การอนุรักษ์ธรรมชาติ

“สุชาติ” ย้ำต้องแยกชาวบ้าน – กลุ่มทุนรุกทับลาน ออกให้ชัดเจน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจ สำหรับกรณีการจัดสรรพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญคือ “สุชาติ” ย้ำต้องแยกชาวบ้าน – กลุ่มทุนรุกทับลาน ออกให้ชัดเจน ขอนักอนุรักษ์เห็นใจ ชาวบ้านอยู่มาก่อน เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“สุชาติ” ย้ำต้องแยกชาวบ้าน – กลุ่มทุนรุกทับลาน ออกให้ชัดเจน

นายสุชาติเผยว่า จากการลงพื้นที่และขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจด้วยตาตนเอง พบว่าพื้นที่ที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่ป่าสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการสร้างถนนคอนกรีต โรงเรียน และวัด ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านที่มาอยู่ก่อนนานแล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าป่าทับลานกว่า 1.4 ล้านไร่จะไม่มีการแตะต้องหรือยกให้ใครเด็ดขาด พร้อมทั้งกำชับให้หัวหน้าอุทยานฯ ติดป้ายประกาศรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่โดยไม่ละเว้น เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ปกป้องกลุ่มทุนแน่นอน

เหตุผลที่ต้องแยกชาวบ้านออกจากกลุ่มนายทุน

การดำเนินการตามมติคณะกรรมการอุทยานฯ นั้นมีความซับซ้อน นายสุชาติชี้แจงว่ามีกลุ่มผู้ถือครองพื้นที่แบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดยในกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุดหรือกลุ่มที่เน้นหากำไรจากรีสอร์ท จะต้องเร่งตรวจสอบสิทธิ์อย่างละเอียด “สุชาติ” ย้ำต้องแยกชาวบ้าน – กลุ่มทุนรุกทับลาน ออกให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบสังคม ไม่ให้กลุ่มทุนที่มีเงินลงทุนหลายร้อยล้านมาฉวยโอกาสใช้พื้นที่ป่าทำธุรกิจอย่างไม่ถูกต้อง

  • เร่งพิสูจน์สิทธิ์ชาวบ้านดั้งเดิมที่ได้รับผลกระทบ
  • ดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ทและกลุ่มทุนที่บุกรุกป่าภายใน 15 วัน
  • รักษาพื้นที่ป่าสมบูรณ์กว่า 1.4 ล้านไร่ให้คงอยู่
  • เปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักอนุรักษ์ทุกภาคส่วน

ในมุมมองของผู้ที่ติดตามข่าวสาร การที่รัฐมนตรีออกมาขยับตัวเรื่องนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมานาน การแยกแยะระหว่างเกษตรกรผู้ทำกินดั้งเดิมกับผู้ประกอบการรีสอร์ทคือหัวใจสำคัญ หากรัฐบาลสามารถแยกทั้งสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เชื่อว่าความขัดแย้งกับกลุ่มนักอนุรักษ์จะลดน้อยลง และพื้นที่ทับลานจะได้รับการจัดการที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นครับ

ที่มา – “สุชาติ” ย้ำต้องแยกชาวบ้าน – กลุ่มทุนรุกทับลาน ออกให้ชัดเจน ขอนักอนุรักษ์เห็นใจ ชาวบ้านอยู่มาก่อน

พินิจนำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อเมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนานกันมาบ้างแล้วนะครับ แต่วันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงภารกิจสำคัญที่คุณพินิจ จารุสมบัติ ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้นำคณะเดินทางไปร่วมงานสำคัญระดับโลกอย่าง “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ครับ

“พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีหัวข้อหลักคือ “รวมพลัง สู่สิ่งใหม่ สร้างจีนที่งดงาม” ซึ่งทางจีนต้องการโชว์ศักยภาพให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนนั้นทำได้จริง และเมื่อคุณ “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือแบบอย่างที่ต้าหลี่เลือกใช้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตคนกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

ถอดบทเรียนจากต้าหลี่สู่แรงบันดาลใจไทย-จีน

คุณพินิจได้แชร์ความประทับใจไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้าหลี่เปรียบเสมือน “ภาพวาดพันปีที่ไม่ต้องใช้หมึก” ด้วยความงดงามของเทือกเขาชางซานและทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ การที่คนในท้องถิ่นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ทำลายทรัพยากร แต่กลับใช้ธรรมชาติเป็นฐานรากในการสร้างอาชีพ เช่น ร้านคาเฟ่ หรือที่พักโฮมสเตย์ ถือเป็นต้นแบบที่ทรงคุณค่าครับ

  • เรียนรู้จากความสำเร็จของจีนในการฟื้นฟูระบบนิเวศ
  • สร้างความเชื่อมโยงผ่านมิติวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
  • กระชับมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นด้วยความร่วมมือที่จับต้องได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความสำเร็จของเพจ “This is Dali” ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงเสน่ห์ของต้าหลี่มากขึ้น ผ่านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่ทำให้เห็นว่า จีนในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นมิตรและพร้อมเดินหน้าเคียงข้างไปกับนานาประเทศ การที่คุณพินิจนำคณะลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การประชุมเชิงวิชาการ แต่เป็นการสร้างสะพานแห่งโอกาสที่จะนำประสบการณ์ดีๆ มาปรับใช้กับประเทศไทยอีกด้วยครับ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของฟอรัมนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การที่เราได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จจากเพื่อนบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เราตระหนักได้ว่า “ภูเขาเขียวและสายน้ำใส” คือต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติจริงๆ หากเราทุกคนร่วมมือกันดูแลธรรมชาติ ก็จะช่วยสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลังได้แน่นอนครับ

ที่มา – “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ 180 ปี

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้วงการอนุรักษ์สัตว์ป่าทั่วโลก เกาะโฟลรีอานา (Floreana) แห่งหมู่เกาะกาลาปากอส ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต่ายักษ์เคยหายไปนานแสนนาน ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่กลับมาอีกครั้ง นักวิทยาศาสตร์ใช้ความพยายามนานกว่า 20 ปีในการเพาะพันธุ์และฟื้นฟูสายพันธุ์นี้ จนสำเร็จในที่สุด

เต่ายักษ์กลับสู่เกาะกาลาปากอส

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เต่ายักษ์จำนวน 158 ตัววัยอ่อนถูกปล่อยลงสู่เกาะโฟลรีอานา เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 180 ปี โครงการนี้ดำเนินการโดยอุทยานแห่งชาติกาลาปากอสและองค์กรการกุศลเพื่อการอนุรักษ์กาลาปากอส (GCT) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศ

เต่ายักษ์ หรือ Giant tortoise มีบทบาทสำคัญในฐานะ “วิศวกรระบบนิเวศ” พวกมันช่วยกระจายเมล็ดพืช กินพืชรุกราน และปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ธรรมชาติให้สมดุล การหายไปของพวกมันทำให้เกาะเสื่อมโทรม แต่ตอนนี้พวกมันกลับมาแล้ว

สาเหตุการสูญพันธุ์ของเต่ายักษ์กาลาปากอส

สายพันธุ์ Chelonoidis niger niger บนเกาะโฟลรีอานาสูญพันธุ์ในช่วงทศวรรษ 1840 เนื่องจากนักเดินเรือจับไปเป็นเสบียงอาหารนับพันตัว การล่าแบบนี้ทำลายประชากรอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ แพะและสัตว์ต่างถิ่นที่มนุษย์นำเข้าก็รุกรานแหล่งอาหารของเต่า ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย

กระบวนการเพาะพันธุ์ย้อนกลับ (Back-breeding)

โครงการเริ่มต้นในปี 2560 หลังค้นพบเต่าที่มีเชื้อสายบรรพบุรุษบนเกาะอิซาเบลาในปี 2551 นักวิทยาศาสตร์คัดเลือกเต่าลูกผสม 23 ตัวที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงที่สุด นำไปเพาะเลี้ยงบนเกาะซานตาครูซ จนถึงปี 2568 มีลูกเต่าฟักออกมามากกว่า 600 ตัว โดยหลายร้อยตัวพร้อมปล่อยสู่ธรรมชาติ

  • ค้นพบเต่าบรรพบุรุษบนภูเขาไฟวูล์ฟ เกาะอิซาเบลา
  • คัดเลือกเต่า 23 ตัวที่มี DNA ใกล้เคียง
  • เพาะพันธุ์ในพื้นที่ควบคุม
  • ฟักไข่และเลี้ยงจนโต ปล่อย 158 ตัวแรก
ภาพเต่ายักษ์กาลาปากอส
ภาพจาก AFP PHOTO / ECUADOR’S MINISTRY OF ENVIRONMENT

ดร.เจน โจนส์ ประธาน GCT กล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาตื่นเต้นที่พิสูจน์ความสำเร็จจากการร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ชุมชนท้องถิ่น และองค์กร” ความสำเร็จนี้ไม่เพียงช่วยเกาะโฟลรีอานา แต่ยังเป็นแบบอย่างสำหรับการฟื้นฟูสายพันธุ์ทั่วโลก

หมู่เกาะกาลาปากอสเป็นแหล่งกำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน เต่ายักษ์ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละเกาะมีลักษณะต่างกัน การนำ “เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี จึงมีความหมายทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยควบคุมพืชรุกรานและฟื้นฟูป่า ทำให้สัตว์อื่นๆ เช่น นกและสัตว์เลื้อยคลาน ได้ประโยชน์ตามมา ในอนาคต คาดว่าจะปล่อยเต่าเพิ่มอีกหลายพันตัว

ข่าวดีเรื่องนี้ชวนให้คิดถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ หากเราลงมือทันที สายพันธุ์ที่สูญหายไปแล้วก็มีโอกาสกลับมาได้ ลองติดตามโครงการอนุรักษ์อื่นๆ และสนับสนุนด้วยการบริจาคหรือแบ่งปันข้อมูล เพื่อโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์วานรเสียชีวิตวัย 91

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี ถือเป็นข่าวเศร้าที่สะเทือนใจวงการวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์ทั่วโลก นักวานรวิทยาผู้ยิ่งใหญ่คนนี้จากไปด้วยสาเหตุทางธรรมชาติ ขณะกำลังเดินทางบรรยายในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ดร.เจน กูดดอลล์ หรือที่รู้จักกันในนาม Jane Goodall เป็นนักวานรวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักอนุรักษ์ธรรมชาติชื่อดัง เธออุทิศชีวิตให้กับการศึกษาลิงชิมแปนซีในป่าของแทนซาเนีย ซึ่งนำไปสู่การค้นพบที่ปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ การจากไปของเธอในวัย 91 ปี ทำให้โลกสูญเสียบุคคลสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองต่อสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

สถาบันเจน กูดดอลล์ ประกาศยืนยันการเสียชีวิต โดยระบุว่า ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี จากสาเหตุธรรมชาติระหว่างทัวร์บรรยายในสหรัฐฯ การค้นพบของเธอไม่เพียงเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับไพรเมต แต่ยังจุดประกายการอนุรักษ์ทั่วโลก เธอพิสูจน์ว่าลิงชิมแปนซีมีบุคลิกภาพเฉพาะตัว สร้างและใช้เครื่องมือได้ คล้ายมนุษย์มาก

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร
ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร

หนึ่งในการค้นพบที่โดดเด่นคือความคล้ายคลึงระหว่างชิมแปนซีกับมนุษย์ เธอเคยกล่าวกับ ABC News ว่า พวกมันแสดงอารมณ์ผ่านท่าทาง จูบ โอบกอด และแม้แต่ความรุนแรงหรือสงคราม แต่ก็มีความรักและเห็นอกเห็นใจด้วย นี่คือความสำเร็จทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 20

เส้นทางชีวิตและแรงบันดาลใจของดร.เจน กูดดอลล์

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี แต่ชีวิตของเธอเริ่มต้นด้วยความรักสัตว์ตั้งแต่เด็ก ในลอนดอนและบอร์นมัท เธอใฝ่ฝันไปแอฟริกาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ หลังอ่านหนังสือ “ด็อกเตอร์ดูลิตเติล” และ “ทาร์ซาน” เมื่ออายุ 26 เธอเดินทางไปแทนซาเนียครั้งแรก เริ่มวิจัยที่อุทยานกอมเบ ท่ามกลางป่าทึบและอันตรายจากสัตว์ป่า แต่เธอรู้สึกว่านี่คือสถานที่ที่เธอเกิดมาเพื่ออยู่

ต่อมา เธอได้รับปริญญาเอกด้านพฤติกรรมศาสตร์สัตว์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ วิทยานิพนธ์ของเธออธิบายการศึกษา 5 ปีแรกที่กอมเบ ในปี 2520 เธอก่อตั้งสถาบันเจน กูดดอลล์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจไพรเมตผ่านการศึกษาและกฎหมาย มีสำนักงานใน 25 ประเทศ

ผลงานของเธอปูทางให้ผู้หญิงในสาขา STEM เพิ่มจาก 7% เป็น 26% ในหกทศวรรษ นอกจากนี้ ในปี 2534 เธอเริ่ม Roots & Shoots โครงการสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน

ดร.เจน กูดดอลล์รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ จาก โจ ไบเดน
ดร.เจน กูดดอลล์รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ จาก โจ ไบเดน

เธอได้รับรางวัลมากมาย เช่น ทูตสันติภาพสหประชาชาติในปี 2545, CBE ในปี 2538, และเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้อายุมาก เธอยังรณรงค์เรื่องสภาพภูมิอากาศ ในปี 2562 เธอเตือนว่าโลกกำลังตกอยู่ในอันตราย และต้องลงมือลดภาวะโลกร้อนทันที

ในปี 2565 เธอร่วมกับ Apple ส่งเสริมการรีไซเคิลเพื่อลดคาร์บอนและการขุดแร่ เธอกล่าวว่า “เราสามารถหาเงินโดยไม่ทำลายโลก” ชีวิตส่วนตัว เธอมีบุตรชายหนึ่งคน หลานสามคน จากการแต่งงานสองครั้ง

  • ค้นพบชิมแปนซีใช้เครื่องมือ
  • ก่อตั้งสถาบันอนุรักษ์
  • ส่งเสริมผู้หญิงใน STEM
  • รณรงค์สิ่งแวดล้อมระดับโลก

มรดกของดร.เจน กูดดอลล์ จะคงอยู่ตลอดกาล เธอสอนเราว่าความใกล้ชิดกับธรรมชาติสามารถเปลี่ยนโลกได้ ลองนึกภาพหากทุกคนเริ่มจากก้าวเล็กๆ ในการอนุรักษ์ โลกของเราจะยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

Scroll to top