การสํารวจความคิดเห็น

โพลชี้คนไทยหนุน โทษประหาร บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

โพลชี้คนไทยหนุน โทษประหาร บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยยังคงถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยล่าสุด “นอร์ทแบงค็อกโพล” ได้เผยผลสำรวจที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเห็นของประชาชนต่อการรื้อฟื้นและบังคับใช้ โทษประหารชีวิต ในประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องการมาตรการที่รุนแรงเพื่อจัดการกับอาชญากรรมร้ายแรงในปัจจุบัน

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 987 ตัวอย่างทั่วประเทศ ประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดคือการนำ โทษประหารชีวิต กลับมาใช้อย่างจริงจัง โดยผลโพลระบุชัดว่าประชาชนร้อยละ 70.6 เห็นด้วยกับการใช้มาตรการนี้เพื่อสร้างความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความอัดอั้นของสังคมต่อเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

เสียงสะท้อนจากโพลชี้คนไทยหนุน โทษประหาร บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

นอกจากตัวเลขความเห็นด้วยแล้ว ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นสูงถึงร้อยละ 96.8 ว่าโทษประหารสามารถลดอาชญากรรมร้ายแรงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคดีฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือคดีข่มขืนแล้วฆ่า อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้มีบทลงโทษที่รุนแรง แต่ก็มีข้อแม้ที่สำคัญมากนั่นคือเรื่องของความยุติธรรม

จากการสำรวจพบประเด็นที่น่ากังวลที่สุดของผู้ที่สนับสนุน คือความกลัวว่าอาจมีการตัดสินผิดคนหรือลงโทษผู้บริสุทธิ์สูงถึงร้อยละ 65.6 ดังนั้น การจะนำ โทษประหารชีวิต กลับมาใช้อย่างเต็มรูปแบบนั้น จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าบทลงโทษนี้จะตกไปอยู่กับผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริง ไม่ใช่การประหารชีวิตคนบริสุทธิ์เพราะความผิดพลาดทางคดี

นอกจากนี้ ประชาชนยังเสนอว่าหากไม่มีโทษประหารชีวิต การใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแบบเข้มงวดก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความเห็นชอบรองลงมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่คนไทยต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่การกำจัดคนผิด แต่คือการได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่มั่นคงภายใต้ระบบยุติธรรมที่เชื่อถือได้

ท้ายที่สุดแล้ว การจะนำโทษประหารกลับมาใช้หรือไม่นั้น อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาอาชญากรรม แต่สิ่งที่สำคัญเหนือกว่าคือการสร้างบรรทัดฐานให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และมีความเที่ยงธรรม เพราะเมื่อใดที่ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สังคมย่อมมีความสงบสุขมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาวิธีการที่รุนแรงเสมอไป

ที่มา – โพลชี้คนไทยหนุน “โทษประหาร” บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

เจาะลึก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลที่ทำให้บรรดาทีมงานรัฐบาลยิ้มออกกันไปตามๆ กันครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจมากในแวดวงการเมืองไทยวันนี้

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง จริงหรือไม่?

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกยินดีหลังจากเห็นผลสำรวจพบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกชื่นชมการทำงานของรัฐบาลมากขึ้นหลังจากได้รับสิทธิ์ โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือผู้ที่ได้รับสิทธิส่วนใหญ่ถึง 32.49% ระบุว่านโยบายนี้ช่วยให้พวกเขารู้สึกสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69 หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่ง

นอกจากกลุ่มที่ได้รับสิทธิ์แล้ว สิ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้กันคือกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์ หรือกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียนเลย ซึ่งผลโพลระบุว่าเกินครึ่งของกลุ่มนี้ไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขามีความเข้าใจเงื่อนไขการคัดกรองเป็นอย่างดี นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเข้าใจกันระหว่างภาครัฐและประชาชน

  • ผู้ได้รับสิทธิ์จำนวน 23.62% ของกลุ่มตัวอย่าง
  • กลุ่มคนที่ไม่ได้รับสิทธิ์แม้จะลงทะเบียน มีความเข้าใจในเกณฑ์การคัดกรองสูงถึง 43.26%
  • ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม การทำงานของกระทรวงการคลังต่อจากนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ความพึงพอใจ แต่จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบสวัสดิการให้มีความแม่นยำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินสร้างความคุ้มค่าและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผม นโยบายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขฐานเสียง แต่มันคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยโอบอุ้มพี่น้องประชาชนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังต้องการแรงสนับสนุน การที่ประชาชนเข้าใจกติกาการคัดกรองถือเป็นพัฒนาการที่ดีของการเมืองไทย หากรัฐบาลสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ เชื่อว่าผลตอบรับเชิงบวกแบบนี้จะส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศอย่างแน่นอน แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มองว่าสวัสดิการรูปแบบนี้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน ลองมาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ปลื้ม ผลโพลชี้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 69” หนุนฐานเสียงรัฐบาลพุ่งหลังได้สิทธิ

เปิดผลโพลพระปกเกล้า ไทยช่วยไทย พลัส ขึ้นแท่นขวัญใจประชาชน

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้เผยแพร่ผลโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการรัฐบาล ซึ่งปรากฏชัดเจนว่า เปิดผลโพลพระปกเกล้า “ไทยช่วยไทย พลัส” ขึ้นแท่นขวัญใจประชาชน ด้วยคะแนนความนิยมสูงถึง 71.6% ถือเป็นโครงการที่ครองใจผู้คนมากที่สุดในช่วง 3 เดือนแรกของการทำงาน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาปากท้องและการเยียวยาค่าครองชีพยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งมือ

เจาะลึกสถานะโครงการที่มาแรงที่สุด: เปิดผลโพลพระปกเกล้า “ไทยช่วยไทย พลัส” ขึ้นแท่นขวัญใจประชาชน

ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่า แม้โครงการนี้จะได้รับความนิยม แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมองเห็นอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องความยากง่ายในการเข้าถึงเทคโนโลยีและการใช้งานแอปพลิเคชัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่น่าสนใจคือกว่า 56.1% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้รัฐบาล “เพิ่มวงเงิน” ช่วยเหลือให้ครอบคลุมรายจ่ายประจำวันมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการนี้คือตัวช่วยสำคัญที่ช่วยพยุงชีวิตคนไทยจริงๆ

เสียงสะท้อนจากพื้นที่สู่การพัฒนา: บทสรุปเมื่อเปิดผลโพลพระปกเกล้า “ไทยช่วยไทย พลัส” ขึ้นแท่นขวัญใจประชาชน

นอกจากเสียงตอบรับเชิงบวก เรายังพบข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงโครงการ ดังนี้:

  • การลดความยุ่งยากของขั้นตอนการลงทะเบียนและการยืนยันตัวตน
  • การเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้ครอบคลุมมากขึ้นในทุกภูมิภาค
  • การพิจารณาขยายวงเงินช่วยเหลือให้เพียงพอต่อภาวะค่าครองชีพ
  • การสร้างช่องทางร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ง่าย

จากผลสำรวจดังกล่าว รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ได้รับทราบว่าประชาชนชื่นชอบอะไร แต่ยังได้รับโจทย์ใหญ่ในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ อย่างเช่น การปราบปรามคอร์รัปชันและการดูแลราคาสินค้าเกษตรไปพร้อมกัน

ในมุมมองส่วนตัว โครงการนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือบรรเทาทุกข์ในระยะสั้นที่ทำได้ดี แต่ในระยะยาวรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องรอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว การฟังเสียงจากโพลพระปกเกล้าจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำข้อมูลไปปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์คนไทยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดผลโพลพระปกเกล้า “ไทยช่วยไทย พลัส” ขึ้นแท่นขวัญใจประชาชน

พระปกเกล้าโพลเผยคนไทยกว่าครึ่งมอง ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยจริง

มุมมองประชาชนต่อโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้จริงไหม?

เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในช่วงนี้สำหรับผลสำรวจจากสถาบันพระปกเกล้า หรือ “พระปกเกล้าโพล” ที่ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อโครงการรัฐบาลอย่าง ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าโครงการนี้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหน โดยผลสำรวจระบุว่าคนไทยเกินครึ่งมองว่าโครงการนี้ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้จริง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ที่แสดงความพึงพอใจสูง

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อการดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส

จากการสำรวจตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศกว่า 2,000 คน พบประเด็นที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับสัดส่วนการร่วมจ่าย 60/40 โดยประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าความเหมาะสมในระดับนี้ถือว่ารับได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงสะท้อนจากพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคอีสานที่มองว่าความช่วยเหลือนั้นอาจจะยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในพื้นที่ของตน นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า:

  • ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 51.4% เชื่อมั่นว่าโครงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้
  • การใช้สิทธิต่าง ๆ กว่า 95.5% ถูกนำไปใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
  • ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าครึ่งใช้วงเงินหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าค่าครองชีพในยุคปัจจุบันมีความกดดันสูง

ความน่าสนใจของ ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของตัวเลขสัดส่วนการจ่าย แต่ยังรวมไปถึงความแตกต่างในการเข้าถึงสิทธิแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทางภาครัฐควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมในอนาคต

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ผลจากพระปกเกล้าโพลครั้งนี้เป็นเครื่องชี้วัดที่ดีว่าโครงการรัฐควรมีการยืดหยุ่น ยิ่งเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ใช้วงเงินหมดอย่างรวดเร็ว ยิ่งตอกย้ำว่าภาระค่าครองชีพนั้นไม่เคยรอใคร การที่รัฐหันมาฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจังแบบนี้ จะช่วยให้การออกแบบนโยบายในอนาคตแม่นยำและโดนใจคนไทยมากขึ้นครับ

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าโครงการนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริงหรือไม่ หรืออยากให้รัฐปรับเปลี่ยนส่วนไหนเพิ่มเติม มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ เพื่อให้เสียงของพวกเราทุกคนส่งไปถึงผู้กำหนดนโยบายให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ที่มา – “พระปกเกล้าโพล” เผยผลสำรวจคนไทยเกินครึ่งมอง “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้

พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับการเลือกตั้งที่หลายคนจับตามอง ล่าสุดสถาบันพระปกเกล้าได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 25 ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญก่อนถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยผลสำรวจนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะมีประเด็นเรื่อง พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ ในการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ และ สก. ได้อย่างชัดเจน

วิเคราะห์เจาะลึก พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค

จากการสำรวจประชาชนกว่า 1,600 ตัวอย่างทั่วกรุงเทพฯ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนกรุงเกือบครึ่งมีการศึกษาข้อมูลนโยบายอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือก แสดงให้เห็นว่านโยบายเริ่มมีความสำคัญมากกว่ากระแสเพียงอย่างเดียว โดยผลสรุปที่ว่า พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค นั้นชี้ให้เห็นว่า คะแนนเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ ไม่ได้ยึดติดอยู่กับสังกัดพรรคการเมืองเหมือนในอดีต แต่ตัวบุคคลและนโยบายเป็นปัจจัยหลักที่คนเลือก

สนามผู้ว่าฯ กับคะแนนนิยมส่วนบุคคล

สำหรับสนามผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงได้รับความนิยมสูงในหลายกลุ่มการเมือง ในขณะที่สนาม สก. นั้น พรรคประชาชนดูเหมือนจะมีคะแนนนำ แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เพราะผู้สมัครอิสระและกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจยังมีจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ยืนยันได้จากประเด็นที่ว่า พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครต้องขยันลงพื้นที่และนำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง

  • คนเลือก สก. เน้นนโยบายมากกว่าพรรคถึง 34.9%
  • สนาม สก. ยังมีความผันผวนสูงเนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 38.3% ยังเปิดใจรับฟังนโยบายใหม่ๆ
  • การเลือกตั้งครั้งนี้วัดกันที่ความสามารถในการแปลงกระแสความนิยมให้กลายเป็นคะแนนจริงที่คูหา

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนจากผลสำรวจเท่านั้น ความจริงที่จะเกิดขึ้นในวันเลือกตั้งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากผู้สมัครแต่ละท่านสามารถสื่อสารสิ่งที่ประชาชนต้องการได้อย่างโดนใจและตรงประเด็น ดังนั้น ช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงเป็นโอกาสทองสำหรับทุกทีมที่จะต้องเร่งแสดงวิสัยทัศน์เพื่อคว้าใจคนกรุงให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบ“ชัชชาติ” นำข้ามฐานพรรค

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานฯ” โต้ผลสำรวจสินบน

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยในขณะนี้ หลังจากผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าหน่วยงานรัฐบางแห่งมีปัญหาคอร์รัปชันสูง โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษที่ถูกจัดอันดับสินบนสูงสุดต่อครั้งถึง 102,160 บาท และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่อันดับ 9 มูลค่า 68,000 บาท กรมทั้งสองได้ออกมาโต้แย้งทันที ยืนยันความโปร่งใสและเรียกร้องหลักฐาน

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้แถลงข่าวพร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ แสดงพลังยืนยันว่า กรมยึดมั่นในหลัก “องค์กรแห่งความโปร่งใส” ไม่มีช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ การปฏิบัติงานซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้บริหารธุรกิจ 401 ราย ระหว่าง 26 มี.ค. – 10 เม.ย. 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับแหล่งที่มาของข้อมูล

ชี้แจงภารกิจกรมควบคุมมลพิษ

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่หลักควบคุม กำกับดูแล ฟื้นฟูมลพิษ ออกกฎกระทรวง ประกาศ และบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ไม่มีอำนาจอนุมัติใบอนุญาต ให้เอกชนหรือรัฐ จึงไม่มีโอกาสรับสินบนตามที่กล่าวอ้าง จัดซื้อจัดจ้างยึดกฎกรมบัญชีกลาง มีการแข่งขันโปร่งใส และนโยบาย No Gift Policy งดรับของขวัญทุกรูปแบบ

คพ. จึงขอให้ กกร. ชี้แจงที่มาข้อมูลมูลค่าสินบน 102,160 บาท มีพยานหลักฐานหรือไม่ กระบวนการวิเคราะห์อย่างไร และส่งเอกสารรับรองสำเนาถูกต้องภายใน 7 วัน หากไม่มี จะถือเป็นการกล่าวหาที่ทำให้เสียหาย กระทบขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ ขอให้ กกร. ขอโทษอย่างเป็นทางการ

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตอบโต้เด็ดขาด

ส่วนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์แถลงการณ์บนเฟซบุ๊ก รับทราบผลสำรวจที่จัดอันดับ 9 มูลค่าสินบน 68,000 บาท อธิบดีสั่งตรวจสอบกระบวนการติดต่อเอกชนทันที ยืนยันไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์ หากพบผิดจะลงโทษวินัยและอาญาขั้นสูงสุด ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาศักดิ์ศรีข้าราชการที่ซื่อสัตย์

ประชาชนแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1362 ตลอด 24 ชม. หรือศูนย์ราชการสะดวก 02-561-0777 ต่อ 1240 กรมมุ่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้

  • มาตรการป้องกันคอร์รัปชันของหน่วยงานรัฐ:
  • ยึดนโยบาย No Gift Policy
  • จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใสตามกฎหมาย
  • ตรวจสอบภายในและภายนอกอย่างเข้มงวด
  • เปิดช่องทางร้องเรียน 24 ชม.
  • ลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันที่ยังเป็นวิกฤตโครงสร้างในไทย บั่นทอนธุรกิจและความเชื่อมั่นประชาชน แต่การตอบโต้ของหน่วยงานแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อสู้ปัญหา ช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กรโปร่งใส

ในมุมมองผู้เขียน การสำรวจเช่นนี้มีคุณค่าหากข้อมูลน่าเชื่อถือและนำไปสู่การแก้ไขจริง หน่วยงานรัฐควรใช้โอกาสนี้ยกระดับธรรมาภิบาลให้สูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนและประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – “กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด

“KPI Poll” ฝ่ายค้านวุฒิภาวะ รัฐรับมือเศรษฐกิจ

ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสงคราม โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนไทย ผลสำรวจ “KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง จากสถาบันพระปกเกล้า ได้สะท้อนเสียงจากใจประชาชนอย่างชัดเจน ว่าต้องการการเมืองที่รับผิดชอบและสร้างสรรค์มากกว่าความขัดแย้ง

“KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง

วันที่ 10 เมษายน 2567 (แก้จาก 2569 ในต้นฉบับ คง 2567?) สถาบันพระปกเกล้า โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบัน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “บทบาทฝ่ายค้านและแนวทางการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวิกฤตสงครามที่ประชาชนอยากเห็น” การสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม 2567 กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 คน กระจายตามภูมิภาคอย่างเป็นธรรม โดยยึดหลัก “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” เพื่อฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ชี้นำทางการเมือง

บทบาทฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด

ผลสำรวจชี้ชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะทางการเมือง โดยตอบว่า:

  • 43.3% อยากเห็นฝ่ายค้านร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ และตรวจสอบควบคู่กันไป (จาก Line Today)
  • 22.4% ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการใช้อำนาจ
  • 19.1% เสนอแนวทางทางเลือกเชิงนโยบายที่ชัดเจน มากกว่าวิจารณ์อย่างเดียว
  • 12.5% ลดความขัดแย้งทางการเมืองชั่วคราว เพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤต
  • 2.7% ไม่แน่ใจ

นี่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่ได้อยากให้ฝ่ายค้านหยุดตรวจสอบ แต่ต้องการให้ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ โดยเฉพาะในยามวิกฤตที่ประเทศต้องการความสามัคคีเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันแพง ค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งกระทบปากท้องโดยตรง

ทุกภูมิภาคเห็นพ้อง ฝ่ายค้านต้องสมดุล ไม่เติมเชื้อไฟวิกฤต

ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ภาคใต้ (49.1%) และภาคอีสาน (44.4%) ซึ่งมีฐานเสียงการเมืองต่างขั้ว แต่กลับเห็นตรงกันว่าต้องการฝ่ายค้านร่วมมือตรวจสอบควบคู่ ภาคอื่นๆ ก็แนวโน้มคล้ายกัน สะท้อนว่าเมื่อถึงเวลาวิกฤต อุดมการณ์ уступที่ให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของประเทศและประชาชนมากกว่า นี่คือสัญญาณดีว่าประชาชนไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวในยามยาก

รัฐบาลต้องมีแผนพลังงานชัด ลดค่าครองชีพไว

สำหรับรัฐบาล 76.1% ค่อนข้างเห็นด้วยหรือเห็นด้วยมาก กับมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในช่วงสงกรานต์ เช่น พยุงราคาพลังงาน เพิ่มเที่ยวรถ ลดค่าเดินทาง เพราะช่วงนี้ประชาชนต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่แบกภาระเพิ่มจากวิกฤต

ปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด:

  • 27.0% มีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน
  • 23.0% มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว
  • 17.1% มีทีมเศรษฐกิจน่าเชื่อถือ ตัดสินใจไว
  • 16.8% สื่อสารตรงไปตรงมา ต่อเนื่อง
  • 16.1% ไม่แน่ใจ

แยกตามภูมิภาค: อีสานเน้นแผนพลังงาน (34.2%) เหนือ-ใต้ เน้นช่วยค่าครองไว กรุงเทพฯ ต้องการสื่อสารชัด ภาคกลาง-ตะวันออก ไม่แน่ใจมาก ชี้ให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจกระทบทุกคน แต่ความคาดหวังแตกต่างตามบริบทท้องถิ่น

ผล“KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยต้องก้าวข้ามความแตกแยก ฝ่ายค้านควรเป็นคู่คิด ไม่ใช่ศัตรู รัฐบาลต้องแสดงผลงานจริง ไม่ใช่คำพูดลมๆ

ในมุมมองผู้เขียน การสำรวจนี้ย้ำว่าประชาชนไทยฉลาดและอดทน พวกเขาต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ วุฒิภาวะ และลงมือทำจริง หากฝ่ายค้านและรัฐบาลหันหน้าเข้าหากัน ประเทศไทยจะผ่านวิกฤตนี้ได้แน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับผลสำรวจนี้? ฝ่ายค้านควรทำอย่างไรในยามวิกฤต? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง

KPI Poll: คนไทยเสียงแตก รัฐบาลรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐและอิหร่าน กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันพระปกเกล้าแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยมีความกังวลหนักหน่วง แต่ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่ยังเสียงแตกไม่ลงตัว

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

วันที่ 27 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เป็นผู้มอบนโยบายสำคัญ KPI Poll ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโพลเชิงวิชาการที่สะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยหลักการ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานสูง ไม่ชี้นำ แต่ฟังเสียงประชาชน เพื่อเป็นคลังสมองทางประชาธิปไตยของสังคมไทย

การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง กระจายตามภูมิภาค บทสรุปสำคัญมีดังนี้

ผลกระทบที่ประชาชนกังวลมากที่สุดจากวิกฤตสหรัฐ-อิหร่าน

จากผลสำรวจโดย Line Today พบว่า:

  • 78.9% กังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะขนส่ง อาหาร และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่าง
  • 9.3% กังวลข้อมูลเท็จและข่าวลวงที่อาจทำให้สังคมตื่นตระหนกหรือแตกแยก
  • 5.8% กังวลความเสี่ยงด้านพลังงานและสินค้านำเข้า-ส่งออกที่สะดุดจากเส้นทางเดินเรือ
  • 5.4% กังวลความเสี่ยงก่อการร้ายหรือความไม่สงบที่ลุกลาม
  • 0.6% กังวลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศและแรงงานในตะวันออกกลาง

สะท้อนว่าประชาชนกว่า 3 ใน 4 ห่วงปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง ขณะที่ข่าวลวงติดอันดับสอง แสดงถึงความกังวลเรื่องความสับสนและความแตกแยกจากสื่อที่คลาดเคลื่อน

ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่: เสียงแตกสูสี

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก 46.2% ค่อนข้างเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นมากในรัฐบาลใหม่ว่าจะรับมือผลกระทบได้ ขณะที่ 40.4% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นเลย และ 13.4% ไม่แน่ใจ แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสอบผ่าน ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง

กลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่น: คนกรุงและ Gen Z สวนทางคนใต้และวัยเก๋า

ภาคใต้เชื่อมั่นสูงสุด 70.4% รองลงมา东北 53.9% เหนือ 36.8% แต่กรุงเทพฯ ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 57.6% กลาง 56.0% ตะวันออก 51.7%

วัย Baby Boomer 53.1% Gen X 47.6% Gen Y 47.1% แต่ Gen Z ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 49.0% ความไม่เชื่อมั่นจากคนเมือง คนรุ่นใหม่ พื้นที่เศรษฐกิจใหญ่ มาจากความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ ข้อมูลข่าวสารหนาแน่น และคาดหวังรัฐสูง รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารโปร่งใส รวดเร็ว และมาตรการจับต้องได้

ประชาชนหนุนรัฐบาลวางตัวเป็นกลาง โฟกัสช่วยคนไทย

52.5% หนุนวางตัวเป็นกลาง เน้นช่วยคนไทยและผลประโยชน์ชาติ 16.3% เน้นมาตรการเศรษฐกิจรับกระแทก 12.8% ประสานความมั่นคง-ข่าวกรอง 7.3% ทูตเชิงรุก 11.1% ไม่แน่ใจ ประชาชนต้องการความเป็นกลางแบบมีภารกิจ เพื่อปกป้องปากท้องและเศรษฐกิจ

บทสรุป KPI Poll ครั้งที่ 14 ผลสำรวจนี้เป็นบททดสอบรัฐบาลใหม่ในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตตะวันออกกลาง แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังต้องเร่ง 1) มาตรการลดค่าครองชีพ 2) สื่อสารชัดเจน 3) แสดงผลจริง เพื่อไม่ให้วิกฤตโลกกลายเป็นวิกฤตครัวเรือน

ในมุมมองผู้เขียน KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด่วน ชวนผู้อ่านติดตามการอัปเดตมาตรการรัฐบาลและสำรวจ KPI Poll ครั้งต่อไป เพื่อเห็นภาพรวมความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

“นิด้าโพล”เผยน้ำมันขาดแคลน คนไทยเกินครึ่งหยุดสงกรานต์

สถานการณ์น้ำมันขาดแคลนกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามา ผลสำรวจล่าสุดจาก “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยข้อมูลที่น่าสนใจมาก เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลได้เปิดผลสำรวจเรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ซึ่งเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 1,310 คน ระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม 2569

น้ำมันขาดแคลน

วิกฤตน้ำมันขาดแคลนนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตประจำวันของคนไทย จากผลสำรวจพบว่าประชาชนตื่นตระหนกกับสถานการณ์นี้ค่อนข้างมาก โดยร้อยละ 31.76 บอกว่าค่อนข้างตื่นตระหนก รองลงมาร้อยละ 26.64 ไม่ค่อยตื่นตระหนก ร้อยละ 23.89 ไม่ตื่นตระหนกเลย และร้อยละ 17.71 ตื่นตระหนกมาก สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังกังวลกับปัญหานี้

ผลกระทบน้ำมันขาดแคลนต่อชีวิตประจำวัน

เมื่อถามถึงปัญหาที่เผชิญในชีวิตประจำวันจากน้ำมันขาดแคลน พบว่า ร้อยละ 33.90 ไม่เผชิญปัญหาเลย รองลงมาร้อยละ 33.66 เผชิญบ้าง ร้อยละ 23.59 เผชิญมาก และร้อยละ 8.85 ไม่ใช้น้ำมันเลย สถานการณ์นี้ทำให้หลายคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดการใช้รถยนต์ ขับขี่ประหยัดน้ำมัน หรือหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น

ความมั่นใจในรัฐบาลท่ามกลางน้ำมันขาดแคลน

ประชาชนมีความมั่นใจในรัฐบาลน้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันสำรองที่รัฐบาลอ้างว่าพอใช้ 98 วัน (ข้อมูล 13 มี.ค. 2569) และการหาน้ำมันเพิ่ม ร้อยละ 44.28 ไม่มั่นใจทั้งสองเรื่อง รองลงมาร้อยละ 28.93 มั่นใจทั้งคู่ ร้อยละ 16.72 ไม่มั่นใจสำรองแต่เชื่อว่ารัฐหาเพิ่มได้ ร้อยละ 9.54 มั่นใจสำรองแต่ไม่เชื่อหาเพิ่มได้ และร้อยละ 0.53 ไม่ตอบ นี่แสดงถึงความไม่เชื่อมั่นที่สูงในหน่วยงานรัฐ

นอกจากนี้ น้ำมันขาดแคลนยังกระทบแผนการเดินทางช่วงสงกรานต์อย่างหนัก เมื่อถามว่าหากวิกฤตยังไม่คลี่คลาย จะทำอย่างไร พบว่า:

  • ร้อยละ 57.56 ไม่มีแผนเดินทางอยู่แล้ว
  • ร้อยละ 14.80 ยกเลิกแผนทั้งหมด
  • ร้อยละ 12.06 ดำเนินตามแผนเดิม
  • ร้อยละ 9.62 เดินทางแต่ปรับวิธีการ
  • ร้อยละ 2.98 ปรับวิธีและจุดหมาย
  • ร้อยละ 2.75 ปรับจุดหมาย
  • ร้อยละ 0.23 ไม่ตอบ

รวมแล้วคนไทยเกินครึ่งหรือกว่า 72% (ไม่มีแผน + ยกเลิก) จะไม่เดินทางหรือยกเลิกแผน ส่งผลให้บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้เงียบเหงา เศรษฐกิจการท่องเที่ยวอาจซบเซา ร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับผลกระทบหนัก

วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันขาดแคลน

สาเหตุของน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่นี้อาจมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบอุปทานน้ำมันทั่วโลก การนำเข้าน้ำมันที่ล่าช้า ปัญหาในโรงกลั่น หรือนโยบายภายในประเทศที่ยังไม่ชัดเจน รัฐบาลต้องเร่งเจรจากับผู้ผลิตน้ำมันต่างชาติ เพิ่มสต็อกสำรอง และส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มให้มากขึ้น

สำหรับประชาชนเอง ก็ควรเตรียมตัวรับมือ เช่น เติมน้ำมันล่วงหน้าเมื่อมีโอกาส วางแผนเดินทางให้เหมาะสม ใช้รถที่ประหยัดน้ำมัน หรือหันมาใช้รถไฟ รถทัวร์แทนการขับรถส่วนตัว นอกจากช่วยประหยัดแล้ว ยังลดปัญหาการจราจรติดขัดช่วงสงกรานต์ด้วย

ผลสำรวจนิด้าโพลชิ้นนี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนอย่างจริงจัง มิฉะนั้นจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม สงกรานต์ปีนี้หลายคนอาจต้องอยู่บ้านสาดน้ำกันเองแทนการกลับต่างจังหวัด

คุณล่ะคิดอย่างไรกับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนครั้งนี้? มีแผนเดินทางสงกรานต์ยัง? แชร์ประสบการณ์และความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้ช่วยกันหาทางออก!

ที่มา – “นิด้าโพล”เผยผลสำรวจผลกระทบน้ำมันขาดแคลน คนไทยเกินครึ่งเตรียมหยุดเดินทางช่วงสงกรานต์

Scroll to top