การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

“สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่น่าประทับใจเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 52 ปี โดยเป็นเหตุการณ์ที่ “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ เพื่อเป็นสิริมงคล

“สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมามอบให้นายสุชาติ ซึ่งในโอกาสนี้ นายสุชาติได้แสดงความรู้สึกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้ในครั้งนี้ถือเป็นขวัญและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับการทำงานเพื่อประชาชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไป

ความมุ่งมั่นในการทำงานหลังได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้

นายสุชาติได้ให้คำมั่นสัญญาว่า หลังจากที่ “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดนี้ ตนจะขอน้อมนำพระจริยวัตรและพระราชกรณียกิจมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำงาน โดยยึดมั่นในความจงรักภักดี และมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทย รวมถึงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติของชาติให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของความกตัญญูและการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อสังคม การได้รับกำลังใจอันสูงส่งเช่นนี้ย่อมเป็นแรงผลักดันชั้นดีในการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงทรัพยากรฯ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง เราขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีในภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไปครับ

ที่มา – “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

กลายเป็นข่าวดีต้อนรับเดือนกรกฎาคม สำหรับพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่เพื่อทำภารกิจสำคัญในการมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ อส.12 ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ 49 หมู่บ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน หลายครัวเรือนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกังวลใจมาตลอดว่าจะถูกขับไล่หรือถูกกฎหมายกดดัน แต่หลังจากนี้ชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

ก้าวสำคัญสู่ “คนอยู่กับป่า” อย่างยั่งยืน

การแจกเอกสาร รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,700 ไร่ ในเขตป่าอนุรักษ์ 8 แห่งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ในการทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิต และเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และเส้นทางคมนาคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเฝ้ารอคอยมานานหลายสิบปี

  • ช่วยเหลือประชาชนรวม 49 หมู่บ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่
  • มอบหนังสือ อส.12 ให้เกษตรกรกว่า 1,594 ครัวเรือน
  • จัดสรรพื้นที่ทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายรวมกว่า 7,700 ไร่
  • เปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมมือกับรัฐในการดูแลฟื้นฟูป่าไม้

นายสุชาติได้เน้นย้ำในระหว่างพิธีว่า นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบเอกสารสิทธิ์ แต่คือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความเกื้อกูล เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่ พวกเขาก็จะเป็นอาสาสมัครชั้นดีในการช่วยกันดูแลรักษาป่า เพราะนี่คือบ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเขาและลูกหลานในอนาคต

แน่นอนว่าการดำเนินงาน รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ยังมีความท้าทายในเรื่องของงบประมาณและการตรวจสอบที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ แต่ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่น่าสนใจมาก หากมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบจ. ก็จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ป่า ถือเป็นก้าวที่ถูกต้องและน่าชื่นชม เพราะป่าไม้จะสมบูรณ์ได้ไม่ได้อยู่ที่รั้วกั้น แต่ขี้นอยู่กับว่าคนในพื้นที่นั้นมีความสุขและมีความมั่นคงเพียงพอที่จะช่วยดูแลป่าให้เราได้หรือไม่ หวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกคนครับ

ที่มา – “รมว.สุชาติ” ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่า 49 หมู่บ้าน กว่า 7,700 ไร่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลฯ เพิกถอนมติเฉือนป่าทับลานให้ ส.ป.ก.

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับพื้นที่สีเขียวของไทย เมื่อคุณศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีการระงับและเพิกถอนมติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ในกรณีที่เตรียมตัดพื้นที่ป่าทับลาน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกที่สำคัญ เพื่อโอนไปให้ ส.ป.ก. บริหารจัดการแทน วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด

ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนมติ คกก.อุทยานแห่งชาติ เฉือนป่าทับลานมรดกโลกให้ ส.ป.ก.

การเดินทางไปยื่นฟ้องที่ศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมาของคุณศรีสุวรรณ ถือเป็นการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการใช้อำนาจของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการอุทยานฯ หรือคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยประเด็นหลักคือมติที่ให้มีการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งกระทบต่อเนื้อที่กว่า 155,865 ไร่ ซึ่งรวมถึงพื้นที่โครงการหมู่บ้านไทยสามัคคีและพื้นที่ฝึกซ้อมรบของทหารด้วย

ผลกระทบต่อมรดกโลกและอนาคตของป่าทับลาน

ทำไมเรื่อง ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนมติ คกก.อุทยานแห่งชาติ เฉือนป่าทับลานมรดกโลกให้ ส.ป.ก. ถึงเป็นเรื่องใหญ่? เหตุผลสำคัญคือสถานะความเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของทับลาน หากพื้นที่ป่าถูกเฉือนออกไป อาจทำให้ UNESCO พิจารณาลดระดับให้ป่าทับลานอยู่ในภาวะอันตราย หรือร้ายแรงถึงขั้นถอดถอนออกจากบัญชีมรดกโลก ซึ่งหมายถึงความสูญเสียทางธรรมชาติและชื่อเสียงของประเทศไทยในระดับสากล

ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่าจะนำพื้นที่ป่าสงวนอื่นเข้ามาทดแทน กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างมาก เพราะในพื้นที่ดังกล่าวมักมีชาวบ้านทำกินอยู่แล้ว ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นการสร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ มากกว่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนจริงๆ

  • ประชาชนกว่า 95% ได้แสดงจุดยืนคัดค้านผ่านการทำประชาพิจารณ์กว่า 9 แสนรายชื่อ
  • การดำเนินการที่สวนกระแสประชาชนอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายยาวนาน
  • การคุ้มครองพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ควรเป็นภารกิจหลักที่รัฐต้องให้ความสำคัญ

ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง เราอาจต้องตั้งคำถามว่า การพัฒนาพื้นที่โดยการเสียสละพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่หาทดแทนไม่ได้นั้นคุ้มค่าหรือไม่ การที่ ศรีสุวรรณ ร้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนมติ คกก.อุทยานแห่งชาติ เฉือนป่าทับลานมรดกโลกให้ ส.ป.ก. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เตือนใจผู้มีอำนาจว่า ทุกการตัดสินใจต้องฟังเสียงประชาชนและรักษาสมดุลของระบบนิเวศเป็นอันดับหนึ่ง มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเฉือนทรัพยากรธรรมชาติของชาติ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนมติ คกก.อุทยานแห่งชาติ เฉือนป่าทับลานมรดกโลกให้ ส.ป.ก.

ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

ข่าวใหญ่สำหรับชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวทั่วไทย ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดของการเดินทางและยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา คือความหวังใหม่ของชาวกระบี่

หลายคนที่เคยไปเที่ยวเกาะลันตาอาจจะเคยประสบปัญหาการรอคิวลงแพขนานยนต์ ซึ่งทำให้เสียเวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาจึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมการขนส่งในจังหวัดกระบี่ โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างครบถ้วน ทั้งสะพานขึงและโครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะกลางกับเกาะลันตาน้อย ทำให้การสัญจรเชื่อมถึงกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความคืบหน้าล่าสุดของการดำเนินโครงการ

หลังจากที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ทางกรมทางหลวงชนบทก็พร้อมที่จะเดินหน้างานก่อสร้างทันที โดยโครงการนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะมีการปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจะปลูกป่าทดแทนกว่า 20 เท่าของพื้นที่ที่เสียไป เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

นอกเหนือจากเรื่องของความสะดวกสบาย โครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าขายในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล เพราะเมื่อการขนส่งสินค้าและการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทำได้ง่าย จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และช่วยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ในส่วนของมาตรการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าการพัฒนาในครั้งนี้จะมาพร้อมกับการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจธรรมชาติไปพร้อมกันครับ

โดยสรุปแล้ว การที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการปลดล็อกปัญหาการจราจรบนเกาะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับจังหวัดกระบี่ ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชมครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

เปิดภาพ สัตว์ป่าหายาก จากกล้องดักถ่าย แห่งผืนป่าแก่งกระจาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวสุดตื่นเต้นจากผืนป่ามรดกโลกมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ความอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดมีข่าวดีที่ทำให้เราเห็นว่าธรรมชาติบ้านเรายังคงเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ผ่านการเปิดภาพ สัตว์ป่าหายาก จากกล้องดักถ่าย สะท้อนความสมบูรณ์ของผืนป่าแก่งกระจาน ที่ทำให้เหล่านักอนุรักษ์ต้องยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว

เปิดภาพ สัตว์ป่าหายาก จากกล้องดักถ่าย สะท้อนความสมบูรณ์ของผืนป่าแก่งกระจาน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ได้ออกลาดตระเวนสำรวจแม่น้ำเพชรบุรีตอนบน เพื่อติดตามประชากรจระเข้น้ำจืดที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ แม้ว่าภารกิจหลักจะมุ่งเน้นที่จระเข้ แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นข้อมูลมหาศาลที่บ่งบอกว่าป่าแห่งนี้คือสวรรค์ของสัตว์ป่านานาชนิด การเปิดภาพ สัตว์ป่าหายาก จากกล้องดักถ่าย สะท้อนความสมบูรณ์ของผืนป่าแก่งกระจาน ผ่านหลักฐานจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าที่ติดตั้งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ยืนยันได้ดีว่าผืนป่านี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพที่น่าทึ่ง

จากการสำรวจครั้งนี้ แม้จะไม่พบตัวจระเข้น้ำจืดโดยตรง แต่ทีมงานสามารถเก็บรวบรวมคลิปและภาพถ่ายของสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่โผล่มาทักทายหน้ากล้อง ไม่ว่าจะเป็น:

  • เสือโคร่งรหัส ZKKT-002M (ชื่อเล่นเท่ๆ ว่า ณเดชน์)
  • ฝูงกระทิงและช้างป่าตัวใหญ่
  • สัตว์ผู้ล่าและสัตว์กินพืช เช่น หมาไน, หมีควาย, และหมีหมา
  • สัตว์น่ารักๆ อย่างนากใหญ่ขนเรียบ, เม่นใหญ่แผงคอยาว, ลิงเสน และลิงแสม

สัตว์เหล่านี้เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การที่ผู้ล่าระดับสูงอย่างเสือโคร่งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ นั่นหมายถึงห่วงโซ่อาหารในป่าแก่งกระจานต้องสมดุลและครบวงจรจริงๆ ครับ

สำหรับใครที่ตั้งตารอข่าวคราวของจระเข้น้ำจืด เจ้าหน้าที่แอบกระซิบว่าพบร่องรอยตีนบริเวณ “ซับชุมเห็ด” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมมากต่อการหลบซ่อนตัว ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าน้องอาจจะยังวนเวียนอยู่ในป่าแห่งนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะเดินหน้าเฝ้าระวังกันต่อไปอย่างเข้มข้นครับ

สรุปแล้ว การได้เห็นพฤติกรรมสัตว์ป่าผ่านกล้องดักถ่ายทำให้เราเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้เป็นอย่างยิ่ง หากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราอาจไม่ได้เห็นภาพความน่ารักและวิถีชีวิตดั้งเดิมของสัตว์เหล่านี้กันแน่ๆ เพื่อนๆ ล่ะครับ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง หรือมีสัตว์ตัวไหนที่อยากเห็นเป็นพิเศษไหม มาแชร์กันได้นะ!

ที่มา – เปิดภาพ “สัตว์ป่าหายาก” จากกล้องดักถ่าย สะท้อนความสมบูรณ์ของผืนป่าแก่งกระจาน

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวชุมพรและระนองที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่าผลเสียมากกว่าผลดีมากนัก

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

จากรายงานของ กสม. วันที่ 15 พ.ค. 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ย้ำถึงผลการตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งประกอบด้วยท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรม กสม. ส่งหนังสือข้อเสนอแนะไปยังนายกฯ และ ครม. เมื่อ 26 ก.พ. 2569 และ ครม. มีมติรับทราบเมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดยมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นหลัก ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสม

ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือ?

สศช. ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว พบว่าโครงการนี้สนับสนุนสินค้าระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้แค่ 18% เท่านั้น การพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวหรือสนามบินก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญ โครงการไม่ช่วยประหยัดเวลาขนส่งจากมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกา ค่าขนส่งยังสูงกว่า ไม่แข่งขันกับสิงคโปร์ได้ และรายได้จากตู้คอนเทนเนอร์ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โครงการจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก เช่น:

  • ตะกอนจากท่าเรือกระทบปะการัง หญ้าทะเล และแหล่งอาหารสัตว์น้ำ
  • กระทบแหล่งมรดกโลกทะเลอันดามัน
  • รถไฟและทางหลวงผ่านพื้นที่อนุรักษ์ ลุ่มน้ำชั้น 1A-2 ป่าชายเลน อุทยาน ชุ่มน้ำ
  • บุกรุกป่า เกษตร สูญเสียคาร์บอน เปลี่ยนกระแสน้ำ คุณภาพน้ำ น้ำใต้ดิน

ด้านการประมง ชุมพรมีเรือ 3,500 ลำ ประมงพื้นบ้าน 270 ลำ จับสัตว์น้ำ 110,000 ตัน มูลค่า 3,900 ล้านบาท เป็นแหล่งวงจรชีวิตปลาทู ระนองมีเรือพื้นบ้าน 2,000 ลำ ชาวเลมอแกนสูญเสียวิถีชีวิต เกษตรกรเสียแหล่งน้ำ ที่ดิน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสียหาย

การรับฟังความเห็นไม่ครบถ้วน

เวทีรับฟังทำแบบรายโครงการ ประชาชนเข้าไม่ครบ เนื้อหาไม่ชัด ไม่ให้แสดงความเห็นจริงจัง ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รัฐต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิประชาชน SDGs และ ICESCR

กสม. เสนอให้ สศช. จัดเวทีรับฟังภาพรวมพัฒนาจังหวัด ให้ประชาชนทุกกลุ่มกำหนดอนาคต รัฐต้องศึกษาผลกระทบครบมิติ คำนวณคุ้มค่าทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต

กสม. ขอบคุณ ครม. และนายกฯ ที่ตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยรองนายกฯ และ รมว.คลังเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ

โครงการแลนด์บริดจ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาต้องสมดุล เศรษฐกิจต้องไม่แลกกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิประชาชน คุณคิดว่าควรไปต่อหรือหยุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อให้เสียงเราดังถึงผู้กำหนดนโยบาย!

ที่มา – กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

“สุชาติ” ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชมทุ่มเท-เสียสละ

“สุชาติ” ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชมทุ่มเท-เสียสละ เป็นข่าวดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละทุกคน ในช่วงฤดูแล้งที่ไฟป่าครอบคลุมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นจุดร้อนเสมอมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

สุชาติ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์

“สุชาติ” ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชมทุ่มเท-เสียสละ

การเยี่ยมครั้งนี้ นายสุชาติ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง ได้รับการต้อนรับจากนายสิงหนาท ชัยวัง หัวหน้าสถานีฯ ที่รายงานสถานการณ์ไฟป่าและผลงานการป้องกัน-ดับไฟในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ที่นี่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศที่ขรุขระ อากาศร้อนอบอ้าว และไฟที่ลุกลามรวดเร็ว แต่ทุกคนยังคงทุ่มเทอย่างเต็มที่ นายสุชาติ จึงชื่นชมความเสียสละนี้อย่างมาก โดยกล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ทุกคนคือฮีโร่ที่ปกป้องป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติของชาติ”

นโยบายพัฒนาสถานีฯ สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

นอกจากให้กำลังใจแล้ว นายสุชาติ ยังมอบนโยบายสำคัญในการปรับปรุงพื้นที่รอบสถานีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยเชื่อมโยงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การอนุรักษ์ นี่เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม เพราะจะช่วยปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับสร้างรายได้ให้ชุมชน

  • การปรับปรุงพื้นที่: สร้างเส้นทางเดินป่า จุดชมวิว และศูนย์เรียนรู้ไฟป่า
  • เชื่อมโยงวัฒนธรรม: รวมโบราณสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณ เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ประโยชน์ระยะยาว: ลดไฟป่าด้วยการมีส่วนร่วมจากประชาชน เพิ่มการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
ภาพกิจกรรมให้กำลังใจ
สุชาติ ตรวจเยี่ยมสถานี

ไฟป่าภูพิงค์เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่ออากาศ คุณภาพชีวิต และระบบนิเวศ นายสุชาติ ยังเน้นย้ำให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นโดรนตรวจจับไฟ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ การกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสถานีฯ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงให้กำลังใจ แต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไฟป่าเชิงบูรณาการ ทั้งป้องกัน ดับ และฟื้นฟู โดยมีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ในอนาคต สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์อาจกลายเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวที่ทุกคนอยากไปเยี่ยมชม

นโยบายพัฒนาท่องเที่ยว

สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ “สุชาติ” ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชมทุ่มเท-เสียสละ และเชิญชวนทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ป่า หลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง เพื่อป่าที่เขียวชอุ่มให้ลูกหลาน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องสิ่งแวดล้อมวันนี้!

ที่มา – “สุชาติ” ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ชมทุ่มเท-เสียสละ

Scroll to top