่การตัดตอนข้อมูลเพื่อปกป้องผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การที่ โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เรื่องนี้ถึงมือองค์กรอิสระหรือศาลโดยเร็วที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตามองเป็นพิเศษ มีดังนี้:

  • ความพยายามในการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 5,200 ราย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน
  • การแสวงหาความจริงว่านักการเมืองคนใดมีส่วนรู้เห็นหรือสั่งการหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกทำลายลง

เราต้องยอมรับว่า การทุจริตในระบบราชการเป็นมะเร็งร้ายที่บั่นทอนศักยภาพของประเทศ การตั้งคณะกรรมการอิสระที่ปราศจากความเกรงใจทางการเมืองจึงเป็นทางออกเดียวที่จะกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงและถูกโกงโอกาสไป หวังว่าก้าวสำคัญนี้จะนำไปสู่การปฏิรูประบบสอบให้โปร่งใสอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อจบกระแสสังคมเท่านั้น

ที่มา – โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง

ดีเอสไอพบเส้นเงิน ภาวุธ เพิ่มเป็น 33 ล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีความคืบหน้าของคดีความที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองชื่อดัง หลังจากที่ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่า ดีเอสไอพบเส้นเงิน ภาวุธ เพิ่มเป็น 33 ล้านบาท จากเดิมที่เคยตรวจสอบพบ 28 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันต่อไป

ความคืบหน้าคดี ดีเอสไอพบเส้นเงิน ภาวุธ เพิ่มเป็น 33 ล้านบาท

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยประเด็นหลักที่ทางดีเอสไอให้ความสำคัญคือการตรวจสอบที่มาของเงินกู้ยืมที่พบความผิดปกติเพิ่มขึ้น โดยทางเจ้าตัวเตรียมจะเข้ามาให้ข้อมูลชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่ออธิบายความชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

เจาะลึกเบาะแสสำคัญจากการตรวจสอบ

นอกจากเรื่องตัวเลขเงินที่เปลี่ยนไปแล้ว พล.ต.ท. รุทธพล ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทคิวอาร์เอส โกลบอล ว่า:

  • เซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวเป็นแหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่สำคัญต่อรูปคดี
  • ทางดีเอสไอคาดว่าจะได้เบาะแสสำคัญจากข้อมูลภายในเซิร์ฟเวอร์นี้
  • พยานหลักฐานในคดีกำลังขยายผลไปเรื่อยๆ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายภาวุธเอง ยังคงยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ทั้งหมด เช่นเดียวกับกรณีของ ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ที่ได้เข้าชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหาไปก่อนหน้านี้เช่นกัน การทำงานของดีเอสไอในระยะนี้จึงเน้นไปที่การรวบรวมพยานหลักฐานและเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในมุมมองของนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป การที่ ดีเอสไอพบเส้นเงิน ภาวุธ เพิ่มเป็น 33 ล้านบาท ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้รูปคดีชัดเจนขึ้น หากการชี้แจงในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าสามารถพิสูจน์ที่มาของเงินได้อย่างโปร่งใส ก็จะช่วยคลายข้อสงสัยของสังคมได้เป็นอย่างดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีใครที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกหรือไม่ในอนาคต

ที่มา – “รุทธพล” เผยดีเอสไอ พบเส้นเงิน “ภาวุธ” เพิ่มเป็น 33 ล้านจาก 28 ล้าน เจ้าตัวเตรียมชี้แจง

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. เผยเส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือแล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้นำคณะเข้าหารือร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำว่า กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องจำนวน 200 รายชื่อได้ถูกส่งถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว

เปิดเบื้องหลัง กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. ล่าตัวการใหญ่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอาสพลธ์ได้สอบถามประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอมินีต่างชาติ การพนันออนไลน์ และที่ขาดไม่ได้คือการทุจริตสอบท้องถิ่น นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ยอมรับว่าการดำเนินคดีบางครั้งอาจไม่ตรงใจกระแสสังคม แต่ยืนยันว่าหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ตามพยานหลักฐานและกฎหมาย โดยขณะนี้กำลังผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มมูลฐานความผิดให้ทันสมัยและสากลมากขึ้น

สำหรับประเด็น 200 รายชื่อที่สังคมเฝ้ารอคอย นายอาสพลธ์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า:

  • ปปง. ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของรายชื่อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้ว
  • ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
  • รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันกับที่ตำรวจสอบสวนกลางควบคุมตัวไว้
  • การตรวจสอบเส้นเงินทำอย่างรวดเร็วและเป็นระบบเพื่อไม่ให้หลุดรอดเงื้อมมือกฎหมาย

นายอาสพลธ์ยังได้ส่งสาส์นสำคัญถึงข้าราชการระดับสูงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะออกมาซัดทอดถึงตัวการบงการที่แท้จริง การเข้าเป็นพยานอาจช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองได้ หากเส้นทางการเงินชี้ชัดไปถึงใคร ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการปราบปรามคอร์รัปชันในไทย การทำงานประสานกันอย่างเข้มข้นระหว่าง กมธ.ป.ป.ช. และ ปปง. จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจได้มากขึ้นว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนมวยล้มต้มคนดู หากหน่วยงานรัฐสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้จริง จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับข้าราชการไทยต่อไป

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. ประชุมร่วม ปปง. “อาสพลธ์” ชี้ เส้นเงิน 200 รายชื่อถึงมือ ป.ป.ช. เรียบร้อย

นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการพบศพผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย รวมถึงคดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซีย สร้างความตกใจให้กับสังคมไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด เพื่อแสดงความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุทั้งในพื้นที่ป่าและสวนมะพร้าว เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยนายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีอย่างรัดกุม เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาลงโทษขั้นสูงสุดแก่ผู้กระทำผิด

มาตรการเข้มข้นเพื่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด ยังได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและขอโทษนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย โดยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่ภาพสะท้อนของความไม่ปลอดภัยในไทย รัฐบาลพร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัยดังนี้:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่เสี่ยงภัย
  • เร่งติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีให้ครบถ้วน
  • ทบทวนมาตรการบังคับใช้กฎหมายสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติก่อเหตุซ้ำ
  • จัดทำสำนวนคดีให้มีความรัดกุมสูงสุดก่อนส่งฟ้องศาล

ในประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตผู้ก่อเหตุ นายกฯ ย้ำว่าประเทศไทยยังมีโทษประหารชีวิตอยู่จริง แต่การตัดสินขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล โดยรัฐบาลมีหน้าที่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ผู้ที่กระทำความผิดได้รับโทษตามความเหมาะสม ไม่ให้ใครกล้าทำผิดเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

สุดท้ายนี้ นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเราหวังว่าการดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญและช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด เพราะความเชื่อมั่นคือรากฐานสำคัญของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด

สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากรุงเทพมหานคร เมื่อล่าสุดเกิดเหตุการณ์อื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้อำนาจและความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่การที่ฝ่ายค้านต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรักษาหลักการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของตัวแทนที่เลือกเข้ามา

สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ดินแดง โดยนายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกับทีม สก. ฝ่ายค้าน ออกมาแถลงข่าวแฉพฤติกรรม สก. พรรคประชาชน ที่มีการเสียบบัตรแทนกันในห้องประชุมสภา กทม. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างร้ายแรงในกระบวนการนิติบัญญัติ

เปิดเบื้องลึก สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

นายนภาพลได้อธิบายเหตุการณ์ว่า ในขณะนั้นมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียง 41 ท่าน แต่กลับมีการโหวตลงคะแนนที่ผิดปกติ เนื่องจากการเสียบบัตรค้างไว้และมีการกดคะแนนแทนกัน ซึ่งในเชิงกฎหมายถือว่ามีความผิดสำเร็จแล้วทั้งทางอาญาและผิดบรรทัดฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เทียบเท่ากับบรรทัดฐานที่ศาลเคยตัดสินในระดับสภาผู้แทนราษฎร

  • ตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนโหวต
  • ยื่นเรื่องต่อประธานสภา กทม. เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง
  • ยืนหยัดรักษาศักดิ์ศรีของสภากรุงเทพมหานคร

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือ การที่สภา กทม. เพิ่งจะมีการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับชม ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการท้าทายศรัทธาของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทางกลุ่ม สก. ปชป. จึงยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างถึงที่สุดตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่มีการประนีประนอม เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองท้องถิ่นมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

แม้ว่าจะมีการดำเนินคดีเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทางสภายังคงต้องเดินหน้าพิจารณาวาระสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ต่อไปเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุดลง อย่างไรก็ตาม การที่สมาชิกสภามีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเช่นนี้ ย่อมเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนตนเอง

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะคนกรุงเทพฯ เราคงไม่อยากเห็นการบริหารที่ละเลยต่อความสุจริต แม้จะเป็นปัญหาในสภา แต่ผลกระทบย่อมตกอยู่กับประชาชน หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้สภา กทม. ปฏิรูปตนเองสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การแก้เอกสาร แต่คือการแก้ที่จิตสำนึกของคนทำงาน

ที่มา – สก. ปชป. ยื่นสอบ สก.กดบัตรแทนกัน ลุยดำเนินคดีสร้างมาตรฐานโปร่งใส

กระทรวงการต่างประเทศ รอ “จอร์เจีย” ชี้แจงแจ้ง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตล่าช้ากว่า 10 วัน

กระทรวงการต่างประเทศ รอ “จอร์เจีย” ชี้แจงแจ้ง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตล่าช้ากว่า 10 วัน

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชาวไทยในประเทศจอร์เจีย ซึ่งล่าสุดทางกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงไทม์ไลน์และขั้นตอนการช่วยเหลือ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ว่า กระทรวงการต่างประเทศ รอ “จอร์เจีย” ชี้แจงแจ้ง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตล่าช้ากว่า 10 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด

ทำไมการแจ้งข่าวถึงล่าช้ากว่า 10 วัน?

จากการแถลงการณ์ของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและอธิบดีกรมการกงสุล ได้ยืนยันว่าทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ได้รับทราบการพบร่างผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่ร่างของนายบวรทัตถูกพบโดยเจ้าหน้าที่โรงแรมตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าทำไมหน่วยงานของไทยถึงได้รับแจ้งเรื่องล่าช้า โดยทางการไทยได้ดำเนินการกดดันและติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับครอบครัวผู้สูญเสีย

ขั้นตอนสำคัญในขณะนี้ประกอบด้วย:

  • การเร่งประสานเอกสารมอบอำนาจจากครอบครัวผู้เสียชีวิต
  • การรับรองการแปลเอกสารเพื่อดำเนินการออกใบมรณบัตร
  • การประสานงานกับสายการบินเพื่อนำร่างกลับประเทศไทย
  • การติดตามความคืบหน้าสาเหตุการเสียชีวิตจากทางการจอร์เจีย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศยังคงยืนยันว่าการที่ กระทรวงการต่างประเทศ รอ “จอร์เจีย” ชี้แจงแจ้ง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตล่าช้ากว่า 10 วัน นั้น เป็นประเด็นที่ทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้มีการเรียกทางการจอร์เจียมาชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นในขั้นตอนการสอบสวนของเขา ว่าทำไมพยานหลักฐานต่างๆ ถึงมีการส่งต่อมายังสถานทูตไทยล่าช้าขนาดนี้

ในส่วนของขั้นตอนต่อไป หากเอกสารการมอบอำนาจและการแปลเสร็จสมบูรณ์ ทางกรมการกงสุลจะรีบดำเนินการในขั้นตอนสุดท้ายทันที เพื่อให้ร่างของยูทูบเบอร์หนุ่มได้กลับสู่มาตุภูมิอย่างสมเกียรติที่สุด สำหรับเหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศที่ต้องมีความรวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ฮลุน โซโล่” และหวังว่าทางการจอร์เจียจะเร่งดำเนินการไขข้อข้องใจเรื่องการแจ้งเหตุล่าช้าโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมทางหน่วยงานจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ รอ “จอร์เจีย” ชี้แจงแจ้ง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตล่าช้ากว่า 10 วัน

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของบิดา คือ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โกเกียรติ” เกี่ยวกับประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังจากมีการกล่าวอ้างทำนองว่าหากการฮั้ว สว. ครั้งนี้สำเร็จ ลูกชายของเขาจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับครอบครัวเลียงประสิทธิ์เป็นอย่างมาก

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. เพื่อเรียกคืนความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีพยานในคดีดังกล่าวพาดพิงถึงคุณพ่อของรัฐมนตรีช่วยฯ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดีลตำแหน่งทางการเมือง นายวรศิษฎ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความกังขาว่า “ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ” พร้อมย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรมต่อทั้งตัวเขาและบิดาอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีเพื่อปกป้องเกียรติยศและพิสูจน์ความจริงว่าไม่ได้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ในเรื่องการฮั้ว สว. ดังที่ถูกกล่าวอ้าง

เปิดใจรัฐมนตรีช่วยฯ ต่อประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

เมื่อถามถึงประเด็นทางการเมืองว่าเรื่องนี้เป็นการดิสเครดิตกันหรือไม่ นายวรศิษฎ์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างประเด็นขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื่น พร้อมกันนี้ยังมีประเด็นเรื่องหลักฐานที่ทางฝ่ายค้านอ้างว่ามีเพียงแค่ 5% เท่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีช่วยฯ ได้ฝากเตือนไปยังผู้กล่าวหาว่า:

  • หากมีหลักฐานจริง ไม่ต้องนำมาโชว์ผ่านสื่อ
  • ให้นำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง
  • กระบวนการทางกฎหมายทำงานอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าความจริงจะไม่เปิดเผย

นายวรศิษฎ์มองว่าเรื่องการฮั้ว สว. เป็นวาทกรรมทำนองนี้ที่มีคนพยายามสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในที่ประชุมหรือกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา

จากการสัมภาษณ์ดูเหมือนว่า นายวรศิษฎ์ค่อนข้างมั่นใจในความบริสุทธิ์ของครอบครัวเลียงประสิทธิ์ และมองว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายแจ้งความดำเนินคดีจะช่วยให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้น ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว การกล่าวหาโดยขาดหลักฐานชัดเจนย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเมือง การที่ผู้ถูกกล่าวหาเลือกใช้ช่องทางกฎหมายจึงเป็นทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อหน้าสาธารณชน

ที่มา – “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังอ้างถ้าฮั้ว สว. สำเร็จลูกจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล

อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด

อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองสหรัฐฯ เมื่อ ดร.แอนโทนี เฟาชี อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายโรคติดต่อชื่อดัง ได้ตัดสินใจใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญปฏิเสธการให้การต่อคณะกรรมาธิการของวุฒิสภารัฐรีพับลิกัน ในกรณีที่เขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19 ที่โลกตั้งคำถามมาอย่างยาวนาน

เหตุการณ์การเผชิญหน้ากันครั้งนี้มีความตึงเครียดสูงมาก โดย ดร.เฟาชีในวัย 85 ปี ได้รับคำแนะนำจากทีมทนายความให้ใช้สิทธิ์ตามบทแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 (Fifth Amendment) เพื่อหลีกเลี่ยงการให้การที่อาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีอาญาในอนาคต แม้ว่าเขาจะเคยได้รับอภัยโทษจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน มาแล้วก็ตาม แต่การซักถามครั้งใหม่นี้ถือเป็นความเสี่ยงที่เขามองว่าฝ่ายรีพับลิกันพยายามจะวางกับดักเพื่อหาช่องทางเอาผิดเขาให้ได้

เบื้องลึกและท่าทีของทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับ อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด

ข้อพิพาทหลักที่ สว. แรนด์ พอล พยายามผลักดันคือการตรวจสอบว่า ดร.เฟาชีทราบหรือไม่ว่าไวรัสหลุดมาจากห้องแล็บในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่กลับเลือกที่จะสื่อสารกับสาธารณชนว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งทาง ดร.เฟาชีได้ยืนยันว่าการตั้งคำถามในครั้งนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการพยายามส่งเขาเข้าคุกมากกว่าการค้นหาความจริง

  • การใช้คำสงวนสิทธิ์ทำให้กระบวนการสอบสวนมีความชะงักงัน
  • ฝ่ายรีพับลิกันเตรียมยื่นมติดำเนินคดีเพิ่มฐานขัดขืนอำนาจรัฐสภา
  • พรรคเดโมแครตระบุว่านี่คือการเลือกปฏิบัติและเป็นการสร้างสถานการณ์ทางการเมือง

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เมื่อประเด็นสุขภาพระดับโลกถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสนามรบทางกฎหมาย การกระทำของ ดร.เฟาชีที่ตัดสินใจเป็น อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าความขัดแย้งเกี่ยวกับต้นตอของโควิด-19 นั้นยังคงไม่มีวันจบสิ้นโดยง่าย และน่าจะเป็นคดีที่ถูกจับตามองต่อไปในระดับประเทศว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่าทำไมประเด็นทางวิทยาศาสตร์ถึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีความรุนแรงถึงขนาดนี้ การปกป้องตัวเองด้วยสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเชิงกฎหมายของ ดร.เฟาชี แต่ในแง่ของภาพลักษณ์สาธารณะ นี่คือความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานของเขาเลยทีเดียว

ที่มา – อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด

Scroll to top