การหลอกลวง

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์ว่า ตนเองก็เคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์เข้ามาหลอกถึงในห้องทำงานที่กระทรวงมาแล้ว!

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน มากับตัว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย และพร้อมจะสุ่มโทรหาทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือระดับรัฐมนตรีก็ตาม

กลยุทธ์ 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

แม้จะเคยถูกลองดี แต่ท่านรัฐมนตรีก็ได้ประกาศความสำเร็จว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระทรวงดีอีได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่าย จนสามารถทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงได้กว่า 50% ซึ่งถือเป็นผลงานที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

  • เตือนประชาชน: อย่าหลงเชื่อความกลัวและความโลภที่มิจฉาชีพนำมาขู่
  • การบูรณาการ: หัวใจสำคัญคือการดึงทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน
  • ความเชื่อมั่น: รัฐมนตรีไม่หวั่นหากต้องเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในการให้สัมภาษณ์ นายไชยชนกยังได้ย้ำว่า แม้จะมีกระแสเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นโครงการ TH-AI Passport แต่ตนก็ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างทำตามกฎหมายและเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาอย่างตรงไปตรงมา

สรุปแล้ว แม้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังมีอยู่ แต่การตื่นตัวของรัฐบาลและการให้ความรู้แก่ประชาชนคือวัคซีนที่ดีที่สุด หากเรามีสติและเท่าทันรูปแบบการหลอกลวง เราก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ไชยชนก” รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน โว 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ฟอกเงินผ่านทองคำ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ มาพอสมควร แต่ล่าสุดสถานการณ์เริ่มวิกฤตขึ้นเมื่อตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน ซึ่งถือเป็นเคสที่น่าตกใจและควรค่าแก่การเตือนภัยอย่างยิ่งครับ

เจาะลึกปฏิบัติการ ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้เสียหายวัย 61 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หลอกให้โอนเงินโดยอ้างเรื่องปัญหาหม้อแปลง จนเหยื่อสูญเงินกว่า 1.7 ล้านบาท ทำให้ทางตำรวจไซเบอร์ต้องเร่งแกะรอยขบวนการนี้จนพบว่าเป็นแก๊งชาวเวียดนามร่วมกับคนไทยที่ทำกันเป็นกระบวนการ การที่ ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดวงจรการฟอกเงินที่ซับซ้อนไปได้เปราะหนึ่ง

กลโกงที่ซับซ้อนและการฟอกเงินผ่านทองคำ

แก๊งนี้ไม่ได้มาแค่การหลอกโอนเงินธรรมดา แต่มีการใช้วิธีฟอกเงินที่แนบเนียนมาก โดยการเปลี่ยนเงินสดที่โกงมาเป็นทองคำแท่ง เพื่อกระจายมูลค่าและทำให้เส้นทางการเงินยุ่งยากต่อการติดตามของเจ้าหน้าที่ พฤติกรรมที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • หลอกให้เหยื่อโหลดแอปพลิเคชันและกดเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เหยื่อสับสน
  • หลอกขอรหัส OTP โดยอ้างว่าเป็นเลขคิวคืนเงิน
  • ใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน
  • นำเงินสดไปซื้อทองคำแท่งจำนวนมากเพื่อฟอกเงินก่อนนำไปขายใหม่

สรุปบทเรียนสำคัญและการป้องกันตัว

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่า มิจฉาชีพมีการปรับตัวตลอดเวลา จากการฟอกเงินผ่านบัญชีธนาคาร ไปสู่การเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินมีค่าอย่างทองคำเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ข้อมูลจากตำรวจระบุว่าแก๊งนี้ทำมาแล้วกว่า 18 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

วิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ:

  • อย่าหลงเชื่อหากได้รับโทรศัพท์จากหน่วยงานรัฐที่อ้างเรื่องโอนเงิน หรือให้สแกน QR Code แปลกปลอม
  • สังเกตความผิดปกติของเมนูภาษาในแอปพลิเคชันธนาคาร หากถูกบังคับให้เปลี่ยนภาษา นั่นคือสัญญาณเตือนภัย
  • ห้ามบอกรหัส OTP ให้ใครทราบเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดก็ตาม

การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแก๊งนี้ได้ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและรู้เท่าทันกลโกงอยู่เสมอ หากใครสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังตกเป็นเหยื่อ ให้รีบติดต่อธนาคารหรือแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ทันทีเพื่ออายัดบัญชีครับ ความปลอดภัยในทรัพย์สินของเราเริ่มที่ตัวเราเองเสมอ

ที่มา – ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทย เมื่อล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญของรัฐบาล ในการเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก โดยมีการรายงานว่านโยบาย นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการปราบปรามสแกมเมอร์และนอมินีข้ามชาติ

จากการติดตามสถานการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดปราบปราม พบว่าสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์และคดีการหลอกลวงผ่านระบบโซเชียล รวมถึงปัญหาการใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นนอมินีทำธุรกิจผิดกฎหมายนั้น มีกราฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 60% ถือเป็นการตอกย้ำว่ายุทธการ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นทำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขขึ้นมาเพื่อรายงานผลงานเท่านั้น แต่เป็นการลงพื้นที่ตรวจจริง จับจริง และยึดทรัพย์จริงตามนโยบายที่ตั้งไว้

รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการขั้นเด็ดขาดสำหรับกลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายนอมินีที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบังคับใช้กฎหมายยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบอย่างเข้มงวด
  • การดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีการอะลุ่มอล่วย
  • มาตรการเนรเทศกลุ่มผู้กระทำผิดข้ามชาติออกนอกประเทศ
  • การสั่งห้ามเข้าประเทศสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

รัฐบาลยังย้ำอีกว่า หลังจากนี้จะไม่มีการออกไปตักเตือนใครอีกแล้ว แต่หากพบการกระทำผิดที่ไหน เจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการจับกุมทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากการฉ้อโกงข้ามชาติมากยิ่งขึ้น การที่ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจใส่ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูผลงานในระยะยาวกันต่อไป ว่าสถานการณ์เหล่านี้จะหมดไปจากสังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะความร่วมมือของคนไทยทุกคนคือพลังสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ชี้ช่วง 3 เดือนเห็นผล คดีลดลง 60%

CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI

ในยุคที่เทคโนโลยี AI ก้าวกระโดดไปไกล มิจฉาชีพเองก็ปรับตัวเก่งขึ้นจนน่ากลัวครับ ล่าสุดทาง CIB ได้จัดกิจกรรมดีๆ ร่วมกับน้องๆ นิสิตนักศึกษาในโครงการ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ เพื่อให้น้องๆ ได้เตรียมรับมือกับภัยออนไลน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ จาก ปอท. ได้ย้ำเตือนว่าภัยไซเบอร์ในปัจจุบันนั้นซับซ้อนมาก วันนี้เราจะมาเจาะลึก 6 กลโกงที่ทุกคนควรรู้เพื่อให้เท่าทันมิจฉาชีพยุคใหม่กันครับ

6 กลโกงที่ต้องรู้เท่าทัน

  • การซื้อขายออนไลน์: ต้องระวังการสั่งซื้อโดยตรงกับมิจฉาชีพผ่านเพจ Facebook ควรเลือกผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ Escrow จะปลอดภัยกว่า
  • การแอบอ้างหน่วยงานรัฐ: มิจฉาชีพมักโทรมาสร้างสถานการณ์ให้เราตกใจ หากสงสัยให้วางสายแล้วโทรเช็กกับหน่วยงานนั้นโดยตรง
  • การหลอกสมัครงาน: งานที่รายได้ดีเกินจริงมักเป็นกับดัก อย่าโอนเงินค่ามัดจำเด็ดขาด
  • การลงทุนเกินจริง: อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนสูงๆ ที่โอนไวในช่วงแรก เพราะนั่นคือกลลวงดึงให้เราลงทุนเพิ่ม
  • ฟิชชิงลิงก์ (Phishing): ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่อ้างว่ามาจากธนาคารหรือหน่วยงานราชการ
  • การหลอกบริการต่างๆ: ตรวจสอบบริการก่อนโอนเงินทุกครั้งเพื่อความสบายใจ

หัวใจสำคัญคือการมีสติครับ ทุกครั้งที่ทำธุรกรรมออนไลน์ อยากให้ทุกคนยึดหลัก CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ เป็นเข็มทิศในการเตือนใจ การตรวจสอบก่อนโอนเงินเพียงไม่กี่นาที สามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากการสูญเสียเงินก้อนโตได้ หากใครที่กำลังสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตัวจากการถูกมิจฉาชีพหลอก สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตจากทางตำรวจสอบสวนกลางได้ตลอดเวลาครับ มาร่วมกันเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ไปด้วยกัน เพื่อสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – CIB เตือนภัยใกล้ตัว เปิด 6 กลลวงสแกมเมอร์ยุค AI ให้ “นักข่าวสายฟ้าน้อย รุ่นที่ 21” ฉุกคิดตรวจสอบ

ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป”

มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนมาฝากกันครับ เมื่อศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ออกมาเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป” ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่ามาตรการจัดการกับแก๊งมิจฉาชีพเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทลายเครือข่ายรับซื้อบัญชีม้าและการจับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป”

จากข้อมูลของ สตช. ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนคดีที่แจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline มีแนวโน้มลดลงอย่างน่าสนใจ มูลค่าความเสียหายรวมก็ลดลงจากหลักหลายร้อยล้านบาทเหลือไม่ถึง 130 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งนี่คือผลลัพธ์จากการเร่งตรวจสอบและช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะลดลง แต่เหล่ามิจฉาชีพก็เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการหลอกเหยื่อให้พูดคุยในช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

จับตาเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ: ทำไมต้องระวังคำชวน “ย้ายคุยนอกแอป”

ปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้คือพฤติกรรมที่ ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป” โดยมักจะใช้ข้ออ้างสารพัด เช่น สะดวกกว่า ติดต่อรวดเร็ว หรืออ้างว่าเป็นทางลับสำหรับลูกค้าวีไอพี ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมีจุดประสงค์แอบแฝง ดังนี้:

  • การดึงเข้ากลุ่มหน้าม้า: เมื่อย้ายไปคุยใน Line หรือ Telegram มิจฉาชีพจะจับเหยื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่มีแต่หน้าม้าคอยสร้างภาพว่าซื้อขายจริง
  • การปิดหลักฐาน: หากซื้อขายในช่องทางที่เป็นทางการของแอป Marketplace เมื่อมีปัญหาเรายังสามารถร้องเรียนได้ แต่ถ้าคุยกันนอกแอป มิจฉาชีพจะบล็อกหนีทันที ทำให้ติดตามตัวได้ยากมาก
  • การสร้างความน่าเชื่อถือปลอม: มิจฉาชีพจะส่งสลิปโอนเงินปลอมหรือรีวิวปลอมรัวๆ เพื่อกดดันให้เหยื่อรีบโอนเงิน

หากคุณสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ ขอแนะนำให้ตั้งสติและปฏิเสธคำชวนทุกรูปแบบที่ให้ย้ายไปคุยในแพลตฟอร์มอื่น ไม่ว่าเขาจะเสนอโปรโมชั่นลดราคาเท่าไหร่ หรืออ้างว่าจะได้กำไรมหาศาลขนาดไหน ขอให้ยึดมั่นในการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มหลักที่มีความปลอดภัยและตรวจสอบได้เท่านั้นครับ

ในฐานะผู้ใช้งานออนไลน์ เราทุกคนควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากเราไม่โอนเงินให้บัญชีแปลกปลอมและไม่หลงเชื่อคำลวงให้ย้ายช่องทางสื่อสาร มิจฉาชีพก็ไม่มีทางทำกำไรได้ การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลด้วยตนเองคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด อย่าลืมว่ากฎเหล็กคือ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน จะปลอดภัยที่สุดครับ

หากคุณพบเบาะแสหรือตกเป็นเหยื่อ สามารถแจ้งความได้ทันทีผ่านเว็บไซต์ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ หรือโทรปรึกษา AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป”

จับ “บอสใหญ่” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น หนีหมายจับซุกไทย กบดานย่านทองหล่อ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการปราบปรามเหล่าอาชญากรข้ามชาติในบ้านเราอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดมีปฏิบัติการครั้งสำคัญที่ทำเอาหลายคนต้องทึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยผนึกกำลังกับตำรวจญี่ปุ่นเข้าจับ “บอสใหญ่” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น หนีหมายจับซุกไทย กบดานย่านทองหล่อ ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

จับ “บอสใหญ่” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น หนีหมายจับซุกไทย กบดานย่านทองหล่อ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่ตำรวจสืบทราบมาว่า นายซาซากิ วัย 39 ปี ผู้เป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตัวเป้งจากญี่ปุ่น ได้ใช้ประเทศไทยเป็นที่กบดานหลังจากมีหมายจับติดตัวจากศาลนาโกยา โดยเขาคนนี้ไม่ได้มาเพียงลำพังแต่มาพร้อมกับครอบครัวเพื่อหวังใช้ชีวิตหรูหราในย่านใจกลางกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อ แต่สุดท้ายฟ้าก็มีตา เมื่อกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนเข้าปิดล้อมและรวบตัวได้สำเร็จตามนโยบายปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เบื้องลึกการปฏิบัติการจับ “บอสใหญ่” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น หนีหมายจับซุกไทย กบดานย่านทองหล่อ

จากการขยายผลพบว่าเครือข่ายนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนชาวญี่ปุ่นไปหลายพันล้านเยน นอกจากจะมีการฉ้อโกงผ่านระบบโทรศัพท์แล้ว ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ที่บังคับให้คนไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกด้วย ถือเป็นภัยสังคมข้ามชาติที่รุนแรงมาก การที่เจ้าหน้าที่ไทยสามารถจับ “บอสใหญ่” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น หนีหมายจับซุกไทย กบดานย่านทองหล่อ ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดตอนวงจรอาญากรรมครั้งใหญ่เลยทีเดียว

หากถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? นี่คือประเด็นน่าสนใจที่คุณควรทราบ:

  • การประสานงานข้ามประเทศ: ความร่วมมือของตำรวจไทยและญี่ปุ่นสะท้อนถึงเครือข่ายความมั่นคงที่เข้มแข็ง
  • การปราบปรามจากต้นตอ: แทนที่จะจับเพียงลูกน้อง การรวบตัวระดับบอสใหญ่ช่วยทำลายโครงสร้างการสั่งการได้ทั้งระบบ
  • ภาพลักษณ์ประเทศ: การไม่ยอมให้ไทยเป็นฐานที่มั่นของอาชญากรข้ามชาติจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

ความสำเร็จในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหน่วยงานไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์หรือเรื่องการค้ามนุษย์ ไม่ว่าคนร้ายจะหลบซ่อนตัวเนียนแค่ไหนหรือเลือกกบดานในย่านหรูเพียงใด สุดท้ายก็ไม่พ้นมือเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้ ขอให้พี่น้องประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นบุคคลน่าสงสัย ให้รีบแจ้งเบาะแสเพื่อให้ประเทศไทยของเราปลอดภัยจากเหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้มากที่สุดครับ

ที่มา – จับ “บอสใหญ่” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น หนีหมายจับซุกไทย กบดานย่านทองหล่อ

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก 6 พันล้าน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! ปปง. สั่งอายัดหุ้นบางจาก มูลค่ามหาศาลถึง 6 พันล้านบาท พัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติชื่อดัง “ยิม เลียก-เบน สมิธ” เรื่องนี้เป็นอย่างไร? มาเจาะลึกรายละเอียดกัน

สืบเนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” ซึ่งมีการอายัดและยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท (อ่านข่าว : แถลงสรุปปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์เครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” กว่าหมื่นล้าน) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นมีความเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง?

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก จริงหรือไม่?

นายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งพบว่ามีการรับโอนเงินจากกลุ่มของนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2560-2565

จากการสืบสวนขยายผล พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้จัดตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยนำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งทาง ปปง. จึงได้มีมติยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ห้องชุด หุ้นที่บริษัทถือครองอยู่ เงินในบัญชี รถยนต์ และเรือ รวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งนายเทพสุ บวรโชติดารายืนยันว่า มีหุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้อง แต่ตัวใหญ่ที่ถูกอายัดคือ หุ้นของบริษัทบางจาก โดยเป็นการอายัดในส่วนที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หากผู้ถูกอายัดสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็อาจมีการเพิกถอนการอายัดต่อไป มูลค่าหุ้นบางจากที่ถูกอายัดในครั้งนี้มีประมาณ 6 พันล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568) ซึ่งมูลค่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

ทำไมปปง. ถึงอายัดหุ้นบางจาก?

คำถามสำคัญคือ ทำไม ปปง. ถึงตัดสินใจอายัดหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่างบางจาก? คำตอบคือ ปปง. ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพบความเชื่อมโยงระหว่างหุ้นส่วนนี้กับกระบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” แม้ว่าการอายัดหุ้นจะไม่ได้หมายความว่าบางจากมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการอายัดหุ้นในครั้งนี้ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงอาจทำให้เกิดความผันผวนของราคาหุ้นบางจากในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ปปง. เป็นไปตามกฎหมายและมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ กระบวนการพิสูจน์ทรัพย์สินของผู้ที่ถูกอายัดหุ้น หากพวกเขาสามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การอายัดก็จะถูกยกเลิก แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทรัพย์สินก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การดำเนินการครั้งนี้ของ ปปง. ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและธุรกิจต้องระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน และตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

และสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นบางจากอยู่ สิ่งที่ควรทำคือติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการลงทุนของตนเอง

ที่มา – ปปง. อายัดหุ้นบางจาก มูลค่าประมาณ 6 พันล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ”

รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

รองผบ.ตร. โวยกลางวงกรรมาธิการตำรวจ เคยชงรัฐบาล – กสทช. ออกกฎหมาย “1 คน 1 เบอร์ – 1 อีแบงก์กิ้ง” แก้ปัญหาสแกมเมอร์ แบบสิงคโปร์ แต่เหลว จวก “แบงก์พาณิชย์-กสทช. “  ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ ภายหลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยมีพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และอดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ในฐานะผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าร่วมชี้แจง โดยช่วงหนึ่งของการประชุม พล.ต.อ.กรไชย กล่าวถึงปัญหา “สแกมเมอร์” ว่า สาเหตุหลักอยู่ที่ 3 หน่วยงานสำคัญคือ ธนาคารพาณิชย์, กสทช. และตำรวจ แต่ประชาชนมักเข้าใจผิดว่า ตำรวจต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งที่เงินอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์และโทรศัพท์มือถือของเหยื่อเอง ทั้งนี้ สตช.เคยเสนอให้กำหนดในกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยให้ 1 บุคคลครอบครองได้ 1 หมายเลข และ 1 บัญชีอีแบงก์กิ้ง เพื่อควบคุมการโอนเงินให้สามารถตรวจสอบได้ แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติ แม้ ธปท. บอกว่า 1 เบอร์มีแค่ 1 ธนาคาร แต่ของตนเองมีเบอร์เดียวกลับมีถึง 3 ธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีบุคคลธรรมดาถือครองหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่เกิน 1,000 หมายเลขต่อคน โดยซื้อได้ง่ายมากตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั้งนี้พบว่า เด็กอายุเพียง 12 ปีก็สามารถเปิดบัญชีอีแบงก์กิ้งได้ และ กสทช. ไม่เคยกำหนดข้อจำกัด จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ซิมม้าและบัญชีม้าโอนเงินหลอกลวงเหยื่อ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง SIM BOX ที่ตนเคยจับได้กว่า 200 เครื่องในปี 2565 ซึ่งเครื่องหนึ่งมี 32 ซิม สามารถโทรได้วันละ 16,000 ครั้ง เดือนละกว่า 4.8 แสนสายโทร รวมทั้งหมดโทรได้กว่า 96 ล้านครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา

เรียกร้องออกกฎหมายบังคับ

“คนที่ถือเบอร์ในไทยมีราว 40 ล้านคน แต่มีคนถูกหลอกกว่า 10 ล้านคน แค่โอนคนละพันบาทก็ทำเงินมหาศาลแล้ว ปัจจุบันสายโทรหลอกลวงจำนวนมากถูกยิงสัญญาณจากประเทศเพื่อนบ้านไปกลับหลายประเทศก่อนกลับเข้ามาไทย ทำให้ติดตามหา IP ได้ยาก ผมเคยเสนอให้ กสทช. จำกัด 1 คนมีได้ไม่เกิน 5 เบอร์ แต่ผ่านมา 10 ปีก็ยังไม่ดำเนินการ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายมาบังคับใช้จริงจัง ไม่ใช่แค่ ขอความร่วมมือ มีหลายประเทศใช้แล้ว เช่นกรณีประเทศสิงคโปร์ที่มีบทลงโทษชัด ทำให้ไม่มีปัญหาสแกมเมอร์เหมือนไทย“ พล.ต.อ.กรไชย กล่าว

ซัดธนาคารตรวจสอบนาน

พล.ต.อ.กรไชย กล่าวต่อว่า ในส่วนของธนาคาร ถือเป็น ต้นทางของเงิน แต่กลับใช้เวลาตรวจสอบนาน 1–2 เดือน จึงรู้ปลายทางการโอนเงิน ทำให้ยากต่อการติดตาม เช่นกรณีเหยื่อถูกหลอกโอน 7 ล้านบาทในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที หากธนาคารรับแจ้งความได้ทันทีและ บล็อกบัญชี ได้เลย เงินก็ยังคงอยู่ในระบบ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการออกกฎหมายบังคับ จึงไม่มีความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างว่า ธุรกรรมเล็ก ๆ เช่น ซื้อของในเกมออนไลน์ครั้งละ 31 บาท เมื่อรวมตลอดคืนอาจถึง 20,000 บาท ทำให้ยอดความเสียหายทั้งระบบสูงถึง กว่า 300 ล้านบาท โดยที่ธนาคารไม่แจ้งความ เพราะมีระบบประกันคุ้มครอง บางคนไม่รู้ตัวเลยว่าถูกดูดเงินออกไปทั้งคืน

ดังนั้น ต้องออกกฎหมายบังคับให้ กสทช. และธนาคารร่วมมือกับตำรวจอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ทุกอย่างพึ่งเพียง คำขอความร่วมมือ สังคมไทยจะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาสแกมเมอร์

ซัดเอกชนมองแต่ผลกำไร

“ลองถามแต่ละบริษัทที่ให้บริการมือถือจะรู้ว่าที่ขายดีที่สุดคือซิมอินเตอร์เน็ต แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเพราะมันคือผลกำไร เขาไม่ได้มองความเดือดร้อนของประชาชนแต่มองที่กำไรเท่านั้น โดยไม่มีกฎหมายไปบังคับ เลยปล่อยให้เขาเล่นเอาเถิดกับรัฐบาลและประชาชน แล้วตัวเองออกมาเป็นฮีโร่ ขณะที่ตำรวจกลายเป็นเหยื่อแทน ส่วนคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์แล้วบอกว่าโดนบังคับ ผมบอกได้เลยเดินมา 100 คน มี 99.8% เต็มใจทั้งนั้น ไม่มีใครบังคับหรอก“พล.ต.อ.กรไชยกล่าว

รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

จากกรณีที่ รองผบ.ตร. ออกมาโวย ธนาคารเเละค่ายมือถือ ที่หวังแต่ผลกำไร จนทำให้ตำรวจกลายเป็นจำเลยสังคมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรังในการจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทย

ทำไม รองผบ.ตร. ถึงโวย ธนาคารและค่ายมือถือ?

พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการทำงานของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยกล่าวหาว่าหน่วยงานเหล่านี้มุ่งเน้นแต่ผลกำไรของตนเอง จนละเลยความเดือดร้อนของประชาชนและผลักภาระให้กับตำรวจในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหา รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม นั้น เกิดจากการที่ธนาคารใช้เวลาตรวจสอบนานเกินไป ทำให้การติดตามเงินที่ถูกโกงทำได้ยาก และ กสทช. ไม่มีการควบคุมการถือครองหมายเลขโทรศัพท์ ทำให้มิจฉาชีพสามารถใช้ซิมม้าและบัญชีม้าในการหลอกลวงประชาชนได้

นอกจากนี้ รอง ผบ.ตร. ยังกล่าวว่า สตช. เคยเสนอให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การจำกัดจำนวนเบอร์โทรศัพท์ที่แต่ละคนสามารถถือครองได้ และการให้ธนาคารเร่งดำเนินการตรวจสอบการโอนเงินที่ผิดปกติ แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร ทำให้ปัญหายังคงอยู่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม อย่างที่เห็น

ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานและยังคงเป็นความท้าทายสำหรับสังคมไทย การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างระบบที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ รองผบ.ตร. โวย ธนาคาร-มือถือ ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม อีกต่อไป

ที่มา – รองผบ.ตร. โวยกลางวงกมธ. ตำรวจ ซัด ธนาคาร – ค่ายมือถือ หวังแต่ผลกำไร ทำตำรวจเป็นจำเลยสังคม

สส.เกาหลีใต้เผย คนไปกัมพูชาแล้วไม่กลับปีละพัน

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ข้อมูลน่าตกใจที่กำลังถูกจับตามอง! สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีพลเมืองเกาหลีจำนวนมากเดินทางไปยังกัมพูชาแต่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ซึ่งจุดประกายความกังวลว่าอาจมีชาวเกาหลีเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ (scammer) ในกัมพูชามากกว่าที่คิดไว้

นายพัค ชาน-แด สส. จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ โดยระบุว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้หลายพันคนที่เดินทางไปยังกัมพูชา แต่กลับไม่มีข้อมูลการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีพลเมืองของตนเข้าไปพัวพันกับการทำงานในศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา มากกว่าที่เคยมีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกยื่นให้กับ สส.พัค ระบุถึงส่วนต่างของจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชาและจำนวนผู้ที่เดินทางกลับจากกัมพูชา โดยตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 3,209 คนในปี 2565, 2,662 คนในปี 2566 และ 3,248 คนในปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีส่วนต่างเพียง 113 คนเท่านั้น

การที่ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า จำนวนพลเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา อาจมีจำนวนสูงกว่าตัวเลขประมาณการของรัฐบาลที่ระบุไว้ราว 1,000 คนหรือไม่

สำหรับตัวเลขในปี 2568 นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม พบว่ามีชาวเกาหลีใต้เดินทางไปกัมพูชา 67,609 คน แต่เดินทางกลับมาเพียง 66,745 คน คิดเป็นส่วนต่าง 864 คน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาชี้ว่า ในปี 2567 มีชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศถึง 192,305 คน ในขณะที่ข้อมูลจากฝั่งเกาหลีใต้ระบุว่ามีพลเมืองเดินทางออกจากประเทศไปยังกัมพูชาในปีเดียวกันนั้นเพียง 100,820 คนเท่านั้น ตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวยอนฮัป (Yonhap) รายงานโดยอ้างอิงการเปิดเผยของผู้ที่รู้จักกับพนักงานในเครือข่ายอาชญากรรมแห่งหนึ่งในกัมพูชาว่า มีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการหลอกลวงในประเทศนี้อย่างน้อย 2,000 ถึง 3,000 คน

“ไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เดินทางออกไปโดยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ลักลอบเข้ากัมพูชาโดยผ่านประเทศจีนอีกด้วย” แหล่งข่าวระบุถึงวิธีการเดินทางที่หลากหลายของเหล่าอาชญากร

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเคยทำงานในศูนย์อาชญากรรม ให้ข้อมูลว่ามีชาวเกาหลีอยู่ในศูนย์ดังกล่าวประมาณ 50 คน โดยบางคนเมื่อหาเงินได้จำนวนหนึ่งแล้วก็จะย้ายไปตั้งบริษัทใหม่ในภูมิภาคอื่น

นายพัค แสดงความกังวลว่า อาจยังมีเหยื่อชาวเกาหลีจากอาชญากรรมในกัมพูชาอยู่อีกจำนวนมาก พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศอย่างละเอียด

“รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศซ้ำ โดยการเปรียบเทียบประวัติการเข้าและออกของแต่ละบุคคลกับบันทึกของกงสุลและตำรวจ” นายพัคกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

ทำไมคนเกาหลีใต้ถึงไปกัมพูชาแล้วไม่กลับ?

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ปรากฏการณ์นี้อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่กัมพูชา การเข้าไปพัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่การลักลอบเข้าไปทำงานผิดกฎหมาย

รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากพลเมือง และให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่อาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ การประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก็เป็นสิ่งสำคัญ

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน นี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายของอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ด้วย

ที่มา – สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

Scroll to top